HUMAN RESOURCE 'ชีวิต' ที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้บริษัทที่มีชื่อว่า 'โลก'

     "สวัสดีค่ะ วรรณวนัช บูรพาเดชะ พนักงานประจำบริษัท แฮพเพนนิ่ง จำกัด ตอนนี้ทำงานฝ่ายบริหารและดูแลงานส่วน Human Resource อยู่ด้วย บางวันสวมบทบาทนักเขียน-ช่างภาพ เรียนจบสายภาษามา มีทักษะหลายภาษา แต่บางทีก็รู้สึกว่าภาษามนุษย์เข้าใจตรงๆ ไม่ได้ ต้องตีความ ต้องแปลกันตามบริบท เป็นพนักงานปัจจุบันค่ะ ไม่ใหม่ และยังไม่เก่า" —ขอเลือกแนะนำตัวนักเขียนอย่างนี้ให้เข้ากับบรรยากาศของ 'พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา)' หรือ 'HUMAN RESOURCE' ผลงานภาพยนตร์ลำดับที่ 9 ของ เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ กันสักหน่อยนะ

     เนื้องาน HR ที่เกี่ยวพันกับชื่อหนังโดยตรงเป็นตัวเร่งหนึ่งที่ทำให้ฉันอยากดูหนังเรื่องนี้มากเป็นพิเศษ บวกกับเดิมทีตัวเองก็ติดตามหนังของเต๋อทุกเรื่องอยู่แล้ว ...ชอบดูหนังของเต๋อเพราะหนังมักตั้งคำถามถึงเรื่องที่น้อยคนจะถามถึงหรือน้อยคนจะเล่าได้รู้เรื่อง คำถามจากหนังแต่ละเรื่องดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กแต่ก็ใหญ่ ดูเหมือนเป็นเรื่องใหญ่แต่ก็มีรายละเอียดเล็กๆ และไม่มากก็น้อย แก่นของหนังก็มีความเกาะเกี่ยวกับความจริงของชีวิตอยู่บ่อยครั้ง อย่างเรื่องความเจ็บความป่วยใน 'ฟรีแลนซ์ ...ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ' (ปี 2015), ความตายใน 'Die Tomorrow' (ปี 2017) และในเรื่องล่าสุดดูเขาจะโฟกัสหนักที่อีกปรากฏการณ์สำคัญอย่าง 'การเกิด' ซึ่งครั้งนี้ไม่มีความตลกเสียด้วย คล้ายจะสื่อให้ชัดว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องตลก

     ถ้าเทียบนวพลเป็นนักสังเกตการณ์และนักทดลอง ครั้งนี้เขาเลือกหยิบเอาชีวิตของมนุษย์กลุ่มคนเมือง เน้นที่บริษัทแห่งหนึ่งมาเป็นกลุ่มตัวอย่าง บรรจงพล็อต วางตัวละครแวดล้อม และขยายภาพลงไปที่ชีวิตเล็กๆ แบบเฉพาะเจาะจง วิธีการของนวพลชวนให้ฉันนึกถึงนักวิทยาศาสตร์ที่กำลังเพาะเลี้ยงกลุ่มตัวอย่างบนถาดทดลองอย่างทะนุถนอมเบามือ เต๋อมองผ่านเลนส์ของคนในวัย 40 ต้นๆ แล้วส่องลึกเข้าไปในชีวิตของตัวละครเหล่านั้น…

     'เฟรน' พนักงานฝ่ายทรัพยากรบุคคลในบริษัท Sagan (รับบทโดย เอิงเอย-ประภามณฑล เอี่ยมจันทร์) เป็นมนุษย์ที่ทำงานตามระบบโครงสร้าง ที่ใช้คำว่า 'ตาม' คือเป็น 'ผู้ตาม' จริงจัง เฟรนทำทุกอย่างตามที่ผู้บริหารสั่ง

