ลิง-สุวรรณดี จักราวรวุธ: ชีวิตที่ดำเนินไปด้วยลมหายใจของละครเวที

    ย้อนกลับไปในคอลัมน์ บนเวที! นิตยสาร happening ฉบับ 17 เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2551 ลิง-สุวรรณดี จักราวรวุธ ผู้กำกับละครเวทีของ ดรีมบอกซ์ เล่าถึงชีวิตการทำงานละครเวทีของเธอที่เริ่มตั้งแต่เป็นทีมงานในโปรดักชัน  จนกระทั่งได้เป็นนักแสดงให้กับคณะละครสองแปดในละครเด็กเรื่อง ไร่แสนสุข (2529) ที่ทำให้เธอได้เจอกับ โจ้-ดารกา วงศ์ศิริ ก่อนจะรวมกลุ่มกันก่อตั้ง แดส เอนเตอร์เทนเมนท์ แล้วได้รับโอกาสให้กำกับละครเพลงเรื่อง มนต์เพลงขนมครก (2533) เป็นเรื่องแรก ยึดอาชีพทำงานละครเวทีนับตั้งแต่ตอนนั้น สร้างสรรค์ผลงานทุกปี จนมีการปรับสัดส่วนขององค์กรให้มีขนาดเล็กลงภายใต้ชื่อ ดรีมบอกซ์ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวและสามารถทำงานละครเวทีที่พวกเขารักได้อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

    เธอเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า

    "เสน่ห์ของละครเวทีมันอยู่ที่งาน ซึ่งงานเกิดขึ้นจากการสนับสนุนของคนดูที่มีให้คนทำงานและฝีมือพวกเขาจริงๆ ละครเวทีเรียนรู้ว่าคนดูมีอิทธิพลในการสร้างคุณภาพ คุณมีส่วนในการตัดสินว่าคนที่มีคุณภาพจริงถึงจะสามารถอยู่ในวงการนี้ได้ มันเหมือนกับประชาธิปไตย แต่ถ้าจะเทียบกัน ละครเวทีเป็นการเมืองภาคประชาชน"

    10 ปีต่อมา เรามีโอกาสพบและพูดคุยกับเธออีกครั้ง แล้วเธอยังยืนยันว่าคนดูยังมีอิทธิพลในการสร้างคุณภาพของการทำงานเรื่อยมา

     "เรามีความรู้สึกว่ามันเป็นทั้งแรงกดดันและแรงขับนะ คนดูของเราท้าทายเรามาก มีการเสพงานที่ค่อนข้างละเอียด ลึกซึ้ง เราจึงรู้สึกว่าจะต้องอุดทุกอย่าง เพื่อที่จะให้คนดูรู้สึกว่าเวลาที่มาดูงานเราแล้วอิ่มเอมหรือว่าคุ้มค่า แต่ถามว่าเหนื่อยไหม เหนื่อย เครียดด้วย เรารู้สึกว่าเราต้องตั้งใจทำมาก จะย่อหย่อนไม่ได้

    "ดรีมบอกซ์มีมาตรฐานการทำงาน หมายถึงองค์ประกอบควรจะครบว่าละครเป็นเรื่องเล่าของมนุษย์และมันมีศิลปะของการเล่าเรื่อง ซึ่งแต่ละเรื่องมันมีเสน่ห์น่าสนใจในการเล่าที่จะสร้างประสบการณ์แปลกใหม่ หรือว่ามีเรื่องราวที่เชื่อมโยงกับผู้ชมของเราเอง ละครของเราจะมีความซับซ้อนในเชิงมนุษย์และแง่ของการวิเคราะห์ตัวละครนะคะ มันอาจจะโตตามตัวเราและผู้ชมไปด้วย"

    แต่ละปีทีมงานจึงพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันรวมถึงสอบถามไปยังคนดูว่าต้องการชมละครแบบไหน ทำให้เราได้เห็นความหลากหลายของเรื่องราวและวิธีการนำเสนอจากดรีมบอกซ์อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นละครระทึกขวัญหักมุมอย่าง กุหลาบสีเลือด (2541) ดราม่าที่นำมาตีความใหม่อย่าง แม่นาค เดอะ มิวสิคัล (2552) นางพญางูขาว เดอะ มิวสิคัล (2556) ไปจนถึงสุขนาฏกรรมคลาสสิกของเชคสเปียร์ อย่าง ราตรีที่สิบสอง หรือ เอาที่สบายใจ (2560)

    "เดี๋ยวนี้มีละครโรงใหญ่เยอะขึ้น คนดูมีทางเลือกเยอะขึ้น แต่เท่าที่เห็นยังเป็นรูปแบบที่เป็นสูตรอยู่ค่อนข้างเยอะ เพราะรู้ว่าสูตรสำเร็จที่ดีที่สุดคืออะไร ทุกคนต้องระวังตัวประคองตัวไม่ให้เจ๊งว่างั้นเถอะ ส่วนของเรา เราจะทำยังไงไม่ให้ไปติดอยู่ในกับดักความสำเร็จตรงนั้น ขณะที่เราต้องอยู่รอดได้และสามารถมีงานที่อาจจะสร้างปรากฏการณ์ใหม่ๆ ให้กับวงการเอง แต่สิ่งสำคัญคือมันควรจะมีประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้ชมอยู่เสมอ"

    แล้วปีนี้ดรีมบอกซ์ได้สร้างสรรค์ ซ้อน เดอะมิวสิคัล บทประพันธ์เรื่องใหม่ของ ดารกา วงศ์ศิริ ที่เขียนละครแบบ Sung-Through Musical ที่บทเป็นการร้องเพลงตลอดทั้งเรื่อง โดยมีเธอรับหน้าที่กำกับการแสดงเช่นเคย การเปิดตัวด้วยโปสเตอร์ ภาพเบื้องหลังการซ้อมต่อบทของนักแสดง แล้วประกาศรอบการแสดงและกำหนดจำหน่ายตั๋วล่วงหน้าราคาพิเศษ โดยไม่เปิดเผยเรื่องราวใดๆ ในละครเรื่องนี้ แถมยังมีคนจองก่อนที่จะเริ่มปล่อยเรื่องย่อและเนื้อบางส่วนเพื่อโปรโมตละครเต็มๆ ในเวลาต่อมา

    นี่คือความเชื่อใจในคุณภาพและฝีมือที่คนดูมอบให้กับทีมงานดรีมบอกซ์ จากผลงานที่ผ่านมาของพวกเขา

    "มันดีที่คนเริ่มรู้จักละครเวทีแล้ว เพราะมันถูกขยายวงกว้างมาเรื่อยๆ จากทีละกลุ่ม ไม่ใช่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ต้องยกความดีความชอบให้กับรุ่นเก่า เพราะเมื่อก่อนละครเวทีเป็นเรื่องของปัญญาชน คนทั่วไปกลัวเข้าไปแล้วดูไม่รู้เรื่อง แต่กลุ่มต่างๆ พยายามปรับตัวและขยับเพื่อที่จะสามารถสื่อสารกับคนในวงกว้าง แล้วมีแนวทางเฉพาะออกมาเป็นทางเลือก จึงมีกลุ่มภัทราวดีเธียเตอร์ กลุ่มมะขามป้อม และกลุ่มคนที่มีจุดยืนที่จะผลิตงานและสร้างความคุ้นเคยให้กับคนรุ่นใหม่ได้รู้ว่าการดูละครเวทีไม่ใช่เรื่องยาก มันเป็นสิ่งที่ใกล้เคียงกับประสบการณ์ในชีวิตจริงของเรามากที่สุดด้วย เพราะว่ามันมีเลือดเนื้อ มีมิติของชีวิตจริงๆ ที่คนดูมีเสรีภาพที่จะเลือกรับ โดยที่ไม่ถูกยัดเยียดอยู่ฝ่ายเดียว"

