ชาญพิชิต พงศ์ทองสำราญ: ศิลปินผู้ถ่ายภาพต้นไม้ใหญ่ จนไปค้นพบรอยสักโบราณที่ไม่เคยมีใครบอกเล่า

    คุณยังจำรอยสักแรกได้อยู่ไหม?

    ยังจำเหตุผลและความเจ็บปวดระหว่างการสักได้หรือเปล่า?

    เริ่มต้นจากความชอบ ความรัก ความทรงจำ กลายมาเป็นรอยสัก ศิลปะการสักลายจึงถือเป็นส่วนหนึ่งในการเชื่อมโยงชีวิตและความทรงจำไว้ด้วยกัน ขณะที่คนสักเลือกบันทึกภาพจำลงบนร่างกาย สำหรับ โบ้-ชาญพิชิต พงศ์ทองสำราญเลือกใช้ภาพถ่ายบันทึกลวดลาย แล้วยังถ่ายทอดเรื่องราวที่เจ้าของรอยสักไม่เคยเล่าให้คนทั่วไปได้รับชมกันอีกด้วย

    ถ้าคุณยังจำได้.. เขาคือชายที่ออกเดินทางถ่ายภาพต้นไม้ใหญ่ทั่วประเทศ เจ้าของโปรเจกต์ 'หัวใจต้นไม้' ที่ช่วยต่อชีวิตอุโมงค์ต้นไม้ในเมืองน่าน และเป็นเจ้าของนิทรรศการภาพถ่าย 'สักอีสาน' นำเสนอภาพพ่อเฒ่าที่สักขาลาย (สับขาลาย) เป็นการสักลายจากบริเวณเหนือเอวลงไปถึงใต้หัวเข่าจนเต็ม ซึ่งจัดแสดงใน People Gallery ที่ bacc เมื่อต้นปี 2020

    โบ้เป็นศิษย์เก่าคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร นอกเหนือจากการเป็นนักบันทึกภาพ ทำงานสตรีทอาร์ตบ้างเมื่อมีโอกาส ปัจจุบันเขายังเป็นเจ้าของสถาบันสอนศิลปะที่ชื่อว่า สำนักป๋า ก่อนชีวิตจะพลิกผันมาเป็นอาจารย์พิเศษสาขาวิชาการถ่ายภาพในสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และพิธีรายการแกะกล้า รายการที่พาผู้ชมไปสำรวจชีวิตของคนในสังคมอย่างไม่มีสคริปต์แต่อัดแน่นไปด้วยสาระ จนได้รับรางวัลโทรทัศน์ทองคำ สาขารายการปกิณกะดีเด่น และรางวัลวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติ 'พิฒเนศวร' สาขารายการส่งเสริมชุมชนและท้องถิ่นดีเด่น

    ในปี 2020 ในเวลาที่ผู้คนเดินทางไปไหนไม่ได้และต้องกักตัวจากการระบาดของเชื้อโควิด-19 โบ้จึงถือโอกาสเปิดโปรเจกต์ใหม่ที่ชวนคนใกล้ตัวมาบันทึกภาพรอยสัก พร้อมรับบทบาทเป็นนักเขียนบอกเล่าเรื่องราวเบื้องหลังรอยสักอีกด้วย

    "ปกติผมมีสอนวิชาทัศนศิลป์ให้นักศึกษาปีหนึ่งสาขาถ่ายภาพที่ลาดกระบัง แล้วก็สอนศิลปะเฉพาะเสาร์อาทิตย์ ส่วนเวลาที่เหลือเอาไว้ถ่ายรูปที่ไม่ได้เงินครับ" โบ้เริ่มต้นบทสนทนาอย่างอารมณ์ดี

