Escura: Instant Camera พลังงานมือครั้งแรกของคนไทย

    นับตั้งแต่วันที่กล้องดิจิทัลราคาถูกลงแบบที่คนทั่วไปซื้อหามาครอบครองได้ไม่ยาก แถมโทรศัพท์มือถือแทบทุกรุ่นก็พัฒนากล้องของตัวเองให้มีคุณภาพจนกลายเป็นฟังก์ชันที่ทำให้ใครๆ ก็ถ่ายรูปได้ จึงเกิดเป็นคำถามเชิงห่วงหาอาลัยของผู้ที่รักการถ่ายรูปว่า 'กล้องฟิล์มกำลังจะตายหรือไม่'

    แต่แล้วคำตอบก็ปรากฏออกมาในรูปแบบความนิยมของผู้ใช้กล้องโลโม่ รวมถึงกล้อง Instant (อินสแตนท์) รุ่นใหม่จากหลายค่ายผู้ผลิตนอกเหนือจาก Polaroid ไม่ว่าจะเป็น Fujifilm instax mini, Lomo' Instant Automat หรือกระทั่ง Leica Sofort ที่กระโดดลงมาเล่นตลาดนี้กับเขาด้วย

    นอกจากแบรนด์ต่างๆ ที่เห็นความเป็นไปได้ของกล้องฟิล์มที่ผสานอยู่ในไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่แล้ว ยังมีคนไทยที่ลุกขึ้นมาจับมือกับดีไซเนอร์ชาวฮ่องกงเพื่อสร้างกล้องอินสแตนท์ที่ชื่อ Escura (เอสคูร่า) เป็นครั้งแรก โดยมีพาร์ตเนอร์ทั้งหมด 4 คน ได้แก่ ดีดี้-สกนธ์ กอบกุลบุญศิริ คนรักกล้องที่หันมาเปิดร้านขายกล้องฟิล์ม Crazy Camera ที่มาเป็นตัวแทนพูดคุยกับเราวันนี้ แอ๊ะ-ชาติฉกาจ ไวกวี ช่างภาพที่นำการถ่ายรูปจากฟิล์มกระจกกลับมา ผู้เป็นเจ้าของ AIRLAB ที่ให้บริการล้างอัดฟิล์มที่เดินขึ้นมาคุยเรื่องกล้องกับดีดี้แล้วก็ทักทายกับเราสักพักก่อนที่จะกลับออกไปทำงาน เป็น 2 ตัวแทนความฝันฝ่ายประเทศไทย ส่วน เกรย์ เหลียง และ อิริค เหลียง จากบริษัทดีไซน์ CARBON ผู้เคยออกแบบกล้องดิจิทัลโดยใช้รูปลักษณ์ของ Polaroid SX-70 ที่ย่อขนาดลงมาทำเป็น One Mini ที่ให้การถ่ายรูปดิจิทัลมีอารมณ์แบบย้อนยุคมาก่อน เป็น 2 ตัวแทนจากฝั่งฮ่องกง ที่มาร่วมปลุกปั้นและสร้างโปรเจกต์ร่วมกันจนผ่านการระดมทุนจาก Kickstarter (คิกสตาร์ทเตอร์) จนสามารถสร้าง Escura Instant-60s รุ่นแรกสำเร็จสมกับความตั้งใจ และขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างขั้นตอนการผลิตเพื่อเตรียมจัดส่งให้ผู้ที่ทำการสนับสนุนลอตแรกตามกำหนด

    ภายในร้าน Crazy Camera ที่มีกล้องถ่ายภาพเรียงรายอยู่เต็มตู้ ดีดี้-สกนธ์ กอบกุลบุญศิริ เดินผ่านตู้จำหน่ายฟิล์มเพื่อนำกล้องต้นแบบของ Escura Instant-60s ออกมาให้ดู พร้อมอธิบายฟังก์ชันและวิธีใช้ ซึ่งใครที่มีหรือเคยใช้กล้องอินสแตนท์อยู่แล้ว แค่ได้ลองจับสักครั้งรับรองว่าคล่อง กล้องตัวนี้ใช้ฟิล์ม Fujifilm instax mini ใส่ฟิล์มแล้วแค่หมุนเพื่อเอาแผ่นแรกที่เป็นฝาปิดออกมา ก็พร้อมถ่าย ตัวกล้องสามารถปรับรูรับแสงได้ 2 ค่า คือ f/8 และ f/11 ความเร็วชัตเตอร์อยู่ที่ 1/100 วินาที และปรับเป็นชัตเตอร์ B อีกด้วย

