เต๋อ นวพล กับประวัติศาสตร์ดนตรีส่วนตัวและเพลงในหนัง

    "ผมอยากให้หนังไทยมีเพลงประกอบที่หลากหลายหน่อย"

    นี่เป็นประโยคแรกๆ ที่ เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ บอกกับเราในการสนทนาครั้งนี้

    เป็นที่รู้กันว่า เต๋อ นวพล เป็นอะไรหลายๆ อย่าง เขาเป็นนักคิด นักเขียน นักเขียนบทภาพยนตร์ แต่บทบาทที่สำคัญที่สุดของเขาคือผู้กำกับภาพยนตร์ และที่สำคัญคือ เขาเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ที่ถูกสัมภาษณ์เรื่องหนังของตัวเองมาแล้วเยอะมากๆ (คุณอาจลองพิสูจน์ด้วยการค้นหาด้วยกูเกิลดูก็ได้)

    แต่บทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ตั้งใจจะโฟกัสไปที่อีกบทบาทหนึ่งของชายหนุ่มคนนี้ นั่นคือการเป็นนักฟังเพลงตัวยงคนหนึ่ง ซึ่งเราอาจกล่าวได้โดยไม่เกินเลยว่า อีกสิ่งหนึ่งที่มีผลต่อหนังของเขามากๆ ก็คือเพลงที่เขาฟังนั่นเอง

    หลายประโยคในบทสนทนาชิ้นนี้ เต็มไปด้วยศัพท์เทคนิค มีการเอ่ยชื่อของคอมโพสเซอร์ ผู้กำกับภาพยนตร์ และศิลปินทั้งไทยและเทศ ทั้งเมนสตรีมและอินดี้ ซึ่งหากไม่ใช่เนิร์ดสักหน่อย ไม่ใช่คอหนังหรือคอเพลงสักนิด อาจอ่านแล้วรู้สึกมึนๆ ได้เหมือนกัน

    ต่อไปนี้คือประวัติทางเพลงของนวพล รวมถึงการที่มันส่งผลถึงดนตรีในภาพยนตร์ของเขา

    เสียบหูฟัง เปิดตา เปิดใจ คำถามแรกของเราจะเริ่มต้นที่ตรงนี้ล่ะ


ประวัติศาสตร์การฟังเพลงของคุณเริ่มต้นที่ตรงไหน

    ถ้าเกิดถามว่าผมโตมาจากเพลงอะไรก็น่าจะโตมากับเพลงจีน เพราะว่าพ่อแม่ร้องเพลง ทำดนตรีอะไรแบบนั้น แม่ผมสามารถร้องเพลงได้แต่ไม่ขนาดออกอัลบั้มได้นะ คล้ายๆ เคยมีวงสตริงคอมโบด้วย พ่อจะเล่นเครื่องดนตรี ส่วนแม่ก็จะร้องเพลง ก็เหมือนผมจะโตมากับเพลงตลอด เพียงแต่ว่าไม่ใช่แนวเพลงที่เราฟัง แต่ก็เดาว่าถ้าอยู่ในบรรยากาศแบบนั้น สุดท้ายตัวเองก็ต้องไปฟังเพลงอะไรสักอย่างอยู่ดี แล้วที่บ้านก็มีการสนับสนุน อย่างอยู่ดีๆ ลูกร้องเพลงนี้ได้เขาก็มีความดีใจกว่าปกติ

    ผมก็โตมาจากการฟังเพลงง่ายๆ อย่างค่าย อาร์เอสฯ แกรมมี่ฯ ตามช่วงวัย แต่ที่ออกนอกทางหน่อยก็จะมีพวกฮิปฮอป แร็ป อย่าง โจอี้ บอย ชุดแรก เขาร้องเพลงอะไรที่ฟังไม่รู้เรื่อง เราก็รู้สึกว่าเพลงอะไรวะ แล้วก็ไปซื้อเทปมาฟังด้วยนะ ก็เลยเริ่มเปลี่ยนทิศทางจากเมนสตรีมมาสู่อย่างอื่น ก็จะมาจากฮิปฮอปกับแร็ป รู้สึกจะจูนติดกับอะไรพวกนี้อยู่พักนึง เริ่มฟัง โจอี้ บอย แล้วไปฟังวง Khan-T พอถึงช่วงมัธยมปลายก็ปล่อยตัวไหลไปทางอินดี้ยุคนั้น อย่างเช่น วงซีเปีย ก็ยังฟังอาร์เอสฯ แกรมมี่ฯ แต่ว่าก็น้อยลงตามลำดับ พอมาถึงช่วงยุคแฟต เฟสติวัล ครั้งที่ 1 ก็เลยเจอตัวเลือกที่มีให้ฟังมากมาย ยุคนั้นก็จะมีค่ายสมอลล์รูม วงซีเปีย ดาจิม อะไรพวกนั้น แต่เหมือนฟังอยู่คนเดียว เพราะเพื่อนในห้องไม่รู้จัก เราเองก็เลยต้องหาไปให้เพื่อนฟัง เพื่อหาสังคมแบบเรา คือช่วง ม.ปลาย จะเริ่มฟังเพลงหลากหลายขึ้น แต่ก็ยังไม่ค่อยรู้จักพวกอินดี้ต่างประเทศมาก เหมือนกับว่าเราไม่ได้เจาะจงที่จะฟังแนวไหนเฉพาะ ฟังได้หมด ยังคงหาเพลงใหม่ๆ อยู่ พยายามฟังเพลงให้ได้หลายๆ แบบ ฟังไปเรื่อยๆ ตามยุค

ตอนที่เริ่มฟังเพลงมากๆ คุณซื้อเทปหรือซีดีมากน้อยแค่ไหน

    น้อย เพราะว่าไม่มีเงิน แต่ยอมรับว่าเราก็ซื้อพวก MP3 ซึ่งทำให้เราได้เปิดโลก จะเคยมีอยู่แผ่นหนึ่งที่รวบรวมวงที่ไปเล่นที่งานแฟตครั้งที่ 1 หมดเลย แต่ผมจำยี่ห้อไม่ได้ว่าชื่ออะไร (หัวเราะ) เมื่อก่อนเราจะอาศัยฟังวิทยุซะส่วนใหญ่ แต่พอมีพวกซีดี MP3 เข้ามาก็ดีใจ เพราะมีเพลงทุกเพลงที่ถูกเปิดในวิทยุเลย ราคาแค่ 150 บาทเอง ก็ได้ฟังหลากหลายมาก ช่วงนั้นได้ฟัง Stylish Nonsense, Death of a Salesman แต่พอมายุคสมัยนี้ถ้าเจอแผ่นอะไรก็จะซื้อเก็บไว้ จะมีเพลงที่ชอบมากๆ เราก็จะซื้อเก็บไว้เป็นของสะสม เพราะถ้าเราไม่มีแผ่นเก็บไว้ มีแต่ไฟล์ในมือถือ เราก็อาจมีสิทธิ์ที่จะลืมได้ง่ายดายมาก เพราะดันชอบเยอะด้วย แล้วพอเยอะก็จะจำไม่ได้ คิดเผื่อไปยังอนาคตด้วยว่าอาจจะใช้ประโยชน์ได้ เราก็จะซื้อเก็บไว้

ศิลปินจากต่างประเทศเข้ามามีบทบาทในการฟังเพลงของคุณตอนไหน

    น่าจะเป็นยุคที่คาบเกี่ยวกันนะ ตั้งแต่ช่วงที่มีสมอลล์รูม ผมจะเริ่มรู้จัก Cornelius ผมเคยไปดูคอนเสิร์ตที่จัดที่ House RCA ด้วย เซอร์มาก แล้วฟังไม่รู้เรื่องด้วยว่าเขาเล่นอะไรวะ ด้วยเหตุผลที่เราไม่เคยฟังด้วย บวกกับสถานที่ที่จัดเสียงดังมาก ออกมาหูอื้อเลย (หัวเราะ) แล้วก็มาช่วง Moderndog อัลบั้ม Love me Love My Life (2001) ก็จะเริ่มมีวง Radiohead ที่คล้ายกัน เราก็งงว่าวงอะไรวะ ช่วงมหา'ลัยก็จะมีวงอย่าง The Strokes คืออะไร Gorillaz คืออะไร เราก็เริ่มซื้อทีละม้วนสองม้วน แล้วช่วงหนึ่งผมไปเรียนที่ไทเปก็จะฟังเพลงญี่ปุ่นครับ เพลงญี่ปุนจะเฟื่องฟูที่ไทเปมาก ในทีวีมีให้ดูบ่อย พวกฮิปฮอปญี่ปุ่นมันเจ๋งดี ทำให้เราเริ่มมองเห็นแล้วว่าเราจะเอียงไปทางเพลงญี่ปุ่นหน่อยๆ เพราะซีนดนตรีของเขาถูกผสมอะไรหลายๆ อย่าง อย่างที่บ้านเราก็จะแบ่งเป็นหมวดๆ เร็กเก้ก็เร็กเก้ ร็อกก็ร็อกไปเลย แต่ทางญี่ปุ่นเขาจะมีการผสมผสาน อย่างฮิปฮอปร็อก แจ๊ซเร็กเก้ จะมีอะไรที่ผสมผสานกัน เลยรู้สึกว่าในโลกนี้ยังมีอะไรอีกเยอะเลย

