บ้าน ในความหมายของคุณเป็นแบบไหน? บ้านของบางคนอาจเป็นที่พักพิง บางครั้งก็ให้ความรู้สึกเหมือนที่พักใจ และหลายๆ ครั้งบ้านมักเป็นพื้นที่แรกที่เปิดกว้างให้เด็กได้เรียนรู้และเติบโตอย่างปลอดภัย วันนี้เราขอพาไปรู้จักกับบ้านหลังหนึ่งที่บ่มเพาะศิลปินมารุ่นต่อรุ่น บ้านของครอบครัวผดุงวิเชียรที่มีสองสามีภรรยาผู้อยู่เบื้องหลังการเติบโตของศิลปินในยุคหนึ่ง ขณะที่ลูกสาวคนโตที่กำลังสนุกกับการเป็นนักวาดภาพประกอบผู้มีผลงานหลากหลายให้รับชมในช่วงเวลานี้
คนทำงานเบื้องหลังอาจรู้จัก White House 36 ในฐานะสตูดิโอถ่ายทำประจำย่านพุทธมณฑล แต่สำหรับนักวาดภาพประกอบสาว ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร ที่นี่เป็นบ้านที่เธอพักอาศัยและเก็บเกี่ยวความสนใจในช่วงวัยของการเติบโต เสียงเปิดประตูดังขึ้น ดล ผดุงวิเชียร ยิ้มรับขณะนั่งฟังเพลงอยู่ตรงโซฟา ก่อนที่เสียงของ อาร์ต-พนิดา ผดุงวิเชียร จะดังตามมาเพื่อต้อนรับผู้มาเยือนอย่างเป็นกันเอง
"ครอบครัวของผม ส่วนใหญ่ทำงานสายอาร์ตกันทั้งนั้น" ดลพูดขึ้น ในช่วงตอนหนึ่งของการสนทนา
"ส่วนเราไม่ได้ทำงานอาร์ตนะ แต่ชื่ออาร์ตก็เลยได้เข้าครอบครัวนี้" อาร์ตพูดติดตลกแบบคนอารมณ์ดี ขณะที่ลูกสาวยิ้มรับกับบทสนทนาเคล้าเสียงหัวเราะนี้
"คำว่าศิลปะ จริงๆ มันไม่จำเป็นต้องวาด อย่างอาร์ตเขาก็จัดดอกไม้ จัดสวนขวด ทำซาวน์บำบัด ในความคิดพี่ อาร์ตก็มีความอาร์ตนะ เพียงเเค่ไม่ได้เรียนด้านนี้" ดลพูดต่อ

ในยุคหนึ่ง อาร์ตและดลเป็นคู่รักผู้อยู่เบื้องหลังการเติบโตของศิลปินในเครือจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ (GMM Grammy) หลายราย ดลเป็นผู้กำกับมือทองเจ้าของผลงานมิวสิกวิดีโอเจ๋งๆ อย่าง บูมเมอแรง ของ เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์, ไม่ยากหรอก โดยนักร้องสาว คริสติน่า อากีล่าร์ ฯลฯ และเคยขึ้นเป็นกรรมการบริหารของค่ายกรีนบีนส์ (Green Beans) ในเครือแกรมมี่มาแล้ว ขณะที่อาร์ตทำงานเป็นผู้ช่วยผู้กำกับและอยู่เบื้องหลังสคริปต์สนุกๆ ในรายการทีนทอล์ก (Teen Talk) และเป็นหนึ่งในคนที่ร่วมพัฒนาศิลปินในสังกัดแกรมมี่ ไม่ว่าจะเป็น ได๋ ไดอาน่า, เป๊ก เปรมณัช, ท็อป ณัฐเศรษฐ์ หรือแม้แต่ นิโคล เทริโอ, กอล์ฟ-ไมค์, ชิน ชินวุฒิ ตลอดจนสมาชิกวงโปเตโต้ก็เคยผ่านการดูแลจากเธอมาแล้ว