    "เราสามารถต่อสายลั่นชัตเตอร์ได้ด้วยนะครับ และอีกข้อดีหนึ่งคือสามารถสร้างดับเบิลเอ็กซ์โพเชอร์ไปได้เรื่อยๆ สร้างครีเอทีฟเอฟเฟกต์จนกว่าเราจะหมุนฟิล์มออกมา แค่นี้ฮะ ง่ายมาก กล้องมันไม่มีอะไรเลย แล้วมีตัวเสริมคือแฟลช เวลาขายจะมีทั้ง 2 แบบ ที่ซื้อเฉพาะกล้องอย่างเดียวไปจนถึงแบบที่มีแฟลชได้ด้วย"

    ความต่างของกล้องตัวนี้กับกล้องอินสแตนท์อื่นๆ ซึ่งถือว่าเป็นเสน่ห์ที่น่ารักคือ เป็นกล้องแอนะล็อกที่ไม่ใช้ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ใดๆ กดชัตเตอร์แล้วต้องใช้มือหมุนเลื่อนฟิล์มออกมาด้วยตัวเอง

    "ทำไมถึงเลือกทำกล้องอินสแตนท์ ผมเชื่อว่ามันเป็นจุดเชื่อมระหว่างคนที่จะเล่นกล้องฟิล์มกับคนเล่นกล้องดิจิทัล คนเล่นกล้องดิจิทัลอาจจะไม่อยากใช้กล้องฟิล์มเพราะมันช้า ขณะที่กล้องอินสแตนท์ถ่ายปุ๊บก็ให้หรือแชร์กันได้เลย เราอยากให้คนเข้าใจว่าทำไมแอนะล็อกกับดิจิทัลมันเชื่อมกันได้ แล้วกล้องฟิล์มยังไม่ตาย"

    ในฐานะที่เขาเป็นคนหนึ่งที่ขายกล้อง เขาเล่าประสบการณ์ของคนที่ชอบกล้องแอนะล็อกให้ฟังว่า กล้องแอนะล็อกคือกล้องที่ไม่ใช้ระบบไฟฟ้า แต่สำหรับกล้องเก่าที่ผ่านการใช้งานและกาลเวลามานาน เมื่อนำมาใช้งานจะมีโอกาสเสียสูงกว่ากล้องใหม่ แต่ความเป็นแอนะล็อกที่สามารถเล่นได้ทุกจังหวะทำให้ได้สัมผัสที่ดี และคนที่ถ่ายรูปก็รู้สึกว่าได้เล่นอะไรกับกล้องมากกว่าด้วย ซึ่งเมื่อนำความเป็นแอนะล็อกที่ไม่มีวงจรไฟฟ้า ไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ก็เป็นเหตุผลที่ทำให้กล้องตัวนี้มีราคาถูกกว่ากล้องอินสแตนท์รุ่นอื่นที่มีอยู่ในท้องตลาด

    "พูดกันแบบไม่ใช่นักธุรกิจเลย มันได้ทำ โอกาสที่เราจะได้สร้างกล้องของตัวเองมีไม่เยอะนะครับในชีวิต ผมเชื่อว่าหลายๆ คนอยากทำ แต่อุปกรณ์ คน เครื่องมือ อาจจะไม่พร้อมทุกอย่าง ผมยังไม่รู้เลยว่าที่เราทำ Escura ขึ้นมาขายจะได้กำไรหรือเปล่า แต่เราอยากทำมากเลย"

    ดังนั้นสิ่งที่ดึงดูดให้คนสนใจกล้องตัวนี้ไม่ได้อยู่ที่ดีไซน์และฟังก์ชันเท่านั้น ราคาที่ทุกคนสามารถจับต้องได้ก็เป็นส่วนช่วยให้ตัดสินใจซื้อมาเป็นเจ้าของได้ง่ายเหมือนกัน

    ซึ่งนอกจากความรู้เรื่องการผลิต ไอเดีย ความพยายาม และแรงปรารถนาที่ต้องการทำกล้องของไทยขึ้นมาแล้ว ส่วนสำคัญที่ทำให้กล้องตัวนี้เกิดขึ้นได้คือ หนึ่งในพาร์ตเนอร์ที่มีประสบการณ์ด้านการออกแบบซึ่งเคยทำสินค้าประเภทกล้องมาก่อน