    คือตอนช่วงปี 1 ผมยังมีฟังอินดี้ไทยอย่าง บัวหิมะ หรือวง Flure อัลบั้มแรก แต่พอถึงช่วงปี 4 ก็หันมาฟังสากลเต็มตัวเพราะเพื่อนๆ ก็ฟังกันเยอะด้วย อย่างมีคนแนะนำให้ฟัง The Libertines ตอนนั้นเราก็ไม่รู้จักว่าคือวงอะไรนะ บางคนฟัง Franz Ferdinand ชุดแรก เราก็จะฟังไปแบบงงๆ รู้สึกว่าซีนยุคสมัยนั้นเป็นอะไรที่ดีนะครับ ไม่มีแบบที่พอฟังอันนี้ต้องเป็นฮิปสเตอร์ อะไรแบบนี้ แต่ยุคนั้นจะเป็นการแนะนำเพลงให้กันฟัง แลกเปลี่ยนกัน ไม่ชอบฟังเอาคืน ก็ต่างคนต่างฟังกันไป ยุคนั้นจะคล้ายๆ ยุคนี้ แต่ต่างกันตรงที่คนจะไม่มาแซะกัน ไม่รู้สึกว่าต้องมีข้อจำกัดในกลุ่มฟัง หรือคนไปงานแบบนี้ต้องเป็นคนแบบนี้

การที่คุณเป็นคนฟังเพลง แล้วก็เป็นคนดูหนังด้วย มันเกิดความสัมพันธ์ระหว่างสองเรื่องนี้อย่างไร

    ตอนแรกๆ ที่เริ่มดูหนังจะไม่ค่อยรู้สึกมาก ก็จะดูไป จนพอมาหลังๆ เริ่มเจอหนังที่เพลงค่อนข้างจะเป็นพระเอกเหมือนกันเช่น In the Mood for Love (2000) ที่เพลงเป็นพระเอกมาก ซึ่งน่าจะเป็นแผ่นแรกๆ ที่ผมซื้อมาฟัง คือดูหนังจบไปหนึ่งอาทิตย์แล้วก็ไปซื้อซาวนด์แทร็กมาฟัง ซึ่งนั่นก็เป็นแผ่นปลอมอยู่ดี (หัวเราะ) ซื้อที่ร้านพี่แว่น เพราะไม่รู้จะซื้อที่ไหนเหมือนกัน แต่พี่แว่นก็ดันมีหมดเลย คือเมื่อก่อนไม่รู้ว่าการฟังเพลงที่มีแต่ดนตรีบรรเลงคืออะไร เพลงไม่มีเนื้อร้องมีแต่ดนตรีคืออะไร จนพอได้ดูหนัง พอดูจบแล้วยังรู้สึกว่าเพลงที่ฟังยังคงอยู่ แล้วเรายังฮัมเพลงได้อยู่ ตามมาด้วยภาพในหนังก็ยังอยู่ ก็เลยคิดว่าเพลงมันมีส่วนสำคัญ ผมว่าอย่าง หว่อง กาไว เขาก็เป็นคนฟังเพลงเยอะ แล้วเซนส์การเลือกเพลงเขาดีเลย เพลงในหนังของเขาเลยเด่นขึ้นมาเท่าๆ กับหนังที่เขาทำ แล้วเพลงก็เป็นสิ่งจำเป็นกับหนังของเขาด้วย เพราะหนังอาจจะไม่ได้มีสตอรี่อะไรมากมาย ต้องใช้วิชวลและใช้ซาวนด์ช่วยไปด้วยพร้อมๆ กัน

    ช่วงหลังปี 2000 ผมก็เริ่มดูหนังจำพวกนี้เยอะขึ้น พอดูหนังอย่าง All About Lily Chou-Chou (2001) เราก็รีบไปหาเพลงมาฟัง ช่วงนั้นเป็นช่วงที่รู้สึกว่ามีเพลงจากหนังดีๆ เยอะมาก คงเกิดทันยุคนั้นด้วยเลยได้ทั้งเพลงกับหนังที่เป็นอินดี้ เลยทำให้ได้มีการไปต่อยอดต่อ อย่างเช่นเพลงใน In the Mood for Love หว่อง กาไว ใช้เพลงของ แนต คิง โคล ซึ่งเราก็ไม่รู้จักหรอกแต่พอฟังเพลงนี้แล้วชอบ เราก็จะไปหาว่าศิลปินคนนี้ร้องเพลงอะไรอีก ก็จะตามหาต่อๆ ไป ซึ่งทำให้ผมได้เพลงใหม่ๆ จากซาวนด์แทร็กเยอะมาก เพราะเวลาชอบเพลงไหนเป็นพิเศษก็จะเดาว่านักดนตรีคนนี้คงทำเพลงประมาณนี้ พอเราจูนติด เราก็จะเริ่มไปตามงานส่วนตัวของเขา ส่วนใหญ่จะรู้จักศิลปินใหม่ๆ จากหนังอีกที พอได้ฟังซาวด์แทร็กก็เหมือนกับได้ฟังตัวอย่างเพลงของศิลปินวงนั้นๆ ก่อนด้วย ถ้าเกิดว่าดี เราก็จะไปตามต่อ

    ตอนนั้นก็จะเริ่มฟังสกอร์ (Score) ภาพยนตร์ได้มากขึ้น เวลาดูหนังจะเริ่มเห็นเลเยอร์ของเพลงมากขึ้น เพลงมันมาตอนไหน ก็จะจับการวางจังหวะของเพลงได้มากขึ้น ถ้าเป็นตอนดูหนังสมัยก่อนตอนที่เพลงเข้ามาก็จะไม่รู้เรื่องด้วยซ้ำ แต่เดี๋ยวนี้จะจับได้ว่าอารมณ์นี้ทำไมต้องเพลงนี้ แล้วจะเริ่มคิดไปเรื่อยๆ ว่าทำไมเขาถึงใช้เครื่องดนตรีนี้ ทำไมถึงไม่ใช้อันนั้น

คุณชื่นชอบการเลือกใช้เพลงในหนังของผู้กำกับภาพยนตร์คนไหนบ้าง

    ผมว่า โซเฟีย คอปโปลา เลือกเก่ง เควนติน ทาแรนติโน หรือ พอล โธมัส แอนเดอร์สัน กับ หว่อง กาไว ก็เก่ง จริงๆ พี่ต้อม (เป็นเอก รัตนเรือง) ก็เลือกเก่ง เพลงเขาอาจจะเก่าหน่อย อย่างหนัง ฝัน บ้า คาราโอเกะ (1997) ได้เห็นว่าเขาเลือกใช้เพลงของ โยคีเพลย์บอย เพลงนี้เลยเหรอ แล้วพอมาดูตอนนี้ก็ยังรู้สึกโอเคอยู่ รู้สึกว่าพี่เขาเลือกเพลงเก่ง

    อีกคนหนึ่งที่เลือกเพลงเก่งก็คือ พี่เจ้ย (อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล) ไม่ใช่แค่เลือกเพลง แต่เขาทำปฏิกิริยากับคัตติ้งในหนังและบรรยากาศด้วย คือการได้ดู สุดเสน่หา (2002) ครั้งแรกในโรงของผม ตอนนั้นผมอยู่ปี 1 ก็ตามงานของพี่เขามาเรื่อยๆ ตอนนั้น สุดเสน่หา ได้รางวัลแล้วก็ได้ฉายในโรงเป็นเรื่องเป็นราว ซึ่งเป็นฉบับที่ยังไม่ได้ถูกตัดอะไรเลย แล้วผมได้ดู หนังเริ่มไปครึ่งชั่วโมงแล้วยังไม่เข้าไตเติล แล้วอยู่ดีๆ ก็เป็นฉากขับรถในป่าแล้วก็เปิดเพลง Nadia (นาเดีย สุทธิกุลพานิช) ชื่อเพลง หวานฉ่ำ เราก็งงว่ามันคืออะไร เกิดการรับรู้ที่ทำให้ตกใจ ช็อกไปเลย ในอารมณ์ขับรถในป่าแบบที่เราคิด ควรจะเป็นเพลงลูกทุ่งหรือคันทรีน่าจะเข้ากับในซีนนั้นมากกว่า แต่พอได้ยินเพลงนาเดียก็เกิดคำถามว่า 'นี่มันคืออะไร' (หัวเราะ) เลยรู้สึกว่ามันเจ๋งมากเลย มันเป็นภาพกับเสียงที่มาบวกกับฉาก พอเวลาเราดูแล้วเกิดความรู้สึกรับรู้บางอย่างคล้ายว่าพอเวลาดูรูปนี้แล้วสวย ฟังเพลงนี้แล้วเพราะ แต่อันนี้คือหนัง ก็พบว่าเพลงแบบนี้วางตรงนี้ดันได้ผล ผมว่าอันนี้ก็คือความใหม่มากๆ แล้วก็ไม่เคยคิดว่าจะมีเพลงนาเดีย หรือ Mr. Z อยู่ในหนังแบบนี้แล้วมันได้มู้ดอีกแบบหนึ่งไปเลย

