abigburger : ชีวิตอิสระของนักออกแบบตามสั่ง กับบทบาทนักวาดที่ปล่อยให้ภาพประกอบเติบโตตามวัย

    บางทีความฝันอาจไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องใหญ่ หรือมีน้ำหนักขนาดที่ต้องเอาทั้งชีวิตไปเดิมพัน อาจเป็นแค่ฝันเล็กๆ ที่ได้ใช้ชีวิตทำอะไรหลายอย่างไปพร้อมกัน ได้ทำทั้งสิ่งที่ถนัด ควบคู่ไปกับงานอดิเรกที่เรารัก แล้วคอยเฝ้าดูว่าสิ่งเหล่านั้นจะพาเราเดินทางไปเจอเรื่องราวแบบไหนบ้าง

    เช่นเดียวกับ บิ๊ก-นิวัต เพียรภัณฑวณิช หรือ ศิลปินที่ใช้ชื่อว่า abigburger ที่มีที่มาจากอาหารที่ชอบผสมกับชื่อเล่นของตัวเอง เขาเป็นนักออกแบบที่มีประสบการณ์การทำงานมากกว่า 10 ปี เปิดบริษัทออกแบบครบวงจรร่วมกับเพื่อนๆ และคอยทำงานให้ลูกค้าตามใจราวกับร้านอาหารตามสั่ง ขณะที่หลังเลิกงาน เขามีอีกบทบาทเป็นนักวาดอิสระ ผู้คอยเก็บเกี่ยวประสบการณ์และเรื่องราวในชีวิตประจำวัน มาบอกเล่าในโซเชียลมีเดียส่วนตัว โดยใช้ชื่อว่า abigburger ก่อนที่งานอดิเรกเล็กๆ นี้ จะกลายมาเป็นการเดินทางครั้งใหม่ หลังจากแจ้งเกิดในงาน Bangkok Illustration Fair เมื่อปี 2021 งานที่เปิดประตูให้เขาได้เรียนรู้ ตั้งแต่การได้ทำงานกับเพื่อนหน้าใหม่ การออกบูทไปพบปะแฟนๆ ตลอดจนเบื้องหลังการผลิตสินค้าที่กลายเป็นเรื่องสนุกใหม่ๆ ในทุกวัน

    ไม่นานมานี้ เขาเพิ่งมีผลงานวาดปกหนังสือ Stroke Fighter ทุ่มสุดตัวเพื่อผัวที่รัก ของสำนักพิมพ์ Avocado Books และร่วมโปรเจกต์หนังสือ mind & thought x happening เป็นหนึ่งในนักวาดที่ได้ทำงานจับคู่กับนักเขียนที่เพิ่งเปิดตัวไปเร็วๆ นี้ รวมถึงยังเป็นหนึ่งในศิลปินที่ช่วยออกแบบป้ายหาเสียงร่วมกับศิลปินอีกกว่า 20 รายให้กับนโยบายทีมชัชชาติ ที่คนกรุงเทพฯ ได้เห็นผลงานผ่านบิลบอร์ดบริเวณทางด่วนและพื้นที่สยามสแควร์มาแล้ว

    ล่าสุดเขายังได้ออกแบบ Key Visual ให้กับงาน MunMun happening Art Fest ในรอบเดือนตุลาคมอีกด้วย ทีม happening จึงถือโอกาสนี้ชวนเขามาพูดคุยถึงชีวิต และ มุมมองความคิดในฐานะนักออกแบบตามสั่ง ผู้ควบตำแหน่งศิลปินสุดอิสระที่เปิดกว้างให้งานภาพประกอบค่อยๆ เติบโตไปพร้อมกับตัวเขา

