ปู่จ๋าน ลองไมค์: แร็ปเปอร์จากทิวดอยเชียงราย ผู้สร้างสรรค์เพลงแร็ปด้วยสำเนียงแบบไทยๆ

    ครั้งหนึ่งเราเคยมีโอกาสได้นั่งสนทนากับแร็ปเปอร์สุดกวน เจ้าของเสียงร้องเอื้อนเอ่ยแบบไทย นาม ปู่จ๋าน ลองไมค์ หรือ พี-พิษณุ บุญยืน ในขณะที่บทเพลง นางฟ้าจำแลง และ ตราบธุลีดิน กำลังเริ่มกลายเป็นที่พูดถึงและถูกฟังทั่วประเทศ
    วันนี้หลายคนคงได้เห็นบทบาทใหม่ของเขาในการเป็นหนึ่งในโค้ชของรายการ The Rapper คอยสร้างสรรค์และช่วยเหลือศิลปินแร็ปรุ่นใหม่ให้ก้าวขึ้นมาเป็นที่รู้จัก และทำให้วงการฮิปฮอปเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง จึงเป็นเหตุผลให้เราขอหยิบบทสัมภาษณ์ที่เคยตีพิมพ์ไว้ในนิตยสาร happening ฉบับ New Indies มานำเสนออีกครั้ง ให้คุณได้ทำความรู้จักกับชีวิตเบื้องหลังบทเพลงของ ปู่จ๋าน ลองไมค์

    ลองจินตนาการภาพผู้ชมคอนเสิร์ตจำนวนเป็นพันเป็นหมื่น ยืนออกันอยู่เต็มบริเวณลานกว้างที่ใช้จัดงาน กำลังโบกไม้โบกมือตะโกนร้องตามเพลงของศิลปินโปรดร่วมกันดู มีศิลปินไม่กี่รายเท่านั้นที่จะมีพลังพอให้เกิดปรากฏการณ์เช่นนี้ได้ หนึ่งในนั้นคือศิลปินฮิปฮอปเจ้าของลีลาการร้องเอื้อนเอ่ยแบบไทยๆ จากทิวดอยจังหวัดเชียงราย นาม PMC (ปู่จ๋าน ลองไมค์) หรือ พี-พิษณุ บุญยืน
    ปู่จ๋านเริ่มสร้างชื่อให้กับตัวเองจากบทเพลงดังอย่าง นางฟ้าจำแลง และ ตราบธุลีดิน ที่ฮิตเปิดฟังกันทั่วบ้านทั่วเมือง ส่งให้เขากลายเป็นหนึ่งในศิลปินฮิปฮอปที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งของประเทศ
    "โอ้โห... ผมไม่รู้เลย งงมาก ทุกวันนี้งงจริงนะว่า 6 เดือนมานี้ ผมมีงานให้ไปแสดงทุกสัปดาห์เลย อยู่ๆ เขาก็ติดต่อมา อาจเป็นเพราะเวลาผมไปเล่น ผมไม่ได้ร้องเพลงอย่างเดียว ผมคุยเยอะกว่าร้องเพลงอีก นั่งคุยเหมือนทอล์กโชว์เลย เหมือนนั่งดูเดี่ยวไมโครโฟน ผมยืนบ่นอยู่คนเดียวอย่างนั้น พอเล่นมุกเขาก็ชอบกัน แล้วทีนี้พวกเจ้าของผับเขาคงจะรู้จักกันหมดเกือบทั้งประเทศ คิดว่าส่วนใหญ่เขาจะรู้จักกัน เขาก็คงบอกต่อๆ กันว่า ไอ้คนนี้มันเล่นดีนะ หรือไม่ก็เพราะว่าผมถูกครับ ถูกและดี ค่าตัวแล้วแต่คุณเลย ขอให้มีห้องพักและผู้หญิงที่มาเที่ยวแค่นั้นพอ เดี๋ยวๆ หมายถึงผู้หญิงที่มาเที่ยวในผับนะไม่ใช่ในห้องพักผม มันดึงดูดคนให้มาดูได้ ผมไม่ทำอะไรเกินเลยหรอกครับ ...แค่ดูเท่านั้นแหละ ผมเป็นคนนิสัยดี ผมเป็นคนดีของโลกครับ! (เขากางแขนทั้งสองข้างขณะพูด)" ตลอดเวลาที่สนทนากัน ถ้าอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ คือเจ้าของลีลาและท่าทางการพูดจาของวงการศิลปะ สำหรับพีแล้ว เขาก็คือเจ้าของลีลาแบบเดียวกันนั้นในฉบับของศิลปินฮิปฮอป
