บาส-นัฐวุฒิ พูนพิริยะ: จากเด็กเนิร์ดชอบดูหนัง สู่ผู้ชายที่อยากทำหนังไปตลอดชีวิต

    ชีวิตของ บาส-นัฐวุฒิ พูนพิริยะ ก็เหมือนกับการวิ่งมาราธอน เพียงแต่เป้าหมายไม่ใช่การเข้าเส้นชัย แต่เป็นการพิสูจน์ตัวเองในฐานะ 'ผู้กำกับภาพยนตร์'

    จากเด็กวัยรุ่นที่ชอบดูหนังเป็นชีวิตจิตใจ บาสหอบความฝันเดินทางข้ามซีกโลกไปถึงนิวยอร์ก ก่อนจะพบกับความจริงอันแสนโหดร้ายของสถานภาพทางการเงิน เขาตัดสินใจใช้เงินเก็บสร้างหนังสั้นเรื่อง 'Misbehavers' และฉายในงานนิทรรศการประจำปีของ Thai Artists Alliance of New York นำไปสู่การกำกับหนังเรื่องแรกในชีวิต 'เคาท์ดาวน์' (2012) ภาพยนตร์แนวระทึกขวัญที่เปลี่ยนภาพการเฉลิมฉลองคืนข้ามปีเป็นคืนไถ่บาป จนได้รับรางวัลสุพรรณหงส์ ครั้งที่ 22 สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม ลำดับภาพยอดเยี่ยม และบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

    ฟังดูเหมือนบาสจะทำตามฝันได้แล้ว แต่ในความเป็นจริงนั้น บาสต้องต่อสู้กับความผิดหวังจากตัวเองและคนรอบตัว เขาห่างหายจากวงการภาพยนตร์ไปพักใหญ่ ก่อนจะกลับมาอีกครั้ง พร้อมกับภาพยนตร์เรื่อง 'ฉลาดเกมส์โกง (ฺBad Genius)' ซึ่งฉายเมื่อปี 2017 และหยิบยกเรื่องชนชั้นมาเล่าผ่านการจารกรรมด้วยปากกาได้อย่างเจ็บแสบ จนได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ผู้กำกับยอดเยี่ยม บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และรางวัลอื่นๆ รวม 12 รางวัลบนเวทีสุพรรณหงส์ครั้งที่ 27 และยังได้รับรางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์ระดับโลกอย่างรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (Best Feature) จาก New York Asian Film Festival 2017 รวมถึง ฉลาดเกมส์โกง ยังเป็นภาพยนตร์ไทยที่ทำรายได้สูงสุดในต่างประเทศอีกด้วย

    มากไปกว่านั้น ฉลาดเกมส์โกง ยังเปิดโอกาสให้ชายหนุ่มได้ร่วมงานกับ หว่อง กาไว ผู้กำกับชื่อดังชาวฮ่องกง ในภาพยนตร์เรื่อง 'One For The Road' ที่เล่าถึงเรื่องราวการเดินทางครั้งสุดท้ายของคู่หูเพื่อนซี้ที่กลับมาเจอกัน ขณะที่หนึ่งในนั้นเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ซึ่งฉายครั้งแรกเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

    บาสไม่เพียงเป็นผู้กำกับหนังที่ชอบดูหนังเป็นชีวิตจิตใจ แต่เขายังเป็นนักสะสมโปสเตอร์หนังตัวยงอีกด้วย ล่าสุด เขาและหุ้นส่วนได้เปลี่ยนโฉมตึกสี่ชั้นย่านสุขุมวิท 31 ให้เป็นคาเฟ่และห้องจัดแสดงโปสเตอร์ที่ชื่อว่า FICS สำหรับให้คนรักหนังมาพบเจอกัน แลกเปลี่ยนความชอบ และเลือกซื้อโปสเตอร์หนังกลับไป

    บทสนทนาครั้งนี้จะพาทุกคนเปิดบันทึกภาพความฝันของผู้กำกับหนังที่รักการดูหนังเป็นชีวิตจิตใจ ที่อาจต่อเติมกำลังใจให้คนมีฝันไม่น้อยเลยทีเดียว

ชีวิตของคุณมีภาพยนตร์มาเป็นส่วนหนึ่งตั้งแต่เมื่อไหร่?