    หลังจากนั้นในแวดวงคนทำหนังสั้นก็มีการทำอะไรแบบนี้เยอะมากจากต้นแบบคือหนังเรื่องนี้ ซึ่งผมไม่รู้ว่าพี่เจ้ยใช้ความกล้าหรือเปล่า หรืออาจเป็นความรู้สึกในการวางให้มันเข้ากันของเขาก็ได้ แต่ถ้าเป็นเราในยุคที่ยังไม่มีคนทำแบบนี้ เราจะนึกไม่ออกว่าดีหรือไม่ดีเลย ต้องลองดู รู้สึกว่าอันนี้คือการเลือกเพลงที่ถูกต้อง และทำให้กลายเป็นลายเซ็นเขาไปด้วย

คุณมีคอมโพสเซอร์ทำสกอร์ภาพยนตร์ที่ชื่นชอบไหม

    ถ้าให้นึกเร็วๆ ตอนนี้ก็น่าจะเป็น จอน ไบรออน [Magnolia (1999), Eternal Sunshine of the Spotless Mind (2004)] แล้วจะเห็นลายเซ็นของเขาได้ทันที พอไล่ฟังจากหลายๆ เพลงหลายๆ เรื่องก็จะชอบคนนี้ ส่วนคนอื่นก็จะแล้วแต่เรื่อง จริงๆ พวก เรียวอิชิ ซากาโมโต [Merry Christmas Mr. Lawrence (1983), The Last Emperor (1987)] ผมก็ชอบนะครับ คนอื่นๆ อย่างคอมโพสเซอร์ที่ทำสกอร์ให้ Under the Skin (2013) หรือ Arrival (2016) ก็รู้สึกว่าเจ๋งดี เพราะว่าเวลาฟังแล้วมีคาแรกเตอร์ที่เหมาะกับหนังมาก สมมติว่าได้ยินเสียงประมาณนี้ เราจะฟังแล้วนึกถึงหนังเรื่องนั้นเลย หรือบางครั้งต่อให้เราฟังจากเพลงอื่นก็จะนึกถึงหนังเรื่องนั้นอยู่ดี เพราะว่าคาแรกเตอร์มันแรงมากเลย อย่าง Under the Skin คาแรกเตอร์จะแรงมาก จะรู้สึกดีกับคนที่สามารถทำเพลงแบบนั้นได้

ในวันที่คุณเป็นผู้กำกับภาพยนตร์เต็มตัว นอกจากเรื่องบท เรื่องการกำกับ และอื่นๆ แล้ว วิธีคิดเรื่องเพลงในหนังของคุณเป็นอย่างไร อย่างเช่นในเรื่องแรกคือ 36 คุณมีวิธีการคิดเรื่องเพลงอย่างไรบ้าง

    ใน 36 (2012) ผมเลือกใช้ อ๊อฟ-วุฒิพงศ์ ลี้ตระกูล (มือกีตาร์วง Desktop Error) ปกติทำเพลงจะนึกพร้อมกับสคริปต์ นึกพร้อมๆ กับการตัดต่อ อย่างบางเพลงนึกไว้ พอมาวางในขั้นตอนการตัดต่อแล้วไม่ได้ก็ต้องเปลี่ยน ก็เลยต้องนึกไปพร้อมๆ กัน เหมือนไม่ใช่แค่ว่าจะอยากวางเพลงไหน แต่ต้องดูเพซซิ่ง (pacing) ของหนังด้วยว่าช้าเร็วขนาดไหน หรือฉากนั้นต้องการอารมณ์ประมาณไหนอยู่ สมมติเช่น ตอนทำ ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ (2015) เพลงที่หายากที่สุดคือเพลงช่วงที่ตัวเอกทำงานหนักๆ ตอนท้าย ซึ่งสุดท้ายเราเจอเพลง รอผล… ของ ภูมิจิต คือหากันนานมาก บางอันก็โหดไป บางอันก็เป็นสงครามเกินไป บางอันดุ มีแค่จังหวะเร่งๆ แต่ไร้อารมณ์ ก็หาไปเรื่อยๆ ต้องค่อยๆ นึกไปเรื่อยๆ ก็ไปนึกถึงเพลงนี้ด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่รู้ มีความใกล้เคียงกับภาพในหัว ก็เลยเอาเพลงนี้ไปลองวางดูแล้วก็เข้ากันดี เพราะเพลงนี้มีเซนส์แบบคล้ายๆ สงครามแต่ก็มีอารมณ์แบบดำดิ่งอยู่ด้วยซึ่งเหมาะ แบบนี้คือการที่เรามานึกเพลงเอาทีหลังครับ

    อย่างตอนทำ ฟรีแลนซ์ฯ ช่วงเขียนบทก็จะนึกถึงเพลง บางสิ่ง ของ โมเดิร์นด็อก ฟังดูเข้าเหมือนกัน ตอนแรกก็นึกว่าใช้ได้ แต่สุดท้ายก็ใช้ไม่ได้ พอวางดูก็ไม่เข้า เพราะฉะนั้นเพลงก็เหมือนจะเกิดขึ้นมาพร้อมกับสคริปต์ส่วนหนึ่ง ดูเพซซิ่งของหนังด้วยอีกส่วนหนึ่ง ทีนี้วนกลับมาที่หนังเรื่อง 36 ก็คือผมจำไม่ได้เสียทีเดียวว่าทำไมต้องเป็นกีตาร์โปร่ง จำไม่ได้ว่ามีไอเดียมาจากอะไร ไม่รู้ว่ามาจากสคริปต์หรืออะไรนะ แต่คิดว่าน่าจะมาจากตัวหนังนี่แหละ สมมติว่าเราตัดได้ดราฟต์ (Draft) หนึ่ง เราก็จะเริ่มวางเพลงที่น่าจะใช้ได้ แต่ไม่ได้ไปบอกนักดนตรีว่าต้องการแบบนี้ๆ เราแค่จะพยายามหาเซนส์ที่มันใกล้ๆ แล้วให้เขาไปสร้างขึ้นเองมากกว่า ซึ่งพอวางไปวางมาก็สรุปว่าเป็นเสียงกีตาร์โปร่งเป็นหลัก

เพลง Still โดย วุฒิพงศ์ ลี้ตระกูล


ทำไมถึงเลือกอ๊อฟมาทำเพลงให้หนังเรื่อง 36

    เคยฟังเขาทำเพลงให้หนังสั้นให้พวงสร้อย (พวงสร้อย อักษรสว่าง) เรื่อง Swimming Pool (2011) ครับ ก็เลยรู้สึกว่าคนนี้เซนส์ใกล้กันดี หรือผมเองอาจจะเคยเอาเพลงนี้ไปลองวางกับหนังเรื่อง 36 ด้วยซ้ำถ้าจำไม่ผิด คือมันไม่ตรงหรอก แต่ว่าเซนส์มันใกล้ ก็เลยตัดสินใจเอาคนนี้ เหมือนกับว่าพอเราเลือกนักดนตรี เราก็ต้องใช้เซนส์ของเขาครึ่งหนึ่งเลย เพราะเป็นงานที่เราไปแก้อะไรไม่ได้ ไม่รู้จะแก้ยังไงเหมือนกัน เลยต้องเลือกคนที่เซนส์ใกล้ๆ กันอยู่แล้วในการปรับแก้อะไรเพิ่มเติมก็จะไม่มากมาย เพราะถ้าเลือกเซนส์ผิด เราก็จะมาคิดว่าทำไมมันไม่ใช่สักที แล้วถ้าให้เราลงไประบุว่าปรับโน้ตตัวที่ 4 หรือปรับเมโลดี้ตรงนี้หน่อย อะไรแบบนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องทำ เราไม่ใช่นักดนตรี เราไม่สามารถแก้ไขได้ละเอียดขนาดนั้นเลย