    พีหลงใหลในดนตรีฮิปฮอปแต่เด็ก ลองลงมือทำเพลงครั้งแรกตอนอายุ 17 กับรุ่นน้องคนสนิทชื่อ SNOOPKING ทั้งสองเริ่มต้นบันทึกเสียงร้องจากไมค์ที่แอบขโมยมาไว้ที่บ้านด้วยเพราะไม่มีเงินซื้อ ลองผิดลองถูกกันสองคนจนออกมากลายเป็นเพลง และยึดถือสิ่งนี้เป็นงานอดิเรกที่ทำมาตลอดถึงปัจจุบัน จากความวาดฝันที่จะมีผลงานเป็นของตนเองเหมือนกับศิลปินคนโปรดของพวกเขาอย่าง กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่ ที่เป็นคนเชียงรายบ้านเดียวกัน
    "เรื่องทำเพลงส่วนใหญ่ก็ศึกษากันเองทั้งหมดครับ มึงไปลองนี้มา ไอ้เอฟเฟกต์ตัวนี้ไปลองมา เดี๋ยวพี่ลองตัวนี้นะแล้วเอามาแลกเปลี่ยนกัน แชร์กัน จริงๆ ไม่ค่อยรู้หรอกว่ามันใช้ยังไง โปรแกรมมันเป็นภาษาอังกฤษหมดเลยครับ ก็เดาเอาแล้วอาศัยการจำ" เขาแบ่งปันวัยต้นของชีวิตดนตรีให้ฟัง ก่อนพูดต่อไปถึงการแบ่งชีวิตเขาออกเป็นสองส่วนคือ ส่วนแรกที่เขาไว้ทำงานเพลงซึ่งเป็นงานอดิเรก กับอีกส่วนที่เขาแบ่งไว้ประกอบเป็นอาชีพหลักเพื่อหาเลี้ยงชีพตนเอง นั่นคือการเป็นเจ้าของกิจการร้านรับจ้างติดจานดาวเทียมและเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เชียงราย ซึ่งเขาเป็นผู้ลงมือติดตั้งเองทั้งหมด เขาใช้ชีวิตกับทั้งสองส่วนนี้ จนกระทั่งวันหนึ่งเขาเกิดปิ๊งไอเดียบางอย่างที่จะมาเปลี่ยนชีวิตเขาต่อไป หลังจากที่ได้ยินปู่จ๋านหรือมัคนายกของทางภาคเหนือกำลังเอื้อนนำบทสวดอยู่
    "ตอนนั้น ผมนี่แบบ เฮ้ย...นี่มันคือสไตล์ ผมก๊อบปี้ปู่จ๋านมาเลยครับ คือถ้าอยากรู้ว่าปู่จ๋านเขาสวดยังไง ให้ฟังเพลงผมเลยสำเนียงเหมือนกัน เมืองนอกเองเขาก็มีนักร้องอย่าง Matisyahu ที่เป็นชาวศาสนายิว เขานำวิธีการสวดแบบยิวมาใช้เวลาแร็ปกับดนตรีเรกเก้ สำเนียงแบบยิวจ๋าเลยนะครับ ทีนี้เราไม่ใช่ยิวไง เราเป็นคนเหนือ เป็นคนเจียงฮาย (เชียงราย) เอกลักษณ์คนเหนือเหรอ ก็นี่ไง ปู่จ๋าน คนนำสวดของบ้านเฮา หลังจากนั้นก็เลยเพิ่มจาก PMC เฉยๆ มาเป็น ปู่จ๋าน ลองไมค์ ครับ" เราพูดคุยกันถึงเรื่องชื่อในวงการและวิธีการร้องในแบบที่เขาเรียกเองว่า 'ปู่จ๋านสไตล์'
