MONTY : ศิลปินผู้โบกมือลางานประจำ มาเติมชีวิตเจ้าหนูนักปั่นและฝันที่อยากมีบ้านต้นไม้

    บางครั้งโลกอีกใบอาจไม่ได้อยู่ไกลออกไปไหน แต่อยู่บนกระดาษแผ่นหนึ่งที่เปิดพื้นที่ให้จินตนาการได้เดินทางอย่างอิสระ

    ม้อน–เอกอนันต์ ศิริฉัตรนุรักษ์ หรือ MONTY เป็นนักวาดภาพประกอบที่มีชื่อเล่นมาจากนักกอล์ฟในดวงใจของคุณพ่อ จากความหลงใหลในการ์ตูน โดยเฉพาะโลกสนุกๆ ของ Cartoon Network กลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้เขาสร้างเหล่าคาแรกเตอร์และสิ่งมีชีวิตที่มีทั้งความขี้เล่น แปลกตา และสีสันเหนือจินตนาการ โดยหยิบเรื่องราวจากความทรงจำและสิ่งเล็กๆ ที่พบเจอในชีวิตประจำวันมาผสมเข้าด้วยกัน จนเกิดเป็นโลกกึ่งจริงกึ่งฝันที่มีลายเซ็นของตัวเอง

    เขาเป็นศิลปินที่ไม่ได้จำกัดตัวเองไว้เพียงภาพวาด แต่ยังขยับไปสำรวจทั้งแอนิเมชัน ของเล่น และเทคนิคการทำงานรูปแบบใหม่ๆ เปลี่ยนเฟรมกระดาษให้กลายเป็นพื้นที่ทดลองที่เปิดโอกาสให้คาแรกเตอร์หน้าใหม่และเรื่องราวใหม่ๆ เกิดขึ้นอยู่เสมอ โดยเขาเป็นหนึ่งในศิลปินที่มาร่วมจัดแสดงในงาน Bangkok Illustration Fair ตั้งแต่ปี 2024 และพัฒนางานอย่างต่อเนื่อง จนได้เดินทางไปออกบูทที่ Kuala Lumpur Illustration Fair (KLIF) ซึ่งกลายเป็นอีกพื้นที่ที่ทำให้เขาได้พบผู้คนและมุมมองใหม่ๆ กลับมาต่อยอดการทำงานของตัวเอง

    ปัจจุบันเขาทำงานเป็นนักวาดภาพประกอบและกราฟิกดีไซเนอร์ฟรีแลนซ์ควบคู่ไปกับการสอนศิลปะ โดยรับติวให้นักเรียนที่สนใจสอบเข้ามหาวิทยาลัย แม้จะเคยก้าวไปสู่ชีวิตของพนักงานประจำมาแล้ว และเป็นช่วงเวลาที่เขาได้เรียนรู้ระบบการทำงานและวิธีจัดการกับงานอย่างจริงจัง แต่เสียงในหัวกลับชัดเจนขึ้นว่า จริงๆ แล้วตัวเขายังรักในการวาดรูปอยู่ และนั่นเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาตัดสินใจกลับมาทำงานฟรีแลนซ์อีกครั้ง และเปลี่ยนห้องนอนให้เป็นฐานทัพลับในการสร้างมอนสเตอร์มากมายที่ได้แรงบันดาลใจมาจากสิ่งรอบตัว

    ในบทสนทนาครั้งนี้ เราจะพาคุณไปเปิดฐานทัพลับของศิลปินคนนี้ว่า โลกหลังประตูของเขาอุดมไปด้วยเรื่องราวแบบไหน เปิดเปลือยตัวตน ทัศนคติ ไปจนถึงภาพสัตว์ประหลาดบนหน้ากระดาษที่อาจครอบครองหัวใจคุณโดยไม่ทันตั้งตัว

เพื่อนสัตว์ประหลาดของนักทดลองตัวน้อย

    ภาพวาดสัตว์ประหลาดตัวขีดๆ หน้าตาบิดเบี้ยว บนหน้ากระดาษ เป็นผลงานชิ้นเล็กๆ ตามประสาของเด็กวัยสองสามขวบ ม้อนเล่าว่า ตัวเขามักใช้เวลาว่างไปกับการวาดรูป แม้จะรู้ว่ามันไม่สวยตามแบบพิมพ์นิยม แต่เขาในวัยนั้นก็ไม่ได้ใส่ใจและทำต่อไปด้วยความสนุก

