ในช่วงเวลาที่โลกทั้งใบเคลื่อนไหวเร็วขึ้นทุกวัน เพลงถูกฟังผ่านหน้าจอเล็กๆ และถูกข้ามไปก่อนจะจบอินโทร ยังมีศิลปินบางคนที่เลือกจะชะลอทุกอย่างลง แล้วชวนให้เรากลับมาฟังอย่างตั้งใจ อัลบั้มเล่มนี้ไม่ได้เริ่มต้นจากเสียงดนตรี หากเริ่มต้นจากการอยู่กับตัวเอง จากการทบทวนชีวิตในวันที่โลกภายนอกเงียบสงัด และค่อยๆ บันทึกความรู้สึกเหล่านั้นไว้ผ่านบทเพลง เรื่องราว และหน้ากระดาษ ก่อนจะส่งต่อให้คนฟังได้เปิดอ่าน เปิดฟัง และเดินทางไปพร้อมกันอย่างไม่เร่งรีบ
เมื่อราวๆ ปี พ.ศ. 2549 ท่ามกลางคลื่นเสียงดนตรีร็อกที่กำลังถาโถมและครองพื้นที่ความนิยมในประเทศไทยอย่างเข้มข้น ก็มีอัลบั้มหนึ่งค่อยๆ ปรากฏตัวขึ้นอย่างเงียบงัน แต่ชัดเจน อัลบั้มที่เลือกเดินสวนกระแสด้วยดนตรีโซลซึ่งหลอมรวมอารมณ์อันลึกซึ้งของกอสเปล เข้ากับจังหวะอาร์แอนด์บีและบลูส์อย่างงดงาม ในนามของ The Workings of the Soul ผลงานเดี่ยวชุดแรกของ ก้อ-ณฐพล ศรีจอมขวัญ มือเบสมากฝีมือผู้เติบโตจากการเป็นแบ็คอัพให้กับวงอัลเทอร์เนทีฟยุคบุกเบิกอย่าง Moderndog ก่อนจะร่วมก่อตั้งวงป๊อปร็อกอย่าง P.O.P และวงดิสโก้ตัวพ่ออย่าง Groove Riders เส้นทางดนตรีที่หลากหลายของเขาถูกหลอมรวมและถ่ายทอดออกมาอย่างเต็มเปี่ยมในอัลบั้มนี้ ภายใต้การร่วมงานกับค่าย Spicy Disc ซึ่งไม่เพียงส่งให้อัลบั้มชุดนี้คว้ารางวัลศิลปินชายยอดเยี่ยมจาก Fat Awards ในปีเดียวกัน แต่ยังต่อยอดเรื่องราวของจิตวิญญาณผ่าน The Workings of the Soul Part 02 ในปี พ.ศ. 2555 ที่ยังคงแนวคิดและหัวใจแบบเดียวกันไว้อย่างมั่นคง
ก้อยังคงทำงานอยู่เบื้องหลังวงการดนตรีไทยในบทบาทของ Music Adviser แห่งค่าย Spicy Disc ควบคู่กับตำแหน่งประธานกรรมการของ Music Copyright Thailand (MCT) ขณะเดียวกันเขายังคงเดินหน้าสร้างสรรค์ผลงานอย่างสม่ำเสมอ อัลบั้มนี้จึงไม่ใช่เพียงอัลบั้มล่าสุดในฐานะศิลปินเดี่ยว หากแต่เป็นบทสรุปของการเดินทางทางดนตรีและชีวิต ที่หลอมรวมประสบการณ์ ความคิด และหัวใจของเขาไว้มากที่สุดในช่วงเวลานี้

