Monsty Planet: แบรนด์ที่มีส่วนผสมจากแพสชั่น ความไม่รู้ และการเปิดกว้าง

    ในบรรดานักวาดภาพประกอบของไทย แต่ละคนต่างมีลายเส้น แนวที่ถนัด และสีสันคาแรกเตอร์เฉพาะตัวกันไป บ้างถนัดวาดรูปคน บ้างถนัดวาดรูปแมว แต่มีนักวาดภาพคนหนึ่งที่ใช้ชื่อว่า Monsty Planet (มอนสตี้ แพลนเน็ท) มุ่งมั่นชัดเจนในการวาดภาพคาเฟ่กับเครื่องดื่ม ขนมจุ๊กจิ๊กหน้าตาน่ากิน โดยมี บ๊อบบี้ เจ้าหมาพันธุ์คอร์กี้ตัวอ้วนเป็นคาแรกเตอร์หลัก

    นัท-ณัชณิชา แก้วมังกร นักวาดสาวผมหน้าม้าที่พันผ้าพันคอสีส้มสดใสลายบ๊อบบี้ ซึ่งเป็นโปรดักต์ชิ้นล่าสุดมาพบเราที่หอศิลปกรุงเทพฯ ก่อนหน้านี้เราติดตามผลงานของเธออยู่ห่างๆ และเคยพูดคุยกันบ้างผ่านทางทวิตเตอร์ นอกจากลายเส้นน่ารักสีสันสดใสที่เป็นเอกลักษณ์ประจำตัวแล้ว ทัศนคติมุมมองแง่บวกของนัทก็น่าสนใจไม่แพ้กัน

    นี่จึงเป็นการพบปะพูดคุยกันอย่างเป็นทางการครั้งแรกของเรากับนัทก็ว่าได้

    และเมื่อเราเริ่มต้นด้วยการให้นัทเล่าถึงที่มาที่ไปในการทำงานด้านภาพประกอบ เธอก็ทำให้เราแปลกใจด้วยเรื่องที่เธอไม่ได้เรียนจบด้านดีไซน์มาเลย

    "เราเรียนจบคณะมนุษยศาสตร์ เอกวรรณคดีไทย มศว แต่คณะเราเรียนวิชาโทได้ เราเลยเลือกเรียนศิลปกรรม ออกแบบ เหมือนเป็นโทข้ามคณะ แต่ที่จริงเราก็อยากเรียนวาดรูปอยู่แล้วนะ"

    แต่ด้วยวุฒิภาวะในวัยเด็กที่คิดว่าถ้าชอบอะไรแล้วไปเรียนสิ่งนั้นจะกลายเป็นไม่ชอบ นัทจึงสร้างกรอบให้การวาดรูป ที่เธอชอบตั้งแต่เด็กเป็นแค่งานอดิเรกเท่านั้น

    "จริงๆ ตอนมัธยมเราไปติวศิลปะด้วย เพราะอยากเข้าศิลปากรมาก แต่พอถึงจุดหนึ่ง เราไม่มีไลฟ์โค้ชที่ดี ไม่มีใครพูดกับเราว่าคนเราไม่ต้องสำเร็จทุกอย่างก็ได้ พอเราไปเรียนติวกลุ่ม เราดรอว์อิ้งห่วยมาก ก็คิดว่าสงสัยจะไม่ติดแน่เลย เสียความมั่นใจ คิดว่าเราไม่เหมาะกับทางนี้"

    นี่จึงเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันที่ทำให้นัทใช้ทวิตเตอร์เป็นสื่อส่งกำลังใจให้ใครหลายคน เพราะเธอเชื่อว่าแค่เสี้ยวนาที บางคำพูดอาจส่งผลให้ใครยอมแพ้หรือฮึดสู้ต่อได้

    ย้อนไปเมื่อ 5 ปีก่อน เพจเฟซบุ๊กคือจุดเริ่มต้นในการนำเสนองานวาดภาพประกอบของหญิงสาวสู่สายตาคนอื่นๆ เนื่องจากเธอในวัยเรียนอินกับการวาดภาพมากจนวาดนั่นนี่โพสต์ได้ทุกวัน เพื่อนๆ จึงแนะนำให้เปิดเพจเพื่อสร้างที่ทางให้งานอยู่เป็นหลักแหล่ง

    ด้วยความสม่ำเสมอในการโพสต์งาน วาดได้หลายอย่าง และตามกระแสแท็กวาดภาพชาเลนจ์ทั่วโลกอยู่เรื่อยๆ ยอดผู้ติดตามจึงเพิ่มมากขึ้น เธอเริ่มมีงานวาดภาพประกอบเข้ามา แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่เป็นตัวนัทสักเท่าไหร่ จนกระทั่งเธอได้ไปเดินงาน Art Ground 02 เทศกาลศิลปะประจำปีที่เดอะ แจม แฟคตอรี่ (The Jam Factory)

