ถ้าย้อนกลับไปเมื่อราวๆ ปี พ.ศ.2564 happening มีโอกาสสัมภาษณ์เด็กสาววัย 18 ปีคนหนึ่งในช่วงที่เพลง 'ทานตะวัน' เพิ่งถูกปล่อยออกมา ตอนนั้นหลายคนพูดถึงความนิ่ง เรียบ ราวกับคลื่นที่สงบ แต่อุดมไปด้วยความอบอุ่นของเพลงนั้น เธอคือ แซมมี่–ภัคธีมา ชิลเลอร์ หรือ SAMMii ศิลปินสาวจาก Universal Music Thailand ที่มาพร้อมเสียง Low Tone Voice มีเสน่ห์เฉพาะตัว และกลิ่นอาย Bedroom Pop ที่ชัดเจนตั้งแต่ซิงเกิลแรก
แม้ผมจะไม่ได้เป็นคนสัมภาษณ์เธอด้วยตัวเอง แต่บทสัมภาษณ์นั้นทำให้ผมรู้สึกเหมือนได้ทำความรู้จักเธอผ่านตัวอักษร ความเรียบง่าย เป็นกันเอง แต่แฝงด้วยความมุ่งมั่น คือภาพของเธอที่ถูกถ่ายทอดออกมา "แซมว่าตัวแซมเหมือนสีน้ำเงินค่ะ" เธอบอกไว้แบบนั้น พร้อมเล่าเรื่องชีวิตที่เติบโตมากับเพลงฮิตยุค 90s จากเพลย์ลิสต์ในรถของครอบครัว บ้านที่มีภาพวาดของคุณพ่อประดับอยู่ทั่วทุกมุม มีคุณลุงเป็นนักดนตรีแจ๊สอยู่ที่สหรัฐอเมริกา และการเริ่มเรียนเปียโนตั้งแต่อายุ 4 ขวบ ศิลปะดูเหมือนจะเป็นอากาศที่เธอหายใจมาตั้งแต่เด็ก
สิ่งที่ทำให้ผมหยุดอ่านช้าลงในบทสัมภาษณ์นั้น คือช่วงที่เธอเล่าถึงการเขียน เธอเริ่มจากนิยายและบทความสั้นๆ เขียนแล้วก็เก็บไว้อ่านเอง ตื่นมาก็เขียน เข้านอนก็เขียน และเธอเป็นคนฟังเพลงลึกมากจนไม่สามารถเปิดเพลงคลอไปทำอย่างอื่นได้ เพราะจะจดจ่อกับรายละเอียดของเพลงทั้งหมด เมื่อมองย้อนกลับไปวันนี้ ผมจึงเข้าใจมากขึ้นว่า ความนิ่งและความอบอุ่นใน 'ทานตะวัน' ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่มันคือผลลัพธ์ของเด็กสาวที่ใช้ชีวิตอยู่กับความรู้สึกอย่างจริงจังมาเสมอ
ล่าสุดเมื่อปี พ.ศ.2565 เธอได้ออก Making Me Sick! อีพีอัลบั้มแรกในชีวิตของเธอ ตอนที่ผมฟังครั้งแรก ผมไม่ได้รู้สึกว่ากำลังฟังเซ็ตเพลงอกหักทั่วไป แต่เหมือนกำลังเปิดอ่านบันทึกของสาวน้อยทานตะวันคนหนึ่ง ที่เคยรักอย่างเต็มที่ และเคยยืนอยู่ข้างๆ ใครบางคนเสมอ สำหรับเธอ นี่ไม่ใช่บทสรุปของความเจ็บปวด แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการทำความเข้าใจตัวเอง และส่งต่อบางอย่างให้คนฟัง ผมเชื่อในความคิดที่ว่า "เพลงทุกเพลงมีหน้าที่ของมันต่อใครสักคน" คือสิ่งที่ทำให้อัลบั้มนี้มีน้ำหนัก มันอาจไม่ใช่แค่เรื่องของเธอคนเดียว แต่อาจเป็นเรื่องของใครหลายคนที่กำลังรักใครมาก จนเริ่มเหนื่อยโดยไม่รู้ตัว
สิ่งที่ผมสังเกตได้ชัดคือวิธีที่เธอรับรู้และได้ยินโลก รายละเอียดเล็กๆ ในดนตรี เสียงที่ซ่อนอยู่ หรือบรรยากาศที่ถูกวางไว้อย่างตั้งใจ เหมือนเธอเป็นคนที่ไม่เคยมองข้ามความเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยของความรู้สึกใครเลย และเมื่อทุกอย่างถูกซึมซับไว้มากเกินไป มันจึงค่อยๆ กลายเป็นคำว่า 'sick' ในแบบของเธอ