    "ผมโตมากับการ์ตูนญี่ปุ่น พวกดราก้อนบอล เซนต์เซย์ย่า สแลมดังก์ และเกมฟามิคอม จะมีแค่สองอย่างนี้ที่อยู่ในชีวิตเรามาตลอด เราเริ่มจากการวาดตาม วาดในสมุดเรียนที่เหลืออยู่บ้าง วาดตามขอบสมุดบ้าง จนวันหนึ่งเราก็เริ่มวาดลงกระดาษ A4 มันเป็นครั้งแรกที่เราจริงจังกับการวาดรูป เราอยากลงสีตัดเส้นให้สวยๆ เริ่มวาดการ์ตูนเป็นเรื่อง แล้วก็ให้เพื่อนๆ อ่าน จนช่วงประถม เรามีโอกาสได้ไปแข่งประกวดวาดรูป ในฐานะตัวแทนของโรงเรียน เป็นครั้งแรกที่เรารู้สึกว่า เราทำสิ่งนี้ได้ดีกว่าอย่างอื่น จากนั้นการวาดรูปก็กลายเป็นงานอดิเรกของผมมาเรื่อยๆ"

    แม้จะเลือกเรียนด้านวิทย์คณิตมาตลอดตามค่านิยมในยุคนั้น แต่หลังจากหาข้อมูลอยู่นาน เขาก็ตัดสินใจเข้าเรียนในสาขาวิชานิเทศศิลป์ คณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง การเรียนในรั้วมหาวิทยาลัยทำให้เขามองเห็นความเป็นไปได้ใหม่ๆ และได้เรียนรู้สิ่งที่ชอบและไม่ชอบ โดยเฉพาะการทำแพ็กเกจจิ้งที่อาจไม่ใช่ทางของเขานัก ขณะที่การจัดหน้าหนังสือและงานกราฟิกดีไซน์กลับเป็นสิ่งที่เขาสนุกในการทำพอๆ กับการวาดรูป

    เมื่อเรียนจบ บิ๊กก็ก้าวมาสู่การเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ ผู้อยู่เบื้องหลังในการทำนิตยสาร เธอกับฉัน และนั่นก็เป็นครั้งแรกที่ภาพประกอบของเขาได้ออกสู่สายตาของผู้คนเช่นกัน

    "มันเป็นโอกาสที่เข้ามาพอดีในช่วงเรากำลังจะเรียนจบ พอดีมีพี่ที่เป็นเจ้าของแมกกาซีน เขาแนะนำให้เราลองสมัครดู เราไม่ได้มีความรู้ในสายนี้มากนัก ซึ่งการทำงานนิตยสารถือเป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ เพราะนอกจากการออกแบบ เราต้องทำงานกับโรงพิมพ์ หน้าแท่น เช็กปรู๊ฟ ตรวจสีด้วย และเป็นช่วงที่งานวาดของเราได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของหน้าหนังสือด้วย"

    หลังจากนั้น เขาก็ค่อยๆ ฟอร์มทีมกับเพื่อนรอบตัวจนเกิดเป็นสตูดิโอที่เปิดรับงานออกแบบครบวงจร ชื่อว่า Graphic Sundae 

    "ช่วงหลังกระแสการทำสื่อออนไลน์เริ่มมา ทางนิตยสารก็ค่อยๆ ปิดตัวลง ผมจึงออกมาเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ฟรีแลนซ์ครับ ประกอบกับเพื่อนๆ ก็เริ่มอิ่มตัวกับงานประจำ ก็คิดว่า ทำไมเราไม่เปิดบริษัทด้วยกันเองล่ะ ตอนนั้นเราเริ่มพอมีลูกค้าในมืออยู่บ้าง หลังจากนั้นก็เกิดการบอกต่อกัน ช่วงแรกงานที่เข้ามาจะเป็นสิ่งพิมพ์ แล้วค่อยๆ ขยับมาสู่งานออนไลน์"

    ในระหว่างรับงานในฐานะนักออกแบบตามสั่ง ตัวเขาก็ใช้เวลาว่างสนุกไปกับการวาดรูปเล่น โดยมีเพจชื่อเดียวกับชื่อศิลปินอย่าง abigburger เป็นพื้นที่ในการแสดงงานเล็กๆ ให้คนได้แวะเวียนมาติดตาม จนวันหนึ่งบทบาทการเป็นศิลปินก็ก่อตัวขึ้นในงาน Bangkok Illustration Fair เมื่อปี 2021 ซึ่งเขาได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งใน BKKIF Artists ในปีนั้น

