medmedmedss การต่อจุดความฝันของนักวาดผู้อยากมีบ้านในสวนตอนบั้นปลายชีวิต

    เราทุกคนต่างก็เคยมีความฝันวัยเด็ก บางคนอาจมีฝันเป็นอาชีพที่พบผ่านแล้วประทับใจ บางคนอาจมีฝันขนาดใหญ่ที่ต้องบ่มเพาะมันไว้ในหัวใจและรอคอยเวลาที่เหมาะสม บางครั้งความฝันก็อาจเป็นเพียงเรื่องเรียบง่าย อย่างการได้กินของอร่อยในเช้าวันใหม่ การได้พบเจอใครบางคนที่ส่งมอบความอบอุ่นให้หัวใจ

    สำหรับนักวาดสาววัย 25 ปี อย่าง เม็ดทราย-ศุภพิชญ์ มนัสศิริวิทยา เธอมีงานหลักเป็นนักสะสมความฝัน ตั้งแต่ฝันวัยเด็กจนถึงฝันที่ผุดขึ้นมาในระหว่างทาง และปัจจุบัน เธอกำลังใช้ชีวิตอย่างสนุกสนาน เพื่อประกอบร่างความฝันให้กลายเป็นความจริงอย่างไม่หยุดหย่อนในเวลานี้

    หลายคนรู้จักเม็ดทรายในฐานะ medmedmedss นักวาดภาพประกอบที่มักเก็บเกี่ยวข้าวของรอบตัวและธรรมชาติที่ผ่านสายตา มาบอกเล่าด้วยลายเส้นแปลกตาในโทนสีเป็นเอกลักษณ์ ก่อนจะขยับขยายลายเส้นให้กลายเป็นชิ้นงานและของใช้ขนาดกำลังดีที่ทุกคนสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน อีกทั้ง เธอยังเคยจัดนิทรรศการเดี่ยวของตัวเองที่ชื่อว่า Thought & Thing เมื่อกลางเดือนมิถุนายน 2568 และมีโอกาสได้ร่วมงานกับแบรนด์หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์เสื้อผ้า DAILY SQUAD, GENTLEWOMAN, The Flob Club หรือแบรนด์ที่ออกแบบคีย์บอร์ดจากประเทศมาเลเซีย อย่าง Thekapco

    ขณะเดียวกัน เธอก็รับงานออกแบบให้กับองค์กรต่างๆ ในฐานะกราฟิกดีไซเนอร์อิสระ ไปพร้อมกับการดูแลร้านกาแฟขนาดเล็ก Bask Project ที่ตั้งอยู่บริเวณปากซอยสุขุมวิท 49 ร่วมกับเพื่อนมหาวิทยาลัย และในตอนนี้เราพูดคุยกันอยู่นี้ เธอก็กำลังซุ่มทำโปรเจกต์ใหม่ อย่างการก่อร่างที่พักขนาดกำลังดี Trace Space ที่จะถูกประดับตกแต่งไปด้วยภาพวาดและลายเส้นของเธอ และกำลังจะเปิดให้บริการเร็วๆ นี้

    "เม็ดคิดว่า ตัวเองเป็นคนช่างฝัน แต่เราไม่เคยมีฝันขนาดใหญ่ เราแค่ชอบทำอะไรตามใจและสะสมสิ่งที่ชอบไปเรื่อยๆ รู้ตัวอีกที เราก็ทำสิ่งที่เคยฝันไว้ไปเยอะแล้ว" เม็ดทรายบอกกับเราเช่นนั้น

    ฝันแรกของเม็ดทรายอาจไม่ใช่การอยากโตไปเป็นอะไร แต่เป็นฝันเล็กๆ ที่จะได้ใช้เวลาสร้างงานศิลปะชิ้นจิ๋วร่วมกับคุณแม่ในเวลาว่าง วัยเด็กของเธอเติบโตในครอบครัวที่มีแม่เป็นคุณหมอสายวิชาการ ผู้มีงานอดิเรกเป็นการทำงานฝีมือ อย่าง การเย็บผ้า บิดลูกโป่ง หรือ ทำต้นไม้เงินต้นไม้ทอง และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอรู้จักกับสร้างงานศิลปะเป็นครั้งแรก