    "คือผมอยากนำเสนอความเป็นบ้านนอกคอกนาน่ะครับ อยากให้คนทั่วไปได้รับรู้ว่าถิ่นเกิดไม่ใช่อุปสรรคของชีวิต เกิดที่ไหนก็ได้ มีโอกาสเท่ากันหมด จะมาบอกว่าไม่มีโอกาสไม่ได้ มันไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ที่หากไม่เข้ากรุงเทพฯ หรือไม่มีค่ายเพลง ก็ไม่มีทางที่จะมีคนฟังเพลงเราได้ สมัยนี้มันมียูทูบ มีเฟซบุ๊ก มันให้ความทัดเทียมทุกชนชั้น ทุกกลุ่มชน ขอให้มีอินเทอร์เน็ตที่บ้านพอ ถ้าเราใช้อินเทอร์เน็ตให้เป็น มันก็เกิดประโยชน์ ถ้าใช้ไม่เป็นจะเอาไว้ดูเว็บโป๊อย่างเดียว มันก็เกิดประโยชน์ในทางด้านสุนทรียภาพน่ะนะ แต่ก็เท่านั้นไง ต้องกราบขอบพระคุณนายมาร์ก ซักเคอร์บง ซักเคอร์เบิร์ก อะไรสักอย่างนั่น กับผู้คิดค้นยูทูบและอินเทอร์เน็ตขึ้นมามาก (เขาพนมมือกราบ) ที่ทำให้ทุกวันนี้โอกาสของทุกคนเท่าเทียมกัน เอาง่ายๆ ถ้าทำเพลงมาเมื่อ 10 ปีที่แล้ว มันไม่มียูทูบไม่มีอินเทอร์เน็ต มันก็ไม่มีที่ให้ปล่อย ยูทูบกับเฟซบุ๊กเป็นพื้นที่ที่ทำให้ทุกคนได้ปล่อยของที่มีอยู่ เมื่อก่อนมันต้องวิ่งเข้ากรุงเทพฯ ทางเดียวถึงจะมีคนรู้จัก สมัยนี้ลองแก้ผ้าเต้นโยคะลงเฟซบุ๊กดูสิ ก็ดังแล้ว กลายเป็นเน็ตไอดอลแล้ว"
    ปู่จ๋านลองไมค์เองถือเป็นหนึ่งในศิลปินที่แจ้งเกิดผ่านช่องทางยูทูบ โดยเพลงแรกที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักนั่นมาจากเพลง นางฟ้าจำแลง ซึ่งมีที่มาที่ไปจากเหตุการณ์ในค่ำคืนหนึ่งที่แมวของเขาหนีออกไปเล่นข้างนอกบ้าน
    "คืนนั้นผมออกไปตามหามันครับ ใช้ไฟฉายส่องหาตามที่ต่างๆ จนสุดท้ายไปส่องเจอเข้าที่บนหลังคา ทีนี้พอตัวแมวมันกระทบเข้ากับแสงไฟฉาย ณ จังหวะนั้น ผมรู้สึกว่ามันช่างสวยเสียเหลือเกิน เกิดประทับใจคิดว่าแมวตัวเองเป็นนางฟ้าจำแลงลงมาจากฟากฟ้า เลยกลับมาเสิร์ชฟังเพลง นางฟ้าจำแลง ของครูเอื้อ สุนทรสนาน แล้วหยิบเอาเนื้อหาบางส่วนตรงท่อน โฉมเอย โฉมงาม อร่ามแท้แลตะลึง... มาลองรีมิกซ์ให้ดูใหม่ขึ้นและเข้ากับสไตล์ผม ไม่ใช่การปรับปรุงนะของเดิมเขาดีอยู่แล้ว เรียกว่าการนำมา อะแดปต์ (Adapt) ดีกว่า และต่อมามีคนอื่นเอาที่ผมทำไว้ไปรีมิกซ์ใหม่อีกที" ซึ่งเหตุการณ์นี้ได้กลายเป็นเรื่องกลับตาลปัตรของชีวิตเขา ตรงที่เขานั้นแต่งเพลงนี้และเคยอัพโหลดไว้บนยูทูบตั้งแต่ 4 