หลังจากเว้นช่วงจากการทำอัลบั้มเดี่ยวไปเนิ่นนาน ก้อกลับมาอีกครั้งพร้อมผลงานที่ใกล้ชิดและเป็นส่วนตัวมากกว่าที่เคย บทเพลงซึ่งถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางช่วงเวลาของโควิด-19 ช่วงเวลาที่โลกภายนอกหยุดหมุน แต่โลกภายในกลับดังชัดยิ่งขึ้น การได้อยู่กับบ้าน อยู่กับตัวเอง และอยู่กับครอบครัว กลายเป็นพื้นที่ให้เขาได้ทบทวน รับฟัง และถ่ายทอดความรู้สึกเหล่านั้นออกมาในอัลบั้มปิดไตรภาค The Workings of the Soul Part 03 อัลบั้มที่มาพร้อมภาพประกอบจากศิลปินนักวาดที่เขาชื่นชอบอย่าง LOLAY (โลเล-ทวีศักดิ์ ศรีทองดี) ลายเส้นที่ดูเรียบง่ายราวกับเด็ก แต่ซ่อนความหมายเอาไว้อย่างลึกซึ้ง ความผูกพันระหว่างศิลปินทั้งสองไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่ในงานศิลปะ หากยังเชื่อมโยงกันด้วยบทบาทของการเป็น Family Man ผู้มีลูกสองคนเหมือนกัน จนเกิดความเข้าใจในอารมณ์และช่วงชีวิตที่ถ่ายทอดออกมาเป็นบทเพลงในอัลบั้มนี้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ
อีกหนึ่งความพิเศษที่ทำให้อัลบั้มชุดนี้แตกต่าง คือการเลือกละทิ้งรูปแบบการจัดจำหน่ายแบบดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นซีดี เทปคาสเซ็ต หรือแผ่นเสียง แต่กลับนำเสนอผลงานในรูปแบบของหนังสือหรือ Art Book ที่บรรจุเรื่องราวของแต่ละบทเพลงเอาไว้อย่างประณีต พร้อมคิวอาร์โค้ดสำหรับสแกนรับฟังเพลงผ่านแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งออนไลน์ เปิดโอกาสให้ผู้อ่านได้ฟังและอ่านไปพร้อมกัน ราวกับกำลังเปิดหนังสือที่มีเสียงดนตรีค่อยๆ ไหลออกมาจากทุกหน้ากระดาษ
เสียงพลิกกระดาษหน้าแรกเริ่มดังขึ้น จนวินาทีสุดท้าย เพลงป๊อปร็อกเมโลดี้เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน ทำหน้าที่เป็นประตูบานแรกของอัลบั้ม ถ่ายทอดผ่านปลายปากกาของศิลปินที่เขาชื่นชอบมากๆ คนหนึ่งอย่าง เล็ก Greasy Cafè เรื่องราวของคนธรรมดาที่ไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่ได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ที่สุด หากวันนี้จะต้องเป็นวันสุดท้าย เขาคงไม่เหลือสิ่งใดให้เสียดายอีกแล้ว เพราะได้ทำทุกอย่างอย่างดีที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะทำได้

เมื่อพลิกหน้าถัดไป เสียงเพลงจะพาเรานั่งเครื่องย้อนกาลเวลากลับไปพบกับตัวเองในอดีต ในช่วงเวลาที่เรายัง บริสุทธิ์ บทเพลงจากการเรียบเรียงคำของ บอย โกสิยพงษ์ ผู้ไม่เคยสูญเสียความเป็นเด็กในหัวใจ ถ่ายทอดผ่านดนตรีโซลย้อนยุคที่เรียบง่าย มินิมอล และอ่อนโยน ราวกับวันที่เรายังไม่ต้องกังวลกับโลก ไม่มีดราม่า ไม่มีความคาดหวัง มีเพียงหัวใจที่เปิดรับทุกสิ่งอย่างซื่อตรง ประโยคหนึ่งในเพลงกล่าวเอาไว้ว่า
