The Act of Killing ฆาตกรรมจำแลง

    'พระเจ้าต้องต่อต้านคอมมิวนิสต์ เพราะท่านเกลียดพวกมัน'

    สิ้นเสียงพูดของพิธีกรหญิงรายการหนึ่ง ตามด้วยเสียงปรบมือดังสนั่นของผู้ชมในรายการ พร้อมกับรอยยิ้มในความปีติชื่นชมให้กับวีรชนคนกล้าผู้ปราบปรามคอมมิวนิสต์ได้อย่างไม่เหลือซาก

    นี่เป็นเพียงฉากหนึ่งในภาพยนตร์สารคดี The Act of Killing (2012) ที่พยายามจะถ่ายทอดมุมมองของอดีตแก๊งนักฆ่า รวมถึงคนส่วนใหญ่ในประเทศอินโดนีเซียที่มีต่อเหตุการณ์ปราบปรามคอมมิวนิสต์ ในปี ค.ศ. 1965-1966 ช่วงที่ประเทศถูกปกครองโดยประธานาธิบดีซูฮาร์โต

    โจชัวร์ ออพเพนไฮเมอร์ ผู้กำกับภาพยนตร์สารคดีของเรื่องนี้ เริ่มติดตามแก๊งนักฆ่า อันวาร์ คองโก และเพื่อนร่วมอุดมการณ์ของเขา โดยถ่ายทำมาตั้งแต่ปี 2004 ซึ่งเหล่านักฆ่าก็พร้อมที่จะเล่าและแสดงเหตุการณ์จำลองการฆ่าคอมมิวนิสต์ในหลากหลายวิธี พวกเขาไม่ได้รู้สึกผิดกับสิ่งที่ทำลงไป แถมเล่าด้วยความภาคภูมิใจเป็นที่สุด ปัจจุบันนักฆ่าเหล่านี้กลายมาเป็นนักการเมือง คนใหญ่คนโตในบ้านเมือง ผู้คนเคารพ นับหน้าถือตา และยกย่องพวกเขาให้กลายเป็นวีรบุรุษปกป้องบ้านเมืองจากสิ่งชั่วร้ายและน่าขยะแขยงในความคิดของพวกเขา

    เมื่อเหล่าวีรบุรุษในอดีตยังถูกยกย่องให้เป็นวีรบุรุษอยู่ ประวัติศาสตร์ที่ผู้คนนับล้านสังเวยชีวิตให้กับการเป็นวีรบุรุษก็ยังไม่ได้ถูกจารึกหรือเปิดเผยในแบบที่มันควรจะเป็น

    เรื่องราวของทั้งหมดนั้นมีที่มาไม่ต่างกับเหตุการณ์เข่นฆ่าผู้คนจำนวนมากในหลายๆ ประเทศ นั่นคือการที่รัฐต้องการจะกำจัดฝ่ายตรงข้ามหรือประชาชนที่เห็นต่าง ด้วยการใช้สื่อเป็นเครื่องมือผลิตโฆษณาชวนเชื่อซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนถูกมองว่าเป็นความจริง ผลที่ได้คือทำให้ประชาชนเริ่มเกลียดชังและเข่นฆ่ากันเอง

    หนังเปิดเรื่องด้วยการติดตามชีวิตของ อันวาร์ คองโก อดีตสมาชิกเยาวชนปัญจศีล มีหน้าที่ปราบปรามคอมมิวนิสต์ที่มีรัฐบาลอยู่เบื้องหลัง โดยหนังจะค่อยๆ ไต่ระดับความจริงจังในการจำลองเหตุการณ์จากที่เดินไปตามท้องถนน แล้วเรียกคนมาเล่นให้ดูสักฉาก ไปจนถึงมีการสร้างฉากจริงๆ ขึ้นมา

    การจำลองที่ว่าคือการให้นักฆ่าจริงๆ มาเล่นฉากที่พวกเขาเคยฆ่าคอมมิวนิสต์ในอดีต และตามไปดูสถานที่ต่างๆ ที่พวกเขาเคยใช้ทรมานผู้คน หนังไม่เพียงไต่ระดับความจริงจังในแง่ของโปรดักชั่นเท่านั้น แต่ยังเพิ่มระดับความโหดร้ายทารุณของการฆ่าอีกด้วย

    ขณะเดียวกันวิธีการเล่าของโจชัวร์ที่แสนชาญฉลาดและแสบสันต์ก็ไปสะกิดต่อมความรู้สึกผิดบาปของอดีตนักฆ่าบางคน ที่ค่อยๆ ปริปากพูดออกมาว่าสิ่งที่พวกเขาทำไปนั้น จะย้อนกลับมาทำร้ายพวกเขาในที่สุด จากแววตาที่ภูมิใจในอุดมการณ์ของตน เริ่มถูกแทนที่ด้วยแววตาที่หวาดกลัว

    "ผมไม่คิดว่าภาพที่ออกมามันจะรุนแรงขนาดนี้ ผมเริ่มรู้สึกว่าผมจะต้องพิกลพิการกับสิ่งที่ตัวเองทำ บาปกรรมจะตามทันในไม่ช้า แต่ผมก็ยังรู้สึกว่าผมต้องฆ่า"

    นี่คือคำพูดของ อันวาร์ คองโก หลังจากถ่ายฉากเหตุการณ์จำลองบางฉาก เขาเล่าต่อถึงความฝันที่เห็นคอมมิวนิสต์ที่ตายด้วยน้ำมือของเขาตามมาหลอกหลอน

    หนังค่อนข้างตลกร้าย เมื่อเล่าถึงจุดอ่อนแอของอดีตนักฆ่า ซึ่งทำให้เรากลับรู้สึกเห็นใจเขา จากวิธีการเล่าและเทคนิคทางภาพยนตร์ที่โจชัวร์ใส่เข้าไป ขณะเดียวกันฉากที่ให้นักฆ่าแต่งเป็นตัวตลกพร้อมกับเล่าวิธีฆ่าคอมมิวนิสต์ เราก็ขำขึ้นมาทั้งๆ กำลังรู้สึกหดหู่อยู่ อรรถรสที่ได้รับค่อนข้างจะประหลาด ย้อนแย้งและตีกันเองอยู่ภายใน

    หลังดูจบและปล่อยให้เรื่องราวได้ตกผลึกอยู่ในหัวสักระยะ ผมได้เรียนรู้บางอย่างว่า เรามักจะหวาดกลัวหรือถึงขั้นเกลียดชังโดยไม่รู้ตัวในสิ่งที่รัฐอยากให้เรากลัวและเกลียดชัง แต่หากย้อนดูประวัติศาสตร์ สิ่งที่เข่นฆ่าประชาชนเยอะที่สุดนั้น ไม่ใช่ผู้ก่อการร้ายหรือคอมมิวนิสต์ กลับเป็นรัฐเสียเองที่ไม่ทำหน้าที่อย่างที่ควรจะเป็น และการปกป้องประเทศชาติกลับกลายเป็นข้ออ้างในการกำจัดฝ่ายตรงข้ามที่ได้ผลเสมอ

วิมุตตินันท์ เชื้อสาวะถี

นักเขียนที่ชอบฝันเพราะหลับตลอดเวลา ใช้เวลานอนเยอะกว่าการใช้ชีวิต เราเชื่อว่าการพักผ่อนอย่างมีประสิทธิภาพย่อมส่งผลให้งานเรามีประสิทธิภาพด้วยเช่นกัน