ปีที่แล้ว แต่ตัวเพลงจริงๆ กลับเพิ่งมาได้รับความนิยมเมื่อปีที่ผ่านมา จากการมีคนเอาเพลงของเขาไปรีมิกซ์ใหม่ เอาไปคัฟเวอร์ และเอาไปแชร์ใหม่อีกรอบพร้อมกับใส่เนื้อเพลง ซึ่งวิดีโอเพลงนี้บนยูทูบที่มียอดวิวเกินล้าน นั่นกลับไม่ใช่ฝีมือการอัพโหลดของเขา แต่เป็นของคนอื่น และทำให้เขากลายเป็นที่รู้จักมากขึ้นไปด้วย ส่วนตัวต้นฉบับนั้นกลับมียอดวิวเพียงหลักแสนเท่านั้น
    "จริงๆ เพลงนี้ผมทำไว้นานแล้ว อยู่ดีๆ ยอดวิวมันก็เด้งขึ้นมามากเลย น่าจะเพราะมีคนเอาไปร้องคัฟเวอร์กันเยอะ คือผมร้องไม่เพราะ แต่คนที่เอาไปคัฟเวอร์เขาทำให้มันเพราะครับ ทีนี้พอคนฟังแล้วสนใจ เขาก็จะตามมาดูต้นฉบับต่อว่าไอ้นี่มันเขียนยังไง แต่งยังไงนะ กระแสมันเลยระเบิดระเบ้อกระจุยกระจายไปหมด ตัวผมเองตอนนั้นก็งงนะ อย่าว่าแต่คนอื่นงงเลย ผมติดจานอยู่ดีๆ ก็ได้มาร้องเพลงเฉยเลย ตอนนี้ลูกค้าบ่นใหญ่เลยนะว่า เฮ้ย! เป็นนักร้องแล้วไม่ติดจาน หยิ่งนะเราน่ะเดี๋ยวนี้ หยิ่งบ้าอะไรล่ะ กูก็ไม่ได้อยู่บ้านเนี่ย คิดถึงจะตาย เดี๋ยวค่อยกลับมาติดจานให้ก็ได้ คือมันก็ต้องปรับตัวนิดนึงครับช่วงนี้ เวลาไปไหนเดี๋ยวนี้ก็มีคนเข้ามาทักด้วย อย่างเมื่อกี้ไปเซเว่นฯ มา พอกำลังจะเดินออกจากร้าน พนักงานเขาก็ทักผมเลย ...เฮ้ย นายยังไม่ได้จ่ายตังค์ (หัวเราะ) เอาจริงๆ คือก็มีคนเริ่มรู้จักครับ ต้องปรับตัวนิดหน่อย"
    "ผมยืนยันเลยว่าผมไม่หลง ผมรู้ว่าตนเองคือใคร ผมน่ะคือช่าง ช่างติดจานดาวเทียมตามหอพัก ตามบ้านเรือน สิ่งที่เกิดขึ้นตรงนี้ มันเป็นแค่จุดหนึ่งที่ผ่านเข้ามาและเดี๋ยวก็ผ่านไป ผมไม่ได้ค้ำฟ้า ไม่ได้โด่งดังจนถึงวันตาย มันเป็นกระแสวูบนึงเหมือนกับเปลวไฟที่สักพักก็ต้องดับ ถ้าเราหลงตอนที่ไฟมันยังวูบ สักวันมันก็จะไหม้ตัวเราเอง ผมจะไม่ยอมหลง ทำตัวเป็นปกติเหมือนเดิม กินเหล้าขาว เจอเพื่อนเพิ่งฆ่าไก่ที่เลี้ยงไว้มาก็ปาร์ตี้กันเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง พอกลับไปบ้านก็ปั่นจักรยานเก่าๆ คันเดิม ทำทุกอย่างให้เหมือนเดิม เพียงแต่ว่าหน้าที่ของผมหลังสองทุ่มไปคือกลายเป็นอีกคน เป็นปู่จ๋านลองไมค์แค่นั้นเอง แต่พอลงเวทีเสร็จก็ไม่มีนักร้องแร็ปเปอร์คนนั้นที่กระโดดโลดเต้นอยู่บนเวที ไม่มีอะไรสักอย่าง พอแสดงเสร็จลงเวทีมา ผมก็กลับไปเป็นคนเดิม ถ่ายรูปกับคนที่อยากถ่ายด้วยจนคนสุดท้ายแล้วก็กลับบ้าน