    "ก่อนหน้านี้ ผมมองรูปที่วาดเป็นแค่ความสนุกหลังเลิกงาน หรือตอนที่เราวาดภาพประกอบในนิตยสาร เราก็ภูมิใจนะครับ แต่อีกมุมผมก็มองว่า นี่เป็นแค่เอเลเมนต์หนึ่ง ไม่ได้เป็นงานที่เล่าเรื่องอะไรด้วยตัวเองขนาดนั้น จุดเปลี่ยน คือการสมัครมางาน Bangkok Illustration Fair เมื่อปีแรก พอดีแฟนผมถามว่า 'ลองส่งดูไหม' ที่ผ่านมา เราไม่เคยได้เดบิวซ์ในฐานะนักวาดเลย ปีนั้นเรามีโอกาสได้ทำงาน Reviewer หลายรายที่เป็นแบรนด์และองค์กรต่างๆ เป็นก้าวแรกที่ได้ทำงานในฐานะนักวาดเต็มตัวครับ"

    บทบาทการเป็นศิลปินนักวาดไม่เพียงเปิดให้เขาได้ทดลองทำงานกับคนใหม่ๆ แต่มันทำให้เขาได้เห็นตัวเองในฐานะนักวาดชัดเจนขึ้นอีกด้วย

    "ผมไม่อยากสโคปตัวเองว่า เราต้องวาดแนวนี้เท่านั้น ส่วนตัวเป็นคนขี้เบื่อ ไม่อยากวาดคอสตูมเดิม ทรงผมเดิม ถ้าวาดผู้หญิงคนเดิม เราก็อยากเปลี่ยนทรงผมสีผม เปลี่ยนตำแหน่งรอยสัก เราแค่ชอบวาดรูปแบบนี้ ในช่วงเวลานี้ ด้วยความที่เราเติบโตมาจากสายที่ต้องทำงานกับลูกค้าอยู่แล้ว ผมสนุกกับการได้ทำตามโจทย์ และมีความหลากหลาย ก็คิดว่า งานของเราน่าจะเติบโตไปในทิศทางที่สามารถทำงานร่วมกับแบรนด์ได้ เราจึงวางแนวทางในฐานะนักวาดที่สามารถทำงานร่วมกับทุกแบรนด์ได้ เราไม่ได้มีคาแรกเตอร์ของตัวเอง ไม่ได้มีแบรนด์ดิ้งของตัวเอง แต่ใช้ลายเส้นของเราเล่าเรื่องของคนอื่น"

    "สิ่งที่เราสนใจในแต่ละช่วงวัย มันส่งผลให้ลายเส้นและมุมมองของเราให้เปลี่ยนไปเรื่อยๆ นะครับ เราเริ่มต้นจากการวาดการ์ตูนญี่ปุ่น พอเข้าสู่ช่วงมหาวิทยาลัย เราได้รู้จักกับงานของ เดวิด ฮิวจส์ (David Hughes) นักวาดภาพประกอบชาวอังกฤษ เขาจะชอบวาดรูปล้อเลียนด้วยลายเส้นยุ่งๆ มันมีความ Realistic กับ Surreal ปนๆ กันไป งานของเราก็ค่อยๆ เบนมาทางตะวันตก ผสมกับความเป็นญี่ปุ่นจากของเดิม เช่น กล้าม ปลายผมแหลมๆ จากมังงะ พอเรามาเจอศิลปินอีกคนหนึ่ง คือ มิสเตอร์บิงโก (Mr Bingo) เราชอบความหลุดโลก ความแปลกประหลาด และลายเส้นคลีนๆ ในงานของเขา เราก็ได้รับอิทธิพลในการคิดงานจากเขามา จนวันที่ไอแพดเกิดขึ้น มันเปลี่ยนวิธีการทำงานของเราไปเลย จากหน้ากระดาษ กระโดดมาเป็นงานดิจิทัลที่เราปรับแก้ได้ง่ายขึ้น เราก็เจอตัวเองในเวอร์ชันนี้ครับ"

