การหาคำจำกัดความเกี่ยวกับ ปันปัน-แพนแพน นาคประเสริฐ คงไม่ง่ายนัก เมื่อเขาเป็นทั้งนักเต้นและครูสอนเต้นแวคกิ้ง (Waacking) เป็นแดร็กควีน (Drag Queen) แถวหน้าที่มีประสบการณ์แสดงบนเวทีอย่างโชกโชนด้วยชื่อแดร็กว่า Pangina Heals (อ่านว่า แพนไจน่า ฮีลส์) หรือเมื่อครั้งที่เข้าไปเฉิดฉายในฐานะโค-โฮสต์ประจำรายการ แดร็ก เรซ ไทยแลนด์ (Drag Race Thailand) ปันปันเป็นอีกหนึ่งสีสันที่ร่วมสร้างความเข้าใจให้ผู้ชมรายการรู้ถึงความหมายของการเป็นแดร็กควีน และเขายังเป็นเจ้าของกิจการร่วมของ House of Heals แดร็กบาร์ที่ทุกคนสามารถรับชมการแสดงของแดร็กควีนแถวหน้าของเมืองไทยและรับฟังเพลงเพราะๆ จากนักร้องคุณภาพได้อีกด้วย

ด้วยสถานการณ์โควิดและกำหนดการเดินทางไปต่างประเทศที่กระชั้นเข้ามาทำให้เรานัดสัมภาษณ์ผ่านการวิดีโอคอล เมื่อเปิดกล้องก็พบเขาสวมเสื้อยืดสีขาวนั่งอยู่บนโซฟา ปันปันหน้าตาสดใสและยิ้มแย้มทักทายอย่างเป็นกันเอง เขาพูดถึงชีวิตในช่วงนี้ว่า House of Heals ยังไม่สามารถเปิดบริการตามปกติได้ แต่ระหว่างนี้เขายังรับงานโฆษณาหรือรับงานอินฟลูเอนเซอร์ในช่องทางออนไลน์ โดยใช้ความเป็นแดร็กในการทำงานเหล่านั้น
สิ่งที่น่าตื่นเต้นคือ การที่เขาเป็นคนไทยและคนเอเชียหนึ่งเดียวที่ไปปรากฏตัวในรายการ RuPaul's Drag Race UK vs the World ซึ่งเป็นรายการออลสตาร์ที่ทางรายการเชิญเหล่าแดร็กควีนตัวท็อปที่เคยร่วมรายการมาแข่งกัน สำหรับปันปันแม้จะไม่เคยเข้าแข่งมาก่อน แต่ความสามารถที่โดดเด่นทำให้เขาได้รับเชิญไปร่วมรายการกับแดร็กควีนทั่วโลกจากสหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา แคนาดา เนเธอร์แลนด์ ในฐานะตัวแทนจากประเทศไทยในครั้งนี้ รายการเริ่มออกอากาศทางช่อง BBC Three ไปเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2565 Pangina Heals เปิดตัวในลุคนางงามที่มีสายสะพายลายธงชาติไทย ก่อนที่การแสดงและการสร้างสรรค์ชุดจะฟาดควีนคนอื่นๆ บนรันเวย์ด้วยการเป็นผู้ชนะการลิปซิงค์ตั้งแต่ตอนแรก Pangina Heals ได้รับความนิยมและเสียงชื่นชมจากแฟนๆ รายการ จนเป็นหนึ่งในผู้เข้าแข่งขันที่น่าจับตามองเลยทีเดียว

การพูดคุยกับปันปันครั้งนี้จึงเป็นการทำความรู้จักกับตัวตนและเส้นทางการทำงานที่ประกอบไปด้วยศิลปะในแบบเฉพาะตัวของเขา ทั้งภายใต้ชื่อ ปันปัน นาคประเสริฐ และ Pangina Heals
ปันปันเรียนจบศิลปะมาด้วย?
"ใช่ครับ เรียนไฟน์อาร์ต เป็น Bachelor of Art จาก UCLA (University of California, Los Angeles)"
เริ่มชอบศิลปะตั้งแต่เมื่อไร?