    แม้โปรเจกต์ภาพถ่ายจะเป็นงานส่วนตัวที่ไม่สร้างรายได้ แต่เรื่องราวที่เขาพบเจอกลับน่าสนใจ จนเราอดไม่ได้ที่จะชวนเขามาพูดคุยถึงเบื้องหลังการบันทึกภาพธรรมชาติและผู้คนตลอด 6 ปีมานี้ว่า การเดินทางแต่ละครั้งพาเขาไปพบเจอกับอะไรบ้าง

จากคนทำงานศิลปะ คุณเริ่มมาสนใจการถ่ายภาพได้อย่างไร

    เอาแบบดราม่าเลยไหม เล่าได้ ตอนนี้แต่งงานแล้ว รักเมียมาก (หัวเราะ) ตอนนั้นเลิกกับแฟนเก่าที่คบกันมานาน แล้วอยู่ไทยไม่ไหว เลยตัดสินใจไปต่างประเทศ ด้วยความที่ครูศิลปะทุกคนล้วนบอกว่า เฮ้ย อินเดียดี งั้นเราไปอินเดียแล้วกัน ผมก็ซื้อตั๋วแล้วบินไปอินเดียเลย 4 เดือน ตอนนั้นอยากเท่ วาดภาพตัวเองไปยืนหนาวบนยอดเขา เตรียมกระดาษไปวาดรูป ปรากฎว่าหนาวเกินไป กระดาษขึ้นราหมด เลยเริ่มสร้างโปรเจกต์เล่นๆ ว่า ต่อให้หนาว ฝนตก อากาศติดลบขนาดไหน เราจะอยู่ริมถนนแล้วถ่ายภาพคนแก่ท่าเดิมๆ ให้ได้ตามจำนวน มันเป็นช่วงที่เราเริ่มสร้างภาษาการถ่ายรูปของตัวเอง พอกลับมาก็เริ่มเดินทางไปตามที่ต่างๆ จนไปทำสตรีทอาร์ตในตัวเมืองน่าน และมีโอกาสทำโปรเจกต์ 'หัวใจต้นไม้' ตอนนั้นมีประเด็นเรื่องอุโมงค์ต้นไม้ที่ถูกตัดทิ้งไป มันเป็นจุดเริ่มต้นทำให้ผมเริ่มบันทึกภาพต้นไม้ใหญ่ทั่วประเทศไทย ส่วนสักขาลาย ผมมีโอกาสเห็นภาพปู่ม่านย่าม่านที่วัดภูมินทร์ในเมืองน่าน เห็นลายบนขาของปู่ม่าน 'เจ๋งว่ะ มันคือลายอะไร' พอไปถ่ายต้นไม้ที่ไหน เราก็จะถามตลอดว่า ที่นี่มีคนสักลายแบบนี้บ้างไหม

แล้วคุณเจอพวกเขาไหม

    ทุกหมู่บ้านบอกว่าตายหมดแล้ว อย่างตอนไปอุตรดิตถ์เพื่อบันทึกภาพต้นมเหสักข์ 1500 ปี ขากลับเราแวะหมู่บ้านหนึ่งที่มีต้นสมพงษ์ยักษ์ประมาณ 200-300 ปี ก็เข้าไปถามเรื่องสักขาลายกับพ่อเฒ่าแม่เฒ่า เขาบอกว่า 'มี สักเต็มตัวเลย' เราดีใจมาก แล้วเขาก็บอกว่า 'เพิ่งตายเมื่อเดือนที่แล้ว' โห.. เรารู้สึกเลยว่า ระหว่างที่เราหายใจ เขาอาจหมดลมหายใจไปแล้วก็ได้ เราใช้เวลาถ่ายต้นไม้มาเป็นปีมากกว่า 100-200 ต้น มันพอดีแล้ว หยุดดีกว่า หลังจากนั้นเราก็เริ่มหาข้อมูลเกี่ยวกับการสักขาลาย

