"สวัสดีครับ ผมกุนนัส ผมทำหนังสือมาตลอดชีวิต นั่นคือทั้งหมดของตัวผม อืม... มันไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไรมากหรอกนะ ผมแค่สนุกกับการทำสิ่งนี้แล้วทำเงินจากมันได้" เมาริ กุนนัส นักเขียนและนักวาดหนังสือเด็กชื่อดังชาวฟินแลนด์แนะนำตัวเองอย่างถ่อมตัว
เรารู้จักผลงานของ เมาริ กุนนัส ครั้งแรกจากงานเปิดตัวสำนักพิมพ์ Barefoot Banana ที่มีชื่อไทยว่า สำนักพิมพ์กล้วยเท้าเปล่า พร้อมกับหนังสือ ราตรีสวัสดิ์นะ คุณปุ๊บปั๊บ เรื่องราวของแพะที่นอนละเมอไปทั่วเมืองตะกุยตะกาย เมื่อลองเปิดอ่านก็ไม่แปลกใจเลยที่เด็กๆ จะชื่นชอบภาพประกอบที่สวยงามและเรื่องราวสนุกสนานเปี่ยมด้วยอารมณ์ขันในหนังสือเล่มนี้

เมื่อเขามีโอกาสเดินทางมาประเทศไทยพร้อมภรรยา ตาร์ยา กุนนัส ผู้หญิงที่ทำงานเคียงข้างเขามาตลอด เราจึงดีใจมากที่มีโอกาสได้ทำความรู้จักกับชายผู้อยู่เบื้องหลังหนังสือเด็กชุดคุณปุ๊บปั๊บ ซานตาคลอส และอีกหลายเล่มที่มีชื่อเสียง จนได้ชื่อว่าหนังสือที่เด็กทุกคนในฟินแลนด์ต้องเคยอ่านผลงานของเขา ที่ผ่านมาเขาสร้างสรรค์ผลงานหนังสือเด็กมาแล้วมากกว่า 40 เล่ม ถูกนำไปแปลเป็นภาษาต่างๆ ถึง 35 ภาษา
เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักตัวตนของชายที่ชอบวาดรูปตั้งแต่ 3 ขวบ เคยมีความคิดว่าจะเรียนกฏหมาย แต่พี่สาวมองเห็นความสามารถในการวาดภาพของเขาจึงแนะนำให้ไปเรียนศิลปะแทน ก่อนที่จะวาดการ์ตูนล้อการเมืองในหนังสือพิมพ์ แล้วคิดว่าลองทำหนังสือเด็กดูสักครั้ง และนั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขากลายมาเป็นนักเขียนและนักวาดหนังสือเด็กที่ประสบความสำเร็จจนถึงทุกวันนี้
วัยเด็กที่สนุกกับการผจญภัยและหนังสือการ์ตูน
เมาริ กุนนัส เกิดในเมืองเล็กๆ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของฟินแลนด์ที่มีธรรมชาติและป่าเขาล้อมรอบ เขาเล่าว่าชุมชนที่ครอบครัวอยู่อาศัยมีเด็กๆ อยู่เยอะ ทำให้เขามีเพื่อนเยอะไปด้วย "ผมกับเพื่อนๆ กลุ่มนึงมักจะไปเที่ยวเล่นกันที่ทะเลสาบ สถานีรถไฟ และป่าหลังบ้านเราอยู่บ่อยๆ เรามีที่ประจำที่จะไปเล่นเป็นคาวบอย อินเดียน หรือ โรบินฮู้ดกันเสมอ ถึงจะมีสนามกีฬาอยู่ใกล้ๆ แต่ผมไม่ถนัดเล่นกีฬาเลย"