    "มันทำให้เราเปลี่ยนอะไรหลายๆ อย่าง เพราะเห็นศิลปินออกบูท เหตุการณ์มันส่งผลต่อชีวิตมาก เราโตมาเราอยากเป็นแบบนี้ ตอนนั้นเห็นเขาแสดงงานนำเสนองานตัวเอง เราก็รู้สึกว่าต้องทำอะไรชัดเจนสักอย่างแล้ว ก็มานั่งคิดว่าเราวาดอะไรดีที่สุด ชอบมากที่สุด ก็รู้สึกว่าจริงๆ แล้วเราชอบวาดอาหารกับคาเฟ่ วาดคนได้ แต่ไม่อินเหมือนตอนเราไปคาเฟ่ เหมือนเป็นชีวิตประจำวัน แล้ววันนั้นบังเอิญเจอพี่ทอน (พงศ์ธร ยิ้มแย้ม) ที่อยู่สำนักพิมพ์แซลมอน เขาก็ถามว่าอยากทำหนังสือไหม เราก็โห เพราะก่อนหน้านั้นเรายื่นสำนักพิมพ์มา 20 กว่าที่ ทุกที่ปฏิเสธหมด แล้วมันเป็นปีที่ตั้งใจว่าจะไม่ยื่นที่ไหนแล้ว เพราะเราเหนื่อย มันยื่นเยอะเกิน เราไปส่งพอร์ตเองอะไรเองแล้วมันไม่ได้ แต่คงเป็นจังหวะด้วยล่ะมั้ง" จากเหตุการณ์นั้นนัทก็ได้ทำ I'M FINE | CAFE | AND YOU หนังสือเล่มแรกในชีวิตที่ว่าด้วยเรื่องคาเฟ่

    และเมื่อเราถามถึงที่มาของชื่อ มอนสตี้ แพลนเน็ท ที่ฟังแล้วคิดถึงความเป็นเด็กๆ และอวกาศ เธอก็หลุดหัวเราะเสียงดังออกมา

    "เอาจริงๆ เราไม่ได้คิดอะไรเลย ทุกวันนี้โคตรเขินเวลาไปแสดงงานต่างประเทศ แล้วคนเรียกเราว่า มอนสตี้ แพลนเน็ท เราก็...แก่ไปทำไงวะ เหมือนมันเป็นอีเมลสมัยมัธยม มาจากมอนสเตอร์คุกกี้ส์ (Monster Cookies) ที่เป็นตัวสีน้ำเงินๆ ตอนเด็กเราชอบมาก ส่วนแพลนเน็ท ที่แปลว่า ดาวเคราะห์ ก็ให้เป็นพื้นที่ทดลอง ตอนไปแสดงงานที่ญี่ปุ่น มีคนเข้าใจว่าเราชื่อ มอนสตี้ เราก็บอกว่าเป็นชื่อศิลปิน เพื่อนที่ทำแบรนด์กับเราก็บอกว่ามึงคิดบ้างไหมว่ากูอาย"

    แม้ว่า มอนสตี้ แพลนเน็ท เกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว ทว่าที่เป็นแบรนด์ดีไซน์โปรดักต์นั้นเพิ่งสร้างตอนต้นปีที่ผ่านมา โดยนัทรับหน้าที่ดูแลเรื่องดีไซน์และประสานงานโปรดักต์ ส่วนเพื่อนสนิทเธอที่มีงานประจำ ดูแลเรื่องจิปาถะอย่างการออกบูทและขับรถไปรับส่ง

    เหตุผลที่นักวาดภาพประกอบอย่างเธอตัดสินใจทำแบรนด์จริงจัง เนื่องจากเห็นว่ามีโซนภาพประกอบในงานอาร์ตแฟร์ ประเทศเกาหลีใต้ ที่ศิลปินไม่ต้องวาดงานแบบพ่นไฟก็ขายงานได้ บวกกับเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เธอได้รับเชิญจากงานอาร์ต กราวนด์ 03 ให้ไปออกบูทที่ต้องขายโปรดักต์ นัทกับเพื่อนจึงลงพื้นที่ศึกษาหาวิธีด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะสติกเกอร์ โปสการ์ด เข็มกลัด หรือแม้กระทั่งผ้าพันคอที่เธอสวมอยู่

    "เราเป็นคนกลวงๆ ไม่ค่อยมีอีโก้ บางทีเราก็บอกเขาตรงๆ ว่าพี่ช่วยบอกหนูตั้งแต่ต้นได้ไหมว่าต้องเริ่มยังไง เพราะเราไม่ได้จบทางนี้มา ก็อาจจะเป็นข้อดีมั้ง ไม่รู้ก็คือไม่รู้ เพราะไอ้การที่เราไม่รู้แล้วทำเป็นรู้ มันจะรู้สึกว่าเขาต้องจับได้" 