    เราโตมากับการเห็นอาม่าเปิดหนังจีน เห็นอาเจ็กดูหนังฝรั่งยุค 80s-90s เพราะมีญาติเปิดร้านเช่าวีดีโอ เราค่อยๆ ซึมซับการดูหนังในยุค 80s รู้ตัวอีกทีก็กลายเป็นฟิล์มเนิดไปแล้ว

อธิบายความเป็นฟิล์มเนิร์ดของคุณให้ฟังหน่อย?

    ช่วง ม.ต้น เพื่อนส่วนใหญ่จะชอบเตะบอล แต่เราชอบเข้าห้องสมุดอ่านบทวิจารณ์หนัง พอเสาร์อาทิตย์จะได้ดูหนังเรื่องนั้น มันเป็นช่วงเวลาที่เราโดนเพื่อนแกล้งบ่อยๆ ด้วย เราเลยหนีมาอยู่ในห้องสมุดเยอะขึ้น การอ่านงานวิจารณ์หนังมันเป็นทางที่ทำให้เราได้ออกห่างจากโลกความจริงที่โดนบูลลี่ได้ จำได้ว่าเราชอบอ่านจากนิตยสารที่คุณอีแร้ง (ยิ่งศักดิ์ โควสุรัตน์) เขียน แล้วก็มีนิตยาสารหนังและวิดีโออีกเยอะมาก มันทำให้เรารู้ว่า จริงๆ แล้วหนังมีมิติอื่นมากกว่าแค่จอสี่เหลี่ยม มันทำให้เรารู้สึกสนใจศาสตร์นี้มากขึ้น เนิร์ดไหม (หัวเราะ)

จากที่เคยชอบดูภาพยนตร์ นำไปสู่ความฝันที่อยากเป็นผู้กำกับได้อย่างไร?

    พอมาคิดดูแล้ว สิ่งที่ทำให้ผมมีความสุข คือ เวลาที่ป๊า-แม่กลับมาจากทำงาน แล้วผมบอกป๊าให้ดูหนังเรื่องหนึ่ง เพราะมันสนุกมาก แล้วเขาก็นั่งดูกัน เวลาที่เขาดูแล้วยิ้ม หัวเราะ หรือร้องไห้ในช่วงเวลาเดียวกับที่เราดู เราจะรู้สึกภูมิใจเหมือนเราเป็นผู้กำกับเอง การได้เรียนรู้เรื่องบางอย่างในช่วงเวลาสั้นๆ ที่ดูหนัง มันดีมากเลย

ชีวิตของคุณในวันที่รู้ตัวว่าชอบดูภาพยนตร์แล้ว เป็นอย่างไรต่อ?

    ตอนจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย ผมเห็นประกาศรับสมัครมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ คณะศิลปกรรม เอกการแสดงและกำกับการแสดง ก็คิดว่า 'เอาล่ะ กูเกิดมาเพื่อสิ่งนี้' ตอนสอบเราต้องเขียนบท monologue (บทพูดที่ถ่ายทอดโดยนักแสดงเพียงคนเดียว) และมาแสดงต่อหน้าคน 300-400 คน จากคนที่ไม่กล้าพูดหน้าห้อง มันเป็นครั้งแรกที่เราต้องพังกำแพงและเอาชนะตัวเองให้ได้ ปรากฎว่าเราสอบติด สัปดาห์แรกคุยกับรุ่นพี่ เขาถามว่าเข้ามาทำไมวะ เราตอบไปว่า 'ผมจะเป็นผู้กำกับหนังครับ' 'มึงไม่รู้เหรอว่าเขาสอนละครเวที' อ้าว ฉิบหายแล้วเรา (หัวเราะ)

    ตอนแรกก็ไม่ค่อยอินนะ แต่ 4 ปีในคณะมันทำให้ผมมองหนังเปลี่ยนไป จากที่เคยชอบความหวือหวา มุมกล้องเท่ๆ พอเล่นละครเวที มันทำให้เราสนใจตัวละครมากขึ้น อย่างเรื่อง 12 Angry Men (1957) ที่เป็นบทละครมาก่อน เราเคยดูตอนเด็กๆ แล้วจำอะไรไม่ได้เลย พอเราเรียนด้านละครเวทีแล้วกลับไปดู โห... ภายใต้ความเงียบนั้น ทำไมมันเสียงดังขนาดนี้นะ เขากำกับแอคติ้งแบบนี้ว่ะ ละครเวทีมันทำให้เราเจอขุมทองบางอย่างในภาพยนตร์

แล้วคุณก้าวเข้าสู่วงการภาพยนตร์ได้อย่างไร?