"โลกนี้เคยสวยงามมากมายเท่าไร แค่ใจของฉันเปิดตา" ประโยคที่ชวนให้เราหยุดคิดถึงความงดงามที่อาจเลือนหายไปเมื่อเราเติบโตขึ้น
"ใช่ซิ!" คำแรกที่ดังขึ้นจากหน้าถัดมา คนโปรด หน้าของคนขี้ประชดขี้น้อยใจที่เฝ้าถามตัวเองว่าทำไมคนโปรดของเธอถึงไม่ใช่เรานะ ระบายออกมาจากปลายปากกาของคนใจน้อยอย่าง บอย-ตรัย ภูมิรัตน ถูกเรียบเรียงให้ออกมาในบรรยากาศสนุก ขี้เล่น ด้วยดนตรีฟังกี้ผสมโซลป๊อป เสริมสีสันด้วยซาวด์เบสจากแพดเดิลเอฟเฟกต์ที่ให้ความรู้สึกคล้ายซินธ์เบส และเพิ่มความพิเศษด้วยคอรัสของสาวเสียงทรงพลังจากวง B5 อย่าง มาเรียม เกรย์
หน้าต่อมา หากคุณเคยเห็นคนที่คุณรักขาดความมั่นใจ ลองส่งหน้านี้ให้เขาฟังดู Live Your Life เพลงที่เปิดมาด้วยเสียงซินธ์แบบ Arpeggio เท่ๆ ราวกับเสียงจากอนาคตที่ย้อนกลับมาเล่าเรื่องชีวิตให้เราฟัง ว่าบางครั้งชีวิตอาจไม่สมบูรณ์แบบอย่างที่หวัง แต่ถ้าเรารู้จักพอ ความสุขก็อาจอยู่ไม่ไกล เพลงนี้ยังเป็นบทเพลงเดียวในอัลบั้มที่ผสมผสานเนื้อร้องภาษาอังกฤษเข้ากับภาษาไทย ซึ่งจะชวนให้นึกถึงอัลบั้มชุดแรกที่เคยมีเนื้อร้องภาษาอังกฤษอยู่ในเพลง และเป็นผลลัพธ์จากการร่วมเขียนเนื้อร้องระหว่างก้อและ บอย โกสิยพงษ์ ผู้เป็นเหมือนดั่งอาจารย์ของเขาอีกด้วย
ผ่านมาครึ่งทางแล้วสำหรับการเปิดฟังหนังสือเล่มนี้ ในหน้านี้จะขอชวนทุกคนออกไปตามหาความหมายของชีวิตผ่าน เรื่องระหว่างเรา ที่ไม่ได้เป็นการพูดคุยกันของคนสองคน แต่เป็นการพูดคุยกันระหว่างเราและตัวเราเอง ในบางทีเรามัวแต่ไปยุ่งวุ่นวายอยู่กับสิ่งอื่นๆ ผู้คนอื่นๆ และให้ความสำคัญกับสิ่งต่างๆ มากมาย จนเราเผลอลืมและมองข้ามไปว่าคนที่อยู่กับเรามาตลอด คอยรับฟังเราตลอด ลำบากกับเรามาโดยตลอด มันคือตัวเราเอง คำตอบของสิ่งที่ตามหาอยู่ไม่ไกลเลย เพราะสุดท้ายแล้วไม่มีใครจะรักเราได้เท่าตัวเราเอง อย่าลืมที่จะรักและโอบกอดตัวเองด้วยนะ
หน้าถัดมา ทุกอย่างถูกลดทอนลงเหลือเพียงเสียงเปียโนอุ่นๆ และเครื่องสายที่ค่อยๆ เรียนรู้ไปพร้อมกันใน ก่อนผ้าใบสีขาวจะเปื้อนฝุ่น เพลงช้าที่แฝงไปด้วยความขัดแย้งกันอยู่ข้างใน และเปื้อนไปด้วยความกลัวการที่วันใดวันนึงเราจะต้องสูญเสียบางสิ่งไป การต้องทำใจยอมรับความไม่เที่ยงแท้ของสรรพสิ่ง ทุกถ้อยเสียงบีบรัดหัวใจอย่างแผ่วเบา เตือนให้เรารู้ว่า สิ่งที่ยากที่สุดอาจไม่ใช่การเข้าใจการสูญเสีย แต่คือการยอมรับมันให้ได้