ปัจจุบันทั้งคู่เกษียณตัวเองจากงานเบื้องหลังมาเปิดสตูดิโอกึ่งบ้าน ซึ่งดลรับหน้าที่เป็นผู้ดูแล โดยที่อาร์ตยังคงสนุกกับการทำงานอดิเรกเล็กๆ น้อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำขนม สวนขวด เล่นโยคะ และคอยชงกาแฟต้อนรับพูดคุยกับเหล่าคนแปลกหน้าที่แวะมาเยือนบ้านหลังนี้อย่างสม่ำเสมอ
ด้านลูกสาวคนโต อย่าง ลันลัน กำลังสนุกกับการเป็นศิลปินที่ขยับขยายภาพประกอบให้กลายเป็นผลงานหลากรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ภาพวาด แอนิเมชัน ของเล่น ตุ๊กตา ไปจนถึงพรมตกแต่งบ้าน เธอเริ่มต้นวาดรูปจากความชอบ ด้วยลายเส้นมีเอกลักษณ์และคาแรกเตอร์สัตว์รูปร่างแปลกตา ทำให้เธอได้รับเลือกบนเวทีประกวดและเคยส่งผลงานไปจัดแสดงในหลายประเทศมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ อิตาลี ญี่ปุ่น ฯลฯ นอกจากนี้ เธอยังเคยทำงานร่วมกับสำนักพิมพ์ในต่างประเทศ และเป็นหนึ่งใน BKKIF Artist ในงาน Bangkok Illustration Fair ปี 2023 และ 2025 ขณะที่ ทำดี ผดุงวิเชียร ผู้เป็นน้องชายเองก็กำลังเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในฐานะครูสอนสกีอยู่ที่ต่างประเทศ
เนื่องจากลันลันกำลังมีโปรเจกต์ร่วมกับทาง happening เป็นการออกแบบ Key Visual ให้กับงาน MunMun happening Art Fest ประจำเดือนเมษายน เราจึงชักชวนเธอและครอบครัวมาพูดคุยถึงชีวิตข้างหลังบ้านและการเติบโตในร่มเงาของสองนักสร้างสรรค์ พวกเขามีวิธีเลี้ยงดูเด็กคนหนึ่งอย่างไรให้เติบโตไปเป็นศิลปินที่รักในงานศิลปะได้เช่นนี้

"ด้วยรัก เป็นชื่อไทยที่มีความหมายตรงตัว เราอยากให้ชื่ออ่านเข้าใจง่าย อย่างน้องชายของเขาก็ชื่อว่า ทำดี" ดลเล่าถึงที่มาของชื่อลูก
"ส่วนชื่อเล่นของลันลันมาจากการฮัมเพลงไง ลัลลัลลัลลั้นลา" อาร์ตเสริมอย่างอารมณ์ดี
"ตอนแรกเขียนว่า ลัล (Lul) ค่ะ แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนเป็น ลัน (Lun) เพราะคนไม่เข้าใจ คุณแม่ตั้งชื่อยากเกินไป ถ้าเขียนด้วย ร.เรือ คนก็เขียนถูกกันหมดแล้ว" ลันลันพูดขึ้นเพื่อหยอกล้อคุณแม่
ลันลันชอบเรียนศิลปะตั้งแต่อนุบาล ด้วยความที่อาร์ตและดลต้องทำงานเต็มเวลาทั้งคู่ บางวันจึงต้องฝากฝังเพื่อนบ้านรับลูกสาวไปเรียนพิเศษกับเพื่อนๆ ก่อน นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่เด็กคนหนึ่งได้ทำความรู้จักกับโลกศิลปะเป็นครั้งแรก