     โครงสร้างอำนาจที่แข็งตัวไม่เปิดโอกาสให้เธอทำงานได้ง่ายนัก หน้าที่ของเธอไม่ได้แปลกประหลาดพิสดารอะไร เธอทำงานร่วมกับ 'เต้น' (รับบทโดย อะตอม-ชนกันต์ รัตนอุดม) งานของเธอคือการสัมภาษณ์พนักงาน จัดอบรม รับเข้าและพยายามรักษาพนักงานเอาไว้ในบริษัทให้ได้นานที่สุด เป็นงานมาตรฐานตามระบอบการปกครองของแผนก Human Resource ทั่วโลก จุดที่น่าสนใจคือบุคลิกการ 'รับเข้า' และ 'เก็บซ่อน' อารมณ์ความรู้สึกของเฟรน-มนุษย์ธรรมดาๆ คนนี้ดูไม่ธรรมดานัก เพราะเธอแบกรับหน่วงหนัก อดทนจนชินชา จนค้างขัง จนเหนื่อยล้า ...จนน่ากลัว

     ในฐานะคนดูหนัง ฉันตั้งคำถามกับความนิ่งเฉยของเฟรนหลายครั้ง เธอเป็นเหมือนชีวิตที่ไม่ถูกใช้ เหมือนลมหายใจที่ถูกเก็บซ่อนไว้ในตู้เก็บของ ชีวิตที่มีแต่ 'ฟังก์ชั่นหน้าที่' รับบทบาทเป็นผู้ถูกกระทำ ถูกกักขังอยู่ในความเคยชิน วนลูปครั้งแล้วครั้งเล่าบนโลกเก่าใบนี้ จะดำเนินไปได้นานแค่ไหนกันนะ?

     จังหวะหนังเนิบช้า ไม่มีดนตรีเร่งเร้า แต่ในความนิ่งและเชื่องช้านั้น มีความสยองขวัญสั่นหัวใจซ่อนอยู่

     'เทม' คนรักของเฟรน (รับบทโดย เพชร-เผ่าเพชร เจริญสุข) เป็นพนักงานขายอยู่ในอีกบริษัทหนึ่ง เพื่อดิ้นรนให้ชีวิตอยู่รอด เทมเชื่อในเส้นทางที่ตัวเองเลือก และอาศัยลู่ทางนั้นในการผลักดันชีวิตตัวเองและครอบครัว ...ในระหว่างที่เรื่องราวดำเนินไป หนังได้ให้กำเนิดตัวละครใหม่อย่าง 'จิดา' พนักงานใหม่ที่เพิ่งเข้ามาทำงานในบริษัทเดียวกับเฟรนในช่วงกลางเรื่อง (รับบทโดย พิมมา-พิมพ์มาดา ใจสักเสริญ) จิดากลายเป็นกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนปัญหาที่เฟรนกังวลอยู่ลึกๆ ตั้งแต่เริ่มรู้ตัวว่ากำลังตั้งท้อง

     ในหนังเรื่องนี้ นวพลเลือกเปรียบชีวิตของมนุษย์ที่เกิดมาบนโลกเป็น 'พนักงานใหม่' ชวน 'หยุด' และ 'ดู' ชีวิตเล็กจ้อยในเพซซิ่งนิ่ง-ช้า-แช่ ชวนฟังเสียงในชีวิตประจำวันแบบเพื่อนที่กระซิบข้างหูว่า "ฟังนะแก ฟังให้ได้ยินชัดๆ" เสียงในหนังทำหน้าที่เป็นฉากหลังมากกว่านำอารมณ์ และในหลายซีน สุ้มเสียงในหนังยังทำหน้าที่แทนบทสนทนาและเล่าเรื่องได้อย่างดี...คือโดยรวมแล้วหนังค่อนข้างเงียบ มีเสียงน้อย จังหวะช้าและสงบพอให้ได้ 'พิจารณา'

