Color of Mints: สีสันของการเติบโต

    ปลายปี 2560 Mints ปล่อยผลงานเพลง เหลือ (fine) ให้ฟังเป็นครั้งแรกทางช่องยูทูบของตัวเอง แล้วอีกไม่กี่เดือนถัดมา เพลง ไม่ง่าย (still), ยังไงดี (should I) และ พร้อม (prompt.) จึงค่อยๆ ออกตามมาอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่จะปิดท้ายปลายปี 2561 ด้วยอีพีอัลบั้ม memos. ที่รวบรวม 6 เพลงของพวกเขาไว้เป็นชิ้นเป็นอันภายใต้สังกัด วอท เดอะ ดัก (What The Duck) 
    อัด-อวัช รัตนปิณฑะ และ ตน-ต้นหน ตันติเวชกุล เคยให้สัมภาษณ์ถึงที่มาของชื่อวงไว้ตั้งแต่ช่วงแรกที่ทั้งคู่เปิดตัวในฐานะศิลปินอิสระว่า Mints มาจากส่วนผสมของสีน้ำเงินและสีเหลือง พวกเขานำเสนอเพลงแนวอัลเทอร์เนทีฟป๊อป ผสมผสานกับโซล อาร์แอนด์บี แจ๊ซ แล้วเติมเสียงสังเคราะห์ให้มีกลิ่นซินธ์เข้าไปหน่อยๆ
    เป็นเรื่องปกติที่เราจะรู้จักผลงานของศิลปินก่อนที่จะรู้จักตัวตนของพวกเขา ยิ่งสำหรับอัดและตนที่ผ่านงานแสดงซีรีส์ยอดนิยมอย่าง ฮอร์โมน วัยว้าวุ่น ซึ่งเป็นกระแสแรงในเวลานั้นด้วยแล้ว คงยากที่จะลบภาพดาราให้จางหาย แม้ที่ผ่านมาพวกเขาจะพยายามเรียนรู้ทุกกระบวนการในการสร้างสรรค์ผลงานเพลง โดยมี ยิ้ม-ประวิทย์ ฮันสเตน (มือกลองวง Somkiat) มาช่วยเป็นโปรดิวเซอร์คอยตบให้สิ่งต่างๆ เข้าที่เข้าทาง แต่ทั้งคู่ยังต้องแบกรับเนื้องานระหว่างทางตั้งแต่การวางแผน ประสานงาน ทำกราฟิก ออกทุนในการผลิตเพลงและมิวสิกวิดีโอ รวมถึงอัดที่รับหน้าที่กำกับมิวสิกวิดีโอเพลง ยังไงดี และ พร้อม ด้วยตัวเองอีก 
    เบื้องหลังของการทุ่มเทนี้ คล้ายจะเป็นความพยายามที่ทั้งคู่ต้องการพิสูจน์ความสามารถให้คนฟังสัมผัสและเข้ามาทำความรู้จักกับความเป็น Mints จริงๆ

    ปลายปี 2562 พวกเขากลับมาอีกครั้งในซิงเกิล Lovephobia ที่ทำให้เราเห็นว่าพวกเขาใช้เวลาไม่นานในการสร้างสรรค์ผลงานที่เติบโตขึ้น แล้วทำให้รู้ว่าสีสันในดนตรีของ Mints ไม่ได้มีเพียงแค่สีน้ำเงินและสีเหลืองเท่านั้น

พูดถึงเพลง Lovephobia ให้ฟังหน่อย
อัด: Lovephobia จะเป็นซิงเกิลแรกในอัลบั้มเต็มของ Mints ที่กำลังทำในปีนี้นะครับ ซึ่งตอนเขียนก็มาจากประสบการณ์ตรงของพวกเราที่นำมาผสมกันเหมือนเดิม
ตน: ประสบการณ์ตรงจากเหตุการณ์ที่ผมกับพี่อัดอยู่ด้วยกันแล้วผมบ่นเรื่องความรัก ผมก็กลัวว่าเราจะไปชอบคนนี้แล้ววนลูปเดิม จะเจ็บอีกหรือเปล่า พี่อัดกับพี่ยิ้มก็แชร์มุมมองของตัวเองว่า
อัด: ลองดูเหอะ ถ้าสุดท้ายมันจะไม่ใช่ มันก็เป็นแค่ความเสียใจอีกครั้งนึง ไม่จำเป็นต้องกลัวที่จะเริ่มต้นความสัมพันธ์ครั้งใหม่หรือปิดตัวเอง เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่า สุดท้ายความสัมพันธ์ครั้งต่อไปจะเป็นยังไง มันอาจจะดีก็ได้ เพลงนี้เลยเกิดขึ้นเหมือนเราถกเถียงกันเอง แล้วค่อยๆ พัฒนาไปเป็นเพลง ส่วนเรื่องตัวเพลง จริงๆ แล้วเป็นเพลงแรกที่เราร้องกันสองคน ก่อนหน้านี้ผมร้องคนเดียว พี่ตนเล่นกีตาร์
ตน: กับคอรัสบ้างนิดหน่อย แต่เพลงนี้ผมได้รับโอกาสในการร้องเปิด โคตรเครียดเลยครับ เหมือนพี่อัดแหละ ตอนแรกไม่มั่นใจว่าจะเป็นนักร้องได้หรือเปล่า ผมก็เหมือนกัน ผมว่าสิ่งนี้มันเกิดขึ้น เป็นสิ่งใหม่ แล้วจากที่ผ่านมาผมก็โดนเพื่อนแซวมาตลอดชีวิตว่ามึงเล่นกีตาร์อย่างเดียวก็พอแล้ว โดนแซวเยอะมากจนไม่กล้าร้องเพลง นี่ก็เป็นโอกาสที่ดีครับ อัดนานมากครับ
อัด: มันมีอะไรใหม่ๆ เกิดขึ้นในเพลงนี้ ผมคิดว่าเนื้อหาโตขึ้น เราอยากให้กำลังใจคนมากขึ้น จากชุดที่ผ่านมา มันค่อนข้างบอกแต่อารมณ์ความรู้สึกของเรา ชุดนี้เราอยากทำเพลงให้กำลังใจคนที่เจอปัญหาเหล่านี้มากขึ้น
คอนเซปต์ในอัลบั้มนี้จะต่างจากอีพีที่ผ่านมาอย่างไรบ้าง
อัด: ลิบลับเลยครับ และน่าจะสนุกด้วย จริงๆ ที่เราหายจากการทำเพลงมาเกือบปี เพราะเราควานหาคอนเซปต์กันอยู่นานมากเลยครับ กว่าจะเริ่มเพลงแรกได้ใช้เวลาพอสมควร เพราะเราอยากทำงานแบบมีบิ๊กไอเดียเพื่อการทำงานต่อไปจะง่ายขึ้น มันจะเห็นภาพชัดว่าเราไม่หลุดจากคอนเซปต์นี้ เราอยากให้ Mints ที่จากเดิมเป็นเด็กผู้ชายสองคน ตอนนี้เราอยากให้โตขึ้น จะทำยังไงให้คนรู้สึกแบบนั้นกับเรา เลยเกิดการคิดละเอียดมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมในทุกๆ องค์ประกอบของการทำงานครับ
ช่วงนี้แต่ละคนทำอะไรอยู่บ้าง 
ตน: ตอนนี้ผมเรียนอยู่ปี 3 ที่คณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร หลักๆ เรียน ทำเพลง ช่วงนี้ก็ลองหัดเขียนเพลงมากขึ้น แล้วก็พยายามที่จะเรียบเรียงโชว์และทำโชว์ให้ได้เองมากขึ้น เพราะจริงๆ เรามีโปรดิวเซอร์คือพี่ยิ้ม แต่ผมรู้สึกว่าเราเริ่มทำมาสักพักแล้ว เราอยากจะทำสิ่งเหล่านี้ได้ด้วยตัวเองมากขึ้น ช่วงนี้เลยศึกษาการทำเพลงมากขึ้น อีก 2 ปีผมจะจบแล้ว คิดว่าถ้าจบไปก็อยากทำโปรดิวเซอร์ให้ได้เต็มตัว