ครอบครัวของเขามีสมาชิกทั้งหมด 5 คน พ่อเป็นช่างไม้ที่มักจะทำของเล่นจากไม้ก่อนที่จะหันมาทำเฟอร์นิเจอร์เต็มตัว แม่เป็นแม่บ้าน ก่อนที่จะเข้าทำงานที่โรงอาหารใกล้กับโรงงาน ทำให้ส่วนใหญ่พี่ชายและพี่สาวที่โตกว่าเป็นสิบปีจึงรับหน้าที่เป็นคนดูแลเขา
"จริงๆ แล้วทุกคนช่วยดูแลผมกันหมด แต่พี่สาวผมจะเป็นคนดูแลผมมากที่สุด บ้านเมืองยุค 50 มันค่อนข้างปลอดภัยสำหรับเด็กๆ ไม่มีอะไรมาทำร้ายเรา รถบนถนนก็ยังน้อย ทีวีเป็นสิ่งใหม่ แน่นอนว่าเป็นทีวีขาว-ดำนะ ผมพูดได้ว่าผมมีวัยเด็กที่มีความสุข"
เขาใช้เวลาส่วนใหญ่กับการอ่านหนังสือการ์ตูน ซึ่งเขาบอกว่านั่นคือสิ่งที่มีอิทธิพลต่อ ทั้งเรื่องการอ่านและการวาดรูปของเขามากที่สุด "ผมคิดว่าหนังสือการ์ตูนและ โดนัลด์ ดั๊ก (Donale Duck) มีอิทธิพลต่อผมมากที่สุด ทีวีก็ด้วย แต่มาทีหลัง สำหรับผมหนังสือการ์ตูนมีอิทธิพลมาก ผมอ่านหนังสือการ์ตูนตลอดเวลา โดนัลด์ ดั๊ก, สกรูจ แม็กดั๊ก (Scrooge McDuck), มิกกี้ เมาส์ (Mickey Mouse) และเรื่องอื่นๆ อย่าง วู้ดดี้นกหัวขวาน (Woody Woodpecker), บักส์ บันนี (Bugs Bunny) เพราะการ์ตูนเป็นสิ่งบันเทิงหลักในยุคนั้น ผมไม่อ่านหนังสือเด็กเลย การ์ตูนอย่างเดียว"

เส้นทางศิลปะที่พี่สาวชี้แนะ สู่การทำหนังสือเด็กที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่เล่มแรก
เมื่อถึงเวลาที่จะจบจากโรงเรียนแล้วต้องคิดถึงสิ่งที่จะเรียนต่อ เขาไม่ได้คิดถึงมันมากนัก เขาเล่าว่าพี่ชายของเขาวาดรูปเก่งมาก น่าจะเก่งกว่าเขาด้วย แต่พี่ชายเลือกเรียนกฏหมายและจบมาเป็นทนายความ เขาเลยมีเป้าหมายอยากเป็นทนายความเหมือนพี่ชาย แต่พี่สาวที่ดูแลเขามาตั้งแต่เด็ก ดูเหมือนจะรู้จักเขามากกว่าตัวเขาเองเสียอีก
"พี่สาวของผม เธอเป็นนักร้องโอเปร่าและมีหัวด้านศิลปะเหมือนกัน เธอบอกว่า นายต้องไปเรียนต่อด้านศิลปะ ทั้งๆ ที่ผมไม่เคยคิดถึงเรื่องนั้นมาก่อน ผมก็เลยคิดว่า 'ทำไมจะไม่ลองเรียนศิลปะดูล่ะ' เพราะผมวาดตั้งแต่ 3 ขวบ แล้วก็วาดมาตลอด มันเลยเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับผมที่จะเริ่มทำอะไรสักอย่างด้วยดินสอและปากกา แต่ผมไม่เคยคิดที่จะเป็นนักเขียนหรือนักวาดภาพประกอบเลย ผมคิดแค่จะเรียนจบมาทำงานโฆษณาที่จะหาเงินได้เท่านั้น"