    นอกจากทัศนคติที่ไม่ปิดกั้นของนัทแล้ว หญิงสาวยังชอบพูดคุยกับคนอื่น บทสนทนาเหล่านั้นจึงนำความรู้และมิตรภาพมาให้ ซึ่งเธอก็ไม่ได้มีเพื่อนศิลปินที่ไทยเพียงอย่างเดียว เพราะล่าสุดนัทได้ไปแสดงงาน Unknown Asia ที่โอซากาตามคำแนะนำของเพื่อนศิลปินญี่ปุ่นมา แน่นอนว่าเธอได้ทั้งเพื่อนใหม่และเรียนรู้อะไรมากมายทีเดียว

    "เรากลับมาตึงไปหมดเลย เพราะคิดว่าเราเต็มที่ที่สุดแล้ว เตรียมงาน พรีเซนต์ตัวเอง แต่ความจริงแล้วเราตีโจทย์เขาผิด เหมือนเราไปเสนองานภาพประกอบเกี่ยวกับคาเฟ่ในเมืองไทย มันคือการโชว์แพสชั่นว่าเราชอบสิ่งนี้มาก แต่เราได้เรียนรู้ว่าการที่เราทำงานหรือแสดงงานพวกนี้ มันไม่ได้แค่บอกว่าคุณชอบอะไร แต่งานมันต้องให้อะไรแก่คนอื่น แล้วเราไปเก็ตตรงหน้างาน อยากหอบกลับบ้านมากเลย แต่มันก็เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เราคิดงานให้ลึกขึ้น เวลาจะคิดอะไรต้องคิดว่ามันให้อะไรแก่ใครสักคน เพราะคนที่ได้รางวัล มันเป็นงานที่เดินเข้าไปดูแล้วเราเก็ตว่าได้แบบนี้ๆ แต่เราก็คิดนะว่าถ้าไม่กล้าก้าวออกมา เราก็ไม่รู้ว่ามันมีแบบนี้อยู่"

    แม้ภาษาจะดูเป็นอุปสรรคในการสื่อสารกับคนต่างประเทศ แต่นัทที่ยอมรับว่าตัวเองห่วยแตกเรื่องภาษา มองว่าปัญหาไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น สำคัญคือต้องเปิดกว้างเรียนรู้และรับฟังข้อผิดพลาด เพราะคู่สนทนาก็พยายามทำความเข้าใจอยู่แล้ว

    ในช่วงหลังมานี้ นัทมีแฟนๆ ต่างชาติเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะคนญี่ปุ่นที่ถึงขนาดยอมซื้อตั๋วเข้างานเพื่อมาชมงานนัทอย่างเดียว หรือจำนวนผู้ติดตามในโซเชียลที่ส่วนใหญ่เป็นชาวอินโดนีเซียผู้คลั่งไคล้ศิลปะอย่างจริงจัง ซึ่งเจ้าของแบรนด์มอนสตี้ แพลนเน็ท ก็ยังตั้งมั่นกับการนำงานของตัวเองไปแสดงและวางโปรดักต์ที่ต่างประเทศ โดยเธอกำลังเซตระบบการจัดการแบรนด์กับเพื่อนร่วมหุ้นอย่างขันแข็ง

    นอกจากตอนนี้ที่เธอมีผลงานขายอยู่ในร้าน happening shop และเว็บ happening and friends อยู่แล้ว ใครที่รอผลงานใหม่ๆ ของนัท เธอแง้มว่ากำลังทำหนังสือเล่มที่สองอยู่ และคิดผ้าพันคอลายใหม่ๆ ของแบรนด์ มอนสตี้ แพลนเน็ท ไปด้วย ขณะเดียวกันก็รับวาดภาพประกอบ และมีความฝันว่าอยากทำหนังสือรวมภาพประกอบเป็นของตัวเอง มองดูแล้วเธอช่างมีหลากฝันและทำอะไรมากมาย แต่อย่างไรก็คงไม่มากเกินไปในพื้นที่ทดลอง (Planet) ที่เธอตั้งใจไว้หรอก 

Favorite Something
  •   Julie & Julia (2009), La La Land (2016), Begin Again (2013)
  •   Naomi & Goro
  •   ความสุขของกะทิ
  •   Suntur, Yayoi Kusama

เดือนเพ็ญ จุ้ยประชา

นักเขียนและกองบรรณาธิการที่พบเจอตัวได้ตามหอศิลป์และร้านหนังสือ ชอบกินแซลมอนและชาบู อยากแก่ไปเป็นคุณป้าใจดีและมีฝูงแมวห้อมล้อม