"ตอนเด็กๆ ปันเป็นเด็กที่เรียนไม่เก่ง เรียนห่วยมาก ในห้องมีนักเรียน 56 คน ปันเรียนได้ที่ 53 แต่สิ่งหนึ่งที่แปลกมากตั้งแต่เด็กเลยคือ เวลาจับอะไรที่เป็นศิลปะจะได้ที่ 1 ตลอด ไปแข่งปันดินน้ำมันก็ได้ที่ 1 วาดรูป เพ้นต์รูปได้ที่ 1 มาตลอด เราก็คิดว่า อ๋อ... น่าจะเป็นเพราะคุณยาย คุณยายปันเป็นนักวาดสีน้ำ สไตล์พู่กันจีนน่ะครับ เขาเก่งมาก แต่เขาเติบโตมาในช่วงเกิดสงคราม ตอนนั้นเขาจึงไม่สามารถทำเงินได้จากการเป็นศิลปิน ตอนแรกแม่ผมก็เลยไม่อยากให้ผมทำงานด้านศิลปะ เพราะเหมือนกับเขาฝังใจมา แต่ว่าพอได้เข้า UCLA ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยท็อปเท็นของโลกได้ เขาก็เลยยอมให้ปันไปเรียน"
ทำไมถึงสมัครเรียนศิลปะที่ UCLA?
"ปันไม่ได้สมัครที่ UCLA ที่เดียว ปันสมัครไปเยอะมาก เพราะว่าแม่ปันเป็นคนที่ซีเรียสเรื่องการเรียน เขาชอบมีตรรกะว่า ถ้าลูกฉันเป็นเกย์ อย่างน้อยลูกฉันก็ต้องเรียนเก่ง หรือ ลูกฉันต้องเป็นคนเก่งให้ได้ ตอนนั้นเราส่งใบสมัครไปยังมหาวิทยาลัยเกือบ 30 แห่งครับ คือมันเยอะมาก แล้วปันได้ 2 แห่งคือ UCLA กับ Boston University ซึ่งบอสตันก็ดังมาก แต่ปันได้เข้าสาขา Marine Biology (ชีววิทยาทางทะเล) ที่บอสตัน ซึ่งพอรู้ว่าจะต้องไปอยู่บนเรือ 2 ปีปุ๊บ เลิกเลย พอค่ะ เมาเรือ เลยเรียนศิลปะแทนดีกว่า"

ศิลปะสำหรับปันปันมีความหมายว่าอย่างไร?
"ศิลปะหมายถึงอิสระ ศิลปะหมายถึงความสุข ศิลปะหมายถึงเวลาที่ฉันได้ทำอะไรที่ฉันรัก เวลาที่ต้องเรียนเลข เราจะ "เอ้อ... อีกแล้ว" แต่พอได้เรียนศิลปะ อุ๊ย! ตื่นเต้น อยากเรียน อยากทำ มันเป็นอะไรที่เราได้ทำแล้วเราทำได้ออกมาดี เราได้ปลดปล่อยความเป็นตัวเอง เราได้สร้างสมาธิและความสุขค่ะ"
สภาพแวดล้อมการเรียนศิลปะที่นั้นต่างจากไทยอย่างไร?
"สิ่งหนึ่งที่ UCLA สอนคือ กระบวนการคิดในการทำศิลปะ อย่างหนึ่งที่เก๋เกี่ยวกับประเทศไทยคือ ประเทศไทยสอนเรื่องกระบวนการและวัฒนธรรมต่างๆ งานศิลปะของไทยจะวิจิตรมาก ขั้นเทพมากเรื่องเทคนิค ซึ่งพอไปอเมริกาปันเลยได้ข้อดีเรื่องกระบวนการคิด เพราะว่าที่นั่นสอนให้เราตั้งคำถามกับทุกอย่างเลย เราตั้งคำถามกับครูได้ด้วยซ้ำ ถ้าครูพูดอะไรผิดเราสามารถบอกได้ ตอนเรียนที่นั่นวันแรกมีนักเรียนเถียงกับคุณครูแล้วดีเบตกัน ซึ่งปันคิดว่าเป็นอะไรที่ดีมาก ตอนอยู่ที่เมืองไทยเราตั้งคำถามกับครูไม่ได้ ครูมีบทบาทที่สูงกว่า ฉะนั้นเราจะเถียงครูไม่ได้ แต่จริงๆ เราควรคิดว่า เด็กอาจจะมีมุมมองใหม่ที่น่าสนใจ หรือ ผู้ใหญ่สอนเราได้ดีในวิธีของเขา มาคุยกันดีกว่า แต่ปันไม่ได้บอกว่าการเรียนในไทยเป็นแบบนั้นร้อยเปอร์เซ็นต์ แค่จากประสบการณ์ของปันที่ได้รับการสอนที่ผ่านมา การสอนในระบบบางระบบ เราไม่ได้ถูกสอนให้คิด แต่เราถูกสอนให้จำ เพราะฉะนั้นมันดีถ้าเกิดว่าเราได้คิดเองและได้ทำเอง"
ตอนที่รู้จักกับแดร็กควีนครั้งแรกรู้สึกอย่างไร?