     นอกจากชีวิตใหม่ที่จะมาเกิดบนโลกใบนี้ นวพลยังห่วงใยและเชื้อชวนให้เราพิจารณาดูชีวิตเก่าๆ ของพวกเราชาวโลกด้วยค่ะท่านผู้ชม ...ร่วมกันพิจารณาภาพชีวิตชวนชินชา ร่วมกันฟังเสียงข้างในที่ไม่เคยแพร่งพรายออกมา ร่วมรู้สึกถึงความจำยอมเพราะไม่เห็นทางออก พฤติกรรมซ้ำซากถูกฉายภาพผ่านชีวิตของเฟรน มนุษย์ Passive Voice ที่ต่อให้ไม่ไหวก็ต้องไหว ...หลุมหลบภัยของเธอคือความเงียบและการยอมตาม การซ่อนความจริงไว้กลายเป็นวิธีที่เคยคุ้น

     องค์ประกอบภาพในหนังดูเรียบ-เนี้ยบ-น้อย แต่ความรู้สึกในการรับชมกลับสวนทาง มันมาก-ถาโถม-รุนแรงขึ้นตามระยะเวลาในการรับชม กิจวัตรประจำวันซ้ำซากของตัวละครไม่ได้ทำให้คนดูรู้สึกเฉื่อย แต่กลับเพิ่มความอึดอัดขัดแย้งในใจ ยิ่งตัวละครนิ่งเท่าไหร่ กราฟอารมณ์ในใจผู้ชมก็ยิ่งพุ่งเพิ่มเท่านั้น เพิ่มขึ้นๆ เหมือนจำนวนรอยประทับบนบัตรสะสมแต้ม ที่คนดูบางส่วนแอบหวังให้เมื่อสะสมจนครบแล้วเกิดซีนอารมณ์ระเบิดตู้มสักทีสองที

     ลีลาของงานภาพไม่โฉ่งฉ่างแม้แต่น้อย บางซีนซ่อนบางอย่างอยู่ในนั้น อยู่ลึกบ้างตื้นบ้าง ที่ลึกก็ลึกเสียจนเหมือนไม่หวังให้ใครเห็น ...ภาพเบลอๆ ของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในซีนที่เทมขับรถกลับบ้านหลังจากเคลียร์เรื่องที่โรงพัก, ซีนเดินสายพานที่ชวนให้นึกถึงการออกแรงเดินไปข้างหน้าแต่ยังอยู่ที่เดิม, ภาพถ่ายชีวิตเล็กๆ ที่ถูกซ่อนไว้ในสมุดคู่มือสินค้าที่จั่วปกด้วยอักษรตัวโตว่า LYFS ตัวสะกดเสียงคล้ายคำว่า 'ชีวิต' แต่ไม่มีชีวิตในนั้น มีเพียงฟังก์ชั่นการใช้งานอัดเต็มเล่ม ฯลฯ สัญลักษณ์ในหนังตีความได้สนุกทว่าชวนสลดอยู่ในที

     ซีนเด่นที่ฉันชอบที่สุดคือฉากที่เฟรนขับรถไปล้างทำความสะอาด ดูๆ ไปเหมือนเป็นพิธีกรรมส่วนตัว พิธีที่ช่วยล้าง-กวาด-เช็ดกระจกหน้ารถให้ใสขึ้นอีกครั้ง ไม่เชิงว่ามีความหวังหรือแสงสว่างอะไรหรอก การอยู่ในรถยนต์ที่ไหลไปตามระบบอัตโนมัติไม่ได้น่าปรารถนาขนาดนั้น แต่สายน้ำและการชำระล้างก็ทำให้รู้สึกเหมือนได้รับการเยียวยาบางประการ เหมือนกระจกที่เปียกชุ่มทุกบานแอบร้องไห้แทนเธอ เป็นการเยียวยาเพื่อให้พอจะออกไปเผชิญโลกได้อีกครั้ง และอีกหลายๆ ครั้ง ...ถือว่าเป็นซีนที่เป็นภาพจำ และแอบทึ่งอยู่นะที่หนังทำให้เสียงและภาพในกิจวัตรประจำวันซึ่งเราไม่ค่อยสนใจมองหรือแค่มองมันผ่านๆ นี้กลายเป็นโชว์ที่ดูสวยซาวนด์สะกดขึ้นมาได้