"พอดีเพื่อนบ้านต้องพาลูกไปเรียนศิลปะก่อนกลับบ้าน เราก็เลยฝากลูกไปเรียนด้วย ไปๆ มาๆ เพื่อนเลิกเรียนแล้ว แต่ลูกเรายังอยากเรียนอยู่ ก็เลยชวนครูมาสอนที่บ้าน ครูเล็กก็น่ารักมาก บ้านอยู่บางนาแต่ก็ยอมมาสอนแถวนี้ทุกวันเสาร์ เวลาโทรหาแล้วครูเล็กบอกว่าจะมา ลูกก็จะทำหน้ายิ้มแฉ่ง แต่ถ้าครูบอกว่าไม่มา มันก็จะทำเสียงหงอยๆ แต่เราไม่เคยคาดหวังกับการเรียนศิลปะของเขานะ มันคือการเล่นสนุก ส่วนตัวเราไม่เคยคิดจะส่งลูกเรียนดนตรีหรือศิลปะเลย ปกติจะชอบพาไปยิมทุกวันเสาร์อาทิตย์ พาไปเล่น เพราะเราไม่อยากกดดันเขา"

"ตอนเด็กๆ ลันชอบทำงานคราฟต์ค่ะ เวลาอยู่กับครูเล็กแล้วเราอยากลองทำอะไร เขาจะให้เราทำเลย มันไม่ใช่แค่การวาดรูประบายสี แต่ครูจะหาอะไรใหม่ๆ มาให้เราทำเสมอ อย่างตอนอยู่ในโรงเรียน วิชาที่เราชอบที่สุด คือ วิชาศิลปะ ปั้นดิน เย็บผ้า ช่วง ป.6 ชอบตุ๊กตาบลายธ์มาก ครูเล็กเขาก็สอนเย็บผ้า เย็บชุดตุ๊กตา จนพอเข้า ม.ปลาย เราได้ไปเรียนต่อที่อเมริกา ก็เริ่มสนใจงานภาพประกอบ (Illustration) มากขึ้น รู้สึกว่าเป็นแนวทางที่น่าสนใจและต่อยอดได้ สุดท้ายก็ตัดสินใจเรียนต่อด้านนี้ค่ะ" ลันลันเล่าถึงประสบการณ์การเรียนศิลปะ
"ขอเสริมอีกนิด เหตุผลที่เราตัดสินใจส่งลันลันไปเรียนต่อต่างประเทศ เพราะเราเห็นโปรเจกต์ตอน ม.3 เป็นโปรเจกต์ที่นักเรียนในโรงเรียนรุ่งอรุณจะคิดธีมเอง ออกแบบงานด้วยตัวเอง มีอยู่วันหนึ่งเขากลับมาพร้อมกับสมุดรวมมอนสเตอร์ เรารู้สึกว่า 'เห้ย! ไอนี่มันไม่ธรรมดาแล้ว มันไปทางอื่นไม่ได้แล้วล่ะ" ดลแทรกขึ้นเมื่อนึกถึงวันที่ลูกสาวนำภาพวาดชุดเก่งมาให้ดู "เราคิดว่างานของลันลันไปได้ไกลอีกมาก เรามองถึงองค์ประกอบชีวิตของเขา ถ้าเราจะให้ลูกอยู่ในสายงานนี้จริงๆ เขาก็ควรจะมีโอกาสไปทำงานเมืองนอกด้วย ไม่ใช่ทำงานแค่ในเมืองไทย"
"พอเห็นงานแล้วรู้สึกว่าต้องส่งลูกไปให้สุด เพราะทำงานแบบนี้ อยู่ในเมืองไทย ลูกจะโตได้แค่ไหนกัน" อาร์ตเสริม ก่อนพูดต่อว่า "แต่คิดหนักกว่าคือ ในมุมพ่อแม่ที่อยากส่งลูกเรียนเมืองนอก มันต้องมีเงินก้อน แต่เราไม่มีไง ก็โทรไปปรึกษาเพื่อน เพื่อนก็บอกว่า 'โอ๊ย! จะไปคิดมากทำไม ส่งไปเถอะ ถ้าส่งไม่ไหวก็พากลับ' เออ ปลดล็อกนะ" เธอหัวเราะ "ก่อนไปก็คุยกับลันลันว่า ถ้าพ่อแม่ยังมีเงินส่ง เราไปต่อ! ปีไหนเงินไม่พออาจจะต้องกลับไทยนะ หรือถ้าไปอยู่ที่นู่นแล้วหนูไม่แฮปปี้ อยู่ไม่ได้ คิดถึงบ้าน ก็กลับได้เลย!"

