สำรวจหลังม่านชัตเตอร์กับโฟโต้บุ๊กเล่มแรกในชีวิตของ ทวีพงษ์ ประทุมวงษ์

    GOOD DAY BAD DAY BUT EVERYDAY คือชื่อโฟโต้บุ๊กของช่างภาพสตรีทไทยชื่อดัง ทวีพงษ์ ประทุมวงษ์ ที่เปิดตัวไปพร้อมกับนิทรรศการภาพถ่ายชื่อเดียวกันเมื่อต้นเดือนสิงหาคม

    หากใครติดตามพงษ์เสียหน่อย จะทราบว่า 'การทำงานอย่างต่อเนื่องและความเป็นเพอร์เฟกชันนิสต์' คือจุดแข็งที่ทำให้ชายคนนี้แตกต่างจากช่างภาพคนอื่น ผลงานของเขาส่วนใหญ่เป็นแนวเซอร์เรียล ขำขัน ทว่าเฉียบคม ทั้งตัวเขาเองก็ขยันขันแข็งส่งภาพประกวดในเวทีระดับโลกมากมาย รวมถึงการมีทีมร่วมคิดอย่างภรรยาและเพื่อนสนิทที่คอยช่วยเลือกรูปอย่าง อาจศึก จันทมาศ จึงทำให้เขาโดดเด่นในกระแสธารช่างภาพที่เกิดขึ้นใหม่เสมอมา

    หลายคนคงทราบถึงวิธีการคิดงานและเห็นภาพถ่ายฝีมือพงษ์มาบ้างแล้ว แต่ครั้งนี้เราจะพาทุกคนไปดูวิธีการทำงาน วางเลย์เอาต์ ดีไซน์รูปเล่ม และแนวคิดต่างๆ ในโฟโต้บุ๊กเล่มแรกที่เจ้าตัวออกแบบด้วยตัวเองทั้งหมด

เพราะจัดนิทรรศการ จึงทำให้เกิดโฟโต้บุ๊ก

    ความฝันหนึ่งของช่างภาพทุกคนคงหนีไม่พ้นการทำโฟโต้บุ๊กรวมผลงานตัวเองสักเล่ม พงษ์เองก็เป็นหนึ่งในนั้น เขาดำรงบทบาทช่างภาพมาตลอดหลังจากทริปพาราณสีในเดือนมกราคม ปี 2014 ที่ได้เป็นของขวัญจากภรรยา หลังจากนั้นจึงได้เข้าร่วมกิจกรรมออกไปถ่ายรูปสตรีทเป็นเวลา 365 วันของกลุ่มสตรีทโฟโต้ไทยแลนด์ และค่อยๆ ก้าวเข้าสู่โลกช่างภาพสตรีทอย่างเต็มตัวจนได้รางวัลการันตีความสามารถมากมาย

    ทว่าด้วยความขี้เกียจ กลัว และไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง ทำให้เขาไม่ได้เริ่มทำโฟโต้บุ๊กเสียที ทั้งที่ควรทำนานแล้ว จนในปีนี้ที่พงษ์มีนิทรรศการเดี่ยวของตัวเองเป็นครั้งแรก นั่นจึงเป็นแรงกระตุ้นที่ทำให้ช่างภาพคนนี้ตัดสินใจทำสิ่งที่อยากทำมานานเสียที

    "พอมีนิทรรศการมาเป็นตัวกำหนดว่าต้องทำให้เสร็จภายในเวลานี้นะ เหมือนกับที่เขาชอบพูดกันว่า สิ่งที่ทำให้งานสำเร็จได้ มันไม่ใช่อะไรเลย ไม่ใช่แรงบันดาลใจ ไม่ใช่ฟีลลิ่ง แต่มันคือเดดไลน์ ซึ่งแม่งโคตรจริง มันคือเดดไลน์นั่นแหละ" พงษ์หัวเราะเสียงดังหลังบอกเหตุผลกับเรา