เวลาบรีฟกับคนทำดนตรี คุณพูดคุยกับเขาอย่างไร

    ช่วงแรกจะเป็นการคุยแบบ 'อยากได้เพลงที่ฟังแล้วรู้สึกถึงลมพัดเบาๆ' (หัวเราะ) เราก็งงตัวเองว่าไปบรีฟอะไรแบบนั้น แต่พอมาช่วงหลังๆ เราเริ่มรู้แล้วว่า ตรงนี้อาจจะดูร่าเริงไปเพราะโน้ตอาจจะสูง หลังๆ เราจะละเอียดขึ้นจากการที่เรารู้ว่าจะเข้าไปบอกแก้ตรงจุดไหนดี รู้ว่าจะบรีฟเพลงแบบไหนได้มากขึ้น พอมาช่วงที่ทำ Mary is Happy, Mary is Happy (2013) เราก็จะชัดขึ้น ก็เลือกพี่จูน (โสมสิริ แสงแก้ว วง Bear Garden) มาทำดนตรีให้ ที่เลือกเพราะเซนส์พี่จูนใกล้กับที่เราต้องการมาก เพลงเขาเด็ก เพราะเป็นเรื่องของเด็กผู้หญิง และเขาก็มีความเป็นดนตรี D.I.Y. นิดๆ ก็เลยบรีฟว่า 'ทำเพลงออกมาให้คล้ายๆ วงโยธวาทิตที่เล่นไม่ค่อยเก่ง' เขาก็ต้องไปจัดการด้วยการเล่นให้มันผิด เล่นๆ หยุดๆ ผิดเพี้ยนได้หมดเลย เพื่อให้ได้เซนส์แบบที่ต้องการอยู่ในหนัง อารมณ์ในหนังครึ่งแรกอาจจะเป็นแบบนั้น แต่พอมาครึ่งหลังจะเป็นเพลงที่จริงจังขึ้น แล้วเราก็อยากได้เครื่องเป่าด้วย ก็จะระบุว่าอยากได้กลอง กีตาร์ แล้วก็เครื่องเป่า เป็น 3 ชิ้นหลัก เพราะเราเริ่มรู้แล้วว่าเครื่องดนตรีต่างๆ ก็มีผลแสดงออกมาเป็นอารมณ์แบบไหน ก็ขึ้นอยู่กับเครื่องดนตรีที่เราเลือกใช้ด้วย อย่างพอเวลาไปดูหนังของคนอื่นก็จะหาสาเหตุว่าทำไมใช้เพลงแบบนี้ เราก็จะนึกออกว่าเขาใช้เพราะเหตุผลอะไร ก็จะเริ่มรู้มากขึ้นเรื่อยๆ พอมาทำเรื่องที่ 2 ก็เริ่มบรีฟได้ดีขึ้น อย่างน้อยก็เริ่มระบุเครื่องดนตรีได้ (หัวเราะ) จนหลังๆ ช่วงทำ Die Tomorrow (2017) จะเริ่มรู้ถึงขั้นว่าเมโลดี้ที่เราชอบมันคือเมโลดี้แบบสูงสลับต่ำ เพราะว่าหนังเรามันจะเป็นลักษณะนั้น เวลาน้องเขาเล่นไม่ได้ เราจะปรับไปปรับมาจนได้ แล้วก็จะสังเกตว่าทำไมมันถึงได้ จะมีอารมณ์แบบบิตเตอร์สวีต (Bitter Sweet) นิดหนึ่ง จนช่วงหลังๆ มา งานอื่นๆ เราก็จะเริ่มบรีฟงานแบบนี้มากขึ้น คือจะไม่ให้อารมณ์ขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างเดียวแต่ให้ลงด้วย แบบสลับๆ จังหวะกัน

ตอนทำ Mary is Happy, Mary is Happy คุณมีโปรเจกต์ Mary, Retweeted ชวนวงดนตรีต่างๆ มาร่วมทำเพลงด้วย มันมีที่มาที่ไปอย่างไร

    เราคิดตามคอนเซปต์จากในหนังที่เรานำทวิตเตอร์มาตีความเป็นภาพยนตร์ เราก็เลยคิดว่าถ้าเอาทวิตเตอร์มาเป็นเพลงด้วยจะเป็นยังไง ก็คิดตรงไปตรงมาง่ายๆ ซึ่งจริงๆ ก็กังวลในโจทย์เวลาส่งไปให้ศิลปินทำ ไม่รู้ว่าจะทำกันได้ไหม มันยากมากเลย โจทย์ที่เรามอบให้กับวงดนตรีต่างๆ ที่ชวนมาทำเพลงคือว่ามีทวิตของ แมรี่ มาโลนี (@marylony) อยู่ 410 ทวิต ก็ให้วงต่างๆ ไปเลือกมาอันหนึ่งมาทำเป็นเพลง แต่ชื่อเพลงต้องเป็นแบบนั้นนะ ซึ่งวงที่เราติดต่อไปก็ทำกันได้ อย่างวง Plot นี่คือมึงทำอันนี้ได้ยังไง (หัวเราะ) คือส่งมาก่อนวงแรกเลย 'มึงทำเพลงนี้ได้จริงๆ เหรอวะ' แล้วมันเพราะด้วย หรืออย่าง Plastic Plastic กับ Part Time Musicians เขาทำกันได้จริงๆ ซึ่งเป็นโปรเจกต์ที่สนุกมาก ถ้ามีงบประมาณเร็วๆ กว่านี้ก็อาจจะทำเป็น 10 วงเลย แต่ตอนนั้นเราทำได้แค่ 3 วงก็ทำแค่นั้น ก็สนุกดี

เพลง ไม่มีอะไรใหม่หรอก ทุกอย่างแม่งก็เก่าหมด ของ Plot


ตอนทำเรื่อง The Master (2014) ซึ่งเป็นหนังสารคดี คุณมีวิธีการจัดการเรื่องดนตรีประกอบภาพยนตร์อย่างไร

    อันนี้ยากเหมือนกันนะครับเพราะว่าพอหนังมันเป็นแบบทอล์กกิงเฮด (Talking Head) ล้วนๆ ภาพจะดูอ่อนแรงมาก หมายถึงว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีเพลง เพราะว่าอาจจะตายกันทั้งโรงแน่นอน พอเราจะทำหนังเรื่องนี้ให้ดูเป็นแนวสืบสวนก็ต้องการเพลงที่จะนำอารมณ์ประมาณหนึ่ง ก็จะดูทริลเลอร์โดยอัตโนมัติ ซึ่งเราก็ทำได้แค่บรีฟมู้ดแล้วให้คนทำเพลงเล่นไปเลยก็คือ พี่พิซซ่า (ชัยบรรฑิต พืชผลทรัพย์) แล้วก็พวกน้องๆ เรียนศิลปากร แล้วก็มีเต๊นที่อยู่วง Summer dress (ศิวนัส บุญศรีพรชัย) เขาก็แบ่งกันทำเพราะเพลงมันเยอะมาก ยาวมาก เพราะฉะนั้นเราจะบรีฟได้แค่ช่วงนี้เอามู้ดประมาณนี้ ช่วงนี้เร็ว ช่วงนี้ต้องช้า มีช่วงที่ยาว 10 นาทีด้วยเพราะเป็นบทพูดที่ยาว ซึ่งพอบรีฟตรงแล้ว ในแต่ละช่วงก็ปล่อยเขาทำ แล้วเราก็มาวางอีกทีหนึ่ง แล้วก็นั่งดู ดนตรีก็จะเล่นเป็นลูปมา เราก็จะดูว่าพาร์ตไหนมีการเปลี่ยนของเพลงบ้าง ถ้าเกิดว่าเพลงรีแลกซ์กับสิ่งที่คนพูดพูด ก็จะช่วยให้อารมณ์คนดูพุ่งขึ้นได้ เช่นตอนที่พี่ต้อม (เป็นเอก รัตนเรือง) พูดอะไรสักอย่างว่า 'แล้วคุณคิดว่าไง' ผมก็ทิ้งชอตให้คนดูตั้งคำถามในหัวว่าคิดอะไรยังไง ถ้าเพลงมันเล่นไปเรื่อยๆ ก็จะดูไม่มีอะไร คือพอคนพูดพูดให้หยุดคิด แล้วเพลงก็หยุดให้คิดตามด้วยกัน มันก็จะเริ่มได้สารที่เราอยากจะส่งละ เหมือนเพลงก็ช่วยพาไปถึงตรงนั้นด้วย ทีนี้เราก็มาดูว่าจุดไหนที่จะเป็นแบบนี้บ้าง หรือว่าช่วงนี้ต้องเร็วขึ้นนะ เพราะพาร์ตนี้กำลังจะจบมุ่งสู่อีกพาร์ตหนึ่ง ช่วงท้ายช่วยเร่งขึ้นให้เร็วกว่านี้หน่อยเพื่อจะส่งเข้าอีกพาร์ตหนึ่ง การทำงานในเรื่องนี้ก็จะเป็นลักษณะนี้ ช่วงที่ผมบอกว่ารู้เรื่องโน้ตขึ้นลงๆ ผมก็มารู้ตอนช่วงทำเรื่องนี้ล่ะ เพราะนั่งทำกันนานมาก เพราะเยอะ เหมือนง่ายนะ แต่เยอะ เหมือนดูภาพแล้วเราฟัง แล้วก็ต้องระบุจุดว่าช่วงไหนต้องเปลี่ยน ก็ต้องมานั่งดูว่าจะเปลี่ยนท่อนนี้ จะต้องทำยังไงบ้าง ต้องขึ้นลงยังไง น้องเขาก็ทำให้ดู ขึ้นเป็นแบบนี้ ลงเป็นแบบนี้ ขึ้นสลับลงเป็นแบบนี้ ก็ค่อยๆ ลองกันไป ด้วยความเป็นเด็กศิลปากร ด้วยก็จะอธิบายแบบเด็กเรียนดนตรี 'โน้ตเป็นแบบนี้ ถ้าเราใส่โน้ตนี้ก็จะเป็นแบบนี้ๆ' เราก็ฟังไม่ค่อยรู้เรื่องแต่มันก็มีผลจริงๆ เช่นเล่นบีตเร็วขึ้นจะรู้สึกแบบนี้ เล่นแบบบีตช้าลงเป็นแบบนี้ ก็เหมือนได้ความรู้จากการทำเรื่องพวกนั้นด้วย พี่พิซซ่าเขาเป็นอาจารย์ของแก๊งน้องๆ เขาก็เลยให้น้องๆ มาช่วยทำ ซึ่งถือว่าผมก็ได้เรียนไปด้วยพร้อมๆ กัน