เขาจึงศึกษาต่อด้านการออกแบบกราฟิกที่ University of Art and Design ในเฮงซิงกิ พอมีเวลาว่างจากการเรียนเขาก็รับงานวาดการ์ตูนการเมืองในหนังสือพิมพ์ควบคู่กันไปด้วย โดยเขาเป็นนักวาดการ์ตูนการเมืองในหนังสือพิมพ์ หลังจากนั้นก็รับวาดคอมมิกส์ในนิตยสารไปพร้อมๆ กัน ก่อนที่จะคิดลองทำหนังสือเด็กเล่มแรกที่เกี่ยวกับเอลฟ์ของประเทศฟินแลนด์ ซึ่งหนังสือเล่มนี้ประสบความสำเร็จโด่งดังไปทั่วประเทศฟินแลนด์เลย
เขาพูดถึงเส้นทางการทำงานของตัวเองว่า "ผมคิดว่า ในเวลาที่คุณต้องเลือกว่าจะทำงานอะไรให้ได้เงิน คุณไม่สามารถเลือกทำงานอดิเรกได้ แน่นอนว่าคุณทำงานอดิเรกได้ แต่ผมอยากทำงานอย่างมืออาชีพ ฉะนั้นตอนที่ผมเรียนต่อด้านศิลปะ ผมจึงเริ่มวาดภาพประกอบในนิตยสารและการ์ตูนการเมืองแล้ว คิดๆ ดูก็เกือบ 5 ปีที่ผมมีผลงานในหนังสือพิมพ์ แล้วผมก็ยังวาดการ์ตูนให้กับนิตยสารร็อกแอนด์โรลรายเดือนไปด้วย มันบ้ามากและสนุกมาก ผมวาดงานโฆษณาในรูปแบบการ์ตูนในหนังสือพิมพ์ แต่ผมไม่รู้เลยว่าผมมาทำหนังสือเด็กได้ยังไง ผมไม่เคยอ่านหนังสือเด็กเลยด้วยซ้ำ ถึงอย่างนั้นผมคิดว่ามันคงจะดีถ้าได้ลอง แล้วผมก็ลอง และรายได้ก็ดีด้วย"
คู่ชีวิตที่อยู่เบื้องหลังการทำงานมาตั้งแต่หนังสือเด็กเล่มแรกจนถึงปัจจุบัน

ตอนเขียนและวาดหนังสือเด็กเล่มแรกเขาแต่งงานกับ ตาร์ยา กุนนัส แล้ว เธอจึงจำช่วงเวลาที่เขาเริ่มทำหนังสือเด็กได้เป็นอย่างดี
"ฉันจำได้ว่าเขาเริ่มทำหนังสือเด็กหลังขากเราแต่งงานกันได้หนึ่งปี เขาทำงานหนักทีเดียว ฉันคิดว่าเราจะต้องหย่ากันซะแล้ว เพราะเขาทำงานตลอดฤดูร้อนตอนที่ฉันปิดเทอม แล้วฉันว่างไม่ได้ทำอะไร ก็เลยได้ลองลงสีให้กับภาพวาดของเขา ซึ่งมันก็ดีมาก มันเป็นสิ่งใหม่สำหรับฉัน ฉันยังสาวและคิดว่าฉันเรียนรู้ได้เร็ว ฉันรู้สึกดีที่เราได้ทำอะไรด้วยกัน การที่เขาวาดภาพแล้วฉันลงสี เรามีภาพใหญ่ๆ หนึ่งภาพ แล้วฉันลงสีเพื่อให้ภาพนั้นสมบูรณ์"
หนังสือเกี่ยวกับเอลฟ์ของประเทศฟินแลนด์ เป็นผลงานหนังสือเด็กเล่มแรกของเขาที่ตาร์ยามีส่วนร่วมเป็นผู้ช่วยลงสี แล้วเธอก็ช่วยเขาลงสีในหนังสือของเขาทุกเล่มเรื่อยมานับจากวันนั้น
เธอพูดถึงการทำงานร่วมกันกับสามีด้วยรอยยิ้ม "เหมือนกับชิ้นส่วนที่มาต่อกันลงตัวพอดี เขาเป็นคนทำงานส่วนใหญ่ แล้วฉันมาลงสีต่อ เราเคยชินกับการทำงานแบบนี้ แล้วพอเวลาที่ฉันลงสี ฉันไม่ต้องคิดอะไร ฉันรู้สึกสงบมาก ดังนั้นมันเลยเป็นการทำงานที่ดีมากๆ"