    "เรารู้ตัวว่าชอบงานศิลปะตั้งแต่เด็กและเราเป็นคนหัวช้า ไม่ถนัดสายคำนวณซักเท่าไหร่ แม่มักจะติวหนังสือให้ ด้วยการบอกว่า 'ถ้าทำบทนี้เสร็จ เราจะไปบิดลูกโป่งกันนะ' ประกอบกับเราชอบดูรายการ Art Attack (รายการศิลปะสำหรับเด็กสัญชาติอังกฤษ) และชอบชวนแม่ทำตามในรายการ ตอนนั้นก็ได้ลองทำหลายอย่าง ทั้งเพ้นต์ผ้า ทำลายกางเกง ตัดแปะของนั่นนี่ พอจะเข้ามัธยม ที่บ้านเห็นแล้วว่าเราชอบงานศิลปะ เขาก็ให้เข้าโรงเรียนทางเลือก รุ่งอรุณ น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนใหญ่ที่ทำให้เราอยากเอาดีทางด้านนี้ จำได้ว่าเราสนิทกับอาจารย์สอนศิลปะมากๆ เพราะเราลงเรียนศิลปะเกือบ 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และเราชอบทำชาเล้นจ์กับเพื่อนสนิท ด้วยการวาดรูปด้วยกันทุกวัน เห็นอะไรอยู่ตรงหน้าก็วาด ช่วงหนึ่งชอบต้นไม้ก็วาดแต่ต้นไม้ การที่เราชอบวาดสิ่งของใกล้ตัวและธรรมชาติก็น่าจะมีจุดเริ่มต้นมาจากตอนนั้น"

    แล้วเด็กสาวที่สนุกกับการวาดรูปก็ก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย เธอเลือกเรียนต่อด้านกราฟิกดีไซเนอร์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เธอได้ค้นหาและเก็บเกี่ยวความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการทำงานศิลปะของเธอ

    "การเรียนมหาวิทยาลัยทำให้เราเปลี่ยนมุมมองในการวาดรูปไปเยอะเหมือนกัน เรามักจะถูกสอนให้คิดอะไรใหม่ๆ อยู่เสมอ ถ้าจะวาดกระติกน้ำธรรมดา มันก็คงน่าเบื่อ เพราะทุกคนก็วาดเหมือนกันหมด เราจะวาดกระติกน้ำยังไงให้ดูแปลกใหม่กว่านั้นได้ไหม เอาตรงๆ เราก็ยังไม่เข้าใจมันมากนัก แต่ก็ยังทำงานด้วยลายเส้นของตัวเองต่อไปเรื่อยๆ จนมีโอกาสได้ทำโปรเจกต์จบ น่าจะเป็นช่วงที่เราพบสไตล์งานของตัวเองที่ชัดขึ้นมากๆ"

    "เราพบว่าตัวเองชอบเอาเอกลักษณ์ของหลายสิ่งมารวมกัน อาจจะเป็นของแต่งบ้าน หรือ สิ่งที่สนใจในช่วงนั้น ประกอบกับเอเลเมนต์ที่มีความเป็นธรรมชาติ เช่น ทะเล ภูเขา แล้วเอามาจับกับสไตล์วินเทจ แต่พอมานึกจริงๆ เราแค่สะสมสิ่งที่ชอบไปเรื่อยๆ แล้วก็เอามาผสมกัน จนได้งานใหม่ๆ ขึ้นมา อย่างทุกวันนี้เราก็กำลังสนุกกับการวาดบนพื้นผิวใหม่ๆ อยู่ค่ะ" เม็ดทรายเล่าถึงสไตล์งานของเธอ

    เช่นเดียวกับบัณฑิตจบใหม่หลายคนที่มีจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ คือการเข้าสู่ระบบการทำงานเต็มรูปแบบ จุดเปลี่ยนที่อาจพรากความฝันวันเก่าของเราไปโดยไม่รู้ตัว แต่สำหรับเม็ดทราย นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอก้าวเข้าไปใกล้ฝันโดยไม่ทันรู้ตัว

    "หลังจากเรียนจบ เราก็กลับมาตั้งต้นกับตัวเองใหม่อีกครั้งว่า 'จะเอายังไงกับชีวิตดี' เพราะเรารู้ตัวว่า คงไม่เหมาะกับงานออฟฟิศ เราเป็นคนที่ทำงานตามกรอบได้ไม่เก่งเท่าไหร่ แล้วเราจะหาเงินยังไงดีนะ แต่ช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัย เรารู้ตัวว่า เราเป็นคนชอบขายของมาก อย่าง ตอน COVID-19 ที่ต้องเรียนออนไลน์ เราเคยส่งรูปที่วาดเล่นให้เพื่อนทำสติกเกอร์ให้ พอได้มาก็เอามาขาย เป็นครั้งแรกเลยที่หาเงินหมื่นได้ด้วยตัวเอง และเป็นครั้งแรกที่รู้ตัวว่า มันมีคนที่ชอบงานเราเหมือนกันนะ และค้นพบว่า เรามีความสุขกับการแพ็คของมากแค่ไหน" เธอพูดไปพลางหัวเราะ เมื่อนึกถึงช่วงเวลาเก่าๆ