ชอบแบบไหนก็ทำแบบนั้น

    ในตอนแรกพงษ์คิดว่าการจะทำโฟโต้บุ๊กได้ต้องมีภาพเยอะมากๆ และต้องใช้เวลาหลายปีในการรวมเล่มออกมา เหมือนหนังสือเล่มโปรด The Suffering of Light ของ อเล็กซ์ เว็บบ์ (Alex Webb) ที่ใช้เวลาถึง 30 ปี แต่พอโอกาสและเดดไลน์ใกล้เข้ามา เขาก็ตัดสินใจว่าโฟโต้บุ๊กไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนั้นเสมอไป โฟโต้บุ๊กเล่มหนึ่งที่ผลักดันเขาให้ตัดสินใจลงมือทำของตัวเองอย่างจริงจังคือ The Last Resort ของ มาร์ติน พารร์ (Martin Parr) ที่ประกอบจากภาพถ่ายจำนวนเพียง 50 ใบ และโชว์ภาพแต่ละใบแบบเต็มๆ หน้าเท่านั้น

    และเนื่องจากพงษ์มักจะอีดิตและเรียงรูปตามลำดับเรื่อยๆ อยู่แล้ว จึงไม่ยากนักที่เขาจะหยิบจับภาพถ่ายในคอลเล็กชันมาใช้ทำโฟโต้บุ๊กทันที

    พงษ์มองว่าปัจจุบันโฟโต้บุ๊กแบ่งเป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ แบบครีเอทีฟและคลาสสิก พงษ์เลือกอย่างหลัง เพราะจัดการง่าย ใช้การเปิดดูภาพทีละหน้า เขาเลือกที่จะให้ความสำคัญกับภาพ ที่ค่อยๆ ร้อยเรียงกันไปมากกว่าการจัดหน้าแบบหวือหวา เพราะอยากค่อยๆ เรียนรู้การทำหนังสือไปทีละสเต็ป ไม่ต่างอะไรกับที่เขาเริ่มฝึกฝนการถ่ายภาพสตรีทในแนวคลาสสิกขาวดำ ก่อนพัฒนามาเป็นภาพสีเทคนิคแพรวพราวอย่างในปัจจุบัน

คำนิยมจาก เดวิด กิบสัน (David Gibson)

    เมื่อพลิกเปิดหน้าแรก คุณจะพบถ้อยคำนิยมยาวกว่า 3 หน้าและลงท้ายด้วยชื่อผู้เขียนว่า เดวิด กิบสัน เขาคือหนึ่งในกลุ่มผู้ก่อตั้ง IN-PUBLIC กลุ่มช่างภาพที่ขับเคลื่อนวงการสตรีทมาตั้งแต่ปี 2000 นับได้ว่าเป็นผู้มาก่อนกาลที่ลงหลักปักธงชี้นำแนวทางว่าสตรีทควรเป็นอย่างไร อีกทั้งยังเป็นผู้ประพันธ์หนังสือแนะนำการถ่ายภาพสตรีทที่วางขายไปทั่วโลกอย่าง The Street Photographer's Manual (Thames & Hudson, 2014) นอกจากนี้เดวิดยังมีผลงานเป็นโฟโต้บุ๊กภาพถ่ายแนวสตรีทอีกหลายเล่ม ซึ่งเมื่อปีที่แล้ว เขาก็มีผลงานหนังสือรวมภาพถ่ายสตรีท 100 Great Street Photographs ออกมาอีกด้วย

หนึ่งหน้าหนึ่งรูป และตัวเลขที่ไม่ได้บอกเลขหน้า

    หากเปิดดูโฟโต้บุ๊ก GOOD DAY BAD DAY BUT EVERYDAY จะเห็นว่าฟอร์มการจัดรูปคือ หนึ่งหน้าหนึ่งรูป และเว้นอีกหน้าไว้ แต่จากที่หน้าว่างนั้นจะมีเลขหน้าบอก ผู้ถ่ายรูปที่พ่วงตำแหน่งคนออกแบบกลับอยากเล่นกิมมิกนิดหน่อยกับตัวเลขนั้น

