Home with Hope: บทเพลงที่สะท้อนความเป็นบ้าน สถานที่แห่งความรักและความหวังของทุกคน

    "สำหรับคนรุ่นประมาณพวกเรา ถ้าขึ้นต้นประโยคว่า 'ดอกไม้ ประตู แจกัน' ไม่มีทางที่เขาจะต่อไม่ได้ว่า 'ดินทราย ต้นไม้ใหญ่' เพราะเพลงนี้เข้าขั้นคลาสสิกไปแล้วค่ะ" จูน-โฉมชฎา กุลดิลก หัวหน้าสายงานกลยุทธ์แบรนด์องค์กร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงเพลง Home ของ บอย โกสิยพงษ์ 
    เดิมทีต้นฉบับเพลง Home ใช้เพียงเปียโนเล่นคลอไปกับเสียงของ ปั่น-ไพบูลย์เกียรติ เขียวแก้ว ซึ่งร้องไว้อย่างอบอุ่นนุ่มนวลในอัลบั้ม Boyd Kosiyabong Popular Song Book (2547) ต่อมาจึงกลับมาให้ฟังในอีกอารมณ์ผ่านกีตาร์และเสียงร้องของ ธีร์ ไชยเดช ในอัลบั้ม Ultimate Collection (2555) แล้วล่าสุด Home (with Hope Version) ก็ถูกนำมาสร้างสรรค์ใหม่อีกครั้งโดย เอสซี แอสเสท และ บอย โกสิยพงษ์ กับการกลับมาของเสียงร้องที่คุ้นเคยของ ธีร์ ไชยเดช และเติมเสียงของศิลปินหญิง แซมมี่-ภัคธีมา ชิลเลอร์ เข้ามาอีกหนึ่งคน เพื่อจะมาร่วมบอกเล่าว่า ผู้คนในบ้านหลังนี้ผ่านเรื่องราวอะไรมาบ้างจนถึงยุคปัจจุบัน
    จูน โฉมชฎา เล่าถึงที่มาของการทำเพลง Home เวอร์ชั่นพิเศษนี้ไว้ว่า "ทุกๆ ปี เอสซี แอสเสท จะมีการทำโฟกัสกรุ๊ปทำความเข้าใจว่าบ้านมีความหมายอย่างไรกับลูกค้า เพื่อที่เราจะนำไปพัฒนาสร้างสรรค์บ้านให้เป็นอย่างความต้องการนั้นต่อไป ซึ่งในทุกปีจะมีสักคนหนึ่งที่พูดว่า บ้านมีความหมายเหมือนกับเพลง Home ของคุณบอย โกสิยพงษ์ เขาไม่รู้หรอกว่าความหมายของบ้านคืออะไร แต่มันคือทุกอย่างที่เกิดขึ้นในเพลงนั้น มีคนหนึ่งเขาบอกว่าเวลาเดินทางไปต่างประเทศหรือไม่ว่าจะที่ไหนก็ตาม เขาก็ยังนึกถึงประตูบานเก่าที่บ้าน เขานั่งมองประตูบานนั้นที่ถึงจะเก่าแล้ว แต่เขาตกหลุมรักมันทุกวัน จูนรู้สึกว่ามันเป็นคำที่ส่งผลให้กับเราที่เป็นคนทำบ้านมากเลยว่า เรากำลังสร้างของที่ทำให้คนที่ซื้อไปแล้วมานั่งตกหลุมรักมันทุกวัน มันเลยเป็นคำตอบที่ค่อนข้างส่งพลังให้กับพวกเราในฐานะคนทำบ้านค่ะ" การฟังคำตอบแบบนี้ทุกปี ทำให้เธออยากนำเพลงนี้มาเล่าในรูปแบบของ เอสซี แอสเสท สักครั้ง
    แล้วโอกาสในการสร้างสรรค์เพลงนี้ก็เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผู้คนสัมผัสกับความหมายของบ้านมากที่สุด จากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ทำให้ผู้คนใช้เวลาอยู่ที่บ้านกันมากขึ้น ซึ่งเธอบอกว่าความหมายนั้นลึกซึ้งยิ่งกว่าการเป็นที่พักอาศัยเท่านั้น 