    "ผมมีรูปวาดที่คุณพ่อเก็บไว้ เขาจะเขียนวันที่กำกับไว้ให้ด้วย เราวาดมาเรื่อยๆ ด้วยความสนุก ไม่ได้มองว่ามันสวยหรือไม่สวยครับ"

    พอโตมาอีกนิด ความชอบก็ค่อยๆ ก่อตัวเป็นความจริง ช่วงมัธยมเขาตัดสินใจเข้าเรียนด้านทัศนศิลป์ของโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร แม้ก่อนหน้านั้นจะเคยมีความฝันอีกแบบหนึ่ง เพราะได้รับแรงบันดาลใจจากการ์ตูนอย่าง Dexter's Laboratory และ Phineas and Ferb จนเคยจินตนาการว่าอยากเป็นนักประดิษฐ์ มีห้องทดลองเป็นของตัวเอง และสร้างสิ่งประดิษฐ์เจ๋งๆ ขึ้นมา

    "จริงๆ ผมอยากเรียนสายวิทย์ด้วยนะ ตอนนั้นเราอยากมีห้องทดลอง อยากเป็นนักประดิษฐ์ของสนุกๆ เหมือนในการ์ตูน แต่พอเราเรียนวิทย์จริงๆ มันไม่ได้เป็นแบบนั้น สุดท้ายผมก็เรียนต่อสายศิลป์ ด้านวิชวลอาร์ตครับ ตอนนั้นผมชอบวิชาดีไซน์กับเพ้นต์ติ้ง สมัยนั้นมีค่านิยมว่า ใครที่วาดภาพเหมือนจริง (Realistic) จะถูกมองว่าเป็นคนเก่ง ผมก็พยายามทำงานเหมือนจริงเยอะมากครับ แต่มันก็ยังออกมาไม่ดีเท่าไหร่ ระหว่างนั้น เราก็ยังวาดการ์ตูนของเราไปด้วย จนมีอาจารย์มาถามว่า 'ทำไมไม่ลองวาดการ์ตูนลงบนแคนวาสดูบ้างล่ะ' เอาจริงๆ ตอนนั้นผมก็ยังไม่มีความกล้าขนาดนั้น"

    แม้ม้อนจะเอ่ยปากว่า เขายังไม่สามารถทำตามที่ใจคิดได้ แต่คำถามนั้นก็จุดประกายความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้กับเส้นทางในการวาดรูปของเขา และพาเขาเข้ามาสู่รั้วคณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ในภาควิชานิเทศศิลป์

    "ตอนนั้นผมอยากหนีจากการวาดเรียลลิสติก พอจะต้องเข้ามหาวิทยาลัยก็พยายามหาข้อมูลดูจนเจอคณะนี้ เราคิดว่าตัวเองน่าจะได้วาดการ์ตูนหรือลายเส้นที่มันตัดทอนลง แต่พอเข้าไปเราแทบไม่ได้วาดรูปเลย นอกจากวิชาวาดรูปพื้นฐาน ส่วนใหญ่เราจะได้เรียนด้านการดีไซน์เป็นหลัก ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ดีนะครับ เพราะมันเปิดกว้างมาก เราอยากลองทำอะไร อยากเอางานวาดไปเป็นส่วนประกอบก็ทำได้เลย"

    และการเรียนในรั้วมหาวิทยาลัยนั้นก็เปิดพื้นที่ให้เขาได้ทดลองสิ่งต่างๆ อย่างกว้างขวาง และทำให้รู้ว่างานวาดสามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของงานออกแบบได้หลายรูปแบบ ปัจจุบันเขาทำงานเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ฟรีแลนซ์และติวศิลปะให้กับเด็กที่สนใจสอบเข้ามหาวิทยาลัย