ตาร์ยาเป็นครูที่เกษียณแล้ว แต่ระหว่างที่ทำงานครูอยู่นั้น เธอก็ช่วยทำงานลงสีในหนังสือของเมาริมาตลอด เธอบอกว่าพอลองทำงานด้วยกันตั้งแต่เล่มแรกแล้วไปได้ดี พวกเขาเลยทำหนังสือเด็กร่วมกันมาเกือบ 50 ปีแล้ว
"มันเป็นเวลาที่ยาวนานมากๆ เราเติบโตมาด้วยกัน ตั้งแต่ที่เขาเริ่มทำงานนี้ตอนหนุ่มๆ เราแต่งงานกัน แล้วเราก็อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่ตอนนั้น มันเลยเหมือนเป็นกิจวัตรของเขาและกลายเป็นกิจวัตรของฉันไปด้วย เราทำหลายสิ่งด้วยกัน บางครั้งเราทำงานโต๊ะเดียวกัน บางครั้งก็ทำงานคนละโต๊ะ พอเวลาผ่านไปเราก็ใช้คอมพิวเตอร์ลงสีเหมือนกันนะ แต่ฉันคิดว่าการลงสีน้ำดีกว่า"
เมื่อถามถึงการทำงานร่วมกับสามี เธอก็เล่าว่าเป็นประสบการณ์มาก "เขาคอยสนับสนุนตลอด เขาจะพูดว่า 'เธอทำได้ดีแล้ว' ในช่วงแรกๆ ที่ฉันยังลงสีน้ำไม่เป็น มันดีที่ได้เรียนรู้จากคนอย่างเขา และฉันคิดว่าฉันเติบโตขึ้นจากการทำงานกับเขามาก เขามีความอดทน ถ้าฉันทำพลาดเขาก็บอก 'ไม่เป็นไร' และเวลาทำงานมันเป็นช่วงเวลาที่สงบมาก ที่เราไม่ต้องคุยกัน แน่นอนว่าฉันเคยสงสัยว่าความสัมพันธ์แบบนี้มันเวิร์กไหม แต่มันเวิร์ก มันประสบความสำเร็จ"
เขาก็รู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่มีเธอมาร่วมทำงานด้วยเหมือนกัน "ถ้าคุณแต่งงานกับใครสักคน แล้วถามเธอว่า 'คุณทำหนังสือได้ไหม' คงจะหายากมากที่เธอจะตอบว่า 'ได้ ทำไมจะไม่ล่ะ' ผมโชคดีที่เธอช่วยลงสีได้ แล้วเธอก็ฉลาดมากด้วย เวลาที่ผมคิดว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างไรดี มันติดขัด แล้วเธอเข้ามาช่วยแก้ปัญหาไวมาก ผมประหลาดใจมาก เป็นไอเดียที่ดี ดังนั้นเราก็เลยทำงานได้เร็วขึ้น เธอเป็นครูส่วนใหญ่ก็จะมีงานสอนหนังสือ เพราะฉะนั้นยี่สิบเปอร์เซ็นต์ของการลงสีผมจะทำด้วยตัวเอง หรืออาจจะมากกว่านั้น แล้วหลังจากนั้นเราจึงลงสีร่วมกัน"

ชีวิตของคนทำหนังสือเด็กที่มีความสุข แม้ต้องทำงานและค้นคว้าอย่างหนัก
เราถามถึงวิถีชีวิตการทำงานของเขา จากเดิมที่เป็นนักวาดการ์ตูนการเมืองมาทำหนังสือเด็กว่ามีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไรบ้าง เขาก็นึกถึงการทำงานตามเดดไลน์สมัยทำงานหนังสือพิมพ์ที่แตกต่างจากการทำหนังสือเด็กทันที