ขณะที่ทุกคนพูดว่าไม่มีแล้ว แต่คุณเชื่อว่าสักขาลายยังมีลมหายใจอยู่

    ผมนึกถึงคำพูดของพี่โน้ต (อุดม แต้พานิช) ก่อนทำเดี่ยวไมโครโฟน เขาไปหานายทุน ไม่มีใครเชื่อว่าเขาจะสำเร็จ เหมือนเขาบอกว่าเคยเห็นผี แต่ไม่มีใครเชื่อ จนกว่าพวกเขาจะเห็นด้วยตาตัวเอง ผมเห็นพ่อเฒ่าที่มีขาลายในรายการ Spirit of Asia ทางช่อง ThaiPBS เขาอาศัยอยู่ที่อมก๋อย ตอนแรกวางแผนจะบินไปเชียงใหม่ ขับมอเตอร์ไซค์ขึ้นดอยเท่ๆ แต่ดูยากว่ะ เลยขอความช่วยเหลือจากอบต. เราส่งโปรไฟล์ด้านการถ่ายภาพให้เขาดู แล้วหมายเหตุตอนท้ายว่า 'ผมไม่มีหน่วยงานไหนซัพพอร์ตครับ เป็นโปรเจกต์ที่ผมอยากทำเอง ถ้าไม่ทำตอนนี้ ผมเชื่อว่าต่อไปมันจะหมด ผมอยากได้รับการสนับสนุนจากอบต. คือ ช่วยพาผมเข้าสถานที่และช่วยแปลภาษาให้ผมหน่อย'

    พอเขาโอเคกับโปรเจกต์เรามันก็ง่ายขึ้น อบต.มีรายชื่อคนสูงอายุในชุมชน ก็ช่วยถามได้ว่าหมู่บ้านไหนมีใครสักขาลายบ้าง เจ้าหน้าที่ทุกพื้นที่น่ารักมาก หาข้อมูลให้ พาไป ช่วยแปลภาษา แถมเป็นทีมงานช่วยบันทึกภาพเบื้องหลังให้อีก มีเหตุการณ์สนุกๆ ตื่นเต้น ลุ้น เสียงก็มี (หัวเราะ) มีที่หนึ่งตอนเข้าไปก็ไม่มีอะไรนะ ถ่ายภาพปกติ พอเราออกมาจากหมู่บ้านเตรียมจะกลับอยู่ๆ ก็มีข่าวว่า มีเจ้าหน้าที่เข้าไปกวาดล้างยาเสพติด มีการลักลอบปลูกฝิ่นในพื้นที่ เราก็ตกใจแบบคนเมืองที่ไม่เคยรู้อะไรว่า 'เฮ้ย! ในเมืองไทยจยังมีการปลูกฝิ่นหรอ' แล้วเจ้าหน้าที่อบต.โทรกลับมาเล่าติดตลกว่า 'บางหมู่บ้านถ้าโบ้ไปเอง ถือกล้องไปถ่าย โดยที่เขาไม่รู้ว่าเป็นใคร อาจได้หลับอยู่สักที่แถวนั้น' ตอนนี้ขำแต่ตอนนั้นก็เหวอเลย หลายพื้นที่ช่วงหน้าฝนตกเป็นหมู่บ้านปิดเลย ทางลำบากมาก รถเข้าไปได้ เราไปช่วงหมดฝนแล้วยังเข้ายากสุด ก้นละบมสุด บางที่เจ้าหน้าที่ต้องพาซ้อนมอเตอร์ไซค์ที่ล้อพันโซ่ ล้มบ้าง มีเฉียดๆ เกือบตกดอยบ้าง รถจะตกเหวบ้าง สวดมนต์ตลอดทางก็มี เป็นหกปีที่มันส์มากๆ"