    และเมื่อถามถึงประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา เขาก็เล่าให้ฟังว่า "ช่วงที่จบใหม่ๆ ผมทำงานฟรีแลนซ์มาได้เกือบปีครับ จนมีช่วงหนึ่ง ผมเริ่มไม่ค่อยสบาย เพราะทำงานเยอะ อยู่ดีๆ ก็รู้สึกว่า เราต้องหางานประจำทำแล้วนะ ก็เลยมีโอกาสได้ทำงานให้กับแบรนด์หนึ่งอยู่พักใหญ่ แต่สุดท้ายก็พบว่า จริงๆ เราชอบวาดรูปมากกว่า การทำงานประจำ ทำให้เราไม่มีเวลาได้วาดรูปเลย แต่มันก็เป็นช่วงเวลาที่เราได้รู้จักวิธีการทำงานอย่างเป็นระบบมากขึ้นครับ ผมพบว่าตัวเองมีประสบการณ์มากขึ้น ทำงานต่างๆ ด้วยมุมมองที่มันจริงจังและเป็นระบบมากขึ้น"

นักวาดไร้นิยาม ผู้ไม่มีคำจำกัดความลายเส้นของตัวเอง

    สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจในงานของม้อนคือ เขาไม่ได้พยายามสร้างลายเส้นประจำตัวให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น ตรงกันข้าม เขากลับสนุกกับการที่ลายเส้นของตัวเองและรูปแบบผลงานเปลี่ยนไปเรื่อยๆ

    "ด้วยความที่ผมชอบวาดรูปหลายๆ แบบ ไม่ได้มีลายเส้นตายตัวขนาดนั้น เวลาเราหยุดวาดไปพักหนึ่ง พอกลับมาวาดใหม่ ลายเส้นของเราก็จะเปลี่ยนไป สนุกดีครับ เหมือนเราได้เห็นตัวเองในหลายๆ แบบ หรืออย่างตอนทำงานในวิชาแบรนด์ดิ้ง อาจารย์ให้โจทย์เป็นการเอาแบรนด์ที่มีอยู่แล้วมาแตกไลน์ เปิดธุรกิจใหม่ ตอนนั้นผมเลือกเอาบาบีคิวพลาซ่ามาเปิดอิซากายะ แล้วก็ปั้นงาน 3D ด้วย เป็นครั้งแรกที่เราได้ลองปั้น 3D ด้วยตัวเอง มันสนุกมาก แต่ก็เหนื่อยมากเหมือนกัน งานนั้นทำให้เรารู้ว่า เราชอบทดลองทำอะไรใหม่ๆ จริงๆ

    "หรืออย่างตอนโปรเจกต์จบ ผมอยากทำงาน 3D มากๆ คือบอกอาจารย์ที่ปรึกษาไว้ตั้งแต่แรกเลยว่า เราอยากปั้น 3D ในหัวข้ออะไรก็ได้ สุดท้ายอาจารย์ก็ส่งรูปอวัยวะที่ติดเชื้อมาให้ดู แล้วก็บอกว่า ประเด็นนี้น่าสนใจ น่าจะให้ความรู้คนอื่นได้ด้วย เราก็โอเค เพราะชอบวาดคาแรกเตอร์จากเรื่องต่างๆ อยู่แล้ว"

    ฟังดูเหมือนว่า การวาดรูปสำหรับม้อนไม่ได้มีสูตรสำเร็จตายตัว ขอแค่ได้ทดลองทำสิ่งใหม่ๆ และปล่อยให้สิ่งที่อยู่ในหัวค่อยๆ ปรากฏออกมาด้วยความสนุกก็พอแล้ว

    ไม่เพียงแต่ลายเส้นหรือรูปแบบการทำงาน แต่การใช้สีก็เช่นกัน ถ้าสังเกตดูผลงานของเขา ในช่วงแรกมักจะเป็นภาพขาวดำ มีการใช้สีหนึ่งถึงสองสีแต้มไปบางจุดของภาพ ในฐานะผู้ชมอาจจะรู้สึกถูกใจงานของเขาไม่น้อย แต่สำหรับนักวาดที่ใช้เวลาอยู่กับผลงานทั้งวัน เขากลับรู้สึกว่า งานเหล่านี้ดูน่าเบื่อและไม่ได้สะท้อนความเป็นตัวเองมากนัก