"ไม่ชอบ ปันรู้สึกว่าทำไมเขามั่นใจในตัวเองขนาดนี้ มั่นหน้า มั่นโหนก เราไม่เก็ตว่า ทำไมเขาดูตัวใหญ่ ไม่เหมือนผู้หญิงร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่พอเราเข้าใจแล้วว่ามันคือศิลปะ โคตรชอบเลย อินมากๆ เพราะการเป็นแดร็กควีนไม่ได้หมายความว่าเราต้องเหมือนผู้หญิง เราจะเป็นอะไรก็ได้ ถ้าเรามีความเข้าใจว่าแดร็กคืออะไร เราจะไม่จำกัดอยู่ในกรอบเล็กๆ ว่าเป็นการแต่งให้เหมือนผู้หญิงมากที่สุด นั่นเป็นส่วนหนึ่งของแดร็กที่สวยงาม แต่ว่ามันยังมีอีกหลายส่วนเยอะมาก
"ซึ่งการที่ปันทำงานศิลปะมา มันเป็นสิ่งที่เราสามารถนำมาปรับใช้กับการสร้างสรรค์ลุคกับตัวเอง การเขียนอายไลเนอร์ไม่ต่างจากการใช้พู่กัน การทำประติมากรรมไม่ต่างกับการโยกผม แล้วการแสดงของแดร็กไม่ต่างกับเพอร์ฟอร์แมนซ์ อาร์ต เราแค่สร้างให้ร่างกายเราเป็น living art work (ศิลปะที่มีชีวิต) ชิ้นหนึ่งครับ"

คุณเริ่มเข้าใจความเป็นแดร็กจริงๆ เมื่อไร?
"ขนาดช่วงเวลาที่ปันทำมา 11 ปีแล้ว ปันก็ยังมีอะไรที่ปันเรียนรู้ได้อีกเรื่อยๆ ว่า อ๋อ... แดร็กมันมีแบบนี้แดร็กมันทำอย่างนี้ได้ ชีวิตน่ะ วันที่หยุดการเรียนรู้คือวันที่เราตายแล้วค่ะ"
เพราะแดร็กไม่ใช่เรื่องการแต่งหญิงอย่างเดียว?
"ถูกครับ เรามีแดร็กควีน เรามีไบโอควีน (bio queen) เรามีเฟมควีน (femme queen) เรามีแดร็กคิง (drag king) ที่ผู้หญิงแต่งเป็นผู้ชาย มีผู้หญิงแต่งเป็นแดร็กควีน เพราะฉะนั้นแดร็กไม่ได้เกี่ยวกับเพศค่ะ แดร็กเกี่ยวกับศิลปะ"
ตอนไปเรียนศิลปะที่อเมริกาได้รับประสบการณ์อะไรบ้าง?
"ปันคิดว่าช่วงที่เข้า UCLA ช่วงแรกมันโหดร้ายกับปัน เพราะปันเลิกกับแฟน ปันเพิ่ง come out (เปิดเผยตัวตน) พ่อเพิ่งทราบว่าปันเป็นเกย์ แล้วช่วงเวลานั้นเหมือนสติแตก ปันเลยนั่งวาดรูป 18 ชั่วโมงติดกันไม่หยุด นั่งวาดไปเรื่อยๆ ไม่กินข้าว วาดไปเรื่อยๆ พอเราเอาอารมณ์ ความความทุกข์ ความเครียด ไปลงในศิลปะหมด แล้วอาจารย์ได้เห็น อาจารย์พูดมาเลยว่า ทำงานมาประมาณ 5 ปี ศิลปะของเธอเป็นสิ่งหนึ่งที่ฉันจะจำไปอีกนานเลย พอปันรู้ว่าเราทุ่มเทกับศิลปะไป แล้วมีคนเห็นคุณค่าของมัน กระบวนการนั้นเราได้ฮีลตัวเองไปด้วย ปันเลยเริ่มรู้ว่าศิลปะเป็นสิ่งที่จำเป็นในชีวิตปัน เพราะว่าปันได้เยียวยาตัวเอง ซึ่งถ้าลิงค์ไปกับชื่อแดร็กควีนปัน Pangina Heals มันไม่ได้หยุดที่ปันคนเดียว เพราะแดร็กได้ฮีลปันและฮีลคนอื่นด้วย"
ชื่อ Pangina Heals มีมาตั้งแต่เมื่อไร?
"ตั้งแต่ตอนที่ปันเริ่มเต้นแวคกิ้ง และปันชอบใส่ส้นสูง Pangina มาจากคำว่า Supercontinent Pangaea ด้วย ซึ่งก่อนที่จะเกิดเป็นหลายทวีปบนโลก มันเคยรวมกันอยู่เป็นทวีปเดียว ปันรู้สึกว่าการแต่งหญิงกับการเต้น ทุกอย่างทำให้ทุกคนมาอยู่ในโลกเดียวกัน มันเชื่อมโยงกัน เพราะฉะนั้นมันจะเป็นอะไรที่สวยงามมากถ้าเกิดทุกคนมาเจอกันตรงนี้ ส่วนคำว่า Heals อย่างที่เล่าไปก่อนหน้านี้ว่าแดร็กได้ฮีลปัน"

ตอนกลับเมืองไทยปันปันมีจุดยืนอย่างไร?