     จริงอยู่ว่ากลุ่มตัวละครที่หนังหยิบยกมาเล่าเป็นแค่กลุ่มตัวอย่าง (คือบริษัท 1-2 แห่ง และคนไม่กี่คน) แต่ฉากหลังของซีนต่างๆ ในเรื่องกลับสมจริงจนขนลุก (เข้าใจว่าเขาตั้งใจเลือกคัดมาเฉพาะที่ร้ายๆ เพื่อขับเน้นให้หนังไปถึงจุดที่ตอบโจทย์ได้ครบ) ทั้งปัญหาสิ่งแวดล้อม อาหารการกิน จราจร คุณภาพอากาศ เศรษฐกิจและสังคม การเมืองการปกครอง ระบบเส้นสาย การศึกษา การสื่อสาร เรื่องสิทธิมนุษยชน ความเหลื่อมล้ำ การกดทับ ปัญหาสุขภาวะทั้งทางกายและใจ ฯลฯ ครบจบตั้งแต่จุลภาคไปถึงมหภาค ...จนสรุปได้ชัดเจนเลยว่า ถ้า 'โลก' ใบนี้เป็นบริษัทสักแห่ง ก็เป็นบริษัทที่ไม่น่าสมัครเข้าไปทำงานด้วยเลยสักนิด

     ฉันชอบวิธีที่หนังเล่าถึงความเป็น 'มนุษย์' ที่ซ่อนอยู่ในคำว่า 'ทรัพยากรมนุษย์' มากๆ คือมีทั้งการซูมอินเข้าไปในภาคชีวิตส่วนตัวของตัวละคร เล่าละเอียดยิบ ตามติดเหมือนสต็อกเกอร์ ...อยู่ยังไง กินอะไร โตมาแบบไหน ออกกำลังกายยังไง เสพสื่ออะไร ฟังเพลงยุคไหน กลับบ้านยังไง ความสัมพันธ์รูปแบบใด มีความเชื่ออะไร มีทางเลือกอะไรบ้าง (หรือไม่มี) แอคชั่นต่อเหตุการณ์ยังไง (หรือไม่แอคชั่น) ฯลฯ เรียกว่าเปลือยให้เห็นเกือบทุกกิจกรรมในชีวิต ให้เราผู้ชมได้สังเกต เฝ้าดู และพิจารณาในมุมมองแบบบุคคลที่สาม และนอกจากซูมเข้าไปลึกๆ แล้ว เลนส์ของหนังเรื่องนี้ยังซูมเอาต์ออกมาให้เห็นมุมกว้างด้วย มีซีนที่เรามองเห็นเมืองเห็นผู้คนผ่านวิวมุมสูง เห็นชีวิตมนุษย์เป็นสิ่งกระจ้อยร่อยเล็กน้อย เห็นความเปราะบาง ไม่สลักสำคัญ จนกระทั่งดูเกือบไร้ค่าในบางครั้ง