    "ถ้าเราทำเลขหน้า มันก็ดูปกติเกินไป ซึ่งเราไม่ชอบอะไรที่มันปกติ" พงษ์หัวเราะ "แต่ถ้าเป็นเลขของจำนวนวัน มันเข้ากับชื่อหนังสือ คือเราถ่ายรูปทุกวันและเลขเหล่านี้คือจำนวนวันที่กว่าเราจะได้รูปนี้ ที่เราอยากจะสื่อก็คือ ไม่ใช่ว่าช่างภาพคนนี้แม่งถ่ายได้สวยทุกวันนะ นี่มันใช้เวลาเป็นพันกว่าวันเลยนะกว่าจะได้รูปนี้" คนสร้างกิมมิกอธิบายอย่างยิ้มแย้ม

    และเมื่อเปิดไปหน้าสุดท้ายที่เป็นรูปลิงที่เมืองพาราณสี ซึ่งหน้าซ้ายปรากฏเลข -12 แปลว่า คุณได้เดินทางย้อนเวลากลับไปก่อนวันที่พงษ์จะเริ่มถ่ายรูปสตรีททุกวันแล้วนั่นเอง นอกจากเหตุผลที่ว่าโทนรูปหลุดจากรูปอื่นแล้ว เจ้าของภาพก็อยากใช้เป็นภาพปิดเพื่อขอบคุณภรรยา ผู้ซึ่งมอบทริปเปลี่ยนชีวิตและจุดประกายทำให้เขากลับมาถ่ายภาพอย่างจริงจังอีกครั้ง จนมีผลงานรวมเล่มอย่างทุกวันนี้

หนึ่งภาพขาวดำในหมู่มวลภาพสี

    52 ใบคือจำนวนรูปถ่ายที่พงษ์เลือกมาใส่ในโฟโต้บุ๊กเล่มแรกในชีวิต ซึ่งแท้จริงแล้วเขาตั้งใจไว้ว่าจะใช้เพียง 50 ใบ แต่เมื่อช่างภาพมือรางวัลที่เป็นที่เคารพรักใคร่ของเพื่อนพี่น้องแวดวงเดียวกัน ได้ส่งอีดิตเซตภาพครั้งสุดท้ายให้พี่น้องคนสนิทดู ผลคือทำให้เกิดหน้าเพิ่ม

    "อย่างหน้าแรกที่เป็นรูป Tree Man ตอนแรกเราตั้งใจจะไม่ใส่รูปนี้มาในเล่มนะ ถึงแม้จะเป็นรูปที่เป็นลูกรักของเรา เป็นรูปที่ทำให้เราได้รางวัลที่ไมอามี แต่เราตั้งใจแต่แรกแล้วว่าจะไม่ใส่ เพราะมันหลุดจากภาพอื่น ทุกใบเป็นสีหมดเลย แล้วนี่มาขาวดำได้ไง" ช่างภาพฝีมือดีอธิบายอย่างหนักแน่น

    "จนกระทั่งอีดิตสุดท้าย น้องปูเป้ (จุฑารัตน์ ภิญโญดุลยเจต) ก็ทักมา เขาทักว่าทำไมไม่มีรูป Tree Man เราก็บอกว่ามันหลุด ปูเป้ก็รู้ว่าเราไม่ชอบเรียงภาพขาวดำผสมกับภาพสี แต่ปูเป้ก็พูดทำนองว่า มันเป็นรูปที่สำคัญเหมือนกันนะพี่พงษ์ เพราะมันเป็นรูปที่ได้รางวัลระดับนานาชาติ ทำให้หลายคนหันมาถ่ายรูปสตรีท มันเป็นรูปที่ทำให้รู้สึกว่าคนไทยทำได้นะ เป็นรูปที่เขาเห็นแล้วรู้สึกภูมิใจ คือเขาอยากรู้สึกภูมิใจแบบนั้นอีกตอนที่ได้หนังสือเล่มนี้ คือพูดมาซะแบบ กูใส่ให้ก็ได้ ก็เลยตัดสินใจลงหน้าเปิดที่พลิกมาแล้วเป็นชื่อเรา"  