"ตอนที่ปันกลับมาตอนแรกๆ ปัญหาของปันคือ พอปันอยู่เมืองไทย ปันก็จะโดนด่าว่าปันเป็นเด็กฝรั่ง พอปันอยู่ที่แอลเอ ปันก็จะโดนด่าว่าทำไมเธอเอเชียจัง เพราะฉะนั้นเราไม่เคยรู้สึกว่าเราฟิตอินที่ไหนได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งจุดนี้พี่ซินดี้ก็เคยบอกเหมือนกันว่าเขาก็โดน พอกลับมาปุ๊บ ปันรู้สึกว่าปันเป็นคนที่ไม่ค่อยแคร์ว่าคนอื่นจะคิดว่าอะไรเหมาะสมไม่เหมาะสม ฉันอยากแต่งหญิง ฉันก็จะแต่ง ฉันอยากทำอะไร ฉันทำ ถ้าเกิดว่ามันไม่เบียดเบียนคนอื่น พอกลับมาปันก็เลยแต่งหญิงทุกวันเลย ไม่แคร์ แล้วก็ไม่ได้สวยด้วย ดูจัญไรมาก (หัวเราะ) แต่ว่าเราไม่ได้แคร์ตรงนี้เพราะว่าเรามีความสุข แล้วเรารู้สึกว่า ถ้าชีวิตสั้นแล้วเราได้ทำอะไรที่มีความสุข เราได้ปลดปล่อยตัวเอง เราได้เรียนรู้มากขึ้น มันคุ้มกับการมีชีวิตค่ะ"
แล้วปันปันเริ่มทำงานอะไร?
"ปันเป็นแดนเซอร์ ปันเคยเต้นตั้งแต่กลางคืนจนถึงเช้า กระเพาะพังมากค่ะ กินอาหารไม่ตรงเวลา เป็นโรคกระเพาะเลย แต่ว่าทำตลอด เพราะเรารู้สึกว่าถึงเราจะเรียนมหาวิทยาลัยที่ดีมาก คนคิดว่าจะได้งานดีนู่นนี่ แต่มันยาก เพราะว่าเรากลับมาในช่วงที่วงการศิลปะช่วงนั้น ถ้ายูไม่ได้เก่งสุดๆ หรือไม่ได้ดังจริงๆ ทำมาหากินยากมาก แล้วปันอยากยืนบนขาตัวเอง ไม่อยากขอเงินใคร ปันก็เลยเต้น โอ๊ยเหนื่อยมากในช่วงเวลานั้น รู้สึกว่าในช่วงเวลา 2 - 3 ปีแรก ไม่ว่าจะเต้นหรือว่าแต่งหญิง กว่าที่จะเก็บเงินได้เป็นน้ำเป็นเนื้อได้หลายปีมาก พูดง่ายๆ ปีแรกๆ ปันทำงานเหมือนทำฟรีไปหลายงานมาก ขาดทุนด้วยซ้ำ เพราะชุดมันแพง เขาจ้างเราไปเต้น 1,500-2,000 ค่าชุด 8,000 บาทเข้าไปแล้ว
จากการเต้นปันปันเข้ามาสู่วงการแดร็กได้อย่างไร?
"จริงๆ ปันชอบนางโชว์อยู่แล้ว คนที่สอนปันแต่งหญิงก็เป็นนางโชว์ ปันคลุกคลีกับวงการนี้แล้วได้เข้าไปแข่ง T Battle ซึ่งคนที่ติดตามจะรู้ว่าปันขาหักในรายการด้วย แต่ปันก็กลับมาพร้อมวีลแชร์แล้วชนะรายการนั้น หลังจากนั้นปันสนใจแดร็กมากขึ้น เพราะมันไม่มีกรอบ แล้วไม่มีใครมาบอกว่าเธอต้องทำแบบไหนยังไง ปันเลยเปลี่ยนจากการเต้นมาแต่งหญิงมากขึ้น"
ตอนที่เริ่มแต่งหญิง คุณทำอะไรบ้าง?