เมื่อเพลงช้าถูกเปิดอ่านมาเนิ่นนาน ลองมาขยับแบบมีลีลากันสักหน่อย! ได้หรือเปล่า ชวนทุกคนย้อนกลับไปนึกถึงวันแรกที่เราคบกับใครสักคน ว่าแต่ละคนมีข้อดีและข้อที่ยังไม่ชอบใจกันแค่ไหน ถ้าไม่รู้ว่าจะขอโทษคนที่เรารักยังไง ลองส่งหน้านี้ให้เขาฟังดู (แต่อาจจะทำให้เขาโกรธมากขึ้นก็ได้นะ!) หน้านี้จะให้กลิ่นอายแบบดนตรีย้อนยุคที่ผสมความเป็นดนตรีชวนสนุกแบบ Heartland Rock และความวินเทจของ Rock 'N' Roll ถูกแต่งเติมด้วยเครื่อง Brass Section อย่างกลมกล่อม เป็นหน้าที่ทั้งอบอุ่น ขี้เล่น และซ่อนคำขอโทษเอาไว้อย่างจริงใจ

ก่อนที่หนังสือเล่มนี้จะค่อยๆ เปิดไปสู่หน้าสุดท้าย บทเพลงในหน้านี้ชวนให้เราหยุดและหายใจลึกๆ อีกครั้ง จะคิดถึงเธอตลอดไป อีกหนึ่งหน้าช้าๆ ที่บรรจงเล่าด้วยเสียงร้องและกีต้าร์โปร่งเพียงตัวเดียว เคล้าคลอไปกับเสียงซินธ์เบลที่สร้างบรรยากาศให้รู้สึกชวนหลับตาฝันกลางวันไปพร้อมกัน หลายๆ คนคงเคยผ่านเหตุการณ์สำคัญอย่างการที่ต้องสูญเสียใครสักคนในชีวิตไป มันจะมีความรู้สึกเป็นห่วง คิดถึง อยากจะเจอคนบนนั้นอยู่เสมอ แม้ว่าเราต่างจะจากกันไปแล้ว แต่เราก็ได้เพียงหวังว่าเขาจะสบายดี มีคนคอยดูแล ยังคงมีรอยยิ้มแบบที่เราเคยมีกันอยู่ แล้ววันหนึ่งเรานั้นคงจะได้กลับมาเจอกันอีกในที่ใดสักแห่งบนนั้น เมื่อถึงตอนนั้นเรามามีความสุขแบบวันก่อนๆ ด้วยกันอีกนะ
และแล้วเราก็เดินทางกันมาจนถึงหน้าสุดท้ายของหนังสือเล่มนี้แล้วนะ จนวินาทีสุดท้าย อีกหนึ่งเวอร์ชั่นที่ถูกทำให้ฟังง่ายขึ้น รายละเอียดดนตรีไม่ซับซ้อนมาก เน้นใช้เป็นเครื่องอะคูสติกพื้นฐาน(กีต้าร์ เปียโน เบส กลอง) เมื่อเราได้ทำสิ่งที่ดีต่อกันมามากพอในทุกวินาทีที่อยู่ด้วยกันมาตลอด เมื่อถึงวันที่จะต้องจากพรากกัน ก็คงไม่กลับมานั่งย้อนนึกเสียดายอะไรอีก เพราะเราได้ทำมันอย่างคุ้มค่าเกินฝันที่มี…จนวินาทีสุดท้ายแล้ว
งานด้านภาพในอัลบั้มเล่มนี้ ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงองค์ประกอบประกอบเพลงเท่านั้น หากคืออีกหนึ่งภาษาในการเล่าเรื่อง แต่ละบทเพลงถูกแปลความออกมาเป็นเส้น สี และจังหวะของภาพที่แตกต่างกัน ผ่านกระบวนการรับฟังอย่างลึกซึ้ง จากการที่ก้อเล่าถึงที่มา ความหมาย และแรงบันดาลใจของเพลง ก่อนจะถูกถ่ายทอดออกมาเป็นงานภาพที่ค่อยๆ พัฒนาและแลกเปลี่ยนกันทีละเพลง โปรเจกต์ที่เริ่มต้นเมื่อราว 5 ปีก่อน จากภาพวาดทดลองเส้นหมุนไปหมุนมาบนภาพถ่าย ได้ต่อยอดจนกลายเป็นมิวสิกวิดีโอ จนวินาทีสุดท้าย และขยายขอบเขตออกเป็นโลกภาพของทั้งอัลบั้ม