    "มันเป็นสิ่งใหม่ของทุกคนบนโลกมากเลยใช่ไหมคะ เรากักตัวกัน ต้องแยกจากกัน ตอนนี้ทุกคนยิ่งใช้เวลาอยู่บ้านมากกว่าเดิม เราใช้บ้านเป็นทั้งที่ทำงาน โรงเรียน ร้านอาหาร เป็นยิมด้วย สิ่งที่เราเห็นในบ้านมันยิ่งทวีความสำคัญ แล้วตอนนี้ความหมายของบ้านกลายเป็นคอนเสปต์ไปแล้ว อย่างจูนเองตอนนี้ถึงจะอาศัยอยู่คอนโดฯ แต่ทุกครั้งพอเรามีปัญหาหนักๆ ในใจจะบอกว่าคิดถึงบ้าน บ้านที่มีครอบครัว มีคุณพ่อคุณแม่ มีสัตว์เลี้ยงที่เราเลี้ยง มีสนามหญ้าที่เคยเล่นกับพี่น้อง มันกลายเป็นเรื่องราวที่อยู่ข้างใน 
    "เราเลยคิดว่าไม่มีเวลาไหนที่จะใช้บ้านมาส่งพลังให้กับคนได้มากเท่ากับเวลานี้ แล้วไปคุยกับคุณบอยว่า ช่วยทำเพลงนี้ในเวอร์ชั่นปี 2564 ให้พวกเราหน่อยได้ไหม ขอให้เสียงดนตรีแทนความหมายความคำว่า ความหวัง โดยขอให้มีเสียงของคุณโอ๋-ธีร์ ไชยเดช ซึ่งเราคุ้นเคยมาบอกเล่าว่า ผู้ชายคนเดิมในเพลงนี้เขาเดินทางผ่านอะไรมาบ้าง และรู้สึกว่าน่าจะมีอีกเสียงหนึ่งซึ่งเป็นเสียงของยุคปัจจุบันที่มาช่วยสร้างสตอรี่ให้กับเพลงๆ นี้เพิ่มขึ้น คุณบอยก็แนะนำ แซมมี่-ภัคธีมา ชิลเลอร์ จนได้เวอร์ชั่นนี้ค่ะ"
    แล้ว บอย โกสิยพงษ์ ก็ตั้งชื่อไว้ว่า Home (with Hope Version) ตามคอนเสปต์ที่เอสซี แอสเสทต้องการให้เพลงนี้สะท้อนความหมายของคำว่า 'บ้านแห่งความหวัง' ซึ่งไปบรรจุอยู่ในโฆษณาชุด Home is Everything เพราะว่าใจของเธอคือบ้านของฉัน
Home is Everything เพราะว่าใจของเธอคือบ้านของฉัน, Home (with Hope Version)
    ย้อนไปในวันแรกที่บอย โกสิยพงษ์ ส่งเดโมเพลง Home เวอร์ชั่นพิเศษนี้มาให้ทีมเอสซี แอสเสทลองฟัง ถือเป็นช่วงที่การระบาดในประเทศกำลังเข้าสู่ระรอกที่ 3 ซึ่งคนไทยต่างเผชิญกับความเครียด ความเหนื่อยล้า จากความพยายามฝ่าฟันปัญหายามวิกฤตนี้ที่ต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน แต่เมื่อได้ฟังเพลงนี้ เธอถึงเอ่ยว่ามีพลังในการต่อสู้เพิ่มขึ้นทันที 
    "ตอนนั้นเอาโทรศัพท์มือถือมาเปิดใส่หูฟัง คุณบอยเล่นกีต้าร์แล้วร้องเอง ซึ่งทำจังหวะใหม่หมดเลยไม่เหมือนเดิมกับที่เราเคยฟังมา นั่งหลับตาฟังจนจบ มันซึ้งมากเลย เพราะเพลงนี้มาในช่วงเวลาที่หลายคนกำลังรู้สึกสิ้นหวังและเหนื่อยกับสิ่งรอบตัวมากๆ แต่พอฟังเพลงนี้แล้วทำให้รู้สึกว่าเราจะสิ้นหวังไม่ได้ ฟังเสร็จน้ำตาไหลออกมา รู้สึกว่านี้เป็นประสบการณ์ที่ได้พบกับตัวเองว่า เพลงสามารถส่งพลังให้ได้มากขนาดนั้นเลยหรือ ดนตรีที่สดใสทำให้เรารู้สึกมีชีวิตชีวา เพลงทำให้เรานึกถึงหน้าคนที่บ้าน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีกำลังใจต่อสู้กับอะไรต่อมิอะไรที่กำลังเกิดขึ้น รู้สึกว่าอยากนำพลังนี้ส่งออกมาผ่านหนังโฆษณาให้คนอื่นได้ฟังด้วย แล้วทีมทุกคนที่ได้ฟังรู้สึกประทับใจมาก ไม่น่าเชื่อว่าดนตรีจะส่งพลังให้คนได้มากขนาดนี้ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่กำลังใจตกต่ำอยู่ด้วย"