แล้วผลผลิตจากต้นไม้ใหญ่ก็หล่นไปไกลจากร่มเงาไม้เป็นครั้งแรก ลันลันเล่าถึงชีวิตการไปเรียนต่างประเทศว่า "พอไปเรียนแล้วชอบนะคะ ตอนเราอยู่ไทยเห็นเพื่อนๆ ติวเพื่อเข้ามหาวิทยาลัย มันดูเครียดมาก แล้วการวาดภาพเหมือนก็ไม่ใช่สิ่งที่เราอยากทำเท่าไหร่ พอไปเรียน ม.ปลาย ที่ Interlochen Arts Academy มันมีวิชาศิลปะเยอะมาก ทั้งเต้น เล่นดนตรี วาดภาพ ทำงานศิลปะ เราได้ลองทำเครื่องประดับ เชื่อมเหล็ก เย็บผ้า มันยิ่งส่งเสริมให้เราทำอะไรได้หลากหลายมากขึ้น อย่างช่วงที่ใกล้จะเข้ามหาวิทยาลัย คุณครูก็จะช่วยดูว่า ถ้าเราสนใจด้านนี้ เราควรมีผลงานแบบไหน ตอนนั้นเราก็ได้เอาสัตว์ประหลาดที่ตัวเองวาด ไปต่อยอดเป็นชิ้นงานอื่นๆ เช่น ภาพพิมพ์หรือเซรามิก มันเป็นช่วงเวลาที่เราได้เห็นว่า จริงๆ งานของเรากลายเป็นอะไรได้อีกเยอะมาก
"ส่วนตัวเป็นคนเบื่อง่าย ไม่ชอบทำอะไรซ้ำๆ เลยสนุกกับการเอาคาแรกเตอร์มาทำงานหลายๆ รูปแบบค่ะ แต่ช่วงที่เรียนเรายังไม่มีโอกาสได้ลงลึกกับงานของตัวเองมากขนาดนั้น ก็เลยมีแพลนว่าอยากจะสร้างเรื่องราวให้กับคาแรกเตอร์ของตัวเองเพิ่มขึ้น อยากให้คนได้ทำความรู้จักกับมันมากขึ้น"
เธอเล่าต่อถึงที่มาของเหล่าสัตว์ประหลาด "ตอนเริ่มวาดลันไม่ได้คิดอะไรมากค่ะ แต่อยากเอาสัตว์หลายๆ แบบมารวมกัน พอช่วงหลังก็เริ่มพัฒนามาเป็นคาแรกเตอร์ที่มีลายเส้นของตัวเองมากขึ้น กลายเป็นตัวแทนของเราค่ะ แต่ละตัวจะชอบทำหน้านิ่งๆ งงๆ ดูคล้ายกับเราดี"
ด้วยสไตล์งานที่เป็นเอกลักษณ์ ลันลันจึงมีโอกาสได้ร่วมงานกับสำนักพิมพ์ในฝรั่งเศส และเคยได้รับคัดเลือกให้จัดแสดงผลงานที่ Disney Concert Hall ลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ยังเรียนมัธยมปลาย ขณะที่ตอนเรียนจบเธอก็คว้ารางวัลนักเรียนดีเด่นของสายวิชวลอาร์ตในปีนั้นอีกด้วย
จะเห็นว่า ความชอบที่ก่อร่างสร้างตัวมาตั้งแต่เด็ก เมื่อถูกผลักดันในจังหวะที่ใช่ ก็สามารถทำให้เด็กคนหนึ่งเติบโตไปได้ไกลมากกว่าที่เคย