    เราเริ่มจากไปขอฝึกงานสายโฆษณา เพราะใกล้เคียงกับการทำภาพยนตร์ พอเรียนจบก็ได้เป็นผู้ช่วยผู้กำกับประมาณ 2-3 ปี ได้ลองทำหนังโฆษณาบ้าง แต่เราในวัย 20 กว่าปีรู้สึกว่ายังอยากทำภาพยนตร์อยู่ ประกอบกับแฟนจะไปเรียนต่อที่นิวยอร์ก เราเลยตัดสินใจไปด้วยกัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เราไม่มีเงิน พอไปถึงเราต้องทำงานหนักมากเพื่อหาเงินมาใช้ในแต่ละวัน ขณะที่มหาวิทยาลัย เองก็ต้องการเงินและเวลาในการทำโปรเจกต์ เราพยายามสู้อยู่ 2 ปี แต่ก็ต้องยอมแพ้ให้กับความเป็นจริงของสถานการณ์การเงิน

    พอเปลี่ยนใจจะกลับ เราได้อ่านบทสัมภาษณ์ของ ชอว์น อดัม เลวี เขาบอกว่า ถ้ามีเงินก็ไม่ต้องไปเรียน เอาเงินก้อนนั้นไปทำหนังเลย เราเลยคิดว่าทำวิธีนี้แล้วกัน พอดีมีแก๊งเพื่อนที่เป็นตากล้องอยู่แล้ว เลยรบกวนให้เขาช่วยถ่าย ก็เลยได้หนังสั้นหนึ่งเรื่องก่อนกลับไทย

เกิดอะไรขึ้นต่อจากนั้น?

    จำได้ว่า หนังเรื่องนั้นได้ฉายในงานอีเวนต์ของ happening กับที่โรงหนังเฮ้าส์ แล้วหมู ผู้กำกับ SuckSeed (ชยนพ บุญประกอบ) ดูหนังเสร็จแล้วชอบมาก เขาขอแผ่นไปให้พี่เก้ง (จิระ มะลิกุล) กับพี่วรรณ (วรรณฤดี พงษ์สิทธิศักดิ์) แล้วพี่แกก็ชอบเหมือนกัน เลยโทรตามผมกลับมาจากนิวยอร์ก ผมก็ทิ้งทุกอย่างแล้วกลับมา ตอนแรกคิดว่าจะอยู่อีกสักปีสองปี แต่มันก็เหนื่อยนะครับ เราเริ่มเห็นว่าปลายทางมันไกลจัง ในตอนนั้นผมก็จะ 30 แล้ว ในขณะที่เด็กรุ่นใหม่ที่อยู่ไทยทุกคนทำหนังกันแล้ว การเอาตัวเองไปเทียบกับคนอื่นมันแย่มาก มันทำให้เราจะยอมแพ้ แต่โชคดีที่เราตัดสินใจคว้าโอกาสครั้งนี้ แล้วหนังเรื่อง เคาท์ดาวน์ ก็เกิดขึ้นครับ

ความรู้สึกของคุณในวันที่ 'เคาท์ดาวน์' ออกฉายสู่สายตาผู้คนเป็นอย่างไร?

    นอกจากเคาท์ดาวน์แล้ว ผมก็ดาวน์ครับ (หัวเราะ) พูดแล้วจะร้องไห้ เราไปด้วยใจที่คาดหวังว่าหนังเรื่องนี้จะเปลี่ยนชีวิตเรา สำหรับผมในวัย 29 ปี มันเหมือนกับเราวิ่งตามบอลลูกนี้มาทั้งชีวิต เราหวังว่าจะเตะเข้าโกลแล้วทุกคนจะลุกขึ้นปรบมือในสนาม แต่พอเราเตะวืดแล้วคนโห่คนด่าเรา เราทำให้ทีมและโค้ชผิดหวัง มันช่างเจ็บปวดเหลือเกิน มันเป็นช่วงเวลา 3-4 เดือนที่ผมต้องต่อสู้กับตัวเองมากๆ ว่าเราใช้โอกาสนี้หมดไปหรือยังวะ ช่วงนั้นมีโอกาสได้ทำมิวสิกวิดีโอบ้าง มันเป็นประสบการณ์ที่สนุกมากและได้เรียนรู้อะไรเยอะมากเหมือนกันครับ