    ด้วยกำลังใจที่ได้รับจากเพลงนี้ เธอจึงมีความตั้งใจที่จะให้ผลงานชิ้นนี้ยังอยู่กับคนฟังในรูปแบบอื่นนอกเหนือจากงานโฆษณา โดยมีไอเดียว่าจะนำมาผลิตเป็นแผ่นเสียงจำนวนจำกัดเพียง 300 แผ่นเท่านั้น แล้วนำออกประมูลส่วนหนึ่งและจำหน่ายเพื่อนำรายได้ไปช่วยเหลือผู้ขาดโอกาสในการรักษา เพื่อลดข้อจำกัดและเพิ่มโอกาสทางการรักษา ด้วยความตั้งใจที่จะส่งต่อความหวังให้กับคนที่กำลังเผชิญวิกฤตในช่วงเวลานี้จริงๆ

    "เราตั้งใจที่จะทำเพลงนี้มาเพื่อมอบความหวัง มอบพลัง และกำลังใจให้กับคนฟัง แล้วเราจะทำอย่างไรให้เพลงอยู่ได้นานกว่าแค่เป็นหนังโฆษณาหนึ่งเรื่อง เลยมีไอเดียว่าจะนำเพลงมาใส่ไว้ในแผ่นเสียงจำนวนจำกัด แล้วทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับสังคม เราจึงตัดสินใจจะส่งต่อความหวังนี้ให้สังคมด้วยการนำมาจัดจำหน่ายแล้วประมูลเพื่อนำรายได้โดยไม่หักค่าใช้จ่ายเพื่อนำไปช่วยเหลือกลุ่มที่เขากำลังสร้างหวังและกำลังใจให้ประชาชนคนไทยในปัจจุบันนี้ค่ะ
    "ซึ่งแผ่นเสียงที่เรามีอยู่ในมือ 300 แผ่นนี้ เราพยายามจะระดมทุนให้ได้สัก 1 ล้านบาทเพื่อไปช่วยเหลือเขา ถ้ายอดการประมูลและการจำหน่ายไม่ถึงเราจะเติมให้เต็มกับเป้าที่วางไว้ จูนเชื่อว่าแผ่นเสียงมีมูลค่าในตัวมันเอง และมีมูลค่าในการส่งต่อความหวังและกำลังใจให้คนอื่นได้ด้วย เราอยากนำเงินนี้ส่งต่อไปเพื่อช่วยเหลือคนจริงๆ ค่ะ"

    ในช่วงเวลาที่ผู้คนต้องการความหวัง บทเพลงที่สะท้อนความเป็นบ้าน ซึ่งเป็นสถานที่แห่งความรักและความหวังของทุกคนอย่างเพลงนี้ จึงกำลังทำหน้าที่ส่งต่อกำลังใจดีๆ ผ่านผู้ฟังทุกคน ให้เราสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาวิกฤตนี้ไปด้วยกัน




    ผู้สนใจสามารถซื้อแผ่นเสียง Home Is ได้ 3 ช่องทาง ได้แก่ การสั่งซื้อกับร้านแผ่นเสียง การสั่งซื้อผ่านเว็บไซต์ของทาง เอสซี แอสเสท และ ร่วมประมูลกับศิลปินที่ชื่นชอบและร้านแผ่นเสียงร้านโปรด โดยรายได้ทั้งหมดไม่หักค่าใช้จ่ายจะสมทบทุนต่อความยาวเส้นด้ายให้ผู้ป่วยขาดโอกาสฝ่าวิกฤตโควิด-19 นี้ ไปด้วยกัน

    แผ่นเสียง Home Is ที่บรรจุเพลง Home (with Hope) จำนวนจำกัดที่สามารถสั่งซื้อกับร้านแผ่นเสียงได้ ราคาชุดละ 2,500 บาท ประกอบไปด้วย แผ่นเสียงพร้อมลายเซ็น บอย โกสิยพงษ์, ของที่ระลึกแทนคำขอบคุณ และกระเป๋าดีไซน์พิเศษสำหรับใส่แผ่นเสียงโดยเฉพาะ ระยะเวลาการสั่งซื้อตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน ถึงวันที่ 5 ตุลาคม 2564 โดยจะสามารถจัดส่งชุดแผ่นเสียงทั้งหมดให้ภายในเดือนตุลาคม