    "คุณเกรย์เพื่อนเราเป็นคนเก่ง เขาเก่งด้านดีไซน์ บรีฟหรือแชร์ไอเดียอะไรไป เขาสามารถทำออกมาตรงใจอย่างที่เราอยากได้ ถึงจะอยู่คนละประเทศก็ไม่มีปัญหาอะไร เดี๋ยวนี้บินมาหากันแป๊บเดียวครับ แล้วปรึกษากันตลอด มีประชุมผ่านกรุ๊ปไลน์ ถึงจะไม่ได้เจอกันตลอดก็ยังทำงานกันได้"

    ถึงกระนั้นการทำกล้องก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ดีดี้เล่าเส้นทางแบบย่อๆ ของกล้องตัวนี้ให้เราฟังว่า

    "การทำกล้องขึ้นมาตัวหนึ่งมันยากมากนะ เรารู้จักกล้องทั้งหมดจริง แต่การผลิตคือการสร้างชิ้นส่วนข้างในเป็นร้อยๆ ชิ้น แล้วเราต้องจ้างโรงงานไม่รู้กี่ที่เพื่อผลิตชิ้นส่วนแต่ละชิ้นให้เรา อันนี้คือความยากส่วนหนึ่ง แล้วเรื่องดีไซน์บางครั้งแบบนี้ที่โรงงานนี้ทำได้ แต่อีกที่ทำไม่ได้ เราก็ต้องค่อยๆ ปรับเปลี่ยนกันจนเป็นตัวต้นแบบออกมา และเดี๋ยวนี้ดีหน่อยตรงที่มีเครื่องพรินต์ 3 มิติที่ช่วยเรื่องการสร้างต้นแบบบางชิ้นก่อนสั่งทำจริง ถ้าต้องสร้างจริงๆ อย่างสมัยก่อนก็จะใช้เงินเยอะ"

    หลังจากจบเรื่องดีไซน์ ได้ตัวต้นแบบ และสร้างโปรเจกต์ในคิกสตาร์ทเตอร์ ซึ่งสามารถระดมทุนผ่านได้อย่างรวดเร็วไปแล้ว Escura กำลังดำเนินการผลิตเพื่อส่งมอบกล้องกว่าพันตัวถึงมือผู้สนับสนุนทุกคน รวมถึงคิดเรื่องการพัฒนาคุณภาพสำหรับคนที่ต้องการซื้อกล้องตัวนี้ต่อไปในอนาคต

    "การทำงานที่ผ่านมาไม่ค่อยมีปัญหาอะไร เพราะเวลาเจอปัญหาเราก็แก้ไปทีละจุด แต่ปัญหาหลังจากนี้ผมคิดว่าน่าจะเกี่ยวกับความคาดหวังของคนที่เข้ามาสนับสนุนเรามากกว่า เรากลัวว่าคนที่เข้ามาสนับสนุนเราจะผิดหวัง สิ่งที่กำลังพัฒนาต่อไปคืออุปกรณ์ภายในอย่างพวกเลนส์ เป็นต้น เพื่อให้คนที่ได้กล้องไปแฮปปี้ที่สุดกับราคาที่จ่ายไป หนึ่งสิ่งที่ดีของการระดมทุนคือ เราได้ความเห็นเยอะ แล้วเรารับความคิดเห็นจากทุกคนว่าเขาอยากได้อะไรจากกล้องตัวนี้ ซึ่งบางทีมันอาจจะยังไม่ได้ในกล้องตัวนี้ แต่อาจจะได้ในกล้องตัวต่อไป เราอยากให้ทั้งเราและคนซื้อโตไปพร้อมๆ กัน"

    ดังนั้นใครที่สนใจ อดใจรออีกสักหน่อย เพราะหลังจากที่ทำการจัดส่งให้กับผู้สนับสนุนเรียบร้อยแล้ว Escura จะเตรียมผลิตออกมาวางจำหน่ายให้คนทั่วไปซื้อมาถ่ายรูปกันในราคาที่จับต้องง่ายแน่นอน

ดุสิตา อิ่มอารมณ์

นักเขียน ผู้ใช้พื้นที่ในเวลาว่างไปกับการอ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง ขี่จักรยาน อ่านการ์ตูน เล่นเลโก้ ฯลฯ โดยเชื่อเต็มหัวใจว่าเวลาที่หมดไปกับความรื่นเริงนี้สามารถเติมเต็มชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