    และเมื่อถามว่า abigburger ในวันนี้อยากสื่อสารเรื่องอะไร บิ๊กก็ตอบทันทีว่า "ทุกวันนี้ ผมชอบเล่าเรื่องชีวิตประจำวัน สมมติวันนี้เราขึ้นรถไฟฟ้า เราเห็นชีวิตของคนในนั้น เราก็จะจดไว้ว่า เราอยากวาดรูปคน มีเด็กปีนเก้าอี้ มีบางคนพาหมาขึ้นมาบนรถ หรือบางโมเมนต์ที่เราได้อยู่กับแฟน ทุกวันนี้ส่วนใหญ่ ผมจะวาดแค่ผู้ชาย ผู้หญิง หมาแมว ก่อนหน้านี้ ผมชอบวาดสัตว์แปลกๆ เช่น จระเข้ วอลรัส แต่พอวันนี้ ผมชอบวาดชีวิตทั่วๆ ไปมากขึ้น แล้วก็ใส่มุก กิมมิกเข้าไปในนั้นแทน"

    อย่างในงาน MunMun happening Art Fest ที่จัดในช่วงต้นเดือนตุลาคมที่ มันมัน ศรีนครินทร์ เขาก็ได้ออกแบบ Key Visual ภายใต้ธีม 'Playful Park Party' สวนแห่งความสนุกที่อุดมไปด้วยของน่ารักๆ ในอาร์ตมาร์เก็ต กิจกรรมเวิร์กช็อป และดนตรี เพื่อให้เป็น Public Space ให้ทุกคนมาสนุกร่วมกันได้

    จากคนเบื้องหลังที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ในสตูดิโอ เมื่อต้องก้าวมาเป็นศิลปินที่สปอตไลต์ส่องถึง บิ๊กยอมรับว่าเขาเองก็ต้องปรับตัวไม่น้อย แต่ขณะเดียวกัน ก็เป็นสิ่งใหม่ที่เขายังคงสนุกกับการเรียนรู้ในทุกๆ วัน

    "อย่างหนังสือ STROKE FIGHTER ทุ่มสุดตัว เพื่อผัวที่รัก รีวอร์ดจากงาน BKKIF ที่เราได้ทำกับสำนักพิมพ์ Avocado Books มันเป็นครั้งแรกที่ได้ทำภาพประกอบเต็มตัวและมีเครดิตเป็นชื่อเรา หรืออย่างตอนไปออกงาน BKKIF เคยมีคนมาขอลายเซ็นของเราด้วย มันเป็นความรู้สึกแปลกใหม่มากครับ ผมเคยคิดว่าตัวเองอาจจะเหมาะกับการทำงานเบื้องหลังมากกว่า เพราะเป็นเซฟโซนเล็กๆ ที่เราไม่ต้องเผชิญหน้ากับใคร แต่พอทำงานในฐานะศิลปิน เราก็พบว่า เรานั่งวาดรูปเงียบๆ อย่างเดียวไม่ได้แล้ว เราต้องออกไปพรีเซนต์ตัวเองด้วย เราต้องอธิบายสิ่งต่างๆ ที่อยู่ข้างหลังงานของเราให้ได้ รวมถึงการได้ออกมาเจอคนที่ชอบงานเราด้วยครับ มันต่างจากตอนทำงานเบื้องหลัง เราอธิบายให้ลูกค้าฟังเท่านั้นเอง" เขาพูดพลางหัวเราะ