ศิลปินบางคนเวลาแสดงที่ผับจะต้องมีการ์ดมาคุ้มกัน ผมไม่เอา ผมรู้ว่าผมปลอดภัยพอ ไม่ได้จะไปทำร้ายใคร ตอนมามีทีมงานมาส่ง แต่พอเล่นเสร็จผมให้ทีมงานกลับไปเลย เดี๋ยวผมหาทางกลับที่พักเองได้ บางทีเมาแล้วขอให้ใครไปส่งก็ไม่รู้ ซึ่งเขาก็ไปส่งนะ คือผมเลอะไง เอาจริงๆ ผมเลอะ ผมเพี้ยน แต่ต้องหลังจากเลิกร้องเพลงแล้ว ไม่ใช่ขึ้นไปเพี้ยนบนเวที เดี๋ยวไปทำงานเขาเสียหมดกันพอดี มันไม่ได้ งานจ้างก็คืองานจ้าง พอเสร็จแล้วจบหน้าที่ตรงนั้นก็ค่อยกลับเป็นคนเดิม จะมาเฟี้ยวบนเวทีบ้าบอไม่ได้ เดี๋ยวเจ้าของผับที่จ้างการ์ดมาป้องกันผม จะกลายเป็นหันมากระทืบผมแทนทำไง" เขาหัวเราะอย่างสนุกสนานกับบทบาททั้งสองที่เขาเป็น
    "อย่างที่บอกว่ามันเป็นแค่ไฟวูบหนึ่ง ผมเลยไม่คิดว่าจะเลิกทำอาชีพติดจานหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าเลย ไม่มีทาง พอผมไม่เป็นปู่จ๋านแล้ว ผมก็มาอยู่ตรงนี้ ประกอบอาชีพนี้ยันตายเลย มั่นคง คิวแน่นเอี้ยด ตรงนั้นมันเหมือนแค่โอกาส แค่โชค มันฉาบฉวย หายไปได้ทุกเมื่อ ต้องระวัง ถ้าเราหลง ดังแล้วโว้ย ไม่เป็นแล้วช่าง ตายครับ คิดอย่างนี้มีแต่ตาย ซึ่งที่ผมเห็นก็ตายกันมาหลายรายแล้ว พอได้เงินเยอะก็ใช้เยอะ ไม่ได้ ผมต้องใช้เท่าเดิม ได้เท่าไหร่ผมใช้เท่าเดิม กินแบบไหนก็กินแบบนั้น กินก๋วยเตี๋ยวชามละ 25 ก็กินเท่านั้น ถ้าเกิดวันข้างหน้าเรามีเป้าหมายที่ต้องใช้เงินจริงๆ เราก็ยังมีที่เก็บไว้จากตรงนี้ให้ใช้อยู่ ไม่ใช่ว่าได้มาเท่าไหร่ก็ใช้ไปหมด แบบนั้นมันไม่มีอนาคต และมันก็จะฆ่าเราในภายหลังด้วย" เขายืนยันว่าตนเองมีชีวิตที่ติดดินดั่งเนื้อหาในเพลง ตราบธุลีดิน ที่เขาแต่ง ...และยังติดบ้านเกิดเป็นอย่างมากด้วย
    "ผมรักบ้านเกิดของผมครับ รักมาก ไม่งั้นผมก็ไปอยู่กรุงเทพฯ ตั้งนานแล้ว ถ้าอยู่กรุงเทพฯ ป่านนี้เวลาไปแสดงตามงานต่างๆ ที่ต่างจังหวัด ผมสบายแล้ว ไม่ต้องนั่งเครื่องไปๆ มาๆ อย่างรับงานไว้ที่ภาคใต้ ผมก็ต้องบินลงมากรุงเทพฯ ก่อน แล้วค่อยต่อลงไป แต่อนาคตตรงนี้มันก็ไม่แน่นอนไงครับ ผมเลยยังเลือกที่จะให้เชียงรายคือบ้าน คือที่ผมใช้ชีวิตเหมือนเดิม"