    "สมัยนั้น เม็ดชอบวาดรูปแล้วลงในสตอรี่ไอจี (instagram story) มีลงโพสต์โปรเจกต์ส่วนตัวที่เคยทำบ้าง ประกอบกับโปรเจกต์จบของเราที่ทำเรื่องเชื้อรา มีสื่อขอเอาไปลง ก็เริ่มมีคนติดตามมากขึ้น ก็เลยมีโอกาสได้ทำสินค้าจากงานของตัวเอง หลังจากนั้นก็เริ่มไปออกบูทตามงานต่างๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศ และได้ทำงานกับหลายๆ แบรนด์ค่ะ" เธอพูดถึงชีวิตการทำงานในฐานะฟรีแลนซ์

    ล่าสุด happening ได้ชักชวนเธอมาเป็นหนึ่งในศิลปินที่ออกแบบ Key Visual ให้กับงาน MunMun happening art fest ในปี 2026 ประจำเดือนกรกฎาคมอีกด้วย โดยเธอมาพร้อมกับธีม Little Living Room ที่นำเสนอภาพความอบอุ่นของห้องนั่งเล่นขนาดเล็ก เติมแต่งสีสันและรูปทรงแปลกตาให้ข้าวของธรรมดาดูชีวิตในแบบของตัวเอง

    "เราเปรียบงานนี้เป็นเหมือนห้องนั่งเล่นเล็กๆ ที่มีของวางปะปนกันอยู่ มีเพลงดังคลอเบาๆ มีสิ่งของหลายหมวดอยู่รวมกัน เหมือนกับงานที่มีทั้งอาร์ตมาร์เก็ต เวิร์กช็อป ดนตรี อยู่ในพื้นที่เดียวกัน แล้วก็ออกแบบโซนถ่ายรูปให้เป็นเหมือนกล่องเก็บของที่รวบรวมของหลายๆ อย่างไว้ด้วยกัน มันมีทั้งของที่เราเก็บไว้เพราะความทรงจำ ของที่เราเก็บไว้โดยไม่มีเหตุผล เป็นเหมือนตู้ที่เก็บเรื่องราวของพื้นที่เอาไว้ เราอยากให้พื้นที่นี้รู้สึกไม่จริงจังเกินไป เหมือนได้เดินเข้ามาเล่นใน living room เล็กๆ ของใครซักคน" เธอเล่าถึงคอนเสปต์ในการออกแบบงานในครังนี้

    นอกจากบทบาทการเป็นนักวาดภาพประกอบและกราฟิกดีไซเนอร์แล้ว เธอยังมีบทบาทหนึ่งเป็นการคอยดูแลภาพรวมของร้านกาแฟ Bask Project ร่วมกับเพื่อนๆ ของเธออีกด้วย

    "เราเริ่มจากการคุยกันเล่นๆ ว่า ถ้าเรามีร้านกาแฟ เราอยากมีร้านกาแฟแบบไหน ด้วยความที่เรากับเพื่อนเป็นคนชอบดื่มกาแฟมาก พอมีโอกาสได้ทำ เราก็ตัดสินใจลงมือทำเลย ตอนเริ่มทำร้าน พวกเราไม่ค่อยมีเงินเท่าไหร่ จำได้ว่าที่ร้านจะมีของที่ผู้เช่าเก่าทิ้งไว้ เราก็พยายามจะเอาประตูเก่ามาประดิษฐ์ เอาเก้าอี้เก่าที่บ้านมาจัดใหม่ ถ่ายรูปพื้นที่แล้วก็วาดสิ่งที่เราอยากมีลงไปในนั้น แล้วก็เอาให้ช่างดู เป็นช่วงเวลาที่สนุกดีค่ะ พอร้านเสร็จแล้ว เราก็ชวนเพื่อนๆ ศิลปินที่รู้จักมาวางขายสินค้าของตัวเองด้วย"

    และนั่นก็เป็นอีกหนึ่งความฝันที่เธอทำสำเร็จ และเปลี่ยนให้ห้องแถวย่านสุขุมวิทกลายเป็นคอมมูนิตี้เล็กๆ ของคนรักงานศิลปะที่สามารถแวะเวียนมาจิบกาแฟ ร่วมกิจกรรมสนุกๆ และเลือกซื้อชิ้นงานกลับบ้านไปได้