หกปีที่ผ่านมา คุณตามถ่ายภาพพวกเขาอย่างไร

    ผมเริ่มจากเชียงใหม่ อ.อมก๋อย ที่นั่นมีกี่ตำบล ผมจะไปทุกตำบล ทุกเขต ผมเชื่อเรื่องไปให้ลึกที่สุดในสิ่งที่ทำ ไปให้ครบทุกพื้นที่ที่มีข้อมูล ถ้าไม่เจอ 100 เราต้องได้ 90 เปอร์เซ็นต์ของคนที่มีรอยสัก เหตุผลที่ไม่เจอมีแค่เขาออกนอกสถานที่ หรือ เสียชีวิต อย่างตอนผมไปถ่ายภาพสักขาลายที่อีสาน บ้านข้างๆ ของคนที่ถ่ายเขามีงานศพ จริงๆ ผมต้องมาเดือนที่แล้ว ถ้ามาทันเราจะได้ถ่ายภาพพ่อเฒ่าสองคน เป็นเกลอกัน ผมเสียดายนะ พอกลับมาคุยกับพี่ที่ทำสารคดี เขาบอกว่า ถ้าในความเป็นสารคดี ผมควรขอเข้าไปบันทึกภาพงานศพหรือเปิดโลงดู แต่ผมทำไม่ได้ ผมอยากถ่ายพ่อเฒ่าที่แข็งแรง ถ้าเจอพ่อเฒ่านอนป่วยผมก็ไม่ถ่าย ผมไม่ใช่ช่างภาพสารคดี เราอยากถ่ายรูปในสิ่งที่เราอยากเห็น เราเชื่อว่า ถ่ายพ่อเฒ่าไม่จำเป็นต้องแก่ เราถ่ายให้เท่ได้ ผมมั่นใจว่าภาพที่ผมบันทุก มีความสุข และความทรงจำอยู่ในนั้น คือ ไทม์แมชชีนที่พาพ่อเฒ่ากลัวไปสู่วัยหนุ่ม

จากสักขาลายต่อยอดมาสู่รอยสักของคนธรรมดาได้อย่างไร

    ปกติถ้ามีเวลาว่าง 2-3 เดือน ผมจะขึ้นดอยไปถ่ายรูปรอยสักโบราณ พอมีโควิด คนเดินทางไปไหนไม่ได้ เลยสร้างโปรเจกต์ใหม่ชวนคนที่มีรอยสักบนตัวเยอะๆ มาถ่ายภาพ มีทั้งหมด 3 พาร์ท คือ Full Body เป็นคนที่มีรอยสักเต็มตัว Before/After คนที่มีรอยสักและมีแพลนจะสักอีก ผมว่าผมน่าจะมีชีวิตอยู่เกิน 20 ปีข้างหน้า เดาไว้อย่างนั้นนะ (หัวเราะ) เลยคุยกับน้องๆ ที่รู้จักว่า ถ้าเรายังแฮปปี้กันอยู่ เราจะกลับมาถ่ายรอยสักกันทุก 5 ปี หรือบางคนท้อง 3 เดือน เราก็นัดกันว่า ถ้าท้องนูนขึ้นก็กลับมาถ่ายใหม่ เราจะเริ่มถ่ายตั้งแต่ยังไม่มีลูก จนอุ้มลูก มันดูสนุกดีนะ นอกจากภาพถ่ายเรายังได้มิตรภาพอีกด้วย ตอนนี้ก็ถ่ายมาเกิน 150 คนแล้ว

150 คนนับเป็นจำนวนไม่น้อย คุณพบเจอคนเหล่านี้ได้อย่างไร

    มันเริ่มจากเราไปแสดงงานสักขาลายที่เชียงใหม่ มีโอกาสได้เจอคนที่ชอบงานเรา ชอบรอยสักเหมือนกัน บางคนมีรอยสักเท่มาก บางคนไปสักขาลายมาด้วย เราก็เริ่มขอเขาถ่ายรูป พอถ่ายเสร็จก็มานั่งคุยกันว่าสักอะไรบ้าง เฮ้ย แต่ละคนมีสตอรี่ของตัวเองนะ เราไม่ได้อิมแพ็คกับรอยสัก แต่เราอิมแพ็คกับเรื่องราวที่เขาเล่า ก็เป็นโปรเจกต์ที่ค่อยๆ ถ่ายมาเรื่อยๆ พอมีโควิด ถึงได้ทำจริงจัง