ซื้อโฟโต้บุ๊ก แถมคูปอง Sony

    ความพิเศษของโฟโต้บุ๊กเล่มนี้ คือ ผู้ซื้อจะได้รับคูปองลดราคาที่นำไปซื้อผลิตภัณฑ์ของโซนี่ ในมูลค่าเท่ากับราคาหนังสือได้ เนื่องจากพงษ์เป็น Key Opinion Leader ของโซนี่ บวกกับรูปถ่ายเกือบทั้งหมดใน GOOD DAY BAD DAY BUT EVERYDAY ถ่ายด้วยกล้องแบรนด์นี้ คูปองส่วนลดจึงนำไปใช้ซื้อกล้องและเลนส์ที่พงษ์ใช้ถ่ายรูปในเล่มได้นั่นเอง

ทำโฟโต้บุ๊กครั้งแรก ไปนอนเฝ้าโรงพิมพ์ครั้งแรก

    "ไอ้การทำหนังสือมันมีหลายอย่างที่เราไม่รู้เยอะมาก อย่างแรกเรารู้ว่าแท่นพิมพ์มันปรับได้น้อยมาก เราก็เตรียมใจ ทำไฟล์ให้มันดีนี่แหละ แต่เราไม่รู้ว่าไอ้แท่นพิมพ์ระบบออฟเซ็ต มันปรับแสงไม่ได้ หมายถึงว่ามันปรับสีได้ แต่ปรับสว่างมืดไม่ได้ ซึ่งอันนี้เราซีเรียสมากๆ เพราะรู้สึกว่าทำไมมันปรับไม่ได้วะ" พงษ์เล่าถึงอุปสรรคในการทำงานครั้งนี้ให้เราฟังอย่างขำๆ

    กว่าจะออกมาเป็น GOOD DAY BAD DAY BUT EVERYDAY เสร็จสมบูรณ์สวยงามแบบที่เราจับอยู่นั้น ปกที่เป็นภาพ Flying Carpet  ได้ผ่านกระบวนการยิงเพลตใหม่ถึง 3 รอบ เนื่องจากปัญหาเรื่องแสงที่ดร็อปลงจากการเคลือบด้าน จนสุดท้ายช่างภาพมือรางวัลจึงตัดสินใจไปคุมแท่นพิมพ์เองถึงที่โรงพิมพ์ ตรวจสีและดูความเรียบร้อยทุกเพลตด้วยตัวเอง ถึงขนาดต้องค้างโรงพิมพ์ถึง 2-3 วัน

    นอกจากนี้พงษ์ยังพบเจอปัญหาไม่ใช่น้อย ไม่ว่าจะเรื่องกระดาษ การเข้ารูปเล่ม หรือการสื่อสารกับโรงพิมพ์ แต่เมื่อโฟโต้บุ๊กออกมาเป็นรูปเล่มเรียบร้อย เจ้าของผลงานก็ได้รับคำชมว่าพิมพ์ดีมากเทียบเท่าคุณภาพงานต่างชาติ ถือเป็นการบุกเบิกวงการสิ่งพิมพ์ที่เป็นโฟโต้บุ๊กจริงๆ ในไทยให้กว้างขวางมากขึ้น