ความพิเศษของงานชุดนี้ไม่ได้เกิดจากเทคนิคเพียงอย่างเดียว หากหยั่งรากจากชีวิตจริงของผู้สร้าง ทั้งบทบาทของการเป็นพ่อ ความผูกพันกับครอบครัว และการเติบโตไปพร้อมกัน สิ่งเหล่านี้ซึมซับอยู่ในทุกลายเส้น ตั้งแต่ความบริสุทธิ์ที่ไม่อาจเสแสร้งในเพลง บริสุทธิ์ ถูกวาดโดยลูกชายทั้งสองคนของโลเล ไปจนถึงความเปราะบางลึกซึ้งของเพลง ก่อนผ้าใบสีขาวจะเปื้อนฝุ่น ที่นำภาพถ่ายวัยเด็กของก้อมาผสมกับวิดีโอที่กำลังวาดด้วยมือ ทำให้งานภาพทั้งหมดไม่ใช่แค่สิ่งที่มองเห็น แต่เป็นสิ่งที่ถูก 'รับฟัง' ไปพร้อมกับดนตรี ตอกย้ำว่าอัลบั้มเล่มนี้คือการบันทึกความซื่อสัตย์ต่อทั้งศิลปะและชีวิตอย่างแท้จริง
เมื่อปิดหนังสือเล่มนี้ลง สิ่งที่เหลืออยู่ไม่ใช่แค่เสียงเพลงที่ค่อยๆ จางหายไป แต่คือความรู้สึกบางอย่างที่ยังคงตกค้างอยู่ข้างใน อัลบั้มเล่มนี้ไม่ได้พาเราไปไกลกว่าตัวเราเองเลย หากแต่ค่อยๆ พาเรากลับมาเจอความคิด ความทรงจำ ความรัก ความกลัว และความหวัง ที่เราอาจเผลอวางทิ้งไว้ระหว่างทาง การได้กลับมาเปิดอ่านและรับฟังมันอีกครั้งในวันเวลาที่ต่างออกไป อาจทำให้บทเพลงเดิมๆ เหล่านี้เล่าเรื่องใหม่ให้เราได้เสมอ เพราะบางที หนังสือเล่มนี้อาจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่ออ่านเพียงครั้งเดียว แต่ถูกสร้างมาเพื่อ กลับมาเปิดอีกครั้ง ในวันที่หัวใจของเราต้องการใครสักคนคอยนั่งอยู่ข้างๆ
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ทุกบทเพลง ทุกหน้ากระดาษ และทุกช่วงเวลาที่ถูกบันทึกไว้ในเล่มนี้ จะพาเรากลับมาพบความจริงเพียงข้อเดียว การได้กลับมาอยู่กับตัวเองอย่างซื่อสัตย์ คือคำตอบที่อ่อนโยนที่สุดของชีวิต ตั้งแต่หน้าแรก…จนวินาทีสุดท้าย
315 VIEWS |
นักศึกษาฝึกงานที่ใช้ชีวิตเหมือนกำลังมิกซ์แทร็กอยู่ตลอดเวลา หลงใหลในกลิ่นอายซินธิไซเซอร์ยุค 80 เสียงแพดลอยๆ และเบสที่เต้นเป็นจังหวะหัวใจ เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการทดลองซาวด์ใหม่ๆ เขียนเมโลดี้ที่ยังไม่มีชื่อ และเล่นดนตรีเหมือนกำลังสนทนากับอนาคตผ่านอดีต ถ้าดนตรีคือภาษา ผมกำลังฝึกพูดมันให้ชัดขึ้นทุกวัน