     ท่ามกลางหนังของนวพลทุกเรื่อง ฉันคิดว่า 'พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา)' เป็นหนังที่ประนีประนอมน้อยที่สุด โหดร้ายที่สุด แต่ก็ห่วงใยที่สุดเช่นกัน ผลงานชิ้นนี้ไปสุดในทุกด้าน ทั้งงานภาพ งานเสียง การแสดง นักแสดงทุกคนเล่นดีมาก โดยเฉพาะคุณเอิงเอย แสดงดีจนสงสารเธอเลย อยากพาไปล้างรถแล้วเปิดมีมตลกๆ ให้เธอดูเล่นคลายเครียดบ้าง เอาแต่ดูแลคนอื่น ไม่ดูแลตัวเองเลย (ฮือ) สไตล์และจังหวะของหนังยังเป็นแบบนวพล แต่รู้สึกว่ากล้าหาญขึ้น มีความเด็ดขาด แม้ว่าโดยส่วนตัวไม่ได้ชอบ Feeling Tone ของหนังเรื่องนี้สักเท่าไหร่ (โดยส่วนตัวไม่ชอบหนังหม่นๆ รั้นๆ ดูแล้วมักจะซึมและเครียด) แต่ก็ต้องยอมแพ้ให้กับคุณค่าทางศิลปะที่ปรากฏในหนังเรื่องนี้ รู้สึกว่าตัวหนังเหมือนงานปั้นที่หยิบดินมาพอดีและตั้งอกตั้งใจขึ้นรูปทรงให้ออกมาอยู่มือที่สุด สวยที่สุด รู้สึกว่ากลมและจบชิ้นงานดีมาก โดยส่วนตัวชอบทั้งซีนแรกและซีนท้าย รู้สึกว่าถูกต้องและร้ายกาจ

     ด้วยวิชาชีพที่ต้องดูแลชีวิตพนักงาน และด้วยอยากสื่อสารความรู้สึกส่วนตัวในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ฉันพบว่าสิ่งหนึ่งที่หนังอาจกำลังพูดโดยไม่ได้ปริปากก็คือ มนุษย์และพนักงานทุกคน ไม่ว่ายุคไหน เจเนอเรชั่นไหน ก็ล้วนต้องการพื้นที่ปลอดภัย ที่ที่เราสามารถสื่อสาร รับฟัง แลกเปลี่ยน และหาคำตอบร่วมกันได้ว่า โลกแบบไหน คือโลกแบบที่เราทุกคนอยากจะสร้างร่วมกัน เพื่ออยู่อาศัยและหายใจใช้ชีวิตร่วมกัน ...เป็นโลกที่อย่างน้อยที่สุดไม่ต้องคอยแอบซ่อนตัวตนหรือเก็บงำความรู้สึกจนไม่เหลืออิสระใด

     สุดท้ายท้ายสุด ขอชื่นชมและแสดงความยินดีกับนวพลและทีมงานที่พาหนังเรื่องนี้ไปคว้ารางวัล Best Picture จากเวที Fondazione Fai Persona Lavoro Ambiente Award จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิซ ครั้งที่ 82 (Venice International Film Festival) และรางวัล FIPRESCI Award ซึ่งมอบโดยสมาพันธ์นักวิจารณ์ภาพยนตร์นานาชาติ จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติที่สิงคโปร์ (Singapore International Film Festival 2025) มาได้สำเร็จ เป็นเรื่องน่ายินดีที่ได้ทราบว่าในปี 2025 หนังเรื่องนี้ได้เดินทางไปฉายใน 21 เทศกาลหนังทั่วโลก ดีใจที่หนังเรื่องนี้เกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ และหนังได้ส่งสารบางอย่างออกไปแล้วจริงๆ

     หมายเหตุ: รีวิวนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนบุคคล จากพนักงานฝ่ายบุคคลเท่านั้น ขอความกรุณาแต่ละบุคคลไปชมภาพยนตร์เรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ด้วยตัวเอง เพื่อค้นหาความหมายและคำตอบในใจของแต่ละบุคคลอย่างเสรี (โปรดพิจารณาดูในโรงฯ เรื่องนี้ควรดูในมิติแบบโรงหนังจริงๆ นะ)

วรรณวนัช บูรพาเดชะ

ที่ปรึกษาทีม happening shop, เจ้าของเพจเฟซบุ๊กและหนังสือ 'ญี่ปุ่นอุ่นอุ่น', นักเขียน ช่างภาพโฟโต้บุ๊ก 'Nagasaki Light' และไกด์บุ๊ก 'Kagawa Memories' นอกจากภาพถ่ายและงานเขียน สิ่งที่เธอสนใจเป็นพิเศษคือการนั่งสมาธิและการโปรยมุขไม่ขำ