    ชุดแผ่นเสียงพร้อมกล่องดนตรีเพลง Home (with Hope) Limited Edition ที่สามารถออกแบบสมาชิกครอบครัวด้วยตัวเองได้ บรรจุมาในกระเป๋าผ้าอย่างดี ดีไซน์พิเศษสามารถใส่แผ่นเสียงได้ ราคาชุดละ 3,000 บาท สั่งซื้อผ่าน scasset.com

    ส่วนการประมูลแผ่นเสียงที่จะจัดขึ้นโดยศิลปินในวงการดนตรีและร้านแผ่นเสียงมาร่วมดำเนินการเพื่อหารายได้ เป็นชุดแผ่นเสียง Home Is บรรจุในกล่องหนังรูปแบบลิ้นชักที่ออกแบบขึ้นเป็นพิเศษสำหรับบรรจุแผ่นเรียงเลขสวย พร้อมลายเซ็นศิลปินทั้ง 3 คน ได้แก่ บอย โกสิยพงษ์, ธีร์ ไชยเดช และ แซมมี่ นอกจากนั้นยังมีกล่องดนตรีเพลง Home (with Hope) Limited Edition ที่สามารถออกแบบสมาชิกครอบครัวด้วยตัวเองได้ และของที่ระลึกแทนคำขอบคุณในกล่อง ราคาประมูลเริ่มต้นที่ 5,000 บาท ซึ่ง 5 ศิลปินที่จะมาร่วมดำเนินการประมูลครั้งนี้ ได้แก่ วง Pause, เป้-อารักษ์ อมรศุภศิริ, วง Blackbeans, หนึ่ง-อภิวัฒน์ พงษ์วาท วง ETC และ วง Scrubb กับ 5 ร้านแผ่นเสียง ได้แก่ ร้านแผ่นเสียงประดิพัทธ์, ร้าน Coconut Records, Earthtone, Track Addict และ We Love Turn Table ติดตามการประมูลที่จะเริ่มขึ้นได้ตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน ถึงวันที่ 13 ตุลาคม 2564 โดยจะจัดส่งชุดแผ่นเสียงทั้งหมดถึงผู้ประมูลภายในเดือนตุลาคม

ช่วงเวลาการประมูลแผ่นเสียงโดยศิลปินและร้านขายแผ่นเสียง Home Is ดังนี้

วันที่ 22 - 24 กันยายน 2564 วง Pause และ ร้านแผ่นเสียง 

วันที่ 27 - 29 กันยายน 2564 เป้-อารักษ์ อมรศุภศิริ และ ร้าน Coconut Records

วันที่ 4 - 6 ตุลาคม 2564 วง Blackbeans และ ร้าน Earthtone

วันที่ 7 - 9 ตุลาคม 2564 หนึ่ง-อภิวัฒน์ พงษ์วาท วง ETC และ ร้าน Track Addict

วันที่ 11 - 13 ตุลาคม 2564 วง Scrubb และ ร้าน We Love Turn Table

ติดตามความคืบหน้าของการจัดจำหน่ายและการประมูลได้ทาง Facebook: SC ASSET และ Facebook: happening mag




2 อัลบั้มที่อยากแนะนำให้รู้จัก :

    จูนเป็นคนหนึ่งที่รักดนตรีและสะสมแผ่นเสียง ดังนั้นนอกจากเธอจะมาเล่าถึงแผ่นเสียง Home Is ให้ฟังแล้ว เรายังให้เธอลองเลือกแผ่นเสียงที่ตัวเองชอบมาแนะนำให้ทำความรู้จักกัน

18 กะรัต #2

(2528)