คุณเรียนรู้อะไรจากการทำงานในกองถ่ายมิวสิกวิดีโอบ้าง? เล่าให้ฟังหน่อย

     จากที่เคยเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง มีภาพในหัวชัด และต้องทำตามแพลนที่วางไว้เป๊ะๆ การทำเอ็มวีหรือโฆษณาสอนให้เราเอาลูกค้าเป็นที่ตั้งในระดับหนึ่ง บางครั้งการที่เรามีแค่พลอตคร่าวๆ แล้วปล่อยให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการออกความคิดเห็น มันก็ทำให้เราได้ฟุตเทจดีๆ เหมือนกัน มันเป็นวิธีการทำหนังอีกแบบที่น่าจะเหมาะกับเราในฐานะผู้กำกับ มันช่วยให้เราดีดตัวเองออกจากหลุมของความเจ็บปวดได้ และมันเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อหนังของผมด้วย คือ ทำยังไงให้หนังสื่อสารกับความรู้สึกของคนดูได้มากที่สุด เราเอาคนดูเป็นที่ตั้งมากขึ้น ในเวลาเดียวกันเราก็สนุกกับการใช้องค์ประกอบต่างๆ เล่าเรื่องในหนังมากขึ้น

    อย่างเรื่อง ฉลาดเกมโกง (Bad Genius) โจทย์จากพี่เก้งและพี่วรรณ คือ การทำหนังแอคชั่นในเวอร์ชั่นเด็กนักเรียน เปลี่ยนปืนเป็นดินสอ ผมถือโอกาสนี้ในการทริบิวต์ (การนำองค์ประกอบบางอย่างจากภาพยนตร์เรื่องหนึ่งมาใส่ในผลงาน) หนังยุค 70s อย่าง The Conversation (1974), Three Days of the Condor (1975) มันทำให้ Art Direction ของหนังเปลี่ยนไป ทั้งพร็อบ เสื้อผ้า เพลง วิธีการเคลื่อนกล้อง การซูมที่ต่างจากหนังในยุคนี้ มันเลยทำให้เราสนุกกับการเล่าสิ่งเหล่านี้มากขึ้น

ฉลาดเกมส์โกง (Bad Genius) ถือเป็นหนังที่เปลี่ยนชีวิตของคุณอย่างที่หวังไว้ไหม?

    เปลี่ยนเลยครับ มันทำให้เรามีโอกาสเข้ามาเยอะมาก อย่างการได้ทำงานกับ หว่อง กาไว ก็เป็นโอกาสที่มาจากเรื่องนี้เลย พอหนังมีโอกาสได้ไปฉายในเทศกาลต่างๆ ก็เริ่มเอเจนซีติดต่อเข้ามา อย่างที่ลอสแอนเจลิส เราก็มีคนดูแลหาโอกาสในการทำงานให้ มันทำให้เราได้ไปเล่นในสนามที่ใหญ่ขึ้นมาก มันเป็นโอกาสที่ดี ขณะเดียวกันเราก็ต้องปรับตัวเหมือนกัน มันเป็นสนามที่ต้องเรียนรู้ไปเรื่อยๆ ยังไม่จบง่ายๆ

คุณมองหานักแสดงแบบไหนในภาพยนตร์ของคุณ?