The Master (Official Trailer)


มาถึงตอนทำหนังที่สเกลใหญ่ขึ้นอย่าง ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ คุณวางแผนเรื่องดนตรีไว้อย่างไร

    จริงๆ ตอนทำฟรีแลนซ์ฯ นั้นหาเรื่องทิศทางของดนตรีนานมากแล้ว เราเลยคิดไปคิดมา ไม่รู้ว่าเป็นอะไร แต่รู้สึกว่าเป็นกลอง ความพลาดมีประการเดียวคือหนังมันมาพร้อม Birdman (2014) กับ Whiplash (2014) ตอนนั้นก็ตกลงถึงขั้นว่าจะใช้หรือจะไม่ดี ก็รู้สึกว่าเราต่อยอดมาจาก แมรี่ฯ เหมือนผมถูกกับเซนส์กลอง อาจเป็นเพราะว่าผมเล่นกลองด้วย ตอนทำ แมรี่ฯ คิดว่าจะเป็นเสียงกลอง ซึ่งเอาเข้าจริงตอน The Master ก็เป็นแจ๊ซนิดๆ เหมือนกันนะ รู้สึกถูกเซนส์กับพวกเครื่องเคาะนิดหนึ่ง มาถึงเรื่อง ฟรีแลนซ์ฯ ซึ่งเราก็ไปหาเพลงมาเยอะแยะมากมาย ลองไปลองมาก็ไม่ได้สักที ก็เลยต้องวนกลับมาที่การใช้เสียงกลอง อาจเพราะเป็นเซนส์ส่วนตัวที่ชอบ รู้สึกว่าเข้ากับหนังที่สุด พอวางเพลงเสร็จก็เป็นช่วงที่ Birdman กับ Whiplash เพิ่งฉาย ก็เป็นช่วงกลางปี ซึ่งเขาใช้เสียงกลองทั้ง 2 เรื่องเลย เราก็มานั่งคิดว่าเอาไงดี เพราะระยะเวลาใกล้กับหนัง 2 เรื่องนั้นมากพอสมควร เราก็ไปหาเพลงอื่น มีคิดถึงแนวอย่างวง Plot ว่าจะได้ไหม เข้ากันไหม ซึ่งลองๆ ดูก็ไม่ได้ เราก็เลยต้องตามน้ำไป ใช้เสียงกลองไปเถอะ เราก็คิดว่ากลองในหนังเรื่องนี้ก็จะประมาณนี้ พี่โหน่ง (วิชญ วัฒนศัพท์ วง The Photo Sticker Machine) ก็ไปทำ ซึ่งจริงๆ แล้วก็เป็นแค่ครึ่งแรกของหนัง เพราะเข้าครึ่งหลังหนังก็จะไม่มีอะไรพวกนั้นแล้ว ก็กลายเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง ก็เหมือนเปลี่ยนไปตามองก์ของหนังไปเรื่อยๆ แต่ก็ช่วยไม่ได้ถ้าคนดูแล้วจะคิดถึงอะไรพวกนั้น เราก็หักแต้มตัวเองเพราะเราช้า ช่วยไม่ได้ แต่ถ้าสมมติว่า Birdman กับ Whiplash ฉายปีถัดไป ผมก็จะรอดจากการหาว่าไปลอกมา แต่ถ้าคนดูฟังแล้วยังคิดถึง 2 เรื่องนั้นก็ต้องยอมหักคะแนนตัวเองเพราะไม่สามารถหาอะไรมาทดแทนสิ่งที่ซ้ำได้ แต่ด้วยเวลาและความสามารถที่มี ก็ปล่อยไปตามนั้น

เพลงโปรโมต Vacation Time ของ Part Time Musicians คุณเป็นคนเลือกหรือเปล่า

    พี่วรรณ (วรรณฤดี พงษ์สิทธิศักดิ์) โปรดิวเซอร์หนังเป็นคนเลือก ตอนนั้นผมตัดหนังอยู่ แต่เขาต้องนึกเพลงโปรโมตแล้ว ความจริงมาจาก ไก่ (ณฐพล บุญประกอบ) ถามว่า 'เอาเพลงนี้ไหมพี่' เพราะว่าทุกๆ ครั้งที่ตัดหนังแต่ละเรื่องก็จะต้องนึกเพลงที่ใช้โปรโมตหนัง วิธีการก็คือ พี่เก้ง (จิระ มะลิกุล) กับ พี่วรรณ ก็มักจะถามทางฝั่งของพวกผมเด็กๆ ลงไปหน่อยว่ามีเพลงอะไรบ้าง ก็คงไปคุยกับไก่ ก็มีตัวเลือกเป็นเพลงของ Part Time Musicians คงเป็นเพื่อนๆ กันแนะนำเพลงนี้มา แล้วพอพี่วรรณเสนอเพลงนี้มา ผมก็งงว่าพี่รู้จักเพลงนี้ด้วยเหรอ เขาบอกว่าไก่บอกมา เขาก็บอกว่าก็เหมาะดีนะ แล้วผมเองก็รู้สึกว่าไม่ได้ติดอะไรเท่าไหร่ ก็รู้สึกว่าเข้ากันได้ เพราะพี่วรรณเขาเลือกมาพร้อมคอนเซปต์ด้วย ไม่ใช่เลือกเฉพาะเพลงที่ฮิตๆ เพลง Vacation Time มีความตรงกับหนังตรงที่ว่า การที่ตัวละครไปเจอหมอก็เหมือนเป็น Vacation Time เหมือนกัน พอเราฟังเราก็เห็นด้วย ไม่ได้ติดอะไร รู้สึกว่าเข้ากับหนังดี แล้วก็เปลี่ยนเป็น วี (วิโอเลต วอเทียร์) กับแสตมป์ (อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข) ร้อง เปลี่ยนจากเนื้อสากลเป็นไทย ก็น่าสนใจในเวลานั้น

ใน ฟรีแลนซ์ฯ ยังมีเพลงอื่นๆ อีกหลายเพลง มีเหตุผลอะไรในการเลือกเพลงเหล่านั้นบ้าง

    มีเพลงของ ณภัทร สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ซึ่งมาทีหลัง ไม่ได้นึกไว้ตั้งแต่แรก แต่เอาจริงๆ วิธีการเลือกนั้นง่ายมาก ก็คือเป็นเพลงที่เราชอบ ผมว่าทุกคนก็เป็นแบบนั้นนะ ก็เป็นความชอบในตัวเอง ซึ่งจะเป็นที่ชอบมากๆ จริงๆ ผมจะชอบ Bear Garden มาก เวลาทำหนังก็จะมีลิสต์เพลงอยู่ในหัวซึ่ง Bear Garden ก็จะเป็นหนึ่งในนั้นเสมอ ที่เราเอาไว้จับมาแมตช์กับหนังได้ อย่าง ณภัทร จริงๆ ก็ฟังบ่อยแต่ตอนแรกไม่ได้นึกถึง เราชอบซีนปีใหม่ ชอบเพลง วันใหม่ ซึ่งไม่มีในอัลบั้ม เหมือนเขาทำช่วงปีใหม่ของเขาเองเล่นๆ แล้วก็ปล่อยมาในช่วงปีใหม่ก่อนที่เราจะไปทำหนัง ซึ่งผมฟังบ่อยมาก แล้วพอมาถึงฉากปีใหม่ใน ฟรีแลนซ์ฯ ก็คือเราต้องวางเพลงนี้ในฉากนั้นก่อนเลย แล้วปรากฏว่ามันเข้ากันมากๆ พอมาถึงฉากเหงาๆ ของตัวละครก็เหมาะกับเพลงเขาอีก เลยเริ่มหาเพลงอื่นๆ ที่ชอบใกล้เคียงอะไรแบบนี้