    "อ๋อ อีกเรื่องคือ เรายังอ่อนประสบการณ์ในการออกบูทมาก เราเห็นน้องๆ ศิลปินมืออาชีพกันมาก แต่ละคนจัดบูทกันเก่งๆ ทั้งนั้น ส่วนเราเป็นมือใหม่ ที่ผ่านมาเราทำงานในระบบดิจิทัล เสร็จแล้วก็ส่งงาน ยังไม่ถนัดทำสินค้าเท่าไหร่ เพิ่งจะมาเริ่มทำได้ไม่นานเองครับ เราต้องเรียนรู้เรื่องวัสดุ การหาร้านที่ถูกใจ อย่างโปสเตอร์แคนวาส เราเลือกใช้ผ้าเพราะมันจะได้ไม่ยับ แต่พอเห็นน้องๆ ทำโปสเตอร์แล้วใช้กระดาษแข็งดามไว้ในแพ็กเกจจิ้ง 'อ๋อ มันมีแบบนี้ด้วยเหรอ' เราได้คำแนะนำจากน้องๆ เยอะเลย เพราะเวลาออกบูทคงจะขายแค่ภาพวาดไม่ได้ เราก็ต้องมองหาสินค้าที่เหมาะกับคนทั่วไปด้วยเหมือนกัน"

    แม้จะมีประสบการณ์ทำงานในฐานะนักออกแบบมานานกว่า 10 ปี แต่การก้าวมาสู่โลกของนักวาดในวัย 40 ปี ทำให้เขามีมุมมองในการทำงานและความสัมพันธ์ในชีวิตเปลี่ยนไป เขาในวัยนี้ไม่ได้มองว่า ตัวเองต้องเติบโตอย่างก้าวกระโดด ต้องมีนิทรรศการเดี่ยวของตัวเองในฐานะศิลปิน แต่หวังว่าจะได้ทำงานร่วมกับลูกค้าเยอะขึ้นเท่านั้นเอง

    "พอเข้าสู่วัย 40 ปี มุมมองการใช้ชีวิตของผมมันก็เปลี่ยนไปครับ ถ้าเป็นเราในวัย 30 ต้นๆ คงอยากจะมีนิทรรศการเดี่ยวของตัวเองสักครั้ง แต่ตอนนี้เราเพิ่งเริ่มทำงานในฐานะศิลปินเอง เป้าหมายของเราคือ การค่อยๆ เติบโตครับ ถ้ามีงานไหนที่ลูกค้าให้เราช่วยอะไรได้ เราก็ยินดีครับ เราอยากทำงานกับลูกค้าเยอะๆ ในพาร์ทงานส่วนตัวยังคงเป็นเหมือนเดิม คือ การวาดรูปเล่น วาดอะไรที่เราอยากวาด ตามสไตล์คนขี้เบื่อ แล้วก็อยากลองวาดรูปบนเฟรมผ้าใบใหญ่ๆ ดูครับ เพราะพอเรากระโดดมาฝั่งดิจิทัล เราก็ไม่ได้ทำเลย แต่เรายังไม่มีโอกาสได้ทำเลยครับ เพราะเราทำงานกราฟิกด้วย เราก็เลยไม่ได้เป็นศิลปินเต็มตัวสักที ต้องทำงานลูกค้าก่อน" เสียงหัวเราะดังขึ้นปิดท้ายบทสนทนา

    การสนทนากับศิลปินมากประสบการณ์คนนี้ก็พาให้เราเห็นว่าบางครั้งเป้าหมายอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่ ขอแค่ได้เป็นนักออกแบบตามสั่งที่ยังมีเวลาวาดรูปต่อไป และมีบางวันที่รูปของเขาสามารถบอกเล่าเรื่องราวของใครบางคนได้เท่านั้นเอง

Favorite Something
  •   -
  •   -
  •   -
  •   -

นิษณาต นิลทองคำ

กองบรรณาธิการที่กำลังใช้ชีวิตอย่างสนุกสนาน ชอบคุยกับผู้คน ท้องฟ้า และเสียงดนตรี เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการฟังเพลง ที่บางทีก็ปล่อยให้เพลงฟังเรา

นภัส วิบูลย์พนธ์

ช่างภาพและนักประสานงานเจ้าระเบียบที่อัพสกิลความละเอียดขึ้นทุกปี กำลังใช้เวลากับเพื่อนสนิทที่ชื่องานเขียนและภาพถ่ายไปพลางๆ ระหว่างรอแก่ไปเจอฝันเล็กจิ๋วอย่างการนั่งชมต้นไม้ในสวนหลังบ้านของตัวเองบนเก้าอี้โยกกับหมาซักหนึ่งตัว