"ช่วงจบจากมหาวิทยาลัยก็เป็นอีกหนึ่งจังหวะนรกเหมือนกัน ตอนลันลันจบ ม.ปลาย เราไม่ได้บินไปแสดงความยินดีกับลูก เพราะรู้ว่ายังไงเขาก็เรียนต่อที่นู่น รอไปตอนมหาวิทยาลัยทีเดียวดีกว่า สรุปลูกจบปีที่เกิดโรคระบาด (โควิด-19) เด็กๆ โดนไล่กลับบ้านกันหมด เขาก็ไปอยู่บ้านเพื่อนที่อเมริกา รับปริญญาออนไลน์ เอาจริงเราเสียดายนะ มันเป็นปีที่เขาจะได้ไปต่อ แต่ต้องมาหยุดชะงัก" อาร์ตเล่าถึงช่วงเวลานั้น
"ตอนแรกลันอยากไปฝึกงานกับบริษัทสต็อปโมชั่น (Stop Motion) แต่บริษัทปิดหมดเพราะโควิด เราก็เปลี่ยนแผนไปฝึกงานเกี่ยวกับการปริ้นต์ริโซกราฟ (Risograph) และไปเป็นครูสอนศิลปะให้กับผู้ใหญ่ที่เขาสนใจ เป็นช่วงที่ได้ลองทำงานแปลกๆ หลายอย่างค่ะ พอว่างๆ ก็เลยทำพรมขายไปด้วย เพราะพรมกำลังฮิต เราขายดีจนคนติดตามเยอะขึ้น สุดท้ายก็กลับไทยเพราะเรื่องวีซ่าค่ะ" ลันเล่าถึงแพลนชีวิตที่เปลี่ยนไปเพราะโรคระบาด
"บางทีเรื่องร้ายๆ ก็ส่งท้ายด้วยเรื่องดีนะ ลูกเราอาจจะไม่ได้งานที่นู่น แต่ก็ได้ใช้เวลาอัพสกิลของตัวเอง ไม่ต้องทำงานในบริษัท แต่มีงานเป็นของตัวเองเลย ฟังแล้วก็เป็นเรื่องที่ดีนะ ในใจลึกๆ เราห่วงเขา เพราะเราไม่รู้ว่าเขาจบมาจะทำอะไร แต่ตัวเขารู้ไง เราก็แค่ต้องสนับสนุนเขาต่อไป" ดลเสริมอีกครั้ง หลังตั้งใจฟังเรื่องเล่าของสองแม่ลูกอยู่นาน
"เราแค่แอบเสียดาย แต่สุดท้ายเขาก็อยู่ได้ งานส่วนใหญ่ก็ได้จากคอนเนคชั่นของตัวเองทั้งนั้น ไม่มีของแม่หรอกมั้ง" ผู้เป็นแม่หันไปถามลูก
"ช่วงแรกๆ มีแต่เพื่อนคุณแม่มาสั่ง" สิ้นเสียงของลันลัน วงสนทนาก็เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ


ปัจจุบัน ลันลันกลายเป็นศิลปินเต็มตัวที่ยังคงทำงานอย่างหลากหลาย บางครั้งเพื่อนสัตว์ประหลาดของเธอก็อยู่ในรูปแบบของพรมแต่งบ้าน บางทีก็กลายเป็นนักเล่าเรื่องในหนังสือเล่มใหญ่ บางวันก็ออกไปโชว์ตัวตามอีเวนต์และนิทรรศการศิลปะในหลายๆ ประเทศ และล่าสุด เธอก็นำฝูงปลาสีสันสดใสมาโลดแล่นใน Key Visual ของงาน MunMun happening Art Fest ที่จะจัดขึ้นที่ มันมัน ศรีนครินทร์ ในช่วงเดือนเมษายนนี้อีกด้วย
โดยในงานนี้ เธอจะพาทุกคนสำรวจโลกใต้ท้องทะเลไปพบกับปลาสีสันสดใส ในธีม Plenty of silly fishes in the sea. ลวดลายของปลาที่แตกต่างกันไปในฝูง สื่อถึงโอกาสมากมายที่รอเราอยู่ เป็นการเปรียบเปรยถึงชีวิต ผ่านลายเส้นน่ารักๆ และส่งต่อพลังงานดีๆ ให้กับผู้คน