คุณค้นพบอะไรระหว่างการถ่ายภาพโปรเจกต์นี้บ้าง

    พอมาทำโปรเจกต์นี้ เราถึงรู้ว่าภาพถ่ายรอยสักโบราณ มันสร้างเครดิตให้เราเยอะมาก คนที่ไม่เคยถอดเสื้อผ้าให้ใครดู เขากล้าให้เราถ่ายภาพ ทั้งผู้ชายผู้หญิง เราจะบอกทุกคนว่า งานเราเป็นแบบนี้ ไม่อยากให้ใส่เสื้อผ้า แต่สามารถเบี่ยงมุมได้ ให้พาแฟนพาเพื่อนมาด้วยได้ เพื่อความสบายใจ แล้วเรารู้สึกว่าที่นี่ (โรงเรียนสอนศิลปะสำนักป๋่า) คือตึกสอนศิลปะ สถานที่มันเหมาะสม ผมรู้สึกขอบคุณพวกเขาที่ยอมมาเป็นแบบ ถึงแม้เราจะไม่มีงบให้ก็ตาม พอเห็นหลายๆ คนแชร์รูปไป แล้วบอกว่า 'ขอบคุณพี่ที่ให้เกียรติ เลือกเขา' โห.. โคตรตื้นตันใจเลย เราบอกตลอดว่าเราไม่ใช่ช่างภาพนะ เราถ่ายได้เฉพาะภาษาแบบของเรา แต่เราตั้งใจถ่ายให้ดีที่สุดเพื่อเป็น Exhibition กับเป็น Photobook เราหวังว่าวันหนึ่งสิ่งที่เราถ่ายจะมีคุณค่าต่อครอบครัวเขาในอนาคต

แล้วโปรเจกต์ที่สามของคุณคืออะไร

    "สักยันต์ครับ ช่วงที่ผมเดินทางไปถ่ายภาพสักขาลาย มีโอกาสเจอพ่อเฒ่าที่สักยันต์เยอะมาก ด้วยความที่เรียนจบศิลปากรมา ผมมองว่ารอยสักบนร่างกายเป็นงานศิลปะ เรามองมันด้วยความงามที่มีคุณค่า เราพยายามไม่แตะต้องความเชื่อ เพราะเรามีคำถามกับเรื่องเหล่านี้ พอปีนี้อายุเพิ่งแตะ 40 ก็รู้สึกว่าตัวเองพร้อมจะบันทึกภาพสักยันต์แล้ว โปรเจกต์นี้ผมตั้งใจถ่ายทอดจิตวิญญาณของการสักยันต์ บันทึกภาพเพื่อบูชาครูบาอาจารย์ในแผ่นดินไทย เวลาเห็นคนต่างชาติบันทึกภาพรอยสักของเรา เขาบันทึกความงามที่เขามองเห็น แต่เขาอาจจะไม่เข้าใจจิตวิญญาณของสิ่งเหล่านี้ ใครมันจะถ่ายภาพรอยสักได้ดีเท่าคนที่มีรอยสัก แล้วใครจะถ่ายรูปรอยสักไทยได้ดีเท่ากับคนไทยด้วยกันเอง การเดินทางถ่ายภาพตลอด 6 ปีที่ผ่านมามันบอกเราแบบนั้น อีกอย่างเราเชื่อว่า โปรเจกต์นี้มันสามารถพาเราไปสู่ระดับโลกได้ ขอแค่เราให้เวลากับมันมากพอ"