เพลง วันใหม่ ของ ณภัทร สนิทวงศ์

    ก็เริ่มไปต่อที่เพลง เวลานี้ ของคุณณภัทรซึ่งผมก็ฟังบ่อย แล้วก็มีอีกเพลงคือเพลง ดวงอาทิตย์ ซึ่งผมไม่ได้ฟังบ่อย แต่ก็กดไปเรื่อยๆ แล้วก็นั่งฟัง ก็มีความรู้สึกว่าเพลงนี้ควรอยู่ตอนจบ ไม่รู้ว่าเพราะอะไร พอตอนจบของหนังจริงๆ ผมจำไม่ได้ว่าผมนึกเพลงอะไรไว้หรือไม่นะ แต่รู้สึกว่ามันต้องเพลงนี้ เราก็วาง วางแล้วแบบโคตรเข้า เพราะมีฉากนั่งมองดวงอาทิตย์ด้วย ก็เลยรู้สึกว่าหมอก็คือดวงอาทิตย์ของตัวเอกในเรื่อง ซึ่งมันก็เข้าล็อกกันหมดเลย แล้วผมจะมีความสุขกับการเจอเพลงแบบนี้ เพราะว่าเหมือนกับการจับคลุมถุงชน แต่เป็นการคลุมถุงชนที่เขารักกันพอดี ตอนที่ ณภัทรเขาแต่งก็คงไปเจออะไรของเขาไป เราก็ทำหนังของเรา แต่พอเพลงมาอยู่รวมกันกับหนังมันโคตรเข้ากัน แล้วก็จะมีความสุขอีกอย่างคือ เวลาตัดหนังเสร็จแล้วก็คิดถึงเพลงอะไรดีวะ ก็แบบเอาเพลงนี้ละกัน แล้วมันเข้ากัน จังหวะเดียวกัน เป็นความบังเอิญที่แมตช์แล้วก็พอดีมากๆ ก็เลยรู้สึกสนุกในการวางเพลง แล้วก็จะมีความท้าทาย แบบซีนนี้จะต้องหาเพลงแบบนี้ให้ได้พอดีกันมากๆ ให้ได้ ก็จะเริ่มใช้คลังเพลงที่เคยมีอยู่มาแมตช์ให้เข้า หรืออย่างหนังสั้น Thank you for Sharing เราก็จะใช้เพลงจากอัลบั้ม Smallroom 003 ชื่อเพลง Fez ของ Neil & Iraiza ที่เราไปเจอมา หรืออย่างงานที่ทำให้ Central Embassy เราก็ใช้เพลงของ ฮารุกะ นาคามูระ ซึ่งเป็นเพลงที่เราชอบ

เพลง Arne ของ ฮารุกะ นาคามูระ


ใน Die Tomorrow ทำไมคุณถึงเลือก Plastic Plastic มาทำดนตรี แล้วทำไมถึงให้เป็นเพลงบรรเลงเปียโน

    ตอนที่ทำก็ไม่รู้ว่าจะทำเพลงอะไรเหมือนกันนะ ซึ่งก็เป็นเรื่องยากเหมือนกัน มีความคิดถึงขั้นที่ว่า หรือไม่ต้องมีก็ได้นะ แต่ถ้าไม่มีเพลงก็จะรู้สึกว่ามันนิ่ง ที่ชัดมากๆ เลยคือฉากของเต้ย (จรินทร์พร จุนเกียรติ) ต้องลองดูเวอร์ชันมีเพลงกับไม่มีเทียบกัน คือกลายเป็นหนังคนละม้วนกันเลย เวลาตัดต่อกันอยู่เราก็จะทดลองว่า ลองมีเพลงอาจจะดูเยอะไปไหม ไหนลองตัดเพลงออกซิ ปรากฏว่าความหมายมันต่างกันมากเลย ต้องมีเพลงล่ะถูกแล้ว แล้วเราก็หากันอยู่พักหนึ่งว่าเป็นเพลงอะไร สุดท้ายเพลงที่เหมาะที่สุดคือเพลงคลาสสิกของ โกลด เดอบูว์ซี ซึ่งเป็นเพลงที่พอวางแล้วรู้สึกเข้า แล้วพอหาสาเหตุว่าทำไมถึงเข้ากับฉากนี้ ก็เหมือนกับว่าถ้าเราจะทำหนังเกี่ยวกับวันธรรมดาเพลงก็ต้องธรรมดา พอเราลองวางเพลงอื่นๆ ก็ไม่เข้า ก็ลองลดเพลงลงมาเรื่อยๆ เราจะรับรู้ได้ว่าอะไรที่มันเกินขีดธรรมดาขึ้นมา เราจะรู้สึกได้เลยว่าจะต้องกดมันลงไป เพราะงั้นเราเลยรู้ว่าเรื่องนี้ไม่สามารถใช้สกอร์แบบบิลต์ๆ ได้เลย เพราะว่าเราต้องการเล่าเกี่ยวกับวันธรรมดามาก มีเพลงก็เหมือนไม่มี หมายถึงมีเป็นบรรยากาศ พอวางๆ เพลงนี้ก็มีคนทักว่า เหมือนเพลงโรงแรมเลย เหมือนเราเดินไปโรงแรมเหมือนรู้สึกว่าไม่มีเพลง แต่ก็มี เราก็นั่งคิดว่าก็เหมาะดีนะ พอวางแล้วดูไปพร้อมกับหนังก็รู้สึกว่าถูกต้อง แล้วก็เป็นสิ่งที่ใช้บรีฟน้องเพลง (ต้องตา จิตดี วง Plastic Plastic) ด้วย จะบอกน้องว่า เหมือนน้องเล่นเปียโนอยู่ในโรงแรมแล้วมองเห็นอุบัติเหตุอยู่ด้านล่างแต่เราก็เล่นไปด้วย ซึ่งไอเดียก็จะคล้ายๆ พระเจ้ามองคนจริงๆ ซึ่งก็ตรงกับหนังมาก เพราะเรื่องนี้คือ หนึ่ง เป็นการสังเกตคน สอง เป็นวันธรรมดา จะไม่มีจังหวะขึ้นลงดราม่าหรืออะไรแบบนี้ ก็เลยรู้สึกว่าดนตรีแบบนี้ก็ถูกต้องเลย ควรจะเป็นแบบนี้

    ที่เลือกน้องเพลงก็เพราะรู้สึกว่าน้องเขาเป็นนักดนตรีสายเปียโนคลาสสิก เขาน่าจะทำได้ แล้วเราก็อยากได้เซนส์เพลงป๊อปของ Plastic Plastic ด้วย เราก็เลยลองเลือกน้องเพลงละกัน เพลงกับป้อง (ปกป้อง จิตดี) น่าจะช่วยกันได้ ก็เลยบอกให้น้องดูวิธีเล่นของเดอบูว์ซี ลองดูวิธีที่เขาเล่น เรารู้เลยว่า พอเพลงไหลๆ แบบนี้เราก็ไปบรีฟเจาะจงให้ทำแค่บางอย่างไม่ได้ เราก็เลยเลือกวิธีให้น้องไปศึกษาจากดนตรีแบบที่เราต้องการ ก็ให้น้องใช้วิธีนี้ แล้วก็เล่นเป็นเพลงของตัวเองออกมาอีกที พอน้องเขาไปศึกษาวิธีเล่นมาก็ตรงกับหนังมาก เพลงที่ออกมาดูธรรมดาแต่ข้างในมีรายละเอียดเยอะ แสดงว่าถูกต้อง อย่างพอถึงฉากเต้ย เพลงมันดูไม่มีอะไร แต่ว่าก็เหมือนมีอะไรแฝงอยู่ เขาเปลี่ยนโน้ตอะไรของเขาไม่รู้ พอเปลี่ยนนิดเดียวทุกอย่างก็เปลี่ยนหมดเลย ก็เลยรู้สึกว่ามาถูก แต่ก็แก้อยู่เยอะเหมือนกัน อย่างตอนแรกก็ต้องแก้เซนส์ป๊อปเขาลง เขาเล่นออกมาดราฟต์แรกเหมือน โจ ฮิซาอิชิ (คอมโพสเซอร์ชาวญี่ปุ่นที่ทำเพลงให้ สตูดิโอ จิบลิ) จนผมตกใจ เป็นเปียโนที่มีเมโลดี้ ซึ่งดีนะ ฟังแล้วก็ชอบ แต่เรื่องนี้เราต้องยั้งใจไว้ แล้วก็ตัดออกไป เพราะว่าชอบแต่ใส่แล้วแปลก ก็ลดทอนจนไม่รู้นักดนตรีรู้สึกยังไง (หัวเราะ) แต่ก็ทอนจนมันเรียบไปเลย พอคนดูทักว่าเหมือนได้ฟังเพลงโรงแรม สำหรับคนดูอาจจะคิดว่ามีทำไมวะ มันธรรมดาไปหรือเปล่าวะ แต่สำหรับเรา มันถูกต้องแล้วสำหรับหนังเรื่องนี้

    เรื่องนี้ก็บู๊สุดๆ เหมือนเรารู้วิธีแล้วด้วยมั้ง พอเราเริ่มรู้ก็เหมือนเล่นอะไรกับดนตรีได้เยอะขึ้น ก็รู้สึกว่าสนุกดี แต่เวลาแก้ก็แก้ยาก เหมือนน้องเขาต้องไปเล่นทั้งหมดอีกทีเลย คือบอกไม่ได้ว่าทำไมมันไม่ถูก แต่มีความรู้สึกแค่ว่าต้องช้าลงแค่นี้ ลองเล่นให้ดูหน่อยได้ไหม (หัวเราะ)