    "เอาจริงๆ ทุกวันนี้เราทำงานหลายพาร์ทมากๆ ทั้งมีแบรนด์ของตัวเอง ทำร้านของตัวเอง ทำงานให้กับลูกค้าอื่นๆ ก็ควรพอได้แล้ว" เธอหยุดหัวเราะ "แต่เรารู้ตัวว่าเป็นคนขี้เบื่อ พอทุกอย่างเริ่มลงตัว เราก็หาเรื่องใส่ตัวใหม่ ด้วยการทำนิทรรศการของตัวเอง"

    ความเครียด และ ความตื่นเต้น เป็นสองความรู้สึกที่พุ่งเข้ามาปะทะตัวเธออย่างจัง Thought and Things เป็นนิทรรศการเดี่ยวที่ไม่เพียงบอกเล่าตัวตนและความชอบของเธอ แต่ยังเป็นนิทรรศการที่เธอได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ มากมาย ตั้งแต่การสร้างผลงานบนพื้นผิวใหม่ๆ ไปจนถึงการเชิญแขกมาร่วมงานด้วยตัวเอง

    "ที่ผ่านมาเราเป็นคนชอบทำ เราแค่ทำมันไปเรื่อยๆ แต่พอทำนิทรรศการ เราต้องวางแผน ต้องทำเองทุกขั้นตอน การที่ต้องประกอบทุกอย่างให้กลายเป็นนิทรรศการ มันก็เป็นประสบการณ์ใหม่ๆ สำหรับเราเหมือนกัน ช่วงแรกๆ เราเครียดมาก แต่พอผ่านไปถึงจุดหนึ่งก็บอกกับตัวเองว่า งั้นลงมือทำเลย เราก็ลองสเก็ตช์มาเรื่อยๆ จนพบว่าตัวเองชอบเอเลเมนต์ที่เกี่ยวกับของแต่งบ้าน อย่าง พวกโต๊ะ เก้าอี้ แจกัน ก็เลยเกิดเป็นนิทรรศการที่เราเอาภาพวาดมาเปลี่ยนเป็นของใกล้ตัว ในงานมีสมุดสเก็ตช์เล่มเล็กๆ ที่มีรูปแจกัน 50-60 ชิ้น และหยิบบางชิ้นมาทำเป็นแจกันจริงๆ หรืออย่าง นาฬิกา ก็มีคนชอบเยอะ พอมองกลับไปก็พบว่า เราเติบโตขึ้นเยอะมากๆ จากงานนี้"

    "พอมาปีนี้เราก็เบื่ออีกแล้ว" เธอพูดพลางหัวเราะ "แต่มันคงเป็นธรรมชาติของเรา เราคงอยู่นิ่งไม่ได้จริงๆ ค่ะ"

    เธอเล่าถึงโปรเจกต์ใหม่ที่กำลังก่อตัวขณะนี้ อย่างการสร้างที่พักขนาดกำลังดีที่อุดมไปด้วยชิ้นงานศิลปะของเธอ ที่ชื่อว่า Trace Space

    "ตอนเด็กๆ เม็ดเคยจินตนาการเล่นๆ ว่า ถ้าเรามีโรงแรม เราอยากมีโรงแรมแบบไหน โดยที่เรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า เราต้องมีเงินทุนเท่าไหร่ พอโตขึ้นมา เวลาไปเที่ยวที่ต่างๆ ก็จะชอบคิดว่า ถ้าเราทำห้องแบบนั้นแบบนี้ คนจะมาพักไหมนะ มันเป็นฝันเล็กๆ ที่ถ้ามีโอกาส เราก็อยากลองทำดู จนเราเจอตึกใกล้ๆ ร้านกาแฟพอดี อ่ะ! งั้นก็ลองทำเลย เราออกแบบให้แต่ละห้องมีภาพวาดและชิ้นงานของเราตกแต่งอยู่ อย่างประตูก็จะถูกวาดด้วยลายเส้นของเรา แล้วถ้าใครมาพัก อยากได้งานชิ้นไหนก็สามารถมาซื้อที่เราได้ คิดดูแล้วมันก็น่าจะสนุกดีค่ะ"

    ตลอดการสนทนา เรามองเห็นภาพฝันที่ค่อยๆ เชื่อมจุดเข้าหากันทีละน้อย กว่าที่จะรู้ตัวเด็กสาวช่างฝันก็กลายเป็นศิลปินหน้าใหม่ที่รับบทบาทหลากหลายในแต่ละวันแล้ว