และเมื่อเราเริ่มกดเล่นอัลบั้มนี้ตั้งแต่วินาทีแรก เราก็จะค่อยๆ ถูกพาเข้าไปอยู่ในโลกความคิดของเธอทีละนิด เหมือนกำลังเดินเข้าไปในห้องเล็กๆ ห้องหนึ่งที่เต็มไปด้วยเสียง ความทรงจำ และความรู้สึกที่ยังไม่ถูกพูดออกมาตรงๆ
ประตูบานแรกของอัลบั้มจึงเปิดขึ้นผ่านเพลง Bedroom Panic เป็น Interlude สั้นๆ ที่ค่อยๆ พาเราไหลลึกเข้าไปในห้วงความคิดของเธอตั้งแต่วินาทีแรก เปิดฉากด้วยเสียงประกาศนับถอยหลัง ราวกับการปล่อยยานสู่อวกาศ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงกีตาร์เหมือนเอฟเฟกต์ tremolo ที่สั่นพร่าและเร่งจังหวะถี่ระรัวจนเสียงเหมือนกำลังกะพริบอยู่กลางความมืด
มันสร้างความรู้สึกเปราะบางและไม่มั่นคง คล้ายหัวใจที่เต้นเร็วเกินจะควบคุมในคืนอันสงบ จากนั้นเสียงธรรมชาติและนาฬิกาปลุกค่อยๆ เลือนเข้ามา เหมือนกำลังปลุกเราขึ้นจากความฝัน ก่อนทุกอย่างจะถูกกระชากกลับด้วยเสียง reverse ในตอนจบ ทิ้งไว้เพียงความสะเทือนบางอย่างที่ยังไม่ทันจางหาย เหมือนเราเพิ่งก้าวเข้าไปในห้องความคิดของเธอได้เพียงก้าวแรกเท่านั้น
เมื่อประตูบานแรกเปิดออก ห้องถัดมาที่เราก้าวเข้าไปคือ Making Me Sick! ซึ่งเผยแก่นอารมณ์สำคัญของทั้งอัลบั้มผ่านประโยคที่ว่า "I loved you but it was making me sick"
ประโยคนี้ไม่ใช่การกล่าวโทษใคร หากเป็นการยอมรับอย่างซื่อตรงว่าความรักนั้นเคยงดงามและเป็นจริง ในขณะเดียวกันก็ทิ้งร่องรอยบาดลึกไว้กับเธอเอง เพลงเต็มไปด้วยบทสนทนาภายในที่สลับไปมาระหว่างการโทษตัวเองกับการตั้งคำถามถึงอีกฝ่าย ราวกับเสียงเดิมๆ ที่ยังสะท้อนอยู่ในหัว แม้ความสัมพันธ์จะเงียบลงไปแล้ว
นี่คือห้องที่เธอเริ่มตระหนักว่า การยืนอยู่ข้างใครบางคนตลอดเวลา อาจทำให้ตัวเองค่อยๆ เอนล้มลงโดยไม่รู้ตัว และในพาร์ตดนตรี เพลงนี้ยังได้โปรดิวเซอร์อย่าง Richard Craker ผู้เคยร่วมงานกับศิลปินระดับโลกมากมาย มาร่วมดูแลรายละเอียดเสียงอย่างประณีต ยิ่งขับเน้นความเปราะบางของอารมณ์ให้ลึกยิ่งขึ้น
เมื่อเดินลึกเข้าไปอีก เราจะพบกับห้องที่เงียบกว่าเดิมในเพลง Plaster ห้องที่เธอกำลังยืนมองความสัมพันธ์อย่างตรงไปตรงมาเป็นครั้งแรก มันคือช่วงเวลาที่คนคนหนึ่งเริ่มถามตัวเองว่า เรากำลังช่วยใครบางคนหายจากบาดแผล หรือกำลังปล่อยให้ตัวเองบาดลึกขึ้นเรื่อยๆ
เพลงนี้คือช่วงเวลาของการตระหนักรู้ว่า บางทีเธออาจเป็นเพียง 'ผ้าพันแผล' สำหรับบาดแผลเก่าของใครบางคน คำถามที่เอ่ยออกมาแผ่วเบาแต่หนักแน่น สะท้อนความเจ็บปวดที่ไม่จำเป็นต้องตะโกนให้ใครได้ยิน ประโยค "No baby no more plaster" จึงไม่ใช่ถ้อยคำแข็งกร้าว หากเป็นเสียงกระซิบกับตัวเองอย่างอ่อนโยน ว่าถึงเวลาแล้วที่จะหยุดรับบทบาทชั่วคราวในเรื่องราวของใครคนอื่น