    ผมไม่รู้เลยว่าใครจะเหมาะกับบทจนกว่าจะเห็นเขาแสดง อย่างตอนทำหนังเรื่อง One For The Road เรามีนักแสดงในใจนะ และเขาก็มาแคสด้วย แต่เราก็ติงในใจว่า ทำไมเขาดูไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่ จนเจอคุณไอซ์ซึ (ณัฐรัตน์ นพรัตยาภรณ์) และคุณต่อ (ธนภพ ลีรัตนขจร) มาแคส มันไม่ได้หมายความว่าเขาตรงกับภาพในหัวเรานะ แต่สิ่งที่พวกเขาทำคือ กระชากภาพในหัวเราออก แล้วยกระดับให้มันสูงขึ้น อย่างไอซ์ซึนี่ เราชื่นชมเขาในฐานะนักแสดงที่ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเองด้วยวิธีต่างๆ ตอนนั้นเรียกมาแคสเพราะมันลดน้ำหนักได้เร็ว พอลองเล่นไปสองเทค เราออกมาจากห้องแล้วหันไปบอกไก่ (ณฐพล บุญประกอบ) ว่า 'คนนี้ใช่เลยว่ะ' เราส่งให้ทางหว่อง กาไวดู เขาก็บอกว่าใช่เลย แต่ยังไงกูเกลียดมึงอยู่ดีนะไอซ์ เน้นตัวหนาไว้เลยว่า กูเกลียดมึง (หัวเราะ)

เคาท์ดาวน์ กับ ฉลาดเกมส์โกง มีอะไรเกี่ยวโยงกับตัวตนของคุณบ้าง?

    เคยมีอาจารย์บอกว่าการทำหนังคือการย่อยประสบการณ์เรียนรู้ของผู้กำกับทั้งชีวิตให้อยู่ใน 2 ชั่วโมง ต่อให้จะเป็นหนังอย่าง Transformers สุดท้ายแล้วมันจะย่อยอะไรบางอย่างในชีวิตของผู้กำกับออกมาอยู่ดี เราเพิ่งคุยเรื่องนี้กับไก่ ช่วงที่เราพัฒนาบท One For The Road กัน เขาก็ถามผมว่า ผมเป็นอะไรกับชนชั้นวะ เป็นอะไรกับโรงแรมวะ พอผมนึกย้อนกลับไปก็จริงนะ ทุกเรื่องที่ทำมันเกี่ยวกับชนชั้นทั้งนั้น อาจเพราะวัยเด็กผมไม่ได้โตมาในครอบครัวที่ร่ำรวย และเราสู้มาด้วยตัวเองตลอด ตั้งแต่เรียนจบไปเมืองนอก ต้องหาเงินเรียนเอง เคยนั่งเช็ดกระจกอยู่ในร้านแล้วเห็นนักเรียนฟิล์มเดินผ่าน ก็คิดว่าทำไมเราไม่มีโอกาสแบบเขาบ้างนะ การต่อสู้เพื่อเอาชนะต้นทุนชีวิต มันเลยเป็นสิ่งที่เราสนใจ แล้วก็ไม่รู้ตัวว่ามันแฝงอยู่ในหนังที่ตัวเองทำ

    ส่วนโรงแรม ผมเป็นคนที่ชอบไปอยู่โรงแรมเวลาคิดงานไม่ออก เวลาที่ไปเที่ยวต่างจังหวัดกับครอบครัว ผมก็ชอบไปปลีกตัวอยู่ในโรงแรมคนเดียว ไม่รู้ว่าชาติที่แล้วเป็นพนักงานโรงแรมหรือเปล่า ตัวละครทุกตัวเป็นลูกเจ้าของโรงแรมหมดเลย หรือกูอยากเป็นลูกเจ้าของโรงแรมวะ (หัวเราะ) แต่สุดท้ายมันก็กลับมาที่เรื่องชนชั้น การถีบตัวเองจากจุดต่ำสุดอยู่ดีครับ

ในวันที่พฤติกรรมการดูหนังของคนเปลี่ยนไป จากที่ไปโรงหนังเปลี่ยนมาดูผ่านสตรีมมิ่ง คุณมีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง?

    สิ่งที่ทำให้โรงหนังยังขลังอยู่ มันคือการที่เราต้องอาบน้ำแต่งตัว ฝ่ารถติดมาซื้อป็อปคอร์น มันเป็นการให้คุณค่าเหมือนกับการส่งไลน์จีบสาว ปั่นจักรยานไปโทรหาสาวผ่านตู้โทรศัพท์ ส่วนข้อดีของสตรีมมิ่งคือ มันให้โอกาสกับคนทำหนังจริงๆ ในยุคนี้ ถ้าไม่มีสตรีมมิ่ง โอกาสในการทำหนังฉายโรงภาพยนตร์มันน้อยจนแทบเหลือศูนย์ แต่ผมอาจเป็นคนรุ่นเก่าที่ยังติดกับความคิดที่ว่า หนังเป็นสิ่งที่เราต้องมีสมาธิกับมัน เรายังปรับตัวดูสตรีมมิ่งแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่ได้ ก็เลยยังอยู่ในช่วงปรับตัวอยู่ครับ

ภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จในสายตาของคุณเป็นอย่างไร?