     เรื่อง Die Tomorrow นี่แค่ฉากแรกที่ดนตรีขึ้นก็ยากแล้ว คือซีนที่แม่บ้านเข้ามาทำความสะอาดห้อง ว่าจะเอาดนตรีขึ้นตรงไหน ยากตรงที่ถ้าเป็นหนังแบบปกติ ถ้าคุณมีภาพกว้างแล้วถ่ายเจาะ เพลงค่อยขึ้น อันนี้คือแบบปกติ เหมือนกับเราเห็นความหมายของมันน่ะ สมมติว่าหนังเราถ่ายภาพกว้าง เห็นแม่บ้านเดินเข้ามา ถือหนังสือคู่สร้างคู่สม คัตรับใกล้เป็นหนังสือคู่สร้างคู่สม แล้วเพลงขึ้น คนก็จะเข้าใจความหมาย มันจะเมกเซนส์ แต่หนังของเราเลือกที่จะไม่ถ่ายเจาะอะไรเลย ถ่ายมุมกว้างเลย เราก็จะกะจังหวะยากว่าจะขึ้นตรงไหนดีวะ ถ้าขึ้นตรงหนังสือนี่คนดูจะรู้ใช่ไหมว่าขึ้นตรงหนังสือ แล้วจะรู้ไหมว่าแปลว่าอะไร อันนี้อธิบายยากเหมือนกัน แต่ฉากนี้ก็คือแก้กันจนสุดท้ายเลยเหมือนกัน ดูแล้วขึ้นเร็วไป ขึ้นอีกที่ก็ช้าไป ต่างกันแบบ 7 วินาทีแต่ผมรู้สึกว่าขึ้นก่อนก็ผิด ขึ้นเร็วหน่อยก็ยังผิด แสดงว่าไม่ใช่ตรงนี้ละ หลังจากซีนที่มีหนังสือก็ยังไม่มีอะไร ก็ตัดไปช่วงกวาดของบนโต๊ะ พอขึ้นตรงนี้ก็คือใช่ คือไม่เน้นตรงที่เก็บหนังสือแล้วเพลงขึ้นเลย มันจะดราม่า เก็บแล้วไปกวาดโต๊ะ นั่นคือสิ่งที่เราจะพูด เพราะว่าหนังสือคือสิ่งที่ไม่มีความสำคัญอะไร มันผ่านไป สิ่งที่เราเน้นคือเราจะเก็บทุกอย่างออกให้หมด แต่นี่อาจจะเป็นความรู้สึกแค่ในมุมคนทำอย่างเดียวก็ได้ คนดูอาจไม่ได้ดูเรื่องอะไรนะ (หัวเราะ) คือในมุมคนทำจะรู้สึกว่าตรงนี้ขึ้นเพราะอะไร ดีไม่ดี พยายามหาสิ่งที่เมกเซนส์ของเรา คนดูจะรู้ไม่รู้ก็ไม่เป็นไร แต่เราจะมีวิธีสื่อสารส่วนตัวของเรา ทำไมเราขึ้นตรงนี้แต่ทำไมเราไม่ขึ้นตรงนี้ พอเราหาจุดได้ว่าจะต้องเป็นช่วงกวาดของบนโต๊ะ เราก็ค้นพบว่าขึ้นเพลงเร็วไป ก่อนที่จะเป็นดราฟต์อันนี้ก็จะเล่นเพลงอีกแบบหนึ่ง เราก็ไปบอกน้องว่าเอาตรงนี้แหละ แต่ช่วยค่อยๆ ขึ้นได้ไหม ตอนแก้ตอนแรกก็ส่งเพลงกลับไปกลับมา แก้ทีก็หายไป 5-6 ชั่วโมง ตอนหลังเริ่มไม่ไหวก็เลยเรียกน้องมาทำเพลงกันที่ห้องทำซาวนด์เลย ให้เขาขนของกันมา เพราะว่าส่งไปส่งมาแล้วไม่รู้เรื่อง (หัวเราะ) ซึ่งสนุกดี ผมว่าน้องเพลงคงไม่เคยทำสกอร์หนังที่ต้องเข้าห้องมิกซ์แล้วมีจอหนังที่ใหญ่สัดๆ แบบนี้ (หัวเราะ)

ทราบว่าตอนเขียนบทหนัง คุณชอบเปิดเพลงฟังไปด้วย อย่างตอนที่ทำเรื่อง ฟรีแลนซ์ฯ คุณเคยบอกว่าเปิดเพลงของ ไอมี มานน์ ฟัง อยากรู้ว่ามีหลักในการเลือกเพลงมาเปิดฟังตอนเขียนบทอย่างไร

    มันเป็นเรื่องของมู้ดตอนเขียนด้วย เพราะเขียนบทมีแต่ตัวอักษร เวลาที่เราจะเขียนเราต้องนึกในหัวเองว่าภาพมันคืออะไร บางอย่างจะดูดีขึ้นเมื่อเรานึกถึงเพลงได้ ซึ่งบางครั้งเวลาที่เจอเพลงที่ค่อนข้างจะใกล้เคียงก็จะฟังระหว่างเขียน เป็นงานที่ใช้พลังจิตประมาณหนึ่ง เพราะไม่มีอะไรเลยตรงหน้า แค่เขียนแล้วมานึกว่าถูกต้องหรือเปล่า ต้องมานั่งเดาภาพที่จะเกิดขึ้น เพลงก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้รู้ว่าสิ่งที่เราคิดนั้นถูกต้องหรือไม่ มู้ดหนังเราเป็นแบบไหน คือแบบว่าอย่าผิด เพราะเวลาเราเขียนจะมีสิทธิ์หลงอยู่ตลอดเวลา พอสมาธิสั้นเมื่อไหร่ก็อาจจะทำให้ไปยึดติดกับสิ่งที่เจอภายนอกได้ เพราะบางทีจะเขียนแต่ละทีก็ต้องเช็กตัวเองบอกตัวเองว่าหนังเราเร็วช้าแค่นี้นะ อย่าไปมากกว่านั้นเพราะอาจทำให้ผิดได้ จะมีสิทธิ์ลืมได้ตลอดเวลา เพราะงั้นตอนเขียนก็จะมีการเปิดเพลงที่มู้ดค่อนข้างใกล้เคียงฟัง ซึ่งเพลงนี้สุดท้ายอาจจะไม่ได้ใช้ก็ได้ สมมติตอนทำ Die Tomorrow ก็จะนึกถึงวงพรู อัลบั้ม Zero ตลอดเวลา มันดูมีความใกล้เคียงประมาณหนึ่ง ซึ่งอย่างของวงพรู เราก็จะไม่ได้ใช้ในหนัง แต่จะใช้ในเทรลเลอร์แทน

Die Tomorrow (International Trailer)

    คือแต่ละเรื่องก็จะมีเพลงที่ใช้ประกอบการเขียน อย่างเรื่อง ฟรีแลนซ์ฯ ตอนเขียนบทช่วงหลังๆ ก็จะเปิดเพลงของ ไอมี มานน์ ฟัง มันจะไกด์มู้ดให้เรา เหมือนเป็นงานพลังจิตประมาณหนึ่ง (หัวเราะ) มีแต่ภาพลอยๆ น่ะ ผมรู้สึกว่าจะทำงานพวกนี้ได้ก็ต้องรักษาจิตให้ได้ประมาณหนึ่ง หมายถึงว่าถ้าเรามีเรื่องฟุ้งซ่านหรือมีเรื่องคิด มันจะทำงานไม่ได้ สมมติเขียนบทหนังโฆษณาวันนี้ไม่เสร็จมาเขียนต่อพรุ่งนี้ เมื่อจบที่ตรงไหน พอมาทำอีกทีมันจะเหมือนการโหลดน่ะครับ โดยเฉพาะถ้าเป็นหนังยาวพลังจิตจะเยอะมาก บางทีส่งไปให้คนอื่นคอมเมนต์บท กว่าจะกลับมาอีกทีก็เดือนหนึ่ง บางทีมันนาน ถ้าทิ้งไปนานก็ต้องฟังเพลงอีกรอบหนึ่งว่า หนังเรื่องนี้เป็นแบบไหน เหมือนกับต้องโหลดข้อมูลกลับมาใหม่ เราต้องกลับไปอยู่ในโลกของตัวละคร เพราะถ้าเราไม่อยู่ เราจะนึกไม่ออกว่าถ้าเขาเจอเหตุการณ์นี้เขาจะทำยังไง สมมติว่าผมนึกตัวละครตัวหนึ่งไว้ ผมก็ต้องนึกให้หมดว่านิสัยเป็นยังไง ก่อนหน้านี้ทำอะไรมา เพื่อที่ว่าพอเจออีกซีนต่อไปที่มีสถานการณ์แบบนี้ เราจะรู้ว่าตัวละครนี้จะเชื่อมกับสถานการณ์นั้นๆ ยังไง คล้ายๆ ว่าเรารู้จักเพื่อนคนหนึ่งดีมากๆ ถ้าไอ้นี่เจอไอ้นั่นเดี๋ยวมันจะต้องพูดแบบนี้ใส่กัน แต่ว่าตัวละครไม่ใช่เพื่อนที่อยู่ในโลกจริง มันเป็นเงาๆ เฉยๆ พอเวลาเราเจอแคสติ้งที่ถูกต้องจะรู้สึกเหมือนเจอเพื่อนที่รู้จักดี ที่เหมือนพูดคุยกันมาตลอด แต่นึกอยู่ในหัว ผมรู้สึกสนุกกับพวกนี้ หมายถึงว่าการอยู่กับตัวละครนี้มาตั้งนานแล้วแต่อยู่ดีๆ มาเจอตัวจริง ซึ่งก็เป็นตัวละครที่เราอุปโลกน์ขึ้นมาเองด้วยนะ แบบเจอซันนี่ (ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์) มาเป็นตัวละครคนนั้นที่เราคิดขึ้นมา มันสนุกนะครับ