"ความสุขของเราคือการได้ทำสิ่งที่ชอบจริงๆ เวลาเห็นงานของเราไปอยู่ในสถานที่ต่างๆ มันรู้สึกประทับใจมาก โห งานของเราได้อยู่ตรงนี้นะ มีคนเห็นงานเยอะเลย มันคุ้มค่ามาก และการทำงานแบบนี้ไม่มีตารางตายตัว เราทำงานจากที่ไหนก็ได้ แถมยังได้เจอคนใหม่ๆ ระหว่างทาง ได้ต่อยอดคอนเนคชั่นไปเรื่อยๆ แต่ก็มีวันที่ลูกค้าไม่เข้าใจงานของเราบ้างนะคะ มันก็เป็นสิ่งที่ต้องจัดการระหว่างทางไป หรือพอเป็นฟรีแลนซ์ เวลามีงานไม่สม่ำเสมอ บางทีก็เครียด แล้วก็เผลอเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น สุดท้ายก็ต้องคอยจัดการความคิดตัวเองค่ะ"
ลันเล่าถึงสิ่งที่เธอตกตะกอนระหว่างทาง การเป็นนักวาดภาพประกอบทำให้เธอต้องเจอกับประสบการณ์ใหม่ๆ ในทุกวัน ผ่านช่วงเวลาที่ขบคิดกับตัวเอง จนกระทั่งพบสิ่งที่เธออยากทำในเวลานี้
"ช่วงหลังเรากลับมาทำโปรเจกต์ส่วนตัวมากขึ้น ค่อยๆ ขยับตัวเองไปทางไฟน์อาร์ต (Fine Arts) ปกติเวลาทำงานลูกค้า เราไม่ค่อยได้เล่าสิ่งที่อยากเล่าอย่างเต็มที่ พอลองกลับมาทำงานตัวเอง ก็เริ่มมีคนติดตามมากขึ้น เหมือนเขาเห็นตัวตนของเราชัดขึ้น ตอนนี้เลยตั้งใจทำงานใหม่ๆ อยากให้คนจำเราได้ เพื่อให้ลูกค้าที่เข้ามา เข้าใจในความเป็นเรา เราจะได้ไม่ต้องเปลี่ยนตัวเอง แล้วค่อยต่อยอดภาพของเราให้ออกมาเป็นโปรดักท์ชิ้นเล็กๆ ต่อไปค่ะ" เธอเล่าถึงเป้าหมายในอนาคต โดยมีพ่อและแม่ตั้งใจฟังอยู่เคียงข้าง


"จริงๆ ต้องขอบคุณพ่อกับแม่นะคะ เขาคอยซัพพอร์ตเรามาตลอด คอยผลักดันให้เราไปในทางที่ดีขึ้น พอเขาเป็นคนเปิดกว้าง เราก็เปิดกว้างไปด้วย เราอยากทำอะไรก็ทำได้เลย ไม่ต้องกังวลว่าสิ่งที่เราทำ เขาจะไม่ชอบหรือเปล่า ยิ่งทั้งสองคนเป็นคนครีเอทีฟ เราเหมือนเติบโตมาในบ้านของนักคิด อย่างคุณแม่ก็ชอบทำอะไรหลายอย่าง เราก็ชอบทำหลายอย่างเหมือนกัน แต่อาจจะไม่เท่าคุณแม่" ลันลันหัวเราะ "ส่วนคุณพ่อก็จะชอบให้ข้อคิดจากประสบการณ์ แล้วก็ชอบธรรมชาติเหมือนกัน ถ้ามองย้อนไป งานของเราเองก็มีเอเลเมนต์พวกนี้อยู่เยอะเหมือนกันค่ะ"