    "ที่ผมทำเพลงและได้รับโอกาสที่เข้ามาตอนนี้ ผมมีเป้าหมายครับ ไม่ใช่อยากจะดังเพียงอย่างเดียว เป้าหมายสูงสุดในการทำเพลงของผม จริงๆ แล้วมันคือการสร้างทัศนคติที่ดีต่อเพลงฮิปฮอป Underground ต่อคนทั่วไปครับ เพราะตอนผมเด็กๆ ผมมีปมด้อยว่าคนอื่นชอบมองเพลงฮิปฮอปใต้ดินว่ามันหยาบคาย มันเถื่อน ไร้สาระ ผมเลยทำตรงนี้แบบอันเดอร์กราวนด์ ซึ่งตัวผมเองก็ไม่เข้าใจหรอกว่าอะไรคืออันเดอร์กราวนด์ เอาแค่ไม่ใช่ค่ายเพลงใหญ่ๆ ก็พอ ผมอยากจะสร้างทัศนคติที่ดีกับวงการเพลงอันเดอร์กราวนด์ว่ามันก็มีอะไรที่จรรโลงอารมณ์ของเราให้สวยสดงดงามได้ มันมีสุนทรียภาพทางอารมณ์มากกว่าความมืดดำ ผมรู้ว่ามีเด็กๆ ฟังเพลงผม ผมก็ทำเพลงให้ไม่หยาบคาย เพราะถ้าพ่อแม่เขาฟังด้วยแล้ว พวกเขาก็จะเข้าใจว่าเพลงในวงการนี้มันมีดีนะ ไม่ได้หยาบอย่างเดียว เพราะฉะนั้นเมื่อตอนนี้ผมมีโอกาส ผมก็ต้องยัดอะไรที่ดีๆ เข้าไป และอีกเป้าหมายคือการเป็นตัวอย่าง เป็นกำลังใจให้กับเด็กที่อยู่ต่างจังหวัดทุกคน คือผมคงพูดสอนใครไม่ได้หรอก เดี๋ยวเขาก็หาว่าขี้โม้ ผมเลยเลือกทำให้เห็นเลย ให้เห็นและเข้าใจว่าพวกคุณเป็นคนมีโอกาสนะ คุณไม่ใช่คนด้อยโอกาส ไม่ใช่ว่าพอเราไม่เป็นเด็กกรุงเทพฯ แล้วเราทำไม่ได้หรอก นั่นมันไม่ใช่เลย ผมอยากจะให้เขาเข้าใจว่ามันยังมีหนทางอยู่ อาจจะช้าหน่อย อาจต้องคลานบ้าง กลิ้งบ้าง แต่เดี๋ยวมันก็ถึง แต่ถ้าเราหยุด หันหลังกลับ นั่นคือจบ ไม่ถึงไหน อยู่แค่ตรงนั้น ฉะนั้นเพลงของผม ผมไม่คิดจะทำอัลบั้มขาย ไม่เลย ใครอยากเอาไป เชิญเลย ขอแค่ให้เกียรติคนทำ บอกกันบ้างถ้าจะเอาไป ลิงก์กลับมายังต้นฉบับบ้างพอ ถ้าอยากให้ร้องให้ฟังก็จ้างผมไปเล่นคอนเสิร์ต ผมบอกแล้วว่ามันเป็นงานอดิเรก งานประจำผมมีแล้ว"
    นี่คือปรัชญาการใช้ชีวิตของเขา แร็ปเปอร์ติดดินเจ้าของเพลงจำนวนยอดวิวหลายล้าน และนายช่างติดจานดาวเทียมในจังหวัดเชียงราย ผู้รักบ้านเกิดและเป็นตัวอย่างของศิลปินต่างจังหวัดที่กำลังประสบความสำเร็จจากความสามารถของตนเอง และปัจจุบันนี้ เขาก็กำลังทำให้วงการฮิปฮอปและศิลปินแร็ปรุ่นใหม่ได้กลายเป็นที่ยอมรับมากขึ้น ในฐานะของหนึ่งในโค้ชของรายการ The Rapper
Favorite Something
  •   -
  •   -
  •   -
  •   -

อนิรุทร์ เอื้อวิทยา

นักเขียน และ ช่างภาพ อิสระ ปัจจุบันชนแก้วอยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูงที่จังหวัดเชียงใหม่

ดวงสุดา กิตติวัฒนานนท์

ช่างภาพผู้ชื่นชอบการวาดรูปและรับงานวาดภาพประกอบบ้างประปราย เธอมีความตั้งใจกับตัวเองว่าจะออกไปเที่ยวนอกประเทศให้ได้ปีละครั้ง