"ในช่วงหลายๆ ปีที่ปันทำตอนแรกคือปันชอบเล่นไมค์ คือ Insult comedy (ตลกล้อเลียน) แรงบันดาลใจเรื่องคอมเมดีปันมีเยอะมาก ไม่ว่าจะ แวนดา ไซก์ส (Wanda Sykes), มาร์กาเร็ต โช (Margaret Cho), เคธี กริฟฟิน (Kathy Griffin) ปันชอบดูคนที่เขาเล่นไมค์แล้วจิกกัดคนดู เพราะว่าปันพูดไปได้เรื่อยๆ มันตลก มันสนุกกับการจิกกัดคนดูในโมเม้นต์นั้น แล้วข้อแตกต่างของปันคือ ปันเต้นแวคกิ้ง ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้ว่ามันคืออะไร คนไทยคนที่รู้จริงๆ น่าจะมีเด็บบี้ บาซู (เดบาร่าห์ ซี) กับปัน เพราะว่าเราเรียนด้วยกันจากแอลเอ แล้วก็เรียนจากครูที่เขาสอนการเต้นจากยุคนั้นเลย นั่นก็น่าจะเป็นข้อแตกต่างซึ่งทำให้คนรู้จักเรามากขึ้นค่ะ"
การแต่งแดร็กสำหรับปันเป็นการแสดงออกด้านศิลปะแบบไหน?
"ปันไม่ได้ต้องการให้คนเข้าใจว่าศิลปะปันเป็นแบบไหน เราเลยทำได้หลายๆ แบบ เพราะว่าหลายๆ ครั้งคนจะถามว่า 'ทำไมเธอไม่แต่งแดร็กเป็นซิกเนเจอร์ลุคให้คนจำได้' หรือ 'เธอต้องเป็นควีนที่เต้นได้' 'เธอต้องเต้นทุกเพลง' ทำไมปันต้องทำอย่างนั้น ฉันต้องการเซอร์ไพร์สคนดูตลอด ฉันไม่ต้องการกรอบ เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่ฉันกำลังออกไปอยู่บนเวที คนดูจะต้องไม่รู้ว่าฉันกำลังทำอะไร มันสนุกกว่าไหม อย่ามา define (นิยาม) ตัวเอง เพราะคนพยายามหาคำอธิบายทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องศิลปะหรือเรื่องเพศ อย่างบางคนอาจจะพูดถึงเพื่อนสักคนว่า 'เพื่อนฉันคนนี้ไง' แล้วคนที่ฟังอยู่ก็จะ 'อ๋อ... เพื่อนคนนั้นที่เป็นตุ๊ดใช่ไหม เป็นทอมใช่ไหม' คุณจะไม่เรียกชื่อเขาก่อนเหรอ ทำไมเพศมาก่อนเลย มันสำคัญขนาดนั้นเลยเหรอ ปันเลยรู้สึกว่าเราต้องคิดกันใหม่ การเป็นคนหนึ่งคนขึ้นอยู่กับอะไร เรานิยามความเป็นเขาเพราะอะไรครับผม"
.JPG)
คนเริ่มรู้จักปันปันมากขึ้นตอนทำรายการ Drag Race Thailand ในฐานะโค-โฮสต์มากขึ้น คุณมองบทบาทของตัวเองในรายการอย่างไร?
"ปันคิดว่าพี่เต้ (ปิยะรัฐ กัลย์จาฤก) เขาอาจจะเห็นว่าเรามีมุมอะไรบางอย่างที่สามารถเพิ่มเติมให้กับรายการได้ อีกอย่างหนึ่งคือปันเป็นคนที่พูดตรงมาก มันอาจจะเป็นสิ่งที่ดีสำหรับรายการ มันเป็นตัวของปันเอง ไม่มีความเกรงใจในแง่ของสิ่งที่เราคิดว่า อะไรที่ผู้เข้าแข่งขันทำแล้ว ถ้าเปลี่ยนบางอย่างแล้วมันจะดีขึ้น ฉันก็จะพูดเพื่อช่วยเธอ เพราะฉะนั้นคนจะชอบเยอะ คนจะเกลียดเยอะ
"สำหรับปันซีซันแรกกับซีซัน 2 แตกต่างกันมาก เพราะซีซันแรกปันยังไม่ลงตัวในฐานะกรรมการขนาดนั้น พี่อาร์ต (อารยา อินทรา) เขาเป็นแม่ ปันเป็นเหมือนเพื่อนสาวมากกว่า แต่พอซีซัน 2 ปันรู้อะไรมากขึ้น เพราะฉะนั้นการที่เป็นกรรมการ ปันมีมุมมองที่แตกต่างไป เวลาที่พี่อาร์ตกับปันตัดสินใจแล้วเราคอนเน็กต์กัน ดังนั้นสิ่งที่ปันพูดไม่ว่าผู้เข้าแข่งขันเขาจะฟังหรือไม่ฟัง อย่างน้อยปันว่าปันมีพาวเวอร์ที่จะพูดมากขึ้น"
เบื้องหลังทราบมาว่าทุกคนทำงานหนักมาก อยากรู้ว่าสิ่งที่สื่อสารผ่านรายการนี้ทำให้ผู้ชมเห็นอะไรบ้าง?