"เราโตมาในครอบครัวข้าราชการ มีภาพว่าต้องแต่งงานมีลูก ดูแลครอบครัว จนวันที่ไปทำงานเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ ชีวิตสนุกมาก อยากทำงานในวงการนี้ต่อไปเรื่อยๆ แต่ก็วางแผนไว้ว่า ถ้ามีลูกคงต้องเปลี่ยนอาชีพ เพราะกองถ่ายทำงานหนักมาก เลยขยับมาสายครีเอทีฟแทน จนวันที่มีลูกจริงๆ เราก็คุยกับพี่ดลว่า เราอยากเป็นพ่อแม่ที่มีเวลาของตัวเอง เราไม่อยากทุ่มชีวิตให้ลูกแค่อย่างเดียว เพราะเราเชื่อว่า ถ้าชีวิตคู่มีความสุข ลูกจะไม่ขาดความรักเลย" อาร์ตเล่าถึงบทบาทความเป็นแม่ในแบบฉบับของตัวเอง
"เราไม่ได้มีสูตรสำเร็จในการเลี้ยงลูก เราแค่อยากเป็นเพื่อนกับเขา ไม่อยากให้เรียกว่าพ่อ เรียกป๊าก็พอ คำว่าป๊า ฟังแล้วไม่ต้องแบกอะไรดี คำว่าพ่อดูมีน้ำหนัก มีภาระต้องแบกไว้ เราอยากให้ครอบครัวของเราใช้ชีวิตแบบมีความสุข ไปเที่ยวด้วยกัน ไปเจอธรรมชาติ อะไรสอนได้ก็สอน อยากให้เขาใช้ชีวิตได้ด้วยตัวเอง แต่ต้องเป็นคนดี มีความรับผิดชอบ มีสัมมาคารวะ แล้วเขาก็คงเติบโตไปตามครรลอง เดี๋ยวก็เจอสิ่งที่ชอบ เราก็แค่รอซัพพอร์ตเขาก็พอ" ดลเสริม
"พี่ดลเป็นสายใจดี เราสิเป็นคนดุลูก ตอนลูกสองขวบดื้อมาก เราต้องคอยห้าม คอยขัดใจเขาทุกวัน เพราะเราเชื่อว่า พ่อแม่ต้องเป็นคนแรกที่สอนให้ลูกรู้จักความผิดหวัง ไม่งั้นลูกเราจะรับมือกับโลกยาก เราสอนให้เขามีวินัยและมารยาท การพูดจา ไหว้ผู้ใหญ่ อีกอย่าง เราพยายามฝึกให้เขาช่วยเหลือตัวเองได้ อย่างช่วงที่เริ่มโตก็สอนให้เขานั่งรถเมล์ ต่อรถไฟฟ้าไปเรียนพิเศษเอง เราอยากให้เขาใช้ชีวิตให้เป็น"

การสนทนากับทั้งสามคนในครั้งนี้ พาให้เรามองเห็นการปะติดปะต่อกันบนเส้นทางชีวิตของลันลันในฐานะศิลปิน ชีวิตที่อุดมไปด้วยความเป็นไปได้ โดยมีรากฐานที่แข็งแรงมาจากการเติบโตภายใต้ร่มไม้ใหญ่ที่ครอบครัวผดุงวิเชียรตั้งใจสร้างไว้ให้กับเธอ
626 VIEWS |
กองบรรณาธิการที่กำลังใช้ชีวิตอย่างสนุกสนาน ชอบคุยกับผู้คน ท้องฟ้า และเสียงดนตรี เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการฟังเพลง ที่บางทีก็ปล่อยให้เพลงฟังเรา
ช่างภาพและนักประสานงานเจ้าระเบียบที่อัพสกิลความละเอียดขึ้นทุกปี กำลังใช้เวลากับเพื่อนสนิทที่ชื่องานเขียนและภาพถ่ายไปพลางๆ ระหว่างรอแก่ไปเจอฝันเล็กจิ๋วอย่างการนั่งชมต้นไม้ในสวนหลังบ้านของตัวเองบนเก้าอี้โยกกับหมาซักหนึ่งตัว