ความแตกต่างระหว่าง สักขาลาย สักยันต์ และรอยสักทั่วไป คืออะไร

    ถ้าเป็นคนแก่ขาลาย มันเป็นค่านิยม เขาเกิดในหมู่บ้านที่เต็มไปด้วยผู้ชายที่มีขาลาย มันคือสิ่งที่ต้องมี ผมมองว่ามันเป็นแฟชั่นของยุคสมัยนั้นๆ แล้วมันก็หายไป ด้วยความที่มันอยู่ข้างใน เรามองไม่เห็น มันเจ็บมาก และช่างสักแบบนี้ก็ไม่ค่อยมีแล้ว มันก็เลยหายไป แต่ปัจจุบัน เริ่มมีคนกลับมาสักเพราะมันคือสปิริต 'มันเท่ว่ะ' 'อยากมีว่ะ' มันไม่ได้มีเรื่องความเชื่อ มันมีแต่ความงาม ส่วนสักยันต์ มันเป็นความเชื่อ ความขลัง แต่ปัจจุบันก็มีแพนเทิร์น ความงาม ตำแหน่งเข้ามาเกี่ยวข้อง ส่วนสักแทททู สำหรับผม มันเป็นได้ท้ังแฟชั่น ความเชื่อ เป็นความพอใจส่วนตัวของแต่ละคนครับ

แล้ว รอยสัก ในมุมมองของคุณล่ะ

    ขอใช้คำพูดเดียวกับน้องรักที่เคยสัมภาษณ์​ ผมมองตัวเองคือศิลา รอยสักคือการจารึกเรื่องราวของชีวิต ผมรู้สึกว่าความงดงามของรอยสักมันอยู่ที่ลวดลาย 50 เปอร์เซ็นต์ อีกครึ่งหนึ่งอยู่ที่เรื่องราวของแต่ละคน อย่าง น้องคนหนึ่งสักคำสอนของพ่อ เขาเข้าไปในห้องนอนพ่อ แล้เจอกระดาษบนผนังเขียนว่า 'จะทำได้ จะมีสุข จะมีทุกข์ จะลำบาก อยู่ที่ปากอย่างเดียว' หมายความว่า เราจะใช้ชีวิตต้องระมัดระวังคำพูด ให้คิดก่อนพูดทุกครั้ง พูดดีก็เป็นศรีแก่ตัว แล้วเขาก็เอาประโยคนี้ไปให้ช่างสักครับ ตอนนี้คุณพ่อของน้องเสียแล้ว แต่คำสอนของท่านจะยังอยู่กับน้องเขาตลอดไป

ทำไมคุณเลือกถ่ายภาพขาวดำและใช้ผ้าดิบเป็นฉากหลังในการบันทึกภาพ

    ผมไม่อยากให้บรรยากาศด้านหลังเป็นตัวเล่าเรื่อง เรารู้สึกว่า วัย รอยเหี่ยวย่น แสง รอยยิ้ม ของพ่อเฒ่า มันเล่าเรื่องได้เหมาะสมแล้ว อีกอย่าง ผมไม่สนใจเลยว่าสีงานสักเป็นอย่างไร ผมสนใจแค่ว่าลวดลายกับความหมายที่อยู่ในนั้น ทุกรอยสักมีคุณค่า คุณอาจมองรอยสักนี้ว่าไม่สวย แต่พอเพิ่มความรู้สึกและเรื่องราวลงไป คุณค่ามันเพิ่มขึ้นมากๆ เลย

ในอนาคต คุณวางแผนจะทำอะไรต่อไป

    ตอนนี้โปรเจกต์ถ่ายภาพของผมมันลงตัวแล้ว เหลือแค่ทำให้คนเห็นงานเรามากที่สุด ผมคาดหวังแค่ 3 อย่างเท่านั้น คือ เราจะได้ข้อมูลใหม่ๆ กลับมา เช่นมีน้องเล่าว่า พี่โบ้ทวดผมสักนะ เคยไปจังหวัดนี้หรือยัง สองคือ อยากรู้จักและถ่ายภาพคนที่ติดตามหรือชอบงานเรา สามคือ เราได้รับโอกาสไปแสดงงานหรือบรรยายในที่ต่างๆ ผมคิดว่าถ้าเราทำให้งานมันมีคุณค่า แล้วส่งออกไปให้คนได้เห็น ไม่ว่าเขาจะจำเราได้หรือไม่ แต่เขาควรได้รู้ว่าแผ่นดินไทยมันไม่ได้มีแค่สักยันต์ เรามีสักขาลายนะ เรายังมีรูปแบบการสักของชาติพันธุ์อีกหลากหลายที่คนไม่เคยเห็น