อัด: ของผมเพิ่งเรียนจบจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ หลักๆ ที่ทำอยู่คือวง Mints เป็นดีเจที่แคทเรดิโอ แล้วก็มีพิธีกรรายการบ้างครับ ล่าสุดคือมาทำงานเบื้องหลังด้วย ไปเป็นโคไดเร็กเตอร์ของโปรเจกต์นึงอยู่ เพราะฉะนั้นตอนนี้เรียกว่าทำหลายอย่าง เหมือนเป็นช่วงที่เราสนุกกับการได้ลองทำอะไรเยอะๆ ครับ
อย่างที่บอกว่า Mints มาจากบุคลิกของทั้งสองคนที่ค่อนข้างต่างกัน แล้วพื้นฐานแต่ละคนเป็นยังไง
ตน: ตอนเด็กพ่อแม่ผมเคยถูกอาจารย์ถามว่า น้องเป็นเด็กพิเศษหรือเปล่า เพราะตอนอนุบาลกับประถม ผมเป็นคนมีโลกส่วนตัวสูงมาก เป็นคนเงียบ เป็นหนอนหนังสือ ชอบจินตนาการอะไรคนเดียว เวลาผมอินการ์ตูนเรื่องไหนหรือว่าอ่านหนังสือแล้วรู้สึกว่าตอนจบแบบนี้ไม่เวิร์กเลยว่ะ ผมจะจินตนาการว่ามันควรจบยังไง ยิ่งกลางคืนเป็นช่วงที่จินตนาการของผมทำงานเยอะมาก ได้ยินอะไรนิดหน่อยก็... แม่ง มีโจรขึ้นบ้านหรือเปล่าวะ พารานอยด์ไปหมด จินตนาการเก่งมาก ตอนนอนจะนอนไม่ค่อยหลับ นี่คือจุดอ่อน ผมเป็นคนนอนไม่ค่อยหลับ คิดอะไรไม่รู้เยอะแยะไปหมด 
    แล้วจริงๆ ผมเป็นคนที่มีหลายด้านเหมือนกันนะครับ ในช่วงวัยนึงทุกคนจะบอกว่าเราโตกว่าอายุ เป็นเพราะผมทำงานแสดงมาตั้งแต่เด็ก แล้วได้คุยกับผู้ใหญ่หลายคน เวลาเราไปเวิร์กช็อปการแสดง ส่วนใหญ่ทุกคนเป็นรุ่นพี่หมดเลย ผมจะเด็กที่สุด แต่ว่าทุกคนจะเรียกผมว่าพี่ตนหมดเลย อย่างพี่อัดก็เรียกผมว่าพี่ตน ติดเรียกเพราะตอนนั้นทุกคนจะบอกว่าผมดูโตกว่าอายุ แต่จริงๆ แล้วพื้นฐานผมเป็นคนที่เด็กมากนะครับ หมายถึงว่าการตัดสินใจหลายๆ อย่าง ในแง่ของประสบการณ์ชีวิตที่ไม่ได้เยอะมาก เราค่อยๆ เป็นไปทีละสเต็ปครับ มันอาจจะโตแค่เปลือกนอกเวลาทำงานหรือเวลาพูด แต่เรารู้สึกว่าสิ่งนี้ดีตรงที่เวลาเราออกไปทำงานข้างนอกหรือทำงานกับเพื่อนรุ่นเดียวกัน เราจะสามารถเป็นผู้นำได้ เราจะมีประสบการณ์เอามาปรับใช้เวลาทำงานมากกว่า
อัด: ของผมถ้าย้อนกลับไป คาแรกเตอร์น่าจะชัดมากตั้งแต่เด็กแล้ว ผมเป็นคนดื้อ เป็นคนที่รู้ความต้องการของตัวเอง เอาแต่ใจ แล้วก็เป็นคนที่อยากได้อะไรแล้วจะเอาให้ได้ตั้งแต่เด็กครับ สมัยเด็กถ้าอยากได้อะไร แม้ว่าจะโดนปฏิเสธจากพ่อแม่ เราจะทำทุกวิถีทางให้ได้สิ่งนั้น แล้วการเป็นคนดื้อของผม บางครั้งจะมีความเห็นที่หนักแน่นของตัวเอง ถ้ารู้สึกว่าสิ่งนี้ค่อนข้างใช่ เราก็จะเชื่อมันมากๆ
    เรารู้สึกว่าเป็นเนเจอร์ของเราที่เป็นคนมีเป้าหมายในการใช้ชีวิตตลอดเวลา ไม่ว่าจะระยะสั้น ระยะยาว เราตั้งเป้าตัวเองเพื่อเรียนรู้และทำทุกวิถีทางเพื่อให้เราได้สิ่งนั้น และผมเป็นคนชอบเอาชนะด้วย ทุกอย่างที่เราทำ มันเลยค่อนข้างไปข้างหน้า ไม่หยุดอยู่กับที่ ผมไม่ชอบอยู่เฉยๆ รู้สึกว่าถ้าเราทำสิ่งนั้นได้แล้วจะต้องไปต่อเรื่อยๆ มันไม่มีคำว่าสิ้นสุดสำหรับผมมั้ง แล้วเป็นมาตั้งแต่ประถม อย่างสมัยก่อนพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ อยากไปเมืองนอกมาก สุดท้ายไม่ได้ไป แต่เรายังอยากพูดได้ ทำยังไงให้พูดได้ เราก็เรียน ฝึกของเราไป ทำจนมันได้ สมัยนู้นผมชอบดูหนัง อยากเข้าวงการบันเทิง อยากเป็นนักแสดงมาก ความพยายามก็พาเรามาจนถึงจุดนี้ หรือแม้ว่าอยากทำเพลง ความฝันอยากเป็นนักร้องตั้งแต่เด็กเคยหายไป แล้ววันนึงมันกลับมา ก็อยากทำให้มันเกิดขึ้น ผมว่านี่อาจจะเป็นธรรมชาติของตัวเราที่ชอบทำเป้าหมายของตัวเองให้สำเร็จ
ตน: จริงๆ ผมเองก็เป็นคนชอบความกดดันเหมือนกันนะ ตั้งแต่เด็กๆ ผมเป็นคนที่ถ้าไม่โดนกระตุ้น ผมจะเฉื่อย ค่อนข้างชิลล์ ผมเลยจะสบายๆ แต่เท่าที่ผ่านมาถ้าให้มองย้อนกลับไป ผมเติบโตมากับความเครียดเหมือนกัน ไม่ได้หมายถึงในทางที่ไม่ดีนะครับ แต่ถ้าเราเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันให้ได้ในแง่นึง ผมรู้สึกว่าความเครียดเป็นสิ่งที่ผลักดันตัวเราได้ด้วย เหมือนกับทั้งที่บ้านหรืออาจารย์เขาจะรู้ว่าผมเป็นคนเฉื่อย เขาต้องคอยกระตุ้น มันอาจจะเป็นข้อเสียด้วย ถ้าเกิดไม่มีใครคอยกระตุ้น ผมก็จะไม่ทำอะไร แต่ว่ามันค่อยๆ ดีขึ้นครับ พอเริ่มโตขึ้น ผมสามารถจัดการตัวเองได้ดีขึ้น ผมสามารถเรียนรู้ที่จะสตาร์ทอะไรบางอย่างด้วยตัวเองโดยไม่ให้คนอื่นมาคอยกระตุ้น