อีกหนึ่งความพิเศษของเพลงนี้คือการโคจรมาร่วมงานกันครั้งแรกระหว่างเธอกับ แทน–ธารณ ลิปตพัลลภ จากวงดูโอ้อย่าง Lipta ที่มารับหน้าที่โปรดิวเซอร์ พร้อมการเรียบเรียงดนตรีโดย ฮาย ธันวา เกตุสุวรรณ จาก Paper Planes ซึ่งช่วยเติมบรรยากาศให้เพลงนี้โอบล้อมความรู้สึกได้ลึกขึ้น
ห้องถัดมาที่เราเดินเข้าไปคือเพลง ทานตะวัน ห้องที่สว่างที่สุดในอัลบั้ม แต่ในแสงนั้นก็ยังซ่อนคำถามบางอย่างเอาไว้
ดอกทานตะวันถูกใช้แทนความรักที่บริสุทธิ์และภักดี แต่ภายใต้ความสว่างนั้นกลับมีคำถามเล็กๆ ซ่อนอยู่ว่า คนที่เรารักหันมามองเราเต็มหัวใจแล้วหรือยัง มันไม่ใช่เพลงที่ฟูมฟายหรือเรียกร้อง เพียงแค่ตั้งคำถามอย่างนิ่งๆ ว่าแสงที่เขาหันเข้าหา คือเรา หรือยังเป็นเงาของใครในอดีต
และความเรียบง่ายตรงไปตรงมานี่เอง ที่ทำให้ผมรู้สึกว่าเพลงนี้เป็นเธอชัดเจนที่สุดในอัลบั้ม ทั้งในฐานะซิงเกิลแรกและการร่วมงานกันครั้งแรกของเธอกับ Richard Craker อีกด้วย
อีกเกร็ดหนึ่งที่ทำให้เพลงนี้มีความหมายมากขึ้น คือคำว่า 'ทานตะวัน' ไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของความรักเท่านั้น แต่ยังเป็นคำที่เธอใช้เรียกกลุ่มแฟนเพลงของเธอด้วยเช่นกัน ทำให้เพลงนี้เหมือนมีอีกชั้นของความหมายซ่อนอยู่ ระหว่างความรักในแบบคนรัก และความผูกพันในแบบที่เธอมีกับคนฟังของเธอ
เมื่อเดินต่อไปลึกขึ้นอีก ห้องต่อไปที่เราเข้าไปคือโลกในจินตนาการของเธอในเพลง ปราสาทวังวน
มันเหมือนพื้นที่ในความคิดที่เธอสร้างขึ้นเอง ที่ซึ่งความทรงจำยังส่องแสงอยู่เหมือนงานเลี้ยงที่ไม่เคยเลิกลา แม้ในความจริงทุกอย่างอาจจบลงไปแล้ว โครงสร้างเพลงที่วนกลับมาท่อนเดิมซ้ำๆ ทำให้ผู้ฟังเหมือนกำลังเดินอยู่ในทางเดินเดิมครั้งแล้วครั้งเล่า
ปราสาทแห่งนี้จึงเป็นทั้งที่พักพิงและกับดักในเวลาเดียวกัน เป็นสถานที่ที่เธออาจใช้เก็บใครบางคนเอาไว้ แม้จะรู้ว่าความจริงเขาอาจไม่ได้อยู่ตรงนั้นอีกแล้ว เธอรับรู้ว่าตัวเองกำลังวนอยู่ในความคิดเดิม แต่ก็ยังไม่พร้อมจะทลายกำแพงของมันลงในทันที
เมื่อเดินผ่านห้องแห่งจินตนาการมา เราจะเจอห้องที่เบากว่าเดิมในเพลง Why Say Why
"We're too young to be this way too sad" คือประโยคที่สะท้อนความตระหนักรู้เกินวัย เธอเข้าใจว่าความเศร้าไม่ควรกลืนกินช่วงเวลาที่ควรสดใสที่สุดของชีวิต เพลงนี้ไม่พยายามครอบครอง ไม่โทษใคร และไม่เรียกร้องคำอธิบาย 'Why say why?' อาจหมายถึงการหยุดถามเหตุผลบางอย่าง แล้วอยู่กับความจริงตรงหน้า
เธอเพียงอยากเต้นรำด้วยกันก่อนค่ำคืนจะผ่านไป แม้จะรู้ว่าตอนเช้าอาจต้องเจ็บ มันคือความงดงามของการเลือกเก็บช่วงเวลาหนึ่งไว้ แม้จะรู้ว่ามันไม่ถาวร