"ปันว่าคนได้เห็นว่าชีวิตของคนที่อาจจะถูกเข้าใจผิดเป็นยังไง กว่าเขาที่จะมาเป็นแดร็กควีนที่สตรองก์คนหนึ่งได้ เขาเจออะไรมาบ้าง พ่อแม่อาจไม่ยอมรับ ศิลปะของเขาอาจไม่มีคนเข้าใจ เพราะฉะนั้นปันว่าคนดูได้เห็นความเป็นคนของเขามากขึ้น และได้เห็นกระบวนการการทำงานศิลปะของเขามากขึ้น ซึ่งจุดนี้เป็นจุดที่สำคัญเพราะว่าหลายๆ คนเวลามองแดร็ก เขาอาจจะมองแค่เพศ แต่ในรายการเขาจะได้เห็นความเป็นคนของคนๆ นึงและความคิดสร้างสรรค์ของคนๆ นั้นมากขึ้น"

ตอนที่ปันปันทำรายการ เวลาเห็นผู้เข้าแข่งขันแล้ว มันสะท้อนความรู้สึกหรือประสบการณ์ของตัวเองบ้างไหมว่าเราก็เคยผ่านอะไรแบบนี้มา?
"แน่นอน เพียงแต่ตอนนั้นปันไม่เคยแข่งมาก่อน เพราะฉะนั้นปันไม่ได้เข้าใจมุมมองนั้นของคนที่กำลังแข่งอยู่ แต่ว่าสิ่งที่เราเข้าใจได้คือ ความรักที่เขามีต่อการแต่งหญิง เพราะฉะนั้นเวลาที่เขาเสียใจ เราก็เสียใจด้วย เวลาเขารักเพื่อนแล้วไม่อยากให้เพื่อนกลับ เราก็เข้าใจ เพราะทุกคนมีประสบการณ์มาก่อน แล้วหลายๆ อย่างที่เด็กๆ ทำในรายการมันทัชเรามาก ค่ะ เพราะเราได้เห็นว่า ถ้าพวกเขาไม่ได้รักแต่งหญิงจริง เขาไม่มาถึงจุดนี้หรอก เขาไม่ทำจุดนี้หรอก มันต้องมีความรักอะไรบางอย่าง เหมือนภาษาที่เราไม่ได้คุยกัน แต่เราสามารถเข้าใจกันได้ สิ่งที่ลิงค์เราทั้งหมดเข้าไว้ด้วยกัน มันคือการแต่งหญิงค่ะ"
จากที่ไม่เคยแข่งขันมาก่อน แล้วปันปันได้เป็นหนึ่งในผู้เข้าแข่งขัน RuPaul's Drag Race UK vs the World ได้อย่างไร?
"ทางรายการเชิญมา เพราะว่าฟอร์แมตออลสตาร์ผู้เข้าแข่งขันทุกคนจะถูกเชิญมาอยู่แล้ว ผู้เข้าแข่งขันทุกคนเป็นแดร็กควีนที่มีชื่อเสียงอยู่แล้วจากการเข้าร่วมแข่งขันที่ผ่านมา แต่ปันเป็นผู้เข้าแข่งขันคนเดียวที่ไม่เคยแข่ง เป็นคนไทยคนแรก แล้วก็ไปออลสตาร์เลยด้วย ทำไมปันเซย์เยส เพราะมันเป็นโอกาสที่ใหญ่ที่สุดบนโลก คนไทยไม่เคยไป เราอยากจะไปเป็นตัวแทนความเป็นไทย เป็นตัวแทนประเทศ เป็นตัวแทนที่แสดงออกถึงวัฒนธรรมเรา พรีเซนต์ให้ดูว่าแฟชั่นไทยเป็นยังไง ทุกๆ อย่างที่ปันใส่ในรายการเป็นชุดของดีไซเนอร์ไทยหมดเลย เราไปเพราะเราภูมิใจที่เราเป็นคนไทย เราไปเพราะอยากให้โลกเห็นว่าแดร็กไทยไม่แพ้ชาติใดจริงๆ เราไปเพื่อมงที่ 3 เราไม่กลัว พอเขาโทรมาปุ๊บ ตอนนั้นปันอยู่ปากช่อง ปันยกเลิกทุกอย่างที่ปันมี แล้วปันเข้าเรียนรู้หลายคลาสเลย ไปเรียนการทำผมใหม่ เรียนแต่งหน้าใหม่ เรียนสไตล์ลิ่ง เรียนประวัติศาสตร์แฟชั่น เรียนการนั่งสมาธิ เรียนแอคติ้ง เรียนแรป เรียนการตัดเย็บ เรียนการเดินแบบใหม่ ฯลฯ มันเยอะมาก เราไปให้พร้อมที่สุด ให้ไม่เสียหน้าคนไทย"

ประสบการณ์ของการก้าวเข้าไปเป็นผู้เข้าแข่งขันเป็นอย่างไร?