อัด: นี่ก็เป็นความต่างอีกอย่างนึง คือผมเป็นคนที่ไม่เฉื่อย ผมเป็นคนแอ็กทีฟ ผมไม่ชอบให้ใครมาบอกให้ทำอะไร ไม่ชอบรอ สมมติถ้าเรารู้ว่าต้องสอบให้ผ่าน ผมก็จะไม่ค่อยรอให้ใครมาบอกว่ามึงต้องอ่านหนังสือนะ ผมรู้สึกว่าถ้ารู้ว่าวิชานี้ไม่ได้สำคัญมาก เราจะมีวิธีการเตรียมตัวว่าอ่านแค่นี้ให้ผ่านแล้วไปต่อ ไม่ค่อยชอบให้ใครมาบอกว่าต้องทำอะไร เหมือนบางทีรู้สึกว่าเสียเวลามั้ง เราน่าจะรู้ตัวเราดีที่สุดว่าทำอะไรตรงไหนแล้วมันดีขึ้น ซึ่งผมเรียนรู้มาตั้งแต่เด็ก เพราะแม่จะให้เราเรียนรู้ที่จะช่วยเหลือตัวเองตั้งแต่เด็ก ส่งไปค่าย ส่งไปให้ลงมือทำเอง แล้วผมอาจจะเรียนรู้จากความผิดพลาดและความผิดหวังของเราตั้งแต่เด็ก
ตน: แต่จริงๆ ผมเป็นคนเนิร์ดมากเลยนะครับ เวลาทำอะไรตั้งใจมากๆ จะสองร้อยเปอร์เซ็นต์ ผมมีแรงผลักดันมาก พื้นฐานผมเป็นคนเฉื่อยก็จริง แต่ถ้าต้องทำอะไรจริงๆ ผมก็โคตรเนิร์ดเลย อย่างเรื่องเรียน แม่ก็คาดหวังมาก ผมก็โคตรเนิร์ดได้เกรดเฉลี่ย 3.9 ของมหาวิทยาลัยนะครับ เนิร์ดสุดๆ 
อัด: ความเนิร์ดน่าจะเป็นสิ่งหนึ่งที่คล้ายกัน ผมก็เป็นคนแบบนั้น อย่างที่บอกว่าพอเรารู้เป้าว่าอยากทำอะไร เราก็ต้องทำให้ได้ เป็นคนที่อยากได้อะไรแล้วจะทำเต็มที่ที่สุด
สำหรับตน ทำไมถึงรู้ตัวตั้งแต่เด็กเลยว่าอยากเป็นนักดนตรี 
ตน: ตั้งแต่ประถมเลยครับ จริงๆ ผมจำได้ว่า เรื่องความฝันที่อยากทำมีอยู่ 2-3 อย่าง อย่างแรกคือ อยากเป็นนักมวยปล้ำ โคตรอิน ชอบมาก ต้องดูทุกวัน เมื่อก่อนจะมีเว็บบอร์ดมวยปล้ำ ผมก็เข้าไปเขียนกระทู้วิเคราะห์ แล้วผมอยากเป็นนักเขียนด้วยครับ จริงๆ ผมเป็นคนชอบอ่านหนังสือมาก ช่วงประถมผมไม่เก่งทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ที่บ้านแก้ปัญหาโดยหาหนังสือมาให้อ่าน ผมเลยกลายเป็นคนชอบอ่านหนังสือ เคยได้รับรางวัลหนอนหนังสือดีเด่นตอนประถม เพราะว่าผมติ๊ดบัตรเข้าห้องสมุดไปยืมหนังสือเยอะที่สุด ช่วงประถมจึงเป็นช่วงที่โลกของผมจะมีแค่หนังสือกับดนตรีที่เป็นเพลงคลาสสิกด้วย เพราะว่าผมเริ่มเล่นเครื่องดนตรีชิ้นแรกคือเปียโน จำได้ว่าผมดูหนังเกี่ยวกับเปียโนเยอะมาก ตอนนั้นจะมีซีรีส์ญี่ปุ่น เรื่อง Nodame Cantabile แล้วก็มีหนังเรื่อง The Pianist ช่วงนั้นเราเลยอินเพลงคลาสสิกมาก อยากเป็นนักเปียโนคลาสสิก แล้วค่อยๆ เปลี่ยนมาเล่นกีตาร์ช่วง ม.ต้น ตอนเล่นหนังเรื่อง Suckseed ที่เพิ่งได้จับกีตาร์ครั้งแรก หนังมันเกี่ยวกับดนตรี แล้วเราได้ค้นพบแนวดนตรีใหม่ๆ สำหรับเรานะ สำหรับคนอื่นมันไม่ได้ใหม่เลย แต่สำหรับเราโคตรใหม่ เหมือนเราเพิ่งมาเริ่มฟังเพลงป๊อป เพลงร็อกช่วงมัธยม 
    แล้วมัธยมผมก็เป็นประธานชมรมดนตรีในรุ่นของผม สืบทอดจากรุ่นพี่อีกทีนึง แล้วผมก็ไฟต์มากเลยนะ เพราะที่โรงเรียนเราไม่มีที่ซ้อมดนตรี ไม่ค่อยเปิดโอกาสให้เด็กได้เล่นดนตรีเท่าไร เคยจะขออาจารย์ทำห้องซ้อม แล้วไปหาสถาปนิกมาออกแบบห้องซ้อมให้ ซึ่งสุดท้ายมันไม่เกิดขึ้นครับ อาจารย์ไม่ยอมให้ไปดัดแปลงโรงเรียนเขา เรื่องนี้ไม่เคยเล่าให้ใครฟังเลย ตอนนั้นวาดฝันว่าตอนเย็นเราต้องมานั่งเฝ้าห้องซ้อมแล้วเอาการบ้านมาทำ สุดท้ายมันก็ไม่เกิดขึ้น แต่ผมไม่เคยนึกภาพตัวเองเป็นอย่างอื่นนอกจากนักดนตรีเลยตั้งแต่เด็ก ยกเว้นนักมวยปล้ำนะครับ
ดนตรีเริ่มเข้ามาในชีวิตอัดตั้งแต่เมื่อไร
อัด: ผมก็เด็กเหมือนกัน ด้วยความที่พ่อผมเป็นคนชอบฟังเพลง เมื่อก่อนตอนเด็กที่บ้านเปิดร้านอาหาร แล้วร้านอาหารเราก็จะทำลานเบียร์ตั้งแต่สมัยเป็นเวิล์ดเทรดเซ็นเตอร์ พ่อผมเป็นคนจัด เป็นดีลเลอร์ แล้วเราจะอยู่ตรงนั้นตั้งแต่เด็ก เป็นเด็กกลางคืน โตมาท่ามกลางดนตรีสด เพลงมันก็จะมีหลายยุค เหมือนเราโตมาท่ามกลางบรรยากาศแบบนั้น เลยซึมซับเรื่องของการชอบฟังเพลงโดยที่เราไม่รู้ตัว ยุคนั้นเราก็ยังไม่ได้เข้าใจตัวเองร้อยเปอร์เซ็นต์ จนมีรายการประกวดร้องเพลง เราก็ชอบดูมาก แล้วมีความฝันว่าวันนึงอยากเป็นนักร้อง อยากเข้าไปอยู่ในรายการเรียลิตี้แบบนั้น ฝันมาตลอดจนวันที่อายุถึง 15 ไปออดิชันแล้วเฟล เหมือนได้ร้อง 10 วิ โดนไล่ออก เขามีออดิชัน 3 วัน ผมไป 3 วัน โดนแบบเดียวกันหมด ณ ตอนนั้นเหมือนเรากำลังไล่ตามความฝันแล้วมันล้มเหลว เลยรู้สึกว่ามันไม่ใช่ทางมั้ง ผมก็หาทางไปต่อของผม มันไม่ได้มีแค่ความฝันเดียว เลยหยุดคิดเรื่องอยากเป็นนักร้อง แล้วได้ไปเจอกับสิ่งใหม่คือตอนนั้นได้แสดงก่อน ซึ่งเป็นอีกความฝันนึงที่ชอบอยู่แล้ว มันก็เลยเทิร์นไปฝั่งนั้นยาว แล้วเพิ่งวกกลับมา
ความฝันของทั้งสองคนที่เกี่ยวกับดนตรีดูเป็นเรื่องที่จะต้องกล้าแสดงออกพอสมควร
อัด: ผมเป็นคนกลัว เมื่อก่อนผมกลัวการร้องเพลงต่อหน้าคน ผมรู้สึกว่าศักยภาพไม่พอ ผมรู้สึกว่าผมร้องไม่ดีขนาดที่จะไปร้องโชว์ต่อหน้าคนอื่น มันเลยเป็นความกลัว แล้วมันเป็นความฝันที่เราอยากทำมาก แต่เราลิสต์ไว้ตลอด ขีดเส้นใต้ไว้ว่าคงเป็นไปไม่ได้ตลอดเวลา มันเป็นสิ่งที่อยู่ข้างในเรามากกว่าอย่างอื่น