"ผมชอบวาดการ์ตูนมากๆ และผมชอบหนังสือเด็กมากๆ ด้วย แต่ถ้าคุณวาดการ์ตูนในหนังสือพิมพ์ คุณจะมีเดดไลน์ตลอดเวลา มันเป็นสิ่งที่ผมไม่ชอบ แต่ถ้าคุณทำหนังสือ คุณจะมีเดดไลน์ฤดูใบไม้ร่วงถัดไป คุณจะมีเวลาประมาณปีหนึ่งในการทำงาน ดังนั้นมันมีอิสระมากกว่าที่จะทำงานหนังสือ"
เขาเล่าถึงตอนทำหนังสือเอลฟ์เล่มแรกให้ฟังว่า "ผมใช่พิมพ์ดีดเขียนเรื่องออกมาก่อน แล้วผมก็เห็นภาพที่จะวาดอย่างชัดเจน ตอนนั้นผมแยกไปนั่งเขียนเรื่องเพียงลำพัง ผมคิดว่ามันดีมากๆ ผมรู้สึกตื่นเต้น ลูกสาวคนรองผมก็เขียนหนังสือเด็กด้วยนะ แต่ไม่ใช่หนังสือภาพ มันเป็นเรื่องสนุกที่เรายังพูดกันอยู่ทุกวันนี้ว่า เธอฝันถึงช่วงเวลาที่เธอจะนั่งเขียนเรื่องคนเดียว ผมรู้เลยว่ามันรู้สึกอย่างไร จริงอยู่ว่าผมเริ่มจากการเขียนเรื่องก่อน แต่เมื่อผมเป็นนักวาด ผมก็อยากจะวาดมันออกมาเป็นหนังสือภาพด้วย ผมเลยเริ่มทำหนังสือเด็กได้อย่างรวดเร็ว"
เมื่อผลงานหนังสือเด็กเล่มแรกประสบความสำเร็จ เขาก็ได้ทำหนังสือเด็กเต็มตัว เขามีห้องทำงานอยู่ในชั้นใต้ดินที่บ้าน เลือกทำงานช่วงกลางวันที่ภรรยาไปทำงานที่โรงเรียน แล้วพยายามเลิกงานให้ได้ประมาณ 3 ทุ่ม
"ผมรู้ว่าชั่วโมงทำงานที่ดีที่สุดของผมคือช่วงเย็น ตั้งแต่ 4 โมงเย็นถึง 3 ทุ่ม นี่คือเวลาทำงานที่ดีที่สุดสำหรับผม แต่อาจจะเป็นเวลาที่ดีที่สุดสำหรับครอบครัวที่จะอยู่ด้วยกัน พวกเขาดูทีวีหรือทำอะไรสักอย่างด้วยกัน ภรรยาผมยังถามว่า 'ทำไมไม่เลิกงานสักที' ผมก็บอกว่า 'เดี๋ยวจะไปแล้ว'
"ถ้าคุณต้องการแต่งหนังสือคุณก็ต้องทำงาน ผมค้นคว้าข้อมูลเยอะมากเหมือนกันนะ เพราะเรื่องที่ผมเขียนเกี่ยวกับอะไรหลายอย่าง ทั้งเรื่องประวัติศาสตร์ เรื่องดาวเคราะห์ อวกาศ วิธีการทำหนังสือพิมพ์ ผมเลยต้องรู้เรื่องนั้นๆ เพื่อที่ผมจะเล่าออกไปในเรื่องของผมได้ บ่อยครั้งผมก็ไปห้องสมุดเพื่ออ่านหนังสือเกี่ยวกับเรื่องที่ผมจะเขียนด้วยเหมือนกัน มันเหมือนกับการสอนหนังสือ ซึ่งผมอยากทำสิ่งที่เด็กๆ รับรู้ความเป็นไปของโลกได้โดยไม่ต้องเครียด ผมอยากทำเรื่องที่มีความสุข ที่เด็กๆ สามารถสนุกแล้วหัวเราะไปกับมันได้"
เราถามว่าเขามีช่วงเวลาที่ยากลำบากในการทำหนังสือบ้างไหม คำตอบของเขาก็ทำให้รู้ว่าเขาเป็นคนมีวินัยในการทำงานมากทีเดียว "หนังสือของผมใช้เวลาทำงานนาน แต่ผมก็เรียนรู้ว่าผมจะใช้เวลาในแต่ละสัปดาห์ให้ได้ความคืบหน้าเท่าไร บางครั้งผมอาจจะป่วยทำให้เสียเวลาทั้งสัปดาห์นั้นไป แล้วรู้ว่าจะทำงานได้ช้ากว่ากำหนด