ทุกวันนี้คุณหยิบเพลงจากหนังมาฟังเพื่อความผ่อนคลายบ้างหรือเปล่า

    มีบ้าง อาจจะไม่เยอะเท่าเพลงทั่วๆ ไป อาจจะเป็นสัดส่วนสัก 30-40% ของเพลงที่เราฟังนะ ส่วนใหญ่เวลาฟังซาวนด์แทร็กจะฟังทั้งแผ่น เหมือนต้องนึกถึงมู้ดหนึ่งก่อนถึงจะฟัง อัลบั้มซาวด์แทร็กก็จะมีความเฉพาะของมันนิดหนึ่ง ซึ่งก็อาจจะมาจากหนังด้วย มาด้วยกันระหว่างเพลงกับภาพ ค่อนข้างเฉพาะทาง แต่พวกสกอร์จะฟังตอนทำงาน ตอนหลังค้นพบว่าบางทีเงียบแล้วจะฟุ้งซ่าน เราต้องการแบ็กกราวนด์มิวสิก คือไม่ต้องฟังก็ได้นะ แต่ขอให้มีไว้ ไม่งั้นอาจจะทำให้สมาธิสั้น เราก็เปิดไปเลยยาวๆ ไม่ต้องถูกขัดจังหวะ ช่วงนี้ก็ฟังเพลงจาก Die Tomorrow อยู่นะ (หัวเราะ) ผมยังส่งข้อความไปบอกน้องเพลงเลยว่าฟังได้นะ หมายถึงว่าฟังเดี่ยวๆ แล้วรู้สึกดี เพราะว่าเราไม่เคยทดลองฟังมาก่อน ฟังแล้วนึกถึงหนัง อาจเป็นเพราะเราเป็นคนทำเองด้วยมั้ง รู้สึกว่ามันโอเค ก็เลยฟังได้เรื่อยๆ



5 อัลบั้มซาวนด์แทร็กที่นวพลฟังบ่อย :

In the Mood for Love

อัลบั้มซาวนด์แทร็ก In the Mood for Love ผมเคยซื้อจากร้านพี่แว่นครับ (หัวเราะ) แต่อันนี้เป็นเวอร์ชันของญี่ปุ่น ก็ซื้อมาเป็นการชดใช้ความผิดที่เคยซื้อแผ่นเถื่อน แต่ผมก็ซื้อจากร้านมือสองนะ (หัวเราะ) นี่คือแผ่นที่ทำให้ผมรู้คุณค่าของซาวนด์แทร็กเลยครับ มันมีคาแรกเตอร์มากๆ หลังจากนั้นก็เริ่มค้นพบว่า เฮ้ย เราฟังซาวนด์แทร็กได้นี่นา (หัวเราะ)

Magnolia

เป็นอัลบั้มที่ฟังบ่อยนะ มันชอบหลายเพลงน่ะ รู้สึกว่าหนังที่ตัวเองทำมักจะมีมู้ดอันนี้อยู่ทุกเรื่อง คือหมองๆ หน่อย แต่ดูมีความหวัง มันคือไอ้ที่ผมบอกว่าอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ น่ะ เพลงแบบ Save Me, Wise Up หรือ One ของ ไอมี มานน์ ในอัลบั้มนี้ มันจะเป็นเพลงที่เริ่มมาแบบหมองๆ หน่อย แต่สุดท้ายจะมีความหวังนิดนึง กลายเป็นว่าถ้านึกอะไรไม่ออก เราก็เปิดแผ่นนี้ฟังน่ะ เดี๋ยวจะนึกออกเอง (หัวเราะ) แล้วมันฟังได้หลายเพลงด้วยมั้งครับ

Blue Gate Crossing

Blue Gate Crossing (2002) ครับ เป็นแผ่นจากญี่ปุ่น ผมมีแผ่นพี่แว่นนะ แต่เป็นแผ่นจีน แต่วันหนึ่งไปญี่ปุ่นแล้วเจอเวอร์ชันนี้ก็แบบ 'เชี่ย ต้องซื้อว่ะ' เพราะว่ามันจะมีเพลงที่มีในแผ่นจีน แล้วก็เหมือนจะเอาเพลงจากวงญี่ปุ่นบางวงมาแซมๆ ไว้ด้วยครับ เบื้องต้นคือชอบเพลงประกอบในเรื่องนี้อยู่แล้ว เพราะทุกเพลง เป็นแผ่นที่เราฟังบ่อยมากๆ เราก็ยังรู้สึกว่าเพราะเพลงมันขึ้นมาไม่กี่โน้ต ภาพในหนังเรื่องนี้ก็จะขึ้นมาเลยน่ะ เวลาใครเอาเพลงนี้ดัดใส่หนังนี่ผมจะจับได้ทันทีเลย 'หนังมันกี่ปีแล้วยังใช้เพลงเขากันอยู่เหรอวะ' (หัวเราะ) แล้วเราก็ชอบทำหนังมู้ดแบบนี้มั้ง เราชอบหนังที่มีตัวละครประมาณนี้

Marie Antoinette

เพลงจากหนังเรื่อง Marie Antoinette (2006) ของ โซเฟีย คอปโปลา ผมว่าอันนี้คืออัลบั้มที่แสดงเซนส์ในการฟังเพลงของโซเฟียเลยนะ คือหนังผมก็ชอบมาก ชอบสุดในหนังของเขาเลยนะ เพลงที่ใช้ หนึ่ง ถ้าฟังเป็นเพลงเฉยๆ ก็ถือว่าเขาเป็นคนมีรสนิยมดีนะ คือมีสองแผ่นแต่มึงเลือกเพลงดีหมดเลย สองคือ ผมรู้สึกว่าเขาฟังเพลงแบบนี้แหละ พอเขาทำหนังพีเรียดแล้วเอาเพลงที่เขาฟังมาวางในหนังพีเรียดแล้วมันเกิดเซนส์ที่ดีน่ะ คล้ายๆ ที่พี่เจ้ยเอาเพลงนาเดียมามั้ง (หัวเราะ) นี่คือการเอา The Strokes ไปอยู่ในวังฝรั่งเศสน่ะ

Hana and Alice

อัลบั้มของ ชุนจิ อิวาอิ ครับ ชอบเรื่อง Hana and Alice (2004) นะ เซนส์ดนตรีเขาดีมาก เขาทำหนังเองแล้วเล่นดนตรีเองด้วย แล้วเขาก็ไม่ชอบทำอัลบั้มซาวนด์แทร็ก บางทีเพลงเขาไปอยู่ในหนังสั้นก็มี แล้วเพลงมันดีมากเลยแต่ไม่ทำอัลบั้มออกมา เวลาอยากฟังก็ต้องไปเปิดพร้อมดูกับหนัง (หัวเราะ) ผมรู้สึกว่าคนนี้เก่ง เป็นคนทำภาพกับเพลงพร้อมๆ กัน ถ้าโซเฟียเลือกเพลงเก่ง ไอ้นี่ก็เป็นคนทำเพลงเก่ง แล้วเล่นกี่ทีก็ละมุน คือมีเซนส์ป๊อปประมาณนึงด้วย เอาจริงๆ ผมไม่ได้ชอบหนังเรื่องนี้ขนาดนั้น แต่ผมรู้สึกว่าเซนส์การเลือกนักแสดง การใช้เพลง การถ่าย มันเป็นก้อนก้อนหนึ่งที่อยู่ด้วยกันแล้วดีมาก


อ่านบทความของ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ เรื่องวิธีการส่งหนังไปร่วมเทศกาลภาพยนตร์ได้ใน happening 'Go Inter'


วิภว์ บูรพาเดชะ

ผู้ก่อตั้งนิตยสาร happening, บรรณาธิการบริหารนิตยสาร happening, กรรมการบริหารหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (bacc), นักเขียน, นักแต่งเพลง, นักฟังเพลง และนักอ่านตัวยง

อนิรุทร์ เอื้อวิทยา

นักเขียน และ ช่างภาพ อิสระ ปัจจุบันชนแก้วอยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูงที่จังหวัดเชียงใหม่