    "เอาจริงๆ ผมเป็นคนขี้อายมากครับ ไม่ค่อยกล้าจะใช้สีที่ตัวเองชอบขนาดนั้น ชอบกังวลว่าสีที่เราเลือกจะโอเคหรือยัง งานช่วงแรกก็เลยใช้แค่สีขาวดำ แล้วแต้มสีเพิ่มไปอีกนิดหน่อย พอวันหนึ่งมันก็เบื่อ เพราะเวลาทำงานเสร็จ ผมจะแขวนมันไว้บนบ้าน ใช้เวลาอยู่กับมันสักพัก ออกไปข้างนอก กลับมามองมัน แล้วถามตัวเองว่า เรารู้สึกยังไงกับมันบ้าง เราพบว่า ทำไมงานของเราเศร้ามากเลย ก็เลยลองค่อยๆ เติมสีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งช่วงหลังผมเริ่มจากการวาดแยกเป็นชิ้นๆ ด้วย แล้วค่อยเอาแต่ละส่วนมาประกอบร่างกัน เวลาวาดหนึ่งชิ้น มันดูไม่ได้ใช้สีเยอะมาก แต่พอเอามารวมกัน สีสันมันดูเยอะขึ้น"

    นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเติมสีเข้าไปทีละน้อย จากหนึ่งสีเป็นสองสี จากสองสีค่อย ๆ เพิ่มขึ้น จนกลายเป็นงานที่มีสีสันมากขึ้นในปัจจุบัน

กองทัพมอนสเตอร์ที่เกิดจากการมองเห็นสิ่งรอบตัว

    ในฐานะนักวาดที่สนุกกับการสร้างคาแรกเตอร์ ม้อนเล่าว่า เขาไม่ได้มีคาแรกเตอร์หลักที่ใช้เป็นตัวแทนของตัวเองอย่างชัดเจน แต่ชอบสร้างตัวละครใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆ โดยมีจุดเริ่มต้นจากสิ่งที่พบเจอในชีวิตประจำวัน อย่าง 'หนูนักปั่น' ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากนักปั่นจักรยานในสวนหลวง ร.9 ในยามเช้า แต่กลายเป็นว่า คนรอบตัวกลับบอกว่าหนูตัวนี้มีหน้าตาและบุคลิกคล้ายเจ้าตัวเสียอย่างนั้น

    "งานของผมในตอนนี้มักจะเล่าเรื่องทั่วๆ ไปในชีวิตประจำวัน ผ่านคาแรกเตอร์หลายๆ ตัว ผมไม่มีคาแรกเตอร์หลัก เพราะชอบวาดตัวใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆ อย่าง หนูนักปั่น ก็ได้ไอเดียมาจากนักปั่นจักรยานในสวนหลวง ร.9 เพราะหลังเขาโก่งๆ เหมือนหนู แต่พอวาดออกมาแล้ว มีแต่คนบอกว่าตัวนี้เหมือนผม (หัวเราะ) จริงๆ ก่อนหน้านี้ก็คิดเหมือนกันว่า อยากมีคาแรกเตอร์ที่เป็นตัวแทนของเราบ้าง แต่พอลองวาดจริงๆ เหมือนเรากำดินสอแน่นเกิน มันไม่ยอมออกมา พอหลังๆ เราก็ปล่อยใจ อยากวาดอะไรก็วาด น่าจะดีกว่า"

    บางตัวเกิดจากความทรงจำ บางตัวเกิดจากสิ่งที่เห็น และบางตัวก็เกิดจากเรื่องเล็กๆ ที่อาจไม่มีใครสังเกต อย่างภาพฝันร้ายของหนู ใครจะรู้ว่า นั่นเป็นบันทึกเล็กๆ ที่เขาอยากเก็บภาพแมวของตัวเองที่จากไป ขณะที่ภาพบ้านต้นไม้หลังใหญ่ เป็นการผสมผสานกันระหว่างความฝันในวัยเด็กและภาพผู้คนที่เขาพบเห็นยามค่ำคืนในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

    "ผมเคยเลี้ยงแมวสีดำ มีวันหนึ่งผมเห็นมันคาบหนูมา ก็คิดเล่นๆ ว่ามันคงจะกลายเป็นฝันร้ายของหนู แต่ตอนนี้มันตายไปแล้ว ก็เลยอยากวาดมันเก็บไว้ แต่ตอนนี้ก็ยังพยายามหาวิธีวาดที่ไม่ทำให้มันเซนซิทีฟเกินไปครับ หรืออย่างภาพต้นไม้ใหญ่ ส่วนตัวผมชอบพื้นที่ปลอดภัยในเรื่องต่างๆ อย่าง บักส์ บันนี (Bugs Bunny) จะมีบ้านใต้ดินเป็นหลุมหลบภัย หรือ รหัสลับเด็กข้างบ้าน (Codename: Kids Next Door) ที่มีบ้านต้นไม้เป็นฐานบัญชาการ ประกอบกับตอนเด็กๆ เราฝันอยากมีบ้านต้นไม้มาก ก็เป็นอีกงานที่เราเปลี่ยนวิธีการทำงาน จากที่วาดไปเรื่อยๆ เราก็ลองเอาเรื่องราวมาผูกกันเป็นภาพในหัวก่อนจะวาดออกมา"