    อีกอย่างคือ ผมกำลังจะทำช่อง 'คำราม' ทางยูทูป อีพีแรกจะเผยแพร่ช่วงต้นเมษายน 2564 นี้ เป็นโปรเจกต์ที่อยากสัมภาษณ์คนเจ๋งๆ ว่า เขาทำอะไร เขาคิดอะไรอยู่ เราอยากคุยกับเค้าในเชิงแก่นว่า ทำไมเขาใช้วิธีแบบนี้ เพนต์ยังไง ตอนวาดคิดอะไรอยู่ ทำไมถ่ายรูปแบบนี้ มาคุยเรื่องที่ทำยังไงถึงจะปั้นตัวเองเป็นแบบนี้ได้ อีกส่วนหนึ่ง เราอยากนำเสนอเบื้องหลังการทำงาน เริ่มทำจากคลิปสั้นๆ ซัก 5 นาที 10 นาที ให้คนเห็นว่าวันนี้ผมไปถ่ายอะไร ไปเจออะไรมาบ้าง ไม่จำเป็นต้องคนชอบเยอะ ขอแค่คนเข้าไปในช่องแล้วรู้สึกว่าโคตรเจ๋ง ก็พอครับ (หัวเราะ) ฝากติดตามด้วยนะครับ ผมสัมภาษณ์เอง บันทึกภาพเอง เชื่อว่าน่าจะสร้างพลังให้น้องๆ วัยรุ่นได้ดี

    การเดินทางขึ้นเหนือล่องใต้ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา ไม่เพียงทำให้โบ้ได้เข้าใจถึงความงามของรอยสักที่บอกเล่าตัวตน ค่านิยม ความเชื่อของผู้คน แต่ยังเป็นการเดินทางที่อุดมไปด้วยมิตรภาพและเชื้อเพลิงซึ่งช่วยเติมไฟชีวิตให้กับชายวัย 40 ปีคนนี้ได้อย่างดี

ติดตามผลงานของเขาได้ทางเพจ CHARNPICHIT-Thailand Photographer และอินสตาแกรม charnpichit_bw 

Favorite Something
  •   2499 อันธพาลครองเมือง (2540), นางนาค (2542), ฟ้าทะลายโจร (2543), เป็นชู้กับผี (2549), จอมขมังเวทย์ (2562)
  •   พงษ์สิทธิ์ คำภีร์ - อยู่อย่างสิงห์
  •   อ็องตวน เดอ แซ็งแตกซูว์เปรี - เจ้าชายน้อย, โจนาทาน ลิฟวิงสตัน - นางนวล
  •   คุณพ่อ, ศิลป์ พีระศรี, พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

นิษณาต นิลทองคำ

กองบรรณาธิการที่กำลังใช้ชีวิตอย่างสนุกสนาน ชอบคุยกับผู้คน ท้องฟ้า และเสียงดนตรี เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการฟังเพลง ที่บางทีก็ปล่อยให้เพลงฟังเรา

ชนพัฒน์ เศรษฐโสรัถ

ช่างภาพที่เป็นนักเขียนที่เป็นช่างภาพที่ชอบไปเที่ยวที่เป็นนักเขียนหนังสือท่องเที่ยวที่เป็นช่างภาพให้หนังสือตัวเองที่เป็นนักเขียนเอาเวลาว่างจากที่เป็นช่างภาพที่เป็นงานประจำไปเป็นนักเขียนพ็อกเก็ตบุ๊กมา 5 เล่มแล้วและช่วงนี้ก็ชอบปลูกต้นไม้ด้วย