ZOO: รวมสุดยอดเรื่องสั้นเขย่าขวัญอันแสนงดงาม

     คุณเคยอ่านงานของ โอตสี อิจิ หรือยัง? ถ้าเคยอ่านแล้วคงไม่ต้องอธิบายมาก เพราะเชื่อว่าแค่ลองอ่านงานของเขาสักเล่มก็น่าจะติดอกติดใจจนต้องไปตามอ่านงานอีกหลายๆ เล่มของเขาแน่นอน แต่ถ้ายังไม่เคย ผมขอแนะนำให้เริ่มจากเล่มนี้ - ZOO

     ZOO เป็นผลงานช่วงแรกๆ ของนักเขียนหนุ่มชาวญี่ปุ่นที่มีแฟนๆ อยู่ทั่วโลกคนนี้ ก่อนหน้าเล่มนี้ โอตสี อิจิ มีงานแจ้งเกิดคือรวมเรื่องสั้นชุด ฤดูร้อน ดอกไม้ไฟ และร่างไร้วิญญาณของฉัน (1996) ที่เขาเขียนในวัยเพียง 16 ปี ซึ่งสามารถคว้ารางวัลวรรณกรรมดีเด่นของ Jump ทำให้เขากลายเป็นนักเขียนรุ่นใหม่วัยรุ่นที่มาแรงสุดๆ งานของเขาสร้างความแปลกใหม่โดยเล่าเรื่องจากมุมมองของ 'ศพ' นอกจากเล่มนี้แล้ว งานในช่วงแรกๆ ของ โอตสี อิจิ ที่โดดเด่นอีกเล่มยังมีเรื่อง Goth หรือ คดีตัดข้อมือ (2002) ที่เล่าเรื่องของฆาตกรต่อเนื่องที่ตามฆ่าฆาตกรต่อเนื่อง (อ่านแล้วไม่งงนะครับ?) ได้ชวนติดตามมากๆ เล่มนี้ได้รางวัล Honkaku Mystery Award แถมยังถูกนำไปทำเป็นมังงะและภาพยนตร์อีกด้วย

     แต่สำหรับ ZOO คราวนี้เป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นที่บรรจุงานเขียนไว้ถึง 11 เรื่องครับ ความน่าสนใจของหนังสือเล่มนี้คือมันดีงามจนถือว่าเป็นโชว์เคสของนักเขียนฝีมือเยี่ยมของยุคสมัยได้อย่างหมดจดน่าประทับใจ เพราะแม้ทุกเรื่องจะมาในแนวทางเขย่าขวัญ แต่ลีลา ประเด็น และกระทั่งการวางพล็อตแต่ละเรื่องยังแตกต่างกันชนิดที่ราวกับเป็นผู้เขียนคนละคนเลยทีเดียว

     ทั้ง 11 เรื่อง มีทั้งเรื่องสั้นเขย่าขวัญที่เป็นแนวทางสืบสวนสอบสวน แนวล้างแค้น แนวไซไฟ แนวปาฎิหาริย์แบบชวนสยอง ไปจนถึงแนวตลกขบขันเสียดสีจิตใจมนุษย์ เราจะได้อ่านตั้งแต่เรื่องของฝาแฝดที่มีชีวิตแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว, เรื่องฆาตกรรมในครัวเรือนของมหาเศรษฐี, เรื่องแอนดรอยด์ที่ถูกสร้างมาเพื่อช่วยให้ผู้สร้างได้เตรียมตัวตาย, เรื่องของชายหนุ่มที่มีวาจาสิทธิ์ กล่าวอะไรแล้วทุกอย่างจะเกิดขึ้นตามคำพูด, เรื่องของสถานการณ์สุดบีบคั้นบนเครื่องบินที่กำลังจะตก, เรื่องสั้นแนวเทพนิยายสุดดาร์ก และมีกระทั่งเรื่องสั้น-สั้น ที่มีประเด็นเพียงนิดเดียวแต่กลับสามารถใช้ปิดจบเล่มได้อย่างงดงาม ซึ่งความน่าประทับใจมากๆ คือทุกเรื่องล้วนมีพล็อตที่แข็งแรง รายละเอียดต่างๆ ถูกวางมาอย่างแยบยล หลายๆ เรื่องเป็นแนวหักมุม แต่เรื่องที่ไม่ได้หักมุมมากๆ ก็ยังจบเรื่องได้อย่างชวนทึ่งทุกครั้งไป

     นอกจากพล็อตที่ขยันคิดมากๆ แล้ว สิ่งที่โดดเด่นอีกประการของรวมเรื่องสั้นเล่มนี้ก็คือภาษาสำนวนครับ ในเรื่องหนึ่ง โอตสี อิจิ อาจใช้ภาษาและมุมมองสุดมืดมน ในขณะที่อีกเรื่องกลับเล่าเรื่องในลีลาแบบเฮฮาเสียดสี และบางเรื่องก็เล่าเรื่องภาษางดงามแบบวรรณกรรมชั้นดี เรียกว่าโชว์ทั้งการคิดพล็อตและการถ่ายทอดสำนวนให้ถึงอารมณ์ของเรื่องนั้นๆ เลยทีเดียว