องค์ความรู้ การสื่อสาร และกลุ่มผู้ซื้อ

    นอกจากคำปรึกษาจากเพื่อนๆ และทีม happening แล้ว งานนี้ก็เรียกได้ว่าพงษ์คือช่างถ่ายภาพและเป็นผู้คุมงานโฟโต้บุ๊กของตัวเองเกือบทั้งหมด ซึ่งผลงานของเขาไม่ได้กระจายอยู่ในแค่เมืองไทยเท่านั้น ด้วยดีกรีช่างภาพที่มีผลงานระดับนานาชาติ โฟโต้บุ๊กเล่มแรกในชีวิตของพงษ์จึงได้ออกเดินทางสู่ต่างประเทศในหลายมุมโลกด้วย

    และจากการพูดคุย เราสามารถสรุปถึงข้อควรคำนึงในการทำโฟโต้บุ๊กด้วยตนเองได้ออกเป็น 3 ข้อใหญ่ๆ นั่นคือ องค์ความรู้ ที่ทั้งช่างภาพและโรงพิมพ์ควรมี เนื่องจากในไทยการจัดทำสิ่งพิมพ์ประเภทนี้ยังไม่ค่อยแพร่หลาย ทั้งสองฝ่ายจึงควรต้องศึกษาและทำการบ้านมาให้มากๆ เช่นเดียวกับการสื่อสาร ที่พงษ์เน้นย้ำเสมอว่าทั้งสองฝ่ายต้องพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลการทำงานกันตลอด เพื่อที่งานออกมาจะได้ถูกใจทั้งช่างภาพและฝ่ายโรงพิมพ์ และข้อสุดท้ายคือกลุ่มเป้าหมาย ที่จะซื้อโฟโต้บุ๊กของเรา ช่างภาพต้องสำรวจการตลาดให้ดี รวมถึงมั่นใจแล้วว่าจำนวนผู้ซื้องานจะมีมากน้อยแค่ไหน บางครั้งการพิมพ์แบบออนดีมานด์อาจตอบโจทย์มากกว่า ถ้าราคาสูงกว่าปกตินิดหน่อย แต่การันตีแน่นอนว่าขายได้หมด ไม่ขาดทุน

    และนี่คือดินแดนใหม่ที่ช่างภาพมากความสามารถคนนี้ได้ก้าวเข้าไป พงษ์ได้ควบคุมงานผลิตโฟโต้บุ๊กเล่มนี้ด้วยตัวเองในระยะเวลากว่า 2 เดือน ทั้งการตัดใจคัดรูป เรียงรูป ออกแบบรูปเล่ม ติดต่อโรงพิมพ์ รวมไปถึงโปรโมตทำการตลาด GOOD DAY BAD DAY BUT EVERYDAY จึงทำให้พงษ์ได้ชิมลางลองทำอะไรใหม่ๆ มากกว่าการออกไปข้างนอกและถ่ายรูป

    หากภาพถ่ายคือผลงานที่สะท้อนถึงมุมมองชีวิตทุกๆ วันของเขา โฟโต้บุ๊กเล่มนี้ก็คือตัวอย่างบางวันที่พงษ์ชื่นชอบและอยากนำเสนอให้ทุกคนเห็น แม้ว่าจะเป็นวันที่ดีบ้างแย่บ้าง แต่มันก็คือทุกวันที่ทำให้พงษ์ได้เป็นพงษ์ ได้เป็นช่างภาพผู้ซึ่งทุกวันของเขาช่างมีความหมาย


หนังสือ GOOD DAY BAD DAY BUT EVERYDAY ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 มีจำหน่ายที่ร้าน happening shop ทั้ง 2 สาขา และที่เว็บไซต์ happeningandfriends.com โดยคลิกไปดูรายละเอียดได้ ที่นี่ 

เดือนเพ็ญ จุ้ยประชา

นักเขียนและกองบรรณาธิการที่พบเจอตัวได้ตามหอศิลป์และร้านหนังสือ ชอบกินแซลมอนและชาบู อยากแก่ไปเป็นคุณป้าใจดีและมีฝูงแมวห้อมล้อม