"มันมีความกดดันเพราะว่าเรากำลังเป็นตัวแทนที่นำเสนอภาพของแดร็กทั้งประเทศ แล้วเราเป็นตัวแทนคนไทยเพียงคนเดียว ประเทศอื่นอย่างยูเคหรือยูเอสอาจจะมี 2-3 คน เพราะฉะนั้นเรามีความกดดันสูงมาก เราได้เรียนรู้ว่าเราต้องแก้ปัญหาให้เร็วที่สุด เราได้เรียนรู้ว่าเพื่อนๆ ที่มาแข่ง 9 คนน่ารักกันทุกคน แล้วพร้อมที่จะช่วยคนอื่น เราได้เรียนรู้ว่าเราก็ช่วยทุกคนได้เหมือนกัน ถ้าเกิดมีอะไรที่เขาไม่รู้ เราพร้อมที่จะแลกเปลี่ยนเพราะฉะนั้นมันมีการแลกเปลี่ยนของคัลเจอร์และสกิลที่สูงมาก เราได้เรียนรู้ว่าพอเป็นฟอร์แมตออลสตาร์ที่มาจากทั่วโลก เรื่องการแข่งขันจะขยับขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง เรื่องแฟชั่นขยับขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง อย่างแดร็กควีนจากยูเคถ้าเกิดกลับบ้าน เขาก็แค่กลับไปอยู่ในประเทศ แต่อันนี้คือกลับประเทศ เพราะฉะนั้นทุกคนเครียดมาก แล้วปันได้เรียนรู้ว่าเราต้องไม่สงสัยในตัวเอง เพราะเราได้รับเชิญเข้าไป แปลว่าเราก็ไม่ได้แพ้ใครเหมือนกัน แต่พอเราได้เข้าไปในการแข่งขันแล้วมันมีความกดดันเข้ามาเยอะในหลายปัจจัย บางครั้งเราอาจจะสงสัยตัวเองได้ ตรงนี้ต้องแข็งแรงมาก"
การเข้าร่วม RuPaul's Drag Race UK vs the World ครั้งนี้เพิ่มพูนอะไรในตัวคุณบ้าง?
"มันเพิ่มพูนให้เราภูมิใจในวัฒนธรรมเรา อย่างสังเกตได้ว่าพักหลังในโซเชียลของปัน ปันจะพยายามเอาความเป็นไทยออกมาให้ทั้งโลกเห็น เพราะจริงๆ ทั้งโลกชื่นชมเรา เหมือนกับที่เราภูมิใจในความเป็นไทย เขาบอกว่ามันสวยงามจังเลย วิจิตรจังเลย เพราะฉะนั้นปันได้ค้นพบความภูมิใจในความเป็นคนไทยของปันมากขึ้น ถึงปันเป็นลูกครึ่งไต้หวันก็จริง แต่ว่าปันเกิดที่นี่ ปันมีความภูมิใจมากๆ แล้วก็มันได้เพิ่มเลือดความบ้าการแข่งขัน คือเราเป็นคนที่ชอบการแข่งขันอยู่แล้ว พอได้ไปแข่งครั้งนี้ เราได้ประสบการณ์เยอะมาก ซึ่งเรารู้สึกว่าเราไม่เคยมีสิ่งนี้มาก่อน"

บทบาทของปันปันตอนนี้เติบโตขึ้นมาร่วมเป็นเจ้าของกิจการ House of Heals แล้ว ความสุขของคุณคืออะไร?
"เราก้าวไปอีกเวย์นึง เพราะตอนนี้พอเราเป็นเจ้าของกิจการ ปันไม่ได้แค่เป็นนักแสดงคนหนึ่งแล้ว ปันเป็นเจ้าของธุรกิจ มันมีหลายอย่างที่เราต้องดีลด้วยมาก ขั้นตอนการทำงาน 1-10 เราเจอ 1-9 มาแล้ว ก่อนที่คนจะเห็น 9-10 คนที่มาเห็นนักแสดงบนเวทีโชว์อยู่ คุณไม่รู้หรอกว่าเราต้อง ขอใบอนุญาต ต้องขอลิขสิทธิ์ มีปัญหากับส่วนไหนบ้าง มันมีร้อยพันอย่างค่ะ แล้วเราเป็นเจ้านายคนอีกหลายชีวิตที่เป็นพนักงานประจำ มันมีความรับผิดชอบหลายอย่างมาก
"ความสุขของปันคือ เวลาที่แดร็กควีนเขาแสดงแล้วมีความสุขเอง กับเวลาคนดูที่เห็นเขาแสดงแล้วมีความสุข นั่นคือความสุขที่ไม่สามารถซื้อได้ แล้วมันเติมเต็มเราที่สุด บางครั้งเวลามีคนที่เครียดจากข้างนอกมา พอเขาได้ดูนักแสดงของเราแล้วเขาหัวเราะ หรือเวลาที่ปันมองไปรอบๆ แล้วเห็นแต่รอยยิ้ม โอ้โห เงินไม่สามารถซื้อได้เลยความรู้สึกนี้ เรารู้สึกว่าเราได้สร้างสิ่งนี้ขึ้นในเวลาที่เราเกิดมา เป็นชีวิตที่ใช้คุ้มที่สุดแล้ว"
เมื่อมีความสุขกับสิ่งที่ทำแล้ว คุณมีจุดหมายที่ตัวเองอยากทำต่อไปอีกไหม?