และเมื่อมองผ่านมิวสิกวิดีโอ ความรู้สึกนี้ยิ่งชัดขึ้น เราได้เห็นเธอในเวอร์ชันที่ปล่อยใจที่สุด ทั้งรอยยิ้มและแววตาที่สนุกอย่างจริงจัง โดยเฉพาะภาพที่เธอได้สวมชุดนักเรียนไทยที่อยากใส่มานาน ราวกับได้โอบกอดช่วงวัยหนึ่งเอาไว้อย่างอิ่มหัวใจ เพลงนี้จึงไม่ใช่เพียงบทสนทนาเรื่องความรัก แต่เป็นการเฉลิมฉลองช่วงเวลาสดใสของชีวิต ก่อนที่มันจะผ่านไปจริงๆ
และเมื่อเราเดินมาถึงห้องสุดท้ายของอัลบั้ม เราจะพบกับเพลง กลับดาว
สำหรับผม นี่คือบทสรุปที่อ่อนโยนที่สุดของเรื่องราวทั้งหมด "กลับดาวของเธอ" ไม่ได้หมายถึงการผลักไส แต่คือการยอมรับความจริงว่าเราอาจไม่ใช่ที่ที่หัวใจของเขาอยากอยู่ต่อไป สาวน้อยทานตะวันไม่ได้ดึงรั้ง ไม่ตั้งคำถามซ้ำๆ และไม่กล่าวโทษใคร
เธอเพียงเปิดทางให้เขากลับไปยังจักรวาลของตัวเอง พร้อมกับค่อยๆ ปลอบใจตัวเองอย่างแผ่วเบา
ในพาร์ตดนตรี เพลงนี้ได้รับการดูแลโปรดิวซ์โดย ฟั่น–โกมล บุญเพียรผล โปรดิวเซอร์ที่เคยร่วมงานกับวงอินดี้รุ่นใหญ่อย่าง Scrubb ในช่วงอัลบั้มแรกๆ และยังทำหน้าที่เป็นมือคีย์บอร์ดแบ็คอัพให้เธออีกด้วย ซาวด์ที่โปร่ง ละมุน และเว้นพื้นที่ให้เสียงร้องได้หายใจ ทำให้ความนิ่งของเพลงยิ่งชัดขึ้น
ความงามของ 'กลับดาว' จึงไม่ใช่การปิดฉากด้วยความพังทลาย แต่เป็นการวางมืออย่างเข้าใจ เพราะบางความรักไม่ได้จบลงเพราะมันไม่ดี เพียงแต่มันไม่ใช่ที่ของเราจริงๆ และการยอมให้เขากลับดาว ก็คือการปกป้องหัวใจตัวเองในแบบที่อ่อนโยนที่สุด
หลังจากเดินผ่านทุกห้องของอีพีอัลบั้มนี้ ผมไม่ได้รู้สึกว่ามันคือเรื่องของความพังทลาย แต่มันคือเรื่องของการเติบโต เธอไม่ได้เล่าเพื่อให้เราจมอยู่กับความเศร้า แต่เล่าเพื่อให้เราเห็นกระบวนการของการค่อยๆ ปล่อยมืออย่างอ่อนโยน
เธอบอกว่า "อยากให้เพลงของเธอได้โอบกอดใครสักคนในวันที่คิดถึงกัน" ผมคิดว่า Making Me Sick! ทำหน้าที่นั้นได้จริงๆ มันไม่ได้ตะโกนปลอบ แต่เลือกที่จะยืนอยู่ข้างๆ แบบเงียบๆ เหมือนที่เธอเคยทำกับใครบางคนมาเสมอ
และถ้าวันไหนคุณเปิดเพลงในอีพีอัลบั้มชุดนี้ขึ้น ผมเชื่อว่าคุณจะสัมผัสได้ถึงทุ่งทานตะวันเล็กๆ ที่รออยู่ในดนตรีของเธอเสมอ ไม่ว่าคุณจะผ่านเรื่องอะไรมา
สำหรับผม Making Me Sick! คือก้าวแรกที่ชัดเจนมากของสาวน้อยทานตะวันคนนี้ และผมคิดว่าเส้นทางต่อจากนี้ของเธอ น่าจะยิ่งน่าฟังกว่านี้อีกมาก
65 VIEWS |
นักศึกษาฝึกงานที่ใช้ชีวิตเหมือนกำลังมิกซ์แทร็กอยู่ตลอดเวลา หลงใหลในกลิ่นอายซินธิไซเซอร์ยุค 80 เสียงแพดลอยๆ และเบสที่เต้นเป็นจังหวะหัวใจ เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการทดลองซาวด์ใหม่ๆ เขียนเมโลดี้ที่ยังไม่มีชื่อ และเล่นดนตรีเหมือนกำลังสนทนากับอนาคตผ่านอดีต ถ้าดนตรีคือภาษา ผมกำลังฝึกพูดมันให้ชัดขึ้นทุกวัน