    "ตอนแรกเราก็ไม่รู้ตัวนะ แต่พอมองย้อนกลับไป สิ่งที่เราฝันว่าอยากจะทำตอนเด็กๆ เราทำได้หมดแล้วนี่นา ที่เคยอยากทำเสื้อผ้าสวยๆ ที่มีภาพวาดของเรา เราก็ได้ทำกับแบรนด์ใหญ่ๆ ไปแล้ว เคยคุยกับเพื่อนว่าอยากทำร้านกาแฟ เราก็จะทำมันได้จริงๆ อยากมีที่พักของตัวเอง เราก็กำลังจะมีแล้วนะ งั้นถ้าทำสิ่งนี้จบแล้วก็พักได้แล้วล่ะ อย่าหาเรื่องใส่ตัวเลย แต่ทุกครั้งมันก็มีเรื่องใหม่ๆ โผล่มาเสมอ"

    "นึกย้อนกลับไป สมัยที่เราเพิ่งเริ่มวาดรูป ช่วงที่ตั้งใจวาดทุกวันก็สนุกดีนะ ทุกวันนี้เราไม่ค่อยได้วาดรูปเล่นแล้ว เพราะงานอดิเรกในชีวิตมันกลายเป็นงานหลักหมดแล้ว เราเริ่มต้นวันด้วยการไปนั่งทำงานที่คาเฟ่กับเพื่อนๆ เสร็จแล้วก็กลับมาดูที่พัก วาดรูปเสร็จก็เดินไปร้านกาแฟ คุยกับพนักงาน จัดของในร้าน กลับมาทำงานลูกค้า แล้วก็กลับบ้าน ดูซีรีส์ ผ่อนคลายด้วยการนั่งแพ็คของ ใช่ แพ็คของก็เป็นสิ่งที่เราชอบมากๆ เหมือนกัน จนบางวันเรารู้สึกตื่นเต้นด้วยซ้ำ 'อุปกรณ์แพ็คของมาแล้ว' 'ถึงเวลาแพ็คของแล้วล่ะ'" เธอพูดพลางหัวเราะอีกครั้ง

    และเมื่อถามถึงภาพฝันระยะไกล เธอก็ให้คำตอบว่า "เราไม่ได้มองการณ์ไกลขนาดนั้น แต่ก็มีฝันว่า แก่ตัวไปก็ยังอยากทำอะไรแบบนี้อยู่ค่ะ" เธอหยุดคิด ก่อนพูดต่อว่า "ทุกวันนี้ คุณพ่อคุณแม่จะชอบไปสวน ชอบปลูกต้นไม้ เขาก็จะมีบ้านของเขาอยู่ในนั้น ซึ่งที่ตรงนั้นค่อนข้างใหญ่ เราก็มีฝันว่า ถ้าทุกอย่างลงตัวแล้ว พอมีอายุมากกว่านี้หน่อย เราก็อยากจะไปสร้างบ้านในสวน ทำเป็นที่พักในป่าน่ารักๆ คิดภาพว่า ถ้าได้นั่งวาดรูปในบ้าน มองวิวผ่านกระจกใหญ่ๆ มองไปเป็นป่า เป็นสวน มีต้นไม้เยอะๆ ก็น่าจะดีค่ะ แต่ทำตอนนี้คงไม่ไหว…

    "...แต่ถ้าคิดเร็วๆ ว่า ตอนนี้อยากทำอะไร ก็คงอยากรีบกลับบ้านไป แพ็คของมั้งคะ"

    บทสนทนาจบลงด้วยเสียงหัวเราะ และในยามที่ศิลปินสาวกำลังใช้ชีวิตเคลื่อนไหวไปตามจังหวะเวลาและสนุกกับสิ่งเล็กๆ รอบตัวอยู่นั้น รู้ตัวอีกที สิ่งที่เคยฝันไว้ตอนเด็กก็สำเร็จไปมากกว่าที่เคยคิดไว้เสียแล้ว

Favorite Something
  •   Reply 1988 (2015)
  •   Laufey
  •   Patti Smith - Just Kids
  •   -

นิษณาต นิลทองคำ

กองบรรณาธิการที่กำลังใช้ชีวิตอย่างสนุกสนาน ชอบคุยกับผู้คน ท้องฟ้า และเสียงดนตรี เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการฟังเพลง ที่บางทีก็ปล่อยให้เพลงฟังเรา

นภัส วิบูลย์พนธ์

ช่างภาพและนักประสานงานเจ้าระเบียบที่อัพสกิลความละเอียดขึ้นทุกปี กำลังใช้เวลากับเพื่อนสนิทที่ชื่องานเขียนและภาพถ่ายไปพลางๆ ระหว่างรอแก่ไปเจอฝันเล็กจิ๋วอย่างการนั่งชมต้นไม้ในสวนหลังบ้านของตัวเองบนเก้าอี้โยกกับหมาซักหนึ่งตัว