     ผมได้อ่าน ZOO ฉบับภาษาไทยเป็นครั้งแรก เมื่อราว 16-17 ปีก่อน ตอนนั้นสำนักพิมพ์ เนชั่นบุ๊คส์ เป็นผู้ผลิตออกมาให้นักอ่านชาวไทยได้อ่านกัน (และช่วงนั้นหนังสือหลายเล่มของ โอตสี อิจิ ก็ทยอดถูกนำมาแปลเป็นไทยเช่นกัน ถ้าจำไม่ผิด ที่พิมพ์เยอะหน่อยก็คือสำนักพิมพ์ Bliss) ตอนที่อ่าน ZOO ครั้งแรกรู้สึกว่ามันเป็นรวมเรื่องสั้นที่ชวนติดตามมากๆ แต่ละเรื่องมีโลก ตัวละคร มีเรื่องราวที่แยกจากกัน และโดดเด่นไปในแนวทางของตัวเองทั้งสิ้น เป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่โชว์ให้เห็นว่านักเขียนที่คิดพล็อตเก่งๆ นั้นสามารถทำได้ถึงขนาดนี้เลยนะ!

     ผมอ่าน ZOO ซ้ำอยู่สองสามรอบ แล้วก็เก็บหนังสือไว้จนเก่าเก็บ ช่วงหลังพอได้เห็นสำนักพิมพ์รุ่นใหม่ๆ เริ่มทยอยเอางานของ โอตสี อิจิ มาแปลอีกครั้ง (มีทั้งเล่มเก่าๆ และเล่มใหม่ๆ) ผมก็ตามซื้อมาอ่านจนครบ ไม่ว่าจะเป็น หากสมองฉันไม่ได้ฟั่นเฟือน, ซากศพสีฟ้า และ ชิไรซัง คำสาปนัยน์ตามรณะ ของสำนักพิมพ์ Humming Books หรือ เสียงโทรศัพท์ข้ามเวลา,​ ฤดูร้อน ดอกไม้ไฟ และร่างไร้วิญญาณของฉัน และ นิทานมืด ที่ผลิตโดยสำนักพิมพ์ Bibli ก็ล้วนสร้างความตื่นเต้นให้ผมได้ทั้งสิ้น และแน่นอนว่า ZOO เป็นเล่มหนึ่งที่ผมรอให้สำนักพิมพ์สักแห่งนำมาพิมพ์อีกครั้ง จนในที่สุดทาง Bibli ก็ทำออกมาจนได้ และทางสำนักพิมพ์ตัดสินใจแยกหนังสือเป็น 2 เล่ม (เล่มแรกบรรจุเรื่องสั้น 5 เรื่อง เล่มหลัง 6 เรื่อง) ซึ่งแวบแรกผมรู้สึกแปลกใจและไม่คุ้นชิน แต่พอได้เห็นรูปเล่มที่กำลังพอดีกับการถืออ่าน ภาพปกสองเล่มที่สะท้อนกันไปมา ก็รู้สึกว่าทาง Bibli ตัดสินใจได้ดีทีเดียว

     จำได้ว่าตอนที่อ่านครั้งแรกเมื่อนานมาแล้วนั้น ผมคิดว่า ZOO เป็นหนังสือ 'รวมเรื่องสั้น' ที่เป็นตัวอย่างที่ดีมากๆ ของนักเขียนแนวขายพล็อต มันยังมีความแปลกใหม่ในแต่ละเรื่อง และความหลากหลายก็เหมือนจะยืนยันว่าไอเดียของนักเล่าเรื่องที่เก่งกาจนั้นไม่มีขีดจำกัดจริงๆ พอจะกลับมาอ่านอีกทีหลังจาก 17 ปีผ่านไป ผมก็หวั่นๆ อยู่บ้างว่าจะรู้สึกอย่างไรกับการอ่านครั้งนี้ ปรากฏว่าความประทับใจยังคงอยู่ ทั้งที่ยังพอจะจำบางเรื่องได้อยู่แล้ว แต่คราวนี้กลับพบรายละเอียดหลายๆ อย่างที่นักเขียนวางเอาไว้ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เป็นการยืนยันว่า แม้จะเป็นแนวหักมุมหรือเน้นพล็อตมากๆ จนหลายคนอ่านจบไปแล้วอาจคิดว่ารู้เรื่องแล้ว แต่หากเป็นงานเขียนที่ดีจริงๆ การกลับไปอ่านซ้ำ ก็ทำให้นักอ่านได้ค้นพบอะไรใหม่ๆ ได้อยู่ดี