    ล่าสุด เขาได้ออกแบบ Key Visual ให้กับงาน Thonburi Art Fest ภายใต้ธีม Becoming, Become More ธนบุรีเป็นได้มากกว่าที่คิด เป็นการหยิบจับเสน่ห์ของร้านค้าเก่า ของใช้ในชีวิตประจำวัน และบรรยากาศของย่านเมืองเก่าที่ยังคงมีชีวิต มาตีความให้ร่วมสมัยมากขึ้น ผ่านลายเส้นและการออกแบบคาแรกเตอร์เฉพาะตัวในแบบฉบับของ MONTY

การเดินทางของนักทดลองสุดอินโทรเวิร์ด

    แม้จะเอ่ยปากว่าเป็นคนเก็บตัว แต่ม้อนก็สนุกกับการออกเดินทางไปพบปะผู้คนผ่านการออกบูทเช่นกัน

    "ผมมีโอกาสได้ไปออกบูทต่างประเทศครั้งแรก ในงาน Kuala Lumpur Illustration Fair เมื่อปี 2024 เพราะได้รีวอร์ดจากงาน BKKIF จำได้ว่าคนที่นู่นน่ารักมากเลย ปกติผมจะชอบถ่ายรูปคนที่ซื้องานเราเก็บไว้ พอกลับไปอีกปี มีคนเก่าๆ กลับมาหา มาซื้องานเราอีก ตอนนั้นมันดีใจมาก จะร้องไห้เลยครับ เอาจริงๆ ผมชอบไปงานแล้วก็ออกไปเดินเล่นดูบูทคนอื่นนะ เพราะเวลาอยู่บูทจะไม่ค่อยมีลูกค้า แต่พอลุกทีไรจะมีคนมาดูงานทุกที ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน" เขาเล่าพร้อมเสียงหัวเราะเบาๆ เมื่อนึกถึงประสบการณ์ในครั้งนั้น

    "ผมเป็นคนอินโทรเวิร์ดมากๆ ครับ เวลาไปออกบูทครั้งหนึ่ง มันต้องใช้พลังงานเยอะเลย แต่การได้เห็นมุมมองใหม่ๆ จากคนอื่น มันช่วยต่อยอดงานของผมได้ เพราะถ้าผมอยู่คนเดียว ไม่ได้ออกไปไหนเลย งานก็คงไม่พัฒนาขึ้น"

    บางครั้งการได้พบเจอกับผู้ชมและคนที่เคยซื้อผลงานของเราไป ก็กลายเป็นประสบการณ์ล้ำค่าที่ศิลปินคนหนึ่งเก็บไว้เติมไฟในวันที่ใจหมดแรงได้เช่นกัน

    เมื่อถามถึงเป้าหมายในอนาคต คำตอบของเขาไม่ได้ซับซ้อนนัก เขาไม่ได้บอกว่าอยากมีชื่อเสียงมากแค่ไหน หรืออยากทำงานร่วมกับใครเป็นพิเศษ เขาเพียงแค่อยากเป็นคนที่ได้ทำอะไรใหม่ๆ ต่อไปเรื่อยๆ