    "จูนจำได้ว่าตั้งแต่ยังไม่เข้าโรงเรียนจะนั่งรถไปกับคุณแม่ทุกเช้าเพื่อไปส่งพี่ที่โรงเรียน แล้วคุณแม่เคยเปิดเทปเพลง 18 กะรัตฟังบนรถ 18 กะรัตเป็นโปรเจกต์ของค่ายนิธิทัศน์ โปรโมชั่นในยุคนั้นที่รวบรวมศิลปินวัยรุ่นหลายคนมาออกอัลบั้มด้วยกัน แล้วทำออกมาทั้งหมด 3 ชุด แต่จูนมีแผ่นอัลบั้มที่ 2 ส่วนตัวเป็นคนชอบเดินหาแผ่นเสียง แล้วแผ่นนี้ก็ไปได้มาจากโกดังแถวลาดพร้าวที่ขายเครื่องเล่นแผ่นเสียงเก่า เห็นว่ามีแผ่นนี้ขายอยู่แล้วหน้าตาเหมือนอัลบั้ม 18 กะรัตที่คุณแม่เคยเปิดตอนเด็กๆ เลยหยิบมา

    "ซึ่งทุกครั้งที่ได้ฟังเพลงจากยุคนี้มันจะสะท้อนภาพสังคมกรุงเทพฯ ในปี 2528 ออกมาอย่างชัดเจน กรุงเทพฯ ในปี 2528 รถไม่ได้ติดขนาดนี้ อากาศดีกว่านี้ ฤดูหนาวมันหนาวกว่านี้ แล้วนักแต่งเพลงไทยสมัยก่อนเขาสรรหาคำมาใช้ในเพลง ฟังแล้วเห็นภาพเลยว่าผู้ชายผู้หญิงมีคาแรกเตอร์อย่างไร คนละสไตล์กับเพลงยุคนี้ที่นำเสนออารมณ์ความรู้สึกและดนตรีทันสมัย เลยอยากชวนให้ลองหาเพลงในยุคนั้นมาฟัง"

Matko, Któ.ra Nas Znasz
Stanisław Sojka
(1982)
    "จูนจะมีนิสัยในการเลือกซื้อแผ่นเสียงส่วนตัวอยู่ เราไม่ใช่คนที่ตามหาแผ่นของศิลปินที่คนอื่นตามหากันยากๆ หลักการของจูนคือ เราจะเลือกซื้อแผ่นเสียงเหมือนซื้อโปสการ์ดเพื่อที่เราจะได้จดจำทริปนั้น ทุกครั้งที่ไปต่างประเทศจึงมักจะไปเดินตลาดที่ขายของเก่าหรือขายของมือสอง เพราะจะมีคนมาเปิดกล่องขายแผ่นเสียงค่ะ 
    "ครั้งหนึ่งเดินทางไปที่กรุงวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์ คนขายพูดภาษาอังกฤษก็ไม่ได้ ทุกวันนี้ยังไม่รู้เลยว่าวันนั้นเราคุยอะไรกัน แต่มันตลกมาก เขาจะถามว่าจะเอาแผ่นแจ๊ส ร็อก หรือป๊อป ส่วนจูนใช้คำว่า Local music เพื่ออธิบายให้เขาฟังว่า เราต้องการให้เขาเลือกแผ่นของศิลปินท้องถิ่นมาแผ่นหนึ่ง เขาหยิบแผ่นดังๆ มาอย่าง The Beatles หรือ Iggy Pop มา เราก็ไม่เอานะ สุดท้ายเขาก็หยิบแผ่นนี้มาให้ พอกลับมาเปิดฟัง เขาเป็นศิลปินแจ๊สชาวโปแลนด์ ฟังแล้วเก๋ๆ อยู่ มันใช้ได้นะ

    "วิธีการซื้อแผ่นเสียงแบบนี้จูนเลยจำทริปนั้นได้ดี ทริปเป็นโร้ดทริปที่ยาวมาก จูนขับรถไปกับคุณพ่อข้ามเขตจากเยอรมันไปโปแลนด์แล้วแวะที่ไหนบ้าง กลายเป็นว่าสิ่งที่เราจำจะมีแบ็คกราวน์มิวสิกเป็นเพลงจากอัลบั้มนี้ ซึ่งลงตัวกับรูปที่เราถ่ายกลับมา ดังนั้นเวลาเดินทางท่องเที่ยวลองใช้วิธีนี้ดูค่ะ เลือกแผ่นที่คุณไม่รู้จักที่สุดนั่นแหละ"

ดุสิตา อิ่มอารมณ์

นักเขียน ผู้ใช้พื้นที่ในเวลาว่างไปกับการอ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง ขี่จักรยาน อ่านการ์ตูน เล่นเลโก้ ฯลฯ โดยเชื่อเต็มหัวใจว่าเวลาที่หมดไปกับความรื่นเริงนี้สามารถเติมเต็มชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