    โดยในรูปแบบละครที่มีความหลากหลาย ผู้ชมสามารถสัมผัสได้ถึงจุดร่วมบางอย่างที่เป็นเอกลักษณ์ในงานของดรีมบอกซ์ ซึ่งคงปฏิเสธไม่ได้ว่ามาจากการทำงานร่วมกันระหว่าง โจ้ ดารกา คนเขียนบท และ ลิง สุวรรณดี ที่เป็นผู้กำกับ ที่แบ่งปันความคิดเห็นร่วมกันทุกขั้นตอนตั้งแต่เห็นบทร่างแรก จนสำเร็จออกมาเป็นละครเวทีแต่ละเรื่อง

    "หลายคนชอบพูดงานของเราว่ามีความเป็นเฟมินิสต์ มีความเป็นผู้หญิง มันก็คงไม่ถึงขั้นนั้น แต่เราก็มีความเป็นผู้หญิงทั้งคู่ มุมมองแบบนี้มันเลยมีอยู่ในงานหลายๆ เรื่อง แล้วพี่โจ้เป็นคนอ่านเยอะ ช่างสังเกต เก็บรายละเอียด สิ่งสำคัญคือบทเขาจะมีตรรกะ มีที่มาที่ไป เรายอมรับว่าเขาคิดละเอียดมาก คำพูดของตัวละครที่จะเล่าถึงบุคลิกภาพเหล่านี้มันมีที่มาที่ไป มันเข้ามาเพื่อส่งผลอะไรต่อเรื่อง แล้วต่อเนื่องไปถึงจุดที่ต้องการพูดอะไรกับคนดู ทุกอย่างมันถูกออกแบบหรือถูกคิดแล้วอย่างละเอียดว่าฉากนี้ต้องมีเพราะอะไร"

    ละครเวทีของดรีมบอกซ์แต่ละเรื่อง มักสร้างบทสนทนาและกระตุ้นให้เกิดความคิดหลังละครจบเสมอ ซึ่งเธอยอมรับว่านั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดของการทำงาน

    "ศิลปะการแสดงมันมีสัจจะของมัน เรานำเสนอละครเวทีเพื่อสร้างความบันเทิงก็จริง แต่ถ้าเราตั้งใจสร้างความบันเทิงอย่างเดียว ความจริงบางอย่างมันจะถูกละเลยไป เรามีความรู้สึกว่าเราต้องสร้างสมดุลให้คนดูสนุก เนื้อเรื่องชวนติดตาม แต่ก็ต้องให้เขาได้เรียนรู้และเข้าใจความเป็นมนุษย์ที่มีอยู่ในละคร เพราะในสิ่งที่ดีที่สุดของการทำงานคือ พอทำละครแล้วไม่ใช่ว่าทำเสร็จแล้วมันจบอยู่แค่ตรงนั้น มันควรจะมีแมสเสจบางอย่างที่กระทบหรือเชื่อมโยงกับตัวเขา ให้เขาไปคิดหรือต่อยอดเองได้ ถ้าไม่ใช่ในแง่ของความเป็นมนุษย์ ก็อาจจะเป็นในแง่ของความเป็นศิลปะ"

    ในส่วนของการกำกับการแสดง เธอเริ่มจากการศึกษาบทและทำความเข้าใจให้ตรงกันเพื่อให้แต่ละตัวละครมีทิศทาง จากนั้นจึงเลือกกระบวนการที่เหมาะสำหรับละครแนวนั้น