ตน: จริงๆ ประสบการณ์ก็เกี่ยวนะครับ อาจจะเป็นเพราะว่าผมเล่นเปียโน ที่เรียนเปียโนของผมจะมีคอนเสิร์ตให้เด็กขึ้นเวทีแสดงความสามารถ ผมได้ขึ้นเวทีศูนย์วัฒนธรรมตั้งแต่ประถม จริงๆ ก็ไม่ชิลล์ เครียดเหมือนกัน เพราะว่าที่เรียนเปียโนคลาสสิกก็เครียดครับ อย่างที่บอกว่าผมโตมากับความเครียด โดนกดดันตั้งแต่ตอนนั้น แต่เหมือนเราได้ผ่านเวทีมาค่อนข้างเยอะ ถ้าไปดูจริงๆ คลิปในยูทูบก็ยังมีอยู่เลย ผมเป็นหินที่แท้ทรูครับ คือเครียดแล้วหน้ามุ่ย กลัวเล่นผิด จริงๆ ต่อให้เป็นสิ่งที่เราคิดว่าเราชอบมัน เราอยากทำมัน แต่จริงๆ แล้วต้องใช้ประสบการณ์ทุกๆ เรื่องเลย มันค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ เรียนรู้ด้วยการช่างมันในการเล่น ซ้อมมาดีแล้ว ถ้าซ้อมมาดีทุกอย่างก็คือจบ จนเราสามารถแสดงสิ่งที่เราอยากจะสื่อออกมาได้หมด
การรวมตัวกันทำ Mints มันปลดล็อกอะไรกับตัวเองบ้าง
อัด: ผมว่ามันปลดล็อกหลายอย่างเหมือนกัน ช่วงนั้นที่ผมอยากเริ่มทำอะไรเพราะเป็นช่วงที่เรานิ่งในวงการบันเทิง หมายถึงว่าเราเป็นนักแสดงมาตลอด แล้วช่วงนั้นไม่มีงานมาเป็นระยะเวลาสักพัก ผมคิดว่าจะทำยังไงให้ยังไปต่อในวงการนี้ได้ ทำอะไรที่เราไม่ต้องรอโอกาสจากคนอื่นแล้ว เป็นสิ่งที่เราเริ่มต้นได้ด้วยตัวเอง ทำสิ่งที่เราชอบ เป็นตัวตนเรา ตอนนั้นมันมีความคิดนี้เข้ามา ประกอบกับเราได้กลับไปสัมผัสกับบรรยากาศการซ้อมดนตรี ทำให้ยังรู้สึกเสมอว่าความฝันในการเป็นนักร้องมันติดคาอยู่ข้างในใจเรามากๆ เลยตัดสินใจว่าอยากลองดูสักตั้งที่จะทำทุกอย่างด้วยตัวเอง อยากพิสูจน์ให้คนอื่นเห็นว่าไม่รอแล้วนะ ในทางนึงคือมันเป็นการอยากเอาชนะอะไรบางอย่างว่าเราจะเป็นคนที่ไม่รอโอกาส มันถึงเวลาที่เราอยากจะสร้างโอกาสให้ตัวเองบ้าง อันนั้นคือแรงผลักนึงของผม ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นที่อยากทำแล้วบังเอิญได้มาเจอกัน 
ตน: จริงๆ ผมได้ยินพี่อัดร้องเพลงครั้งแรกคือช่วง คอนเสิร์ต GTH Star Theque แล้วก่อนหน้านั้นอีกมั้ง ช่วงฮอร์โมน 3 ที่มีการอัดร้องเพลง
อัด: แตกต่างเหมือนกัน แต่ร้องท่อนเดียว
ตน: ผมและทุกๆ คนที่ได้ยินก็รู้สึกว่าเสียงพี่อัดพิเศษ รู้สึกว่าเจ๋งอะ
อัด: นั่นแหละ แล้วก็ไปชวนพี่ตน ชวนเสร็จเรารู้สึกว่าเป็นเด็กสองคนที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะต้องเริ่มยังไง แต่มีไฟ อยากทำ อยากสู้ อยากลองทุกอย่างด้วยตัวเอง มันเริ่มจากแค่ตรงนั้น แล้วค่อยๆ ศึกษาจากทุกอย่าง จากคนอื่นที่เขาทำกัน เริ่มจากเพลงก่อน เราโชคดีที่ได้โปรดิวเซอร์ของพวกเรา 
ตน: พี่ยิ้ม 
อัด: เราก็บอกพี่ยิ้มว่าความรู้เราเป็นศูนย์เลยนะ เราไม่รู้เรื่องอะไรเลย
ตน: เหมือนตอนแรกเราเคยทำเดโม 2 คน แต่ว่าไม่ค่อยรอดเท่าไร เลยต้องหาคนมาตัดขอบ มาช่วยตบให้ จนได้พี่ยิ้มมา
อัด: สเต็ปต่อไปเราต้องทำเรื่องแมเนจชิ้นงานในการโปรโมต ในการทำทุกอย่าง อาร์ตเวิร์กทำยังไง รูปโปรโมตเป็นยังไง จะลงยูทูบยังไง เอาเข้าสตรีมมิ่งยังไง ตอนนั้นต้องเริ่มเรียนรู้ใหม่ตั้งแต่ศูนย์ไปจนถึงจบกระบวนการ เป็นช่วงเวลาที่ผมรู้สึกว่าสนุกดี ตอนนั้นพอมันมีไฟ ยากแค่ไหนก็ไม่กลัว พร้อมเรียนรู้ อยากเรียนรู้ด้วยซ้ำว่าต้องทำยังไง เหนื่อยก็เหนื่อย
ตน: เหนื่อยมาก
อัด: เพราะเรายังเรียนอยู่ทั้งคู่ 
ตน: แล้วก็ยังไม่มีค่ายมาซัพพอร์ต
อัด: ใช่ แล้วจากเราที่ไม่ค่อยได้ทำกราฟิก หรือไม่ค่อยได้แตะพาร์ตอาร์ตเวิร์ก เราก็ทำเองเยอะมาก แล้วมันเป็นช่วงเวลาที่เราได้เรียนรู้อะไรเยอะมาก ในการแมเนจ ในการติดต่อคน ในการวางไทม์ไลน์ ในการขอความช่วยเหลือคนอื่น ผมคิดว่าเป็นการเรียนรู้อย่างหนึ่ง ที่ตอนแรกคิดว่าสองคนจะทำได้ แต่สุดท้ายแล้วการทำได้มันเป็นเรื่องความสัมพันธ์กับคนด้วย บางทีในโลกนี้เวลาเราจะทำงานอะไรสักอย่าง ความสามารถคนเรามีขีดจำกัดอยู่ เราอาจจะไม่ถนัดสิ่งนี้ทั้งหมด ขอความช่วยเหลือจากคนอื่นแล้วมันไม่ได้รู้สึกว่าเราห่วยจัง ผมว่ามันเป็นสเตจที่ทำให้ผมกับพี่ตนโตขึ้นเยอะมากเหมือนกัน เพราะว่าท้ายที่สุดแล้วเราเรียนรู้ว่าบางอย่างเราแบกคนเดียวไม่ได้ เราต้องทำงานเป็นทีม เราต้องการคนมาช่วย อย่างตอนถ่ายเอ็มวีต้องมีคนมาช่วย มันเลยเรียนรู้ที่จะวางแผน จัดการทุกอย่างเลย
ตน: ใช่ครับ ทุกอย่างเลย ตอนที่ทำกันสองคนเหนื่อยมาก ทั้งเรื่องเงินทุนและหลายๆ ปัจจัย โชคดีมากที่ตอนนั้นหลังจากปล่อยเพลง ยังไงดี ทางค่าย What The Duck ติดต่อเข้ามา ซึ่งต้องบอกก่อนว่าตอนแรกที่เราอยากทำกันสองคน อีกเหตุผลหนึ่งคือเราอยากเรียนรู้ด้วยแหละ ไฟมันแรงครับ