     อ่านมาถึงตรงนี้ผมอยากจะเล่าเจาะถึงเรื่องสั้นสัก 3 เรื่องในเล่ม ZOO สักนิดว่า เมื่อเวลาผ่านไป มุมมองที่ผมมองเรื่องสั้นเหล่านี้มีอะไรที่น่าประทับใจเพิ่มขึ้นบ้าง

     เรื่องที่ผมชอบที่สุดในเล่มก็คือเรื่องแนวไซไฟที่ชื่อว่า บทกวีแห่งแสงไออุ่น ที่เล่าเรื่องของมนุษย์เทียมที่ถูกสร้างขึ้นโดยผู้สร้างที่กำลังจะตาย โอตสี อิจิ เล่าผ่านสายตาของผู้ที่เพิ่งได้สัมผัสโลกใหม่ๆ ก่อนจะค่อยๆ เพิ่มความขัดแย้งระหว่างตัวละครหลักได้อย่างน่าทึ่ง แต่ความชวนอึ้งของเรื่องสั้นเรื่องนี้จริงๆ แล้วกลับไม่ได้อยู่ตรงการเป็นแนวไซไฟทำนายอนาคต หรือเรื่องคุณโทษ-ของเทคโนโลยีอย่างที่เป็นจุดเด่นของวรรณกรรมแนวไซไฟหลายเรื่อง หากแต่มันกลับชวนให้ผมนึกถึงความสัมพันธ์ที่ผมมีกับพ่อ-แม่ของตัวเอง เรียกว่าเอาพล็อตไซไฟมาสื่อสารประเด็นที่สัมผัสหัวใจคนอ่านได้อย่างลึกซึ้ง

     เทียบเคียงกับเรื่อง SO-far ที่เล่าเรื่องผ่านมุมมองและความทรงจำของเด็กคนหนึ่ง ที่อาศัยอยู่ในบ้านร่วมกับพ่อและแม่ จนวันหนึ่งเด็กน้อยพบว่าตัวเองได้ยินเสียง-มองเห็นพ่อและแม่ แต่พ่อและแม่กลับมองไม่เห็นและไม่ได้ยินกัน เรื่องนี้สถานการณ์ชวนให้สงสัย บีบหัวใจ และยังมีตอนจบที่เฉียบขาดมากๆ แต่สิ่งที่ผมพบเมื่อตั้งใจอ่านอีกรอบก็คือการเซตฉากที่ชัดเจนและมีเป้าหมาย ทั้งการบรรยายห้อง ทำเลที่ตั้งของบ้าน และที่สำคัญคือบทบาทของโซฟาที่เป็นเหมือนจุดศูนย์รวมของพ่อ แม่ ลูก ล้วนถูกเซตจัดวางไว้อย่างมีบทบาทและเป็นสัญลักษณ์ ทำให้เรื่องสั้นเรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่ผมต้องย้อนไปอ่านซ้ำทันทีที่อ่านจบรอบแรกเพราะอยากศึกษาการจัดเซ็ตติ้งของ โอตสี อิจิ อีกที

     อีกเรื่องที่อยากเขียนถึงก็คือ ณ สวนสาธารณะยามอัสดงเมื่อวันวาน ซึ่งเป็นเรื่องสุดท้าย อย่างที่เล่าไปแล้วว่าเรื่องนี้สั้นมากๆ และอยากจะบอกว่าเป็นเรื่องสั้นที่แปลกมากๆ อีกด้วย อยากให้คุณได้อ่านดูแล้วถกกันว่านี้เป็นเรื่องสั้นหักมุมหรือไม่หักมุมกันแน่ และมันสยองขวัญหรือไม่สยองขวัญกันนะ แต่เอาเป็นว่าสำหรับผมแล้ว การบรรยายรายละเอียด แสง สี ความทรงจำ ความรู้สึก ในเรื่องนึ้ถือว่าเฉียบขาดมากๆ และการวางไว้ในตำแหน่งท้ายเล่มก็เหมือนกับเวลาเราได้ฟังอัลบั้มเพลงที่สุดยอดสักชุดแล้วศิลปินก็ปิดท้ายด้วย Imterlude อันแสนงดงามเป็นการโบกมืออำลาให้กับผู้ฟังกลับสู่โลกแห่งความจริง ...เรื่องสั้นเล็กๆ เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่ผมกลับไปอ่านอีกครั้งทันทีเมื่ออ่านจบครับ

     นี่เป็นแค่ 3 จาก 11 เรื่องของ ZOO เท่านั้นครับ มาถึงตรงนี้ ผมอยากบอกอีกทีว่าถ้าคุณยังไม่เคยอ่านงานของ โอตสี อิจิ ผมขอแนะนำให้เริ่มจากเล่มนี้ - ZOO