    "ผมมีความเชื่อว่า 'ทุกอย่างมีทางไปต่อได้ ขอแค่ลองทำดูก่อน' ตอนทำงานประจำ มีพี่คนหนึ่งทำให้ความคิดนี้ของผมชัดขึ้นมาก ผมเห็นเขาทำตำแหน่งคนดูแลเว็บไซต์ แต่ก็เห็นเขาเช็กสต็อกและทำงานในส่วนอื่นๆ ไปด้วย เขาทำหลายอย่างมาก เหมือนทั้งแบรนด์นั้นถูกขับเคลื่อนด้วยเขาคนเดียว พอมีโอกาสได้กินข้าวกับเขา พี่เขาก็บอกเราว่า อะไรที่เราคิดว่าทำไม่ได้ เราก็จะทำไม่ได้ แต่ถ้า อะไรที่เราคิดว่าทำได้ แล้วลงมือทำ วันหนึ่งเราก็จะทำมันได้ดี มันทำให้การทำงานที่ผ่านมาของเรา ไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรยากจนไม่ไหวครับ ขอแค่ทำมันต่อไป ได้ทำอะไรใหม่ๆ อยู่เรื่อยๆ ก็มีความสุขแล้ว…"

    และถ้าถามว่า ในวัย 25 นี้เขาให้ความสำคัญกับอะไร คำตอบคือ งาน และ มุมมองที่ตัวเองมีต่อเรื่องรอบตัว

    "ผมคิดว่าวัยนี้ ผมให้ความสำคัญกับการทำงานครับ ขณะเดียวกัน การทำงานก็ทำให้เราได้เห็นมุมมองใหม่ๆ ของตัวเองด้วย ผมชอบรีเช็คกับตัวเองอยู่บ่อยๆ ว่า เรากำลังทำอะไรอยู่ เรารู้ตัวไหม มันเป็นสิ่งที่ผมได้มาจากคุณพ่อเยอะเลยครับ เพราะพ่อมักจะสอนเรื่องธรรมะต่างๆ อ๋อ เรื่องสุดท้ายคือ การพักผ่อนครับ อันนี้เป็นปัญหามากๆ ผมเป็นคนต้องนอนให้ครบชั่วโมง ถ้าไม่ครบ ร่างกายผมจะไม่ตื่นเลย กำลังพยายามแก้มันอยู่ครับ" เสียงหัวเราะและรอยยิ้มปรากฎขึ้น แม้นักทดลองตัวน้อยจะเติบโตขึ้นแค่ไหน แต่ความเป็นเด็กในตัวเขายังถูกเก็บไว้เป็นอย่างดี

    จากเด็กที่เคยวาดสัตว์ประหลาดตัวขีด ๆ เพราะแค่อยากวาด จากคนที่เคยพยายามวาดภาพเหมือนจริงเพราะคิดว่านั่นคือสิ่งที่คนเก่งควรทำ จนมาถึงวันนี้ที่เขาเลือกจะปล่อยให้ตัวเองวาดในแบบที่สนุกกว่าเดิม แม้วันนี้ม้อนจะยังไม่มีบ้านต้นไม้และไม่ได้เป็นนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องที่มีห้องทดลองลับขนาดใหญ่ แต่เขาก็กลายเป็นนักทดลองที่สนุกกับการทำงานใหม่ๆ และใช้ห้องนอนเล็กๆ เป็นฐานทัพลับ เพื่อผลิตมอนสเตอร์จากชีวิตของผู้คนมากมาย

    บางทีคำตอบของการเป็นศิลปินสำหรับ MONTY อาจไม่จำเป็นต้องชัดเจนไปกว่านี้ ...เพราะแค่ได้วาด ได้ทดลอง และได้เห็นตัวเองเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ก็น่าจะเพียงพอแล้ว

Favorite Something
  •   Get Out (2017), Black Mirror (2011), The Substance (2024)
  •   The Beatles, Foster the People, Olivia Rodrigo, Sabrina Carpenter
  •   Adam Grant - Original
  •   Benzilla, Steve Harrington

นิษณาต นิลทองคำ

กองบรรณาธิการที่กำลังใช้ชีวิตอย่างสนุกสนาน ชอบคุยกับผู้คน ท้องฟ้า และเสียงดนตรี เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการฟังเพลง ที่บางทีก็ปล่อยให้เพลงฟังเรา

นภัส วิบูลย์พนธ์

ช่างภาพและนักประสานงานเจ้าระเบียบที่อัพสกิลความละเอียดขึ้นทุกปี กำลังใช้เวลากับเพื่อนสนิทที่ชื่องานเขียนและภาพถ่ายไปพลางๆ ระหว่างรอแก่ไปเจอฝันเล็กจิ๋วอย่างการนั่งชมต้นไม้ในสวนหลังบ้านของตัวเองบนเก้าอี้โยกกับหมาซักหนึ่งตัว