อัด: อยากไปให้สุดในทุกกระบวนการของการทำทั้งหมด มันยากยังไง มีอะไรบ้าง เผื่อว่าวันหนึ่งเราเข้ามาอยู่ในค่าย เราจะได้รู้ว่ามีอะไรที่เราต้องทำ มีอะไรที่เราปล่อยหลุดไม่ได้ หรือมีอะไรที่เรายังต้องควบคุมอยู่ ถึงแม้ว่าจะมีคนมาช่วยทำ ผมคิดว่านั่นคือสิ่งที่ผมสองคนอยากรู้ ผมอาจจะโดนสอนในการทำงานมาว่า ในฐานะคนเป็นผู้กำกับควรที่จะรู้ทุกขั้นตอน เพื่อที่ไม่ว่าคุณจะดีลงานกับใคร ฝ่ายไหน เราจะได้รับรู้ทุกอย่างทั้งหมด เราจะได้กระจายสิ่งที่เราอยากได้ไปยังคนทำงานฝ่ายอื่นๆ ได้อย่างครบถ้วนที่สุด
การทำงานเพลงในทุกกระบวนการด้วยตัวเอง มันดึงอะไรในตัวทั้งคู่ออกมาบ้าง
อัด: ผมว่าดึงทุกอย่างนะ การทำวง Mints เรียกว่าเป็นงานที่เอาตัวตนออกมาเยอะมาก ไม่เหมือนแสดงเลย ผมว่าการแสดง 10 - 20 - 30% เต็มที่ อาจจะมีบางคาแรกเตอร์ที่ลิงก์กับเราเยอะหน่อย แต่ผมว่าสุดท้ายเวลาเราแสดงออกไป คนไม่ได้เก็ตว่านั่นคือตัวตนของเรา มันมีภาพ มันมีชื่อตัวละคร เราเล่นเป็นคนอื่นอยู่ แต่พอเป็น Mints ปุ๊บ ชื่อทุกอย่างเป็นของเรา
ตน: เป็นเรื่องของเรา
อัด: เราโยนประสบการณ์ทุกอย่างลงไป แบบที่เราไม่กลัวว่าคนจะตัดสินเราว่ายังไง คนจะมองเรายังไง เราไม่กลัวเลย ผมรู้สึกว่ามันเป็นจุดที่เราค่อนข้างจะแฮปปี้กับตัวเอง เราจะไม่ทำงานที่เราไม่โอเค เราสองคนต้องแฮปปี้กับงานชิ้นนั้นถึงจะปล่อยออกไป ถึงจะเป็น Mints ได้ เรารู้สึกว่ามันขุดทุกอย่าง ขุดทุกประสบการณ์ ณ ตอนนั้น สิ่งที่เราคิด สิ่งที่เรารู้สึก สิ่งที่เราอยากจะเล่าลงไปในนั้น
ตน: ค่อนข้างครบถ้วนนะครับ เพราะว่า Mints ก็คือเราสองคน ถ้าถามว่าตัวตนอยู่ตรงไหนบ้างใน Mints ผมก็ต้องบอกว่ามันอยู่ในทุกองค์ประกอบ แต่จริงๆ Mints คือการผสมผสานความจริงของผมและความจริงของพี่อัดมารวมกัน เราต้องแบไพ่กันครับ เหมือนเราโยนทุกอย่างไปตรงกลางก็จริง แต่สุดท้ายแล้วจะเหมือนการทำอาหารที่บางทีเราก็คัดวัตถุดิบบางอย่างออกไปบ้าง แล้ว Mints จะไม่ใช่ผม 100% ไม่ใช่พี่อัด 100% แต่มันคือตัวตนหนึ่งที่ถูกสร้างมาจากสองคนจริงๆ
อัด: จะมีเชฟพี่ยิ้มด้วย เขาจะชิมแล้วบอกว่าอันนี้เค็มไป เปรี้ยวไป หวานไป
เรามีความคาดหวังกับตัวเองมากน้อยแค่ไหนกับการทำงานในฐานะศิลปิน
ตน: ผมรู้สึกว่าผมคาดหวังมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย แต่ว่าผมไม่กลัวผิดหวังนะ พูดจริงๆ ผมแค่รู้สึกว่าถ้าผมไม่คาดหวัง ผมจะทำมันไม่ค่อยดีเท่าไร แต่ผมไม่ได้บังคับตัวเองว่า ตนมึงต้องคาดหวังนะไม่งั้นมึงจะทำได้ไม่ดี แต่มันเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนไหนผมก็ยังไม่รู้เลย ที่จริงมันคือการคาดหวังกับตัวเองมากกว่าครับ ว่าเราจะต้องชอบผลงานของตัวเอง เราอยากทำในสิ่งที่เรารัก เราทำในสิ่งที่เราชอบ ถ้าถามว่าคาดหวังว่าคนฟังจะชอบไหม มันก็ไม่ขนาดนั้นครับ มันอยากให้คนชอบอยู่แล้ว แต่ถ้าเขาจะไม่ชอบก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยเราไม่อยากทำให้ตัวเองผิดหวัง เราไม่อยากผลิตในสิ่งที่เราจะเสียใจทีหลังครับว่า ทำไมตอนนั้นกูปล่อยอะไรไปวะ ทำอะไรอยู่วะ อันนั้นผมจะผิดหวังมาก ความคาดหวังมันหมายความว่า ผมคาดหวังกับตัวเองมากกว่าว่าผมจะต้องทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ คือยึดตัวเองกับพี่อัดเป็นหลักว่าเราต้องชอบ ผมไม่อยากเสียใจทีหลังว่าเราทำอะไรลงไป
อัด: จริงๆ แล้วผมคาดหวังกับงานที่ออกมา ผมคาดหวังว่าอยากให้คนชอบ แต่ด้วยช่วงเวลาที่ผ่านมา เราเคยเป็นคนคาดหวังกับทุกอย่าง แล้วพอคาดหวังหนักมากๆ เวลาผิดหวัง มันเจ็บ ซึ่งช่วงหลังๆ ผมรู้สึกว่าผมไม่ได้คาดหวังอะไรที่เยอะมากขนาดนั้น กลับมาสิ่งที่พี่ตนพูดคือ เราคาดหวังแค่ตัวเองชอบ แค่เราได้พูดสิ่งที่เรารู้สึก ได้แสดงสิ่งที่เราอยากจะพูดออกไปอย่างเต็มที่แล้ว อันนั้นผมรู้สึกว่าเป็นความคาดหวังที่ปัจจุบันมันมีอยู่ หลังจากสเตจที่เรารู้สึกว่าเราโอเคกับสิ่งนี้แล้ว เราชอบสิ่งนี้แล้ว ตัวตนของเราเป็นแบบนี้ นี่คือตัวตนของเราที่เข้าใจแล้ว เรายอมรับมันได้ หลังจากนั้น คนอื่นที่เขามองเข้ามา คนดูจะชอบไม่ชอบผมชิลล์มากเลย ผมรู้สึกว่าถ้ามันเป็นบวก มันคือโบนัสที่ดี ที่เรารู้สึกว่า เฮ้ย ดีจัง มันเป็นความสุข เขาชอบเราแบบที่เราเป็นจริงๆ แล้วผมไม่อยากฝืนตัวเองว่าจะต้องไปเป็นคนอื่น หรือเป็นแบบที่คนอื่นจะชอบเรา เราก็เคยผ่านจุดนั้นที่พยายามหาว่า จะทำยังไงให้คนอื่นชอบเรา ติดตามเรา แล้วเราว่าสุดท้ายมันไม่มีความสุข เรากลายเป็นใครไม่รู้ กลายเป็นคนที่ไม่รู้จักตัวเอง ปัจจุบันเลยเทิร์นมาเป็นแบบนี้ว่าเรารู้จักตัวเองมากขึ้น เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น เราทำสิ่งที่เป็นเราที่สุด ที่เหลือคือสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้