    คำว่าประสบความสำเร็จมีหลายแง่มุม ผมไม่รู้ว่าพูดแบบนี้ได้ไหม มันเป็นเรื่องของดวงเหมือนกันนะ มันมีบริบทและตัวแปรมากมายที่ทำให้หนังหนึ่งเรื่องประสบความสำเร็จหรือไม่ อย่าง ไทม์มิ่งในการฉาย ยกตัวอย่างเรื่อง บ้านฉันตลกไว้ก่อน ของ GTH ผมดูที่นิวยอร์ก แล้วรู้สึกว่าสนุก ครบรสมากๆ แต่ดันฉายในเวลาที่บ้านเมืองมีปัญหา แต่หนังที่ดีมักจะถูกปัดฝุ่นและเอาขึ้นหิ้งไปตามกาลเวลา ในขณะที่บางเรื่องตอนฉายประสบความสำเร็จมาก แต่ก็ค่อยๆ เลือนหายไป สำหรับผมคำว่าประสบความสำเร็จมีหลายมิติมาก แต่จริงๆ แค่ทำเสร็จก็ถือว่าทำสำเร็จแล้วครับ

วันนี้คุณกลายเป็นผู้กำกับเหมือนที่ฝันไว้ ความฝันของคุณเปลี่ยนไปไหม?

    ความฝันของผมไม่เปลี่ยนเลย ผมยังหวังว่าตัวเองจะได้เป็นผู้กำกับหนังไปเรื่อยๆ จนเกษียณอายุ ผมรู้สึกว่าหนังหนึ่งเรื่องมีอายุของมัน นอกจากคุณจะเก่งมากๆ มีผลงานแบบ Godfather ที่อยู่ได้ตลอดกาล ทุกวันนี้ผมกลับไปดู Bad Genius ผมยังแบบ 'ทำไปได้ไงวะ' มันมีอายุการใช้งานของมัน นั่นหมายความว่า ผู้กำกับจะไม่มีวันมีคำว่ามาสเตอร์พีซเลย จนกว่าคุณจะตายหรือไม่ทำหนังแล้ว ถึงแม้วันนี้จะมีคนบอกว่า Bad Genius เป็นมาสเตอร์พีซของผมแล้ว ผมจะบอกว่าขอบคุณมาก แต่สำหรับผมมันไม่ใช่ จนกว่าจะถึงวันที่ผมจะไม่ทำหนัง ผมยังคงอยากพัฒนาสิ่งเหล่านี้ออกมาเรื่อยๆ ครับ

ขยับมาพูดถึงร้าน FICS กันบ้าง ร้านนี้มีที่มาอย่างไร?

    มันเริ่มจากผมชอบสะสมโปสเตอร์ตั้งแต่เด็ก ไปที่ฝรั่งเศสก็เจอร้านขายโปสเตอร์หนังเก่าวินเทจ แล้วซื้อโปสเตอร์หนังมาเรื่องหนึ่งซึ่งผมไม่เคยดูเลย แต่โปสเตอร์สวยมาก กระดาษแบบนี้ กลิ่นแบบนี้ มันวินเทจมากเลยว่ะ ก็เลยซื้อมาใส่กรอบไว้นอนดูที่บ้าน สิ่งนี้ไปกระตุ้นต่อมอะไรบางอย่างในตัวจังเลยว่ะ ก็เริ่มซื้อมาติดในบ้านจนเริ่มไม่มีที่ แต่เราหยุดซื้อไม่ได้ ถ้าเราไม่ได้เป็นเจ้าของแผ่นนี้ นอนไม่หลับแน่ๆ วันหนึ่งเลยคิดว่า ถ้าหยุดซื้อไม่ได้ก็ขายซะเลย หลังจากนั้นก็ขายออนไลน์มาเรื่อยๆ จนมาเจอตึกนี้ เนื่องจากเราต้องใช้ทำงานบางอย่าง แต่เราใช้ไม่ครบทั้ง 4 ชั้น เลยขอพี่แมน (อมร นิลเทพ) พาร์ทเนอร์ของเราว่า ขอทำเป็นแกลเลอรีขายโปสเตอร์หนังด้วยได้ไหม เวลามีคนมาคุยงานจะได้เดินดู แล้วเราก็ชวนคุณขิม (จุฬารัตน์ หาญรุ่งโรจน์) น้องจูน (พัชชา เฮงษฎีกุล) น้องจ๋า (แพรว พูนพิริยะ) และปรีดี (ปรีดี เฮงษฎีกุล) มาทำด้วยกัน แต่ละคนก็มีแพชชั่นของตัวเอง อย่างน้องจ๋าอยากทำร้านกาแฟ จูนบอกว่าร้านเราควรจะมีสินค้าด้วยนะ ผมเลยผูกทุกอย่างไว้ในธีมของภาพยนตร์