    "มันเป็นเทเลอร์เมดเลย การทำงานแต่ละเรื่องมันไม่เหมือนกัน แต่เราให้ความสำคัญกับการเลือกนักแสดงมาก เนื่องจากระยะเวลาการทำงานของเราสั้น ฉะนั้นเราจะเน้นเลือกตัวละครที่ใช่ นักแสดงแต่ละคนมีจุดอ่อนจุดแข็งไม่เหมือนกัน เราจะพยายามให้เขาแชร์กันเป็นกลุ่ม เพราะวิธีที่ดีที่สุดคือเวลาที่นักแสดงเขารับส่ง แลกประสบการณ์และประคองกันเอง บางคนอาจจะมีประสบการณ์การแสดงเยอะกว่า อีกคนอาจจะมีประสบการณ์การร้องเพลงสูงกว่า เราพยายามผสานสิ่งเหล่านี้ให้เขาเรียนรู้กัน แล้วทำหน้าที่ตบให้เข้าที่"

    ขณะที่นักแสดงค่อยๆ เรียนรู้ เธอก็คอยผลักดันให้พวกเขาสร้างความเป็นมนุษย์ให้กับตัวละครตัวนั้นด้วยตัวเอง

    "ทั้งที่เราเห็นตัวละครจากบทก่อนคนอื่นใช่ไหม แต่พอมาทำงานกับมนุษย์คนอื่นที่เป็นนักแสดงของเรา เขาก็มาเสริม มาเพิ่ม มาเติมให้ แน่นอนว่าทิศทางมันมาจากสิ่งที่เราต้องการ แต่ตัวละครไม่ควรจะเกิดจากข้อมูลที่เราป้อนฝ่ายเดียว สิ่งที่ดีที่สุดคือการแชร์กัน แล้วนักแสดงก็แชร์สิ่งที่เขาคิดออกมาได้ หน้าที่ของนักแสดงคือเขาต้องสร้างตัวละครให้เป็นมนุษย์ ให้มีชีวิตในสิ่งที่เขาเข้าใจ เพราะฉะนั้นเขาต้องหาจากตรงนั้น ถ้าเขาเชื่อว่าเขารู้สึกอย่างนั้น เขาต้องเชื่อความรู้สึกตัวเอง ดังนั้นระหว่างซ้อมถ้ารู้สึกก็ทำเลย เพราะมันเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่จะทดลองและค้นหาร่วมกัน นักแสดงไม่ใช่หุ่นยนต์ของผู้กำกับ ถ้าเขาไม่หาเองก็จะไม่มีวันเข้าใจ เราพยายามที่จะมีโครงสร้างหลักหลวมๆ ไว้ แล้วให้เขาเติบโตเป็นตัวละครของเขาเอง"

    ในยุคสมัยที่เทคโนโลยีพัฒนาตลอดเวลา เกิดนวัตกรรมด้านการผลิตสื่อและช่องทางในการเสพเนื้อหารูปแบบใหม่ขึ้นมาอยู่เสมอ แต่เธอยังเชื่อมั่นเต็มหัวใจว่าละครเวทีไม่มีวันตาย

    "เมจิกของละครคือจุดที่เรียกว่ากำแพงด้านที่ 4 มันเหมือนเราไปแอบมองหรือเข้าไปเห็นเลือดเนื้อของตัวละคร มันมีการเชื่อมความเป็นมนุษย์เข้าหากันมากกว่าการผ่านเทคโนโลยี มันเป็นการเผชิญหน้าระหว่างนักแสดงกับคนดูในช่วงเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง การที่พวกเขาใช้ลมหายใจร่วมกันอยู่ในเวลาแบบนั้นโดยไม่ได้ผ่านเทคโนโลยีใดๆ มันเป็นฮิวเมนทัช ชีพจรของตัวละครมันมาถึงเราได้ มันมีแรงสั่นสะเทือนระหว่างมนุษย์กับมนุษย์"

    และนี่คือเหตุผลที่เธอยังคงรักการทำละครเวทีในแนวทางที่เป็นอยู่ อีกทั้งยังถือว่าเป็นหน้าที่ในการผลิตงานทางเลือกให้คนที่รักละครเวทีได้ชมต่อไป ในจุดยืนที่จะนำเสนอศิลปะละครเวทีที่เข้าถึงง่าย มีองค์ประกอบที่สมบูรณ์ ให้คนดูมีโอกาสสัมผัสประสบการณ์ในการรับชมในรูปแบบต่างๆ โดยส่งต่อผลงานที่มีมาตรฐานและคุณภาพ เพื่อสร้างรสนิยมที่ดีไปพร้อมๆ กัน