"เราอยากทำสิ่งที่เรามีความสุข นั่นสำคัญ แต่ว่าเราอยากเป็นคนที่จิตใจดี สร้างแรงบันดาลใจได้ เราอยากเป็นเพื่อนที่ดี เป็นเจ้านายที่ดี เป็นคนที่ดี อยากเป็นคนที่ใช้แพลตฟอร์มในสังคมแบบมีความรับผิดชอบ ไม่ได้ดังหรือมีชื่อเสียงในเวย์ที่ไม่ได้สร้างสรรค์ อยากสร้างศิลปะในโลกที่มีคุณค่ามากขึ้นต่อไป แล้วพยายามใช้เสียงของปันที่ทำให้โลกดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้เรื่องสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศ สมรสเท่าเทียม เซฟเซ็กส์ หรือการกุศลที่ปันเชื่ออยู่หลายๆ อย่างค่ะ"
ที่ผ่านมาปันปันแสดงความคิดเห็นเรื่องของการเมือง สิทธิและความเท่าเทียมเพราะอยากให้มองคนที่ต่างจากตัวเองเป็นมนุษย์ด้วย?
"ใช่ อันนี้สำคัญมาก เพราะหลายคนพอได้ยินเรื่องการเมืองปุ๊บก็โกรธ โดยที่ยังไม่ได้ฟังอะไรเลย หรือเวลาเราออกไปประท้วงเรื่องสมรสเท่าเทียม คำแรกที่คนจะมาด่าเลยคืออีตุ๊ด อีกระเทย คือ... แป๊บนึงนะ ปันรู้สึกว่าการที่เราสมรสเท่าเทียมมันไม่ใช่เรื่องสิทธิ์ของการเป็นเกย์ แต่ว่ามันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์คนหนึ่งค่ะ"

คุณคิดว่าสภาพแวดล้อมแบบไหนที่จะส่งเสริมหรือสนับสนุนให้คนสามารถแสดงออกถึงความเป็นศิลปะในตัวเองออกมาได้?
"มันไม่มีหรอกค่ะ ปันว่าสภาพแวดล้อมจะดีขึ้นได้ขึ้นอยู่กับตัวเราเอง เราไม่สามารถเปลี่ยนคนอื่นได้ แต่ถ้าเราทำให้มันดีที่สุด แล้วคนรอบๆ ตัวเราเริ่มเข้าใจในสิ่งที่เราทำ มันจะขยายเป็นวงใหญ่ออกไปเรื่อยๆ แล้วหวังว่าสภาพแวดล้อมจะดีขึ้นเพราะส่ิงๆ นั้น แต่มันจะเริ่มต้นที่ตัวเราเอง เหมือนกับที่วันนึงถ้าปันสร้าง House of Heals ไปแล้ว หลังจากนั้นอาจจะมีคนอื่นที่มาสร้างพื้นที่คล้ายๆ กัน แล้วสร้างโอกาส สร้างงาน สร้างความเข้าใจของศิลปะแบบนี้ได้ ปันจะแฮปปี้มากค่ะ"
หากโฟกัสอยู่ที่สิ่งที่เขาทำมาคงบอกได้ว่า ปันปันเป็นได้ทุกอย่างที่อยากจะเป็น และใช้ความสามารถที่มีมาแสดงออกทางความคิดและความเชื่อของตัวเองอยู่เสมอ แต่หลายครั้งเขากลับพบกับคำถามที่คนพยายามหาคำจำกัดความของสิ่งที่เขาเป็น ทั้งๆ ที่สิ่งที่เราเห็นเขาทำอยู่เสมอคือ การสร้างสรรค์ศิลปะอย่างหนึ่งโดยใช้ร่างกายเป็นพื้นที่จัดแสดงผลงานเท่านั้นเอง