ก่อนหน้านี้ออกอีพีมาแล้ว ครั้งนี้การทำงานในอัลบั้มเต็มต่างจากที่ผ่านมาอย่างไร
ตน: จากวันแรกเลยนะครับ ต่างมากๆ เลย จากวันแรกที่เราเริ่มทำอีพี ผมรู้สึกว่าอย่างแรกคือ เวลามันช่วยให้เราทั้งสองคนเรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างได้มากขึ้น ทั้งเรียนรู้กันและกันด้วยนะครับ
อัด: ประสบการณ์ชีวิต
ตน: ใช่ ประสบการณ์ชีวิต แล้วก็ความเป็น Mints ที่ผมคิดว่าวันนี้ผมแฮปปี้มากเลย ผมรู้สึกว่าค่อนข้างกลมกล่อมกว่าเดิมเยอะมาก พอเวลาผ่านไปเรื่อยๆ เราได้เรียนรู้กันเองด้วย แล้วเรียนรู้ประสบการณ์อย่างที่พี่อัดบอก ส่วนความจริงจัง ถ้าถามว่าตอนนั้นที่ทำจริงจังไหม ผมจริงจังนะ แล้วตอนนั้นจำได้ว่าผมจริงจังมากๆ แต่พอมาตอนนี้ผมกลับรู้สึกว่าไอ้ตนตอนนั้นกับตอนนี้ ตอนนี้ผมจริงจังกว่าตอนนั้นเยอะ ตอนนั้นคิดว่าจริงจังแม็กซ์ไปแล้ว ตอนนี้ผมแม่งโคตรจริงจังขึ้นไปอีกสเต็ปนึงครับ ซึ่งเราไม่มีทางรู้เลยว่าสิ่งนี้มันจะเกิดขึ้นกับเราได้ ตอนนั้นคิดว่าเราเต็มที่แล้ว แต่จริงๆ แล้วลิมิตมันไม่ได้อยู่แค่นั้นครับ มันปลดล็อกขึ้นไปอีกขั้นนึง เพราะพอเราทำผลงานแล้วมีคนที่ชอบในตัวตนของเรา ที่พี่อัดบอกว่ามันคือโบนัสที่ดีมาก คือมีหลายคนมากที่เริ่มติดตามเราจากผลงานเพลง ซึ่งเราพยายามจะพิสูจน์มาตลอดว่า เราไม่ใช่ดารามาทำเพลงครับ 
อัด: เราอยากเป็นศิลปิน เราอยากเป็นนักร้อง เราอยากเป็นนักดนตรี
ตน: ซึ่งถ้าถามว่ายังมีคนมองอย่างนี้อยู่ไหม ผมว่าก็ยังมี มันต้องใช้เวลา แต่ว่าก็น้อยลงนะครับ และมีคนที่ติดตามเราจากผลงานเพลง ไม่เคยดูเราแสดงเลย มีมาเรื่อยๆ แล้วเรารู้สึกว่าสิ่งนี้มันกำลังเริ่มออกดอกแล้ว แล้วเราอยากจะไปให้ได้มากกว่านี้ คือเราอยากจะเก่งกว่านี้ ทั้งเรื่องสกิลเพลง การแต่งเพลง เราอยากทำผลงานออกมาให้ดีมากกว่านี้อีก 
อัด: อย่างที่ตนบอก เพราะตอนนี้มันไปไกลขึ้น ด้วยระยะเวลาของการเดินทางก็เปลี่ยนเราไปทั้งคู่ มันเหมือนกับที่เราเคยพูดว่า เราอยากทำเพลงให้มันเกิดขึ้นว่ะ มันเริ่มจากแค่เราอยากมีเพลงเป็นของตัวเองแค่นั้นเลยครับ แล้วพอเราทำได้ปุ๊บ ผลตอบรับมันไปไกลกว่านั้นเรื่อยๆ เลยทำให้เรารู้สึกว่ามันเกินกว่าที่เราคิดไปมาก เราไม่ได้คิดแค่อยากจะเป็นคนมีเพลงแล้ว เราอยากจะทำเพลงที่
ตน: เป็นโปรเฟสชันนอล หมายถึงเป็นมืออาชีพมากขึ้นครับ ผมไม่ได้พูดว่าตอนนี้เราเป็นโปรฯ นะ เราอยู่ในกระบวนการที่เพิ่งเริ่มต้นครับ 
อัด: แค่เราได้เริ่มทำปุ๊บ แล้วผลตอบรับมันดีเกินคาด ยิ่งทำให้เรารู้สึกว่าเป้าต่อไปคืออยากพัฒนาตัวเอง เราอยากทำให้คนที่เขาให้กำลังใจเรา ที่เห็นการเดินทางหรือการเติบโตของเรา รู้สึกดี รู้สึกแฮปปี้ที่ได้เห็นเด็กสองคนนี้โตขึ้น พัฒนาขึ้น ผมเลยรู้สึกว่าเป้ามันไม่นิ่ง แล้วมีแต่ไปข้างหน้าเรื่อยๆ ครับ
จริงๆ ทั้งคู่เริ่มทำงานกันเร็ว รู้สึกว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่ มันเป็นจังหวะเวลาที่เหมาะสมแล้ว หรือว่ามีอะไรที่เร่งเกินไปหรือเปล่า
ตน: เรื่องเร่งผมอยากจะพูดมากเลย ทุกวันนี้ตัวผมเองก็อาจจะเป็น ทุกอย่างมันเร็วมาก หมายถึงทุกคนสามารถประสบความสำเร็จได้เร็วชั่วข้ามคืน ซึ่งมันก็มีศิลปินอายุน้อยมากหลายๆ คนที่ประสบความสำเร็จแล้ว มันก็จะมีช่วงนึงที่ผมเจ็บปวดมากกับสิ่งนี้ว่า เออ เราก็อายุเท่าๆ เขา ทำไมเราไม่ประสบความสำเร็จเท่าเขา ทำไมเราไม่มีชื่อเสียงมากเท่าเขา ทำไมเราไม่เป็นแบบเขา มีช่วงที่ผมค่อนข้างทรมานกับความคิดเหล่านี้ ว่าทำไมเราไม่สามารถทำงานได้เท่าเขา ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้วเราก็อายุเท่านี้ มีช่วงนี้ที่ผมเปรียบเทียบกับตัวเองเยอะมาก เปรียบเทียบกับศิลปินฝรั่งที่อายุเท่ากันแต่ว่าเขาเวิล์ดทัวร์แล้ว ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องที่ควรจะเปรียบเทียบครับ มีหลายปัจจัยที่ทำให้เกิดสิ่งเหล่านั้นขึ้น ทำให้ผมได้เรียนรู้ว่าของเหล่านี้ระยะเวลาก็เกี่ยวครับ ผมเชื่ออย่างหนึ่งว่าทุกคนจะมีเวลาของตัวเอง ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าเวลาของพวกผมคือเมื่อไร แต่ผมเชื่อว่าถ้าเราทำในสิ่งที่เรารักและสิ่งที่เราชอบเต็มที่จริงๆ สักวันมันก็จะตอบแทนเรา