มันมีช่วงเวลาที่เจ็บปวดและยากลำบาก แต่ผมก็ควรทำงานต่อไป บางครั้งมีเรื่องอื่นแทรกเข้ามาอย่างการทำการ์ดคริสต์มาส ผมอาจจะถามตัวเองว่า ไปตกลงว่าจะทำงานพวกนี้ทำไม ไม่น่าไปสัญญาว่าจะทำงานนี้เลย ใช่ มันมีช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่ผมคิดว่ามันยากสำหรับครอบครัวของผมมากกว่า เพราะบางฤดูร้อนผมจำได้ว่าผมแยกไปนั่งทำงานอยู่คนเดียว พวกเขาพูดว่า 'ทำไมไม่หยุดทำงานบ้าง นี่มันผ่านไปสัปดาห์นึงแล้วนะ คุณยังนั่งทำงานอยู่เลย' ดังนั้นผมเลยรู้สึกว่ามันยากสำหรับพวกเขา ไม่ใช่สำหรับผม ผมรู้สึกว่ามันคุ้มค่าสำหรับผม ผมชอบทำงาน ถ้าถึงเวลาที่งานต้องเสร็จ คุณก็ต้องทำงาน ถ้าหยุดทำมันก็ไม่มีหนังสือออกมา"

ช่วงแรกที่รู้ว่าจะได้พูดคุยกับนักเขียนและนักวาดที่มีผลงานหนังสือโด่งดังไปทั่วโลกนั่นน่าตื่นเต้นมาก แต่ตัวจริงของเขาที่พูดถึงผลงานของตัวเองอย่างเรียบง่าย เป็นกันเอง และคิดว่าการทำงานของตัวเองเป็นเรื่องธรรมดาเหมือนกับงานของคนอื่นๆ อย่างถ่อมตัว กลับทำให้เขาน่านับถือยิ่งขึ้นไปอีก เราจึงอยากรู้ว่าเขารู้สึกอย่างไรกับการเป็นนักทำหนังสือเด็กของตัวเองบ้าง
"ผมชอบหนังสือบางเล่มของผม ผมภูมิใจกับบางสิ่งที่ทำ แต่ผมไม่รู้อนาคตหรอกนะ ต่อไปคนรุ่นต่อไปอาจจะไม่รู้จักผมเลยก็ได้ แต่นี่ชีวิตของผม ผมแก่แล้ว มันสนุกมากๆ ผมได้รางวัลมากมาย บางทีคนอาจจะชอบหนังสือของผม หรือแม้แต่ชอบผมด้วย แต่รวมๆ ผมคิดว่าชีวิตผมค่อนข้างน่าสนใจและน่าพอใจ ผมอยากวาดรูปตั้งแต่ผมอายุ 3 ขวบ แล้วผมโชคดีมากที่ได้ทำสิ่งนี้มาเรื่อยๆ ผมมีความสุขกับชีวิตของผม ผมโชคดีมากๆ ผมหวังว่าลูกๆ ของผมจะโชคดีแบบนี้เหมือนกัน"

เขาตอบเหมือนทุกอย่างเป็นเรื่องธรรมดาๆ เช่นเคย แม้ว่าตาร์ยาจะบอกเราว่า "ฉันจะประหลาดใจถ้าใครในฟินแลนด์ที่อายุเกิน 5 ขวบแล้วไม่รู้จักเขา ฉันคิดว่าทุกคนรู้จักเขา" ซึ่งแสดงถึงความสำเร็จในอาชีพของเขาได้เป็นอย่างดี
แต่บุคลิกของเขาก็ทำให้เรานึกไปถึงหนังสือของเขาด้วยเหมือนกัน ท่ามกลางภาพวาดสีสันสดใส ตัวละครสัตว์ที่น่ารัก ที่ดำเนินไปในเรื่องราวตื่นตาตื่นใจและเต็มไปด้วยอารมณ์ขัน ก็สะท้อนให้เห็นเรื่องราวในชีวิตประจำวันธรรมดาๆ ซึ่งเขาสร้างสรรค์เรื่องให้มีความสนุกขึ้นได้ นั่นคือความมหัศจรรย์ในหนังสือของเขาที่ทำให้เด็กทั่วโลกหลงรักอย่างไม่ต้องสงสัยเลย