ความตั้งใจในการทำร้าน FICS ของคุณคืออะไร?

    ถ้าใครมาร้านจะเห็นว่าตรงชั้นสองมีเชลฟ์วีดีโอ มันเป็นสิ่งที่ทำให้เรานึกถึงสมัยเด็กตอนที่อยู่ในร้านเช่าวีดีโอ มันแค่โมเมนต์นั้นเลยที่พาเรามาอยู่ตรงนี้ สำหรับผม อันนี้มันเป็นหัวใจของตึก

    ผมเชื่อว่าทุกคนมีหนังในดวงใจอยู่แล้ว เวลาคุยกับใครสักคน ประโยคที่ผมมักใช้ทำลายกำแพงเวลาเจอคน คือ การพูดถึงหนังที่ชอบ การที่คนได้มาร้านนี้แล้วเห็นหนังสักเรื่องในคลิปที่เราเปิด เจอหนังที่เขาชอบใน Special Dream ที่เราทำ หรือเขาอาจเห็นหนังที่เคยดูกับพ่อแม่ตอนเด็กๆ แล้วมันนำความทรงจำ กลิ่นอายวันเก่าๆ กลับมาได้ ผมอยากสร้างบรรยากาศเหล่านี้ขึ้นมา อนาคตผมจะทำมุมหนังสือที่ผมสะสมและซื้อเพิ่มมาให้ใหญ่ขึ้น คนที่เรียนภาพยนตร์เข้ามา เขาก็สามารถมาอ่านได้ อย่างเมื่อวันก่อนมีน้องจากลาดกระบังมานั่งคุย อ่านหนังสือกับผม ก็ดีใจมากแล้วครับ

    ในวันนี้ บาสกลายเป็นผู้กำกับหนังเต็มตัวแล้ว แต่เขายังคงออกวิ่งไปบนถนนที่ชื่อผู้กำกับภาพยนตร์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากผู้คนและเรื่องราวใหม่ๆ ก่อนที่ภาพยนตร์เรื่องต่อไปจะพาเขาไปวิ่งบนเส้นทางที่ท้าทายกว่าเดิม
Favorite Something
  •   Goodfellas (1990), What's Eating Gilbert Grape (1993), Trainspotting (1996), Before Sunrise (1995), The Godfather (1972)
  •   James Blake - Don't Miss It
  •   JD Salinger - The Catcher in the Rye
  •   -

นิษณาต นิลทองคำ

กองบรรณาธิการที่กำลังใช้ชีวิตอย่างสนุกสนาน ชอบคุยกับผู้คน ท้องฟ้า และเสียงดนตรี เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการฟังเพลง ที่บางทีก็ปล่อยให้เพลงฟังเรา

วรรณวนัช บูรพาเดชะ

บรรณาธิการผู้คัดสรรชิ้นงานเข้าสู่ happening shop, เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก 'ญี่ปุ่นอุ่นอุ่น', นักเขียน ช่างภาพโฟโต้บุ๊ก 'Nagasaki Light' และไกด์บุ๊ก 'Kagawa Memories' นอกจากภาพถ่ายและงานเขียน สิ่งที่เธอสนใจเป็นพิเศษคือการนั่งสมาธิและการโปรยมุขไม่ขำ