อัด: ของผมปัญหาหลักของชีวิตพอเราเรียนจบด้วย แล้วมันเป็นช่วงที่เริ่มรู้สึกว่าเราไม่เคยไปถึงเท่าคนอื่นสักที คือสิ่งนี้มันจะเกิดขึ้นต่อเมื่อเราเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น มันก็เป็นปัญหาเดียวกับที่พี่ตนบอกว่าเคยเจอ ซึ่งช่วงนี้ผมค่อนข้างซัฟเฟอร์กับสิ่งนี้อยู่บ่อยครั้ง แต่ว่าเราก็รู้แหละว่าต้องคิดยังไง เรื่องของการเร่งมันก็มีผลกับเรา บางครั้งมันหยุดคิดไม่ได้หรอก การที่เราเห็นเพื่อนๆ รุ่นเดียวกัน หรือคนอายุใกล้ๆ กัน ทุกคนไปข้างหน้าแล้ว ประสบความสำเร็จแล้ว หลายๆ ครั้งมันก็ทำให้เรารู้สึกท้อ ทำไมเราไม่ดีขึ้นเลยวะ ทำไมเราไปไม่ถึงตรงนั้นสักที แต่ทุกครั้งที่เกิดสิ่งนี้ขึ้น ผมจะพยายามกลับมามีสติแล้วถามตัวเองว่า แล้วทำไมเราต้องไปอยู่ในจุดที่เขาอยู่ด้วยวะ จุดที่เราอยู่ปัจจุบันมันไม่ดีตรงไหน เรามีความสุขกับมันไหม ซึ่งมันได้คำตอบว่า มันก็มีว่ะ แค่รู้สึกว่าเรามองเลยจุดที่เรายืนอยู่ ที่มันอาจจะพอดีกับเราแล้วก็ได้ มันเลยทำให้เราเกิดภาวะเครียด ภาวะที่รู้สึกอยากเร่งที่จะไป อยากเร่งที่จะมีทุกอย่าง มันก็เลยต้องมีเวลากับตัวเอง มีเวลาเตือนสติตัวเองอยู่บ่อยครั้ง เพราะผมรู้สึกว่าบางทีเราลืมมองสิ่งที่เรามีอยู่ ว่ามันทำให้เรามีความสุขแล้ว เราอาจจะไม่ต้องไปมีเท่าคนอื่น แต่เรามีความสุขกับตัวเราเองได้
ในชีวิตตอนนี้มีมิติอื่นๆ นอกเหนือจากการทำงานบ้างไหม
ตน: ของผมนอกจากเรื่องการทำงานและการแสดง ทุกวันนี้ผมก็ยังชอบอ่านหนังสืออยู่นะครับ ผมเป็นคนชอบทำอะไรซ้ำๆ เหมือนกัน มีหนังสือนิยายเรื่องนึงที่ผมอ่านซ้ำเป็นสิบรอบแล้ว แล้วผมก็เพิ่งกลับมาอ่านใหม่อีกรอบคือ The Last Fantasy ครับ เป็นหนังสือที่โตมากับผมเลย คือผมอ่านครั้งแรกตอน ป.4 แต่ผู้แต่งเขียนจบตอนผม ม.6 คือผมมีเรื่องนี้อยู่ในชีวิตมาตลอด นานเป็นสิบปี แล้วตอนที่เขาเขียนจบ ผมจำได้ว่าผมร้องไห้ มันจบแล้วเหรอ ตอนนี้ก็กลับมาอ่านซ้ำ หนังสือมีทั้งหมด 20 เล่มครับ เป็นนิยายเล่มหนา ผมจะกลับมาอ่านวนไปใช้เวลาประมาณเดือนสองเดือน
ตนค้นพบอะไรใหม่ๆ จากหนังสือเล่มเดิมที่อ่านไหม
ตน: ใช่ จริงๆ มันก็มีนะครับ เรื่องนี้มันมีพระเอกคนนึง แต่จะมีผู้หญิงในเรื่องหลายคน แล้วตอนจบก็มีนางเอกคนเดียว ทีนี้เรื่องนึงที่ผมเห็นได้ชัดมากคือ ในแต่ละช่วงอายุของผม ผมชอบนางเอกคนละคนกันหมดเลย ถ้าให้วิเคราะห์ตัวเอง มันไม่เกี่ยวกับเรื่องหน้าตา เพราะว่าในหนังสือไม่มีหน้าตาอยู่แล้ว มันคือคาแรกเตอร์ของคนที่เราชอบมากกว่า จะมีบางคนที่พูดตรงๆ คิดตรงๆ แล้วเหมือนตอนแรกเราไม่ชอบคนอย่างนั้น แต่พอโตขึ้น เราเริ่มชอบคนอย่างนั้น มันเป็นสิ่งที่ได้เรียนรู้เหมือนกันว่า เราในแต่ละช่วงอายุ ถ้าให้มานั่งถกกัน ต้นหนอายุ 15 กับ 18 แม่งอาจจะเถียงกันฉิบหายเลยก็ได้ เพราะว่าคาแรกเตอร์ในเรื่องค่อนข้างต่างกันมากนะครับ แต่ผมเสือกเปลี่ยนไปชอบอีกคนนึงอะไรอย่างนี้ ก็น่าสนใจดี มีอะไรบางอย่างที่ทำให้มุมมองเราเปลี่ยนไป หรือแม้กระทั่งคอนฟลิกต์ในเรื่อง ผมก็รู้สึกกับมันไม่เหมือนเดิม
ช่วงนี้เรื่องอื่นนอกจากการทำงานของอัดมีอะไรบ้าง
อัด: ผมว่าเรื่องสิ่งแวดล้อมก็เป็นอีกพาร์ตนึงที่เราชอบ แล้วเราก็สนใจมากครับ อาจจะด้วยพื้นฐานเป็นคนชอบเที่ยวมาแต่ไหนแต่ไร จนเราได้เข้ามาสู่โลกของการดำน้ำ ผมไม่อยากเรียกมันเป็นงาน แต่สิ่งที่ผมทำอยู่คือการเปิดเพจ savethailay ที่รณรงค์เรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเลและสัตว์ทะเลครับ มันเป็นอีกพาร์ตหนึ่งที่พอผมสนใจแล้วได้มีโอกาสลงไปอยู่ ได้ไปศึกษา ได้ไปเจอคนที่สนใจในสิ่งเดียวกัน มันก็เปิดโลกผมไปอีกแบบนึงเหมือนกัน ซึ่งเป็นพาร์ตที่ผมค่อนข้างแฮปปี้ที่ได้รู้จักมัน และได้ลงไปอยู่ในอีกโซไซตี้นึงที่ใหม่มาก และเป็นสังคมที่ผมชอบมาก
จุดเริ่มต้นที่ทำให้ชอบดำน้ำคืออะไร
อัด: เริ่มมาจากผมเป็นคนชอบทะเลตั้งแต่เด็ก อาจจะเป็นเพราะว่าตอนเด็กๆ ที่บ้านเที่ยวไกลสุดคือ พัทยา หัวหิน บางแสน มันจะวนอยู่แค่นี้ตลอดครับ จนถึงมัธยมซึ่งเราไม่เคยไปไหนเลย มีแวบๆ ไปเขาใหญ่บ้าง ผมเลยโตมากับสิ่งนี้ แล้วเราชอบการได้ไปอยู่ในน้ำทะเล เด็กๆ คือวิ่งลงทะเล ขอให้ได้ตัวแตะน้ำ แล้วผมคิดว่ามันค่อยๆ ซึมซับเรามาเรื่อยๆ พอโตมาหน่อย เริ่มมีความรัก เริ่มดราม่า เวลารู้สึกเศร้า ขอไปทะเลเหอะ ขอไปนั่งฟังเพลงเศร้าๆ แล้วไปร้องไห้ริมทะเล หรือขอให้ได้ยินเสียงคลื่น หรือแค่ได้กลิ่นน้ำทะเล มันก็ทำให้ผมรู้สึกดีขึ้น จริงๆ แล้วมันเป็นอะไรที่นามธรรมมาก บางคนก็ไม่เป็น แต่สำหรับผม เสียง กลิ่น มันทำงานกับความรู้สึกผม ผมเลยรู้สึกชอบและผูกพันกับทะเล จนมีโอกาสได้เริ่มมาดำน้ำแบบสคูบาไดฟ์วิ่ง โลกกับทะเลมันเปลี่ยนไปอีก ความรู้สึกมันคือโลกใบใหม่สำหรับผมมากเลย