    "เรารู้สึกว่ามันเป็นวิชาชีพของเรา เวลาทำงานเราก็อยากให้วิชาชีพของเรามีเกียรติ มันมีรายละเอียดของมัน และแน่นอนว่าศิลปะไม่ได้เป็นปัจจัย 4 ถ้าเราไม่มีกินเราคงไม่เสพ แต่ถามว่าศิลปะสำคัญไหม มันสำคัญในแง่ที่สามารถหล่อเลี้ยงเราได้จริงๆ ศิลปะที่ดีคือความดีกับความงาม ถ้ามันไม่มีความดีความงาม มันไม่ใช่ศิลปะ มันควรยกระดับจิตใจเราได้ ไม่ว่าจะเป็นงานศิลปะแบบไหน ประเภทไหนก็ตาม มันควรกระทบใจและสร้างความงอกงามของความคิด จิตวิญญาณ ดังนั้นละครโรงเล็กโรงใหญ่ไม่ได้สำคัญ ถ้าการแสดงนั้นสามารถเข้าถึงกระทบใจคนดูได้ ก็ถือว่ายิ่งใหญ่พอกัน"

    ดรีมบอกซ์ เป็นกล่องบรรจุความฝันที่ขับเคลื่อนไปโดยกลุ่มคนที่รักละครเวที และเป็นพื้นที่ให้ ลิง-สุวรรณดี จักราวรวุธ สามารถผลิตผลงานละครเวทีที่เธอรักมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 30 ปีหากนับตั้งแต่ยุคของ แดส เอนเตอร์เทนเมนท์

    ขณะที่เราต่างรู้ดีว่าในโลกแห่งความเป็นจริง เงินไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับคนทำงานศิลปะ หากแต่การได้ใช้ลมหายใจทำในสิ่งที่ตัวเองรักต่างหาก ที่สามารถหล่อเลี้ยงหัวใจให้เต้นต่อไปอย่างมีชีวิตชีวา


บางส่วนของบทความนี้ มีประโยคที่ ลิง-สุวรรณดี จักราวรวุธ ให้สัมภาษณ์และเคยตีพิมพ์ในนิตยสาร happening ฉบับ 17 เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2551

Favorite Something
  •   Life is Beautiful(1997), Birdman (2014), Coco (2017)
  •   วงเฉลียง, วงคาราบาวยุคแรก, อัมรินทร์ เหลืองบริบูรณ์ หรือ โจ้ วง Pause, เพลงบรรเลงแบบวงซิมโฟนีไม่จำกัดวง
  •   แคทยาและเจ้าฟ้าสยาม - ม.ร.ว. นริศรา จักรพงษ์ และ ไอลีน ฮันเตอร์, ชีวิตเหมือนฝัน - คุณหญิงมณี สิริวรสาร, พล นิกร กิมหงวน - ป.อินทรปาลิต, คนไททิ้งแผ่นดิน - สัญญา ผลประสิทธิ์
  •   Vincent Van Gogh, Salvador Dali, อังคาร กัลยาณพงศ์ (บทกวี)

ดุสิตา อิ่มอารมณ์

นักเขียน ผู้ใช้พื้นที่ในเวลาว่างไปกับการอ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง ขี่จักรยาน อ่านการ์ตูน เล่นเลโก้ ฯลฯ โดยเชื่อเต็มหัวใจว่าเวลาที่หมดไปกับความรื่นเริงนี้สามารถเติมเต็มชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เดือนเพ็ญ จุ้ยประชา

นักเขียนและกองบรรณาธิการที่พบเจอตัวได้ตามหอศิลป์และร้านหนังสือ ชอบกินแซลมอนและชาบู อยากแก่ไปเป็นคุณป้าใจดีและมีฝูงแมวห้อมล้อม