เราเห็นความสวยงามของทะเล เห็นคุณค่าของสิ่งแวดล้อมที่อยู่ข้างใต้ เห็นคุณค่าของสัตว์ทะเล กว่ามันจะมีชีวิต กว่ามันจะอยู่ได้มันผ่านอะไรมาบ้าง ผมเลยรักในทะเล พอเราดำน้ำ เราจะได้รู้จักสิ่งที่อยู่ใต้น้ำมากขึ้น แล้วมันเลยทำให้เรารู้สึกผูกพันไปโดยปริยาย จนเราเห็นข่าวสัตว์ตาย ระบบนิเวศเสียหาย ปะการังฟอกขาว มันทำให้เรารู้สึกว่าในฐานะที่เราไปเอาความสุขจากเขา แต่เรากลับไม่เคยช่วยเขาดูแล นั่นก็อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ผมอยากหันมาพูดเรื่องนี้มากขึ้น ให้คนทั่วๆ ไปเห็นถึงปัญหา อย่างน้อยให้เขารับรู้เบื้องต้นก็ยังดี แล้วเราค่อยช่วยๆ กันทำให้มันเปลี่ยนจากแค่การรับรู้ ให้เป็นการกระทำมากยิ่งขึ้นครับ 
อะไรคือความเชื่อที่เรายึดถือในการใช้ชีวิตและการทำงานอยู่ตอนนี้
อัด: ทุกวันนี้ผมดำเนินชีวิตด้วยการที่ผมเชื่อตัวเองเหมือนกันนะ ในที่นี้คือ ถ้าเราเชื่อว่าเราทำอะไรสักอย่างด้วยใจ ด้วยความสามารถของเราอย่างเต็มที่ สุดท้ายถ้าเรามีความสุข ผมว่านั่นคือจบ ผมเคยมีความเชื่อที่ไปยึดกับสิ่งอื่น คนอื่น เรื่องของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็เคยนะ แล้วสุดท้ายมันกลับมาที่ผมไม่มีความสุข มันอาจจะสุขแค่ชั่วคราว ปัจจุบันที่เราเป็นอยู่ ผมว่าผมเชื่อในตัวเอง ผมเชื่อในทุกการตัดสินใจของตัวเองว่ามันคงดีที่สุด ณ เวลานั้น ถึงแม้ว่าการตัดสินใจนั้นมันจะนำพาไปสู่ความเสียใจ ความผิดหวังหรืออะไรก็ตาม แต่สุดท้าย ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นมันจะไม่ติดใจเราเพราะว่าเราได้เลือกแล้ว เราได้เชื่อตัวเองจริงๆ ทุกวันนี้การดำเนินชีวิตของผมมันง่ายขึ้นมาก จากเมื่อก่อนที่เราแทบจะไม่เชื่อตัวเอง เราแทบจะไม่รักตัวเอง เราแทบจะไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง มันเลยทำให้เราหลงไปกับหลายๆ อย่างได้ง่ายมาก แต่พอวันนี้ที่เรารู้จักตัวเองมากขึ้น เราพร้อมที่จะยอมรับข้อผิดพลาดของตัวเอง พร้อมที่จะยอมรับสิ่งที่เราทำ การตัดสินใจทุกอย่างของเรา มันเลยทำให้รู้สึกว่ายอมรับได้ในทุกๆ สเตจ ถึงแม้ต้องเสียใจที่สุด ดีใจที่สุด มันกลับมาที่ตัวเรา ทุกวันนี้เลยพยายามทำยังไงก็ได้ ให้เราสบายใจกับตัวเองที่สุด พยายามที่จะไม่ไปฝืนความรู้สึก ไม่ไปฝืนตัวเองมากนักในทุกๆ เรื่อง แล้วผมมีความสุขขึ้นมากๆ เลย แต่ไม่ได้หมายความว่าการยึดตัวเองคือเราเห็นแก่ตัวนะ สุดท้ายเราทำทุกอย่างเป็นปกติ แค่ไม่ลืมเช็กความรู้สึกตัวเองว่าเรารู้สึกอะไร เราคิดอะไรอยู่
ตน: ผมเป็นคนค่อนข้างโลเล บางทีผมก็เชื่อตัวเอง บางทีก็เชื่อคนอื่นเยอะฉิบเป้งเลย นู่นนี่นั่นก็ให้คนอื่นช่วยเลือกให้ ตัดสินใจเองไม่ถูก แต่สุดท้ายแล้วผมได้คำตอบว่าผมเชื่อตัวเองอยู่ดี สมมติว่าสุดท้ายแล้วผมเลือกในสิ่งที่ไม่ได้ชอบมันแม้แต่น้อย สมมติคนอื่นเลือกให้ ผมก็ไม่เอาอยู่ดี นึกออกไหม แล้วจริงๆ สิ่งที่ทำอยู่ทุกวันนี้ก็เป็นสิ่งที่ตัวเองเลือกทั้งนั้นเลย ไม่ว่าจะเป็นการทำวง การที่เราเข้ามหาวิทยาลัยที่นี่ การที่เราเลือกสาขานี้ สุดท้ายแล้วก็ไม่มีใครเลือกให้ พ่อแม่ก็สนับสนุนเราเต็มที่ บ้านผมถ้าผมอยากทำอะไรก็เต็มที่ลองดู คือสุดท้ายผมก็เลือกเองหมดทุกอย่าง คำตอบก็น่าจะเป็นการเชื่อตัวเองแหละครับ ด้วยความที่ผมเป็นคนลังเล ผมจะเข้าใจคนลังเลว่าเวลาเราส่งอะไรไปให้คนอื่นเลือกสักอย่าง เราจะมีอันนึงที่อยากจะให้เขาเลือกอยู่แล้ว
อัด: แค่ต้องการคอนเฟิร์ม
ตน: ใช่ เราจะมี คือเราอาจจะชอบสองอันเลย แต่มันจะต้องมีอันนึง มันไม่มีทางเท่ากันแน่ๆ คือไอ้คำว่าอะไรก็ได้ มันต้องมีอันนึง หรือว่ามันอาจจะเท่ากันมากๆ แต่ผมคิดว่าใจนึงทุกคนเลือกไปแล้ว แต่เราแค่อยากได้การซัพพอร์ต ผมว่าสุดท้ายแล้วก็อยู่ที่เรา ต่อให้เขาเลือกอันนั้นแล้วเราไม่ชอบ เราก็จะลังเลอีกรอบนึงอยู่ดี แต่ถ้าเขาเลือกอะไรที่ถูกใจเราก็เอา นึกออกไหมครับ ผมวิเคราะห์ได้แบบนี้ครับ เพราะฉะนั้นสุดท้ายผมก็เชื่อตัวเอง ตามใจตัวเองอยู่ดี
Favorite Something
  •   Joker (2019), The Perks of Being a Wallflower (2012)
  •   Lovephobia - Mints, Powerslide - Ryan Beatty
  •   The Last Fantasy - แสงจันทร์, New York 1st Time - ธนชาติ ศิริภัทราชัย
  •   The 1975, John Mayer

ดุสิตา อิ่มอารมณ์

นักเขียน ผู้ใช้พื้นที่ในเวลาว่างไปกับการอ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง ขี่จักรยาน อ่านการ์ตูน เล่นเลโก้ ฯลฯ โดยเชื่อเต็มหัวใจว่าเวลาที่หมดไปกับความรื่นเริงนี้สามารถเติมเต็มชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