เปิดโลกนักสะสมผ่านประสบการณ์ของ ใหญ่-สมชัย ว่องสกุลชัย และ ฮ่องเต้-กนต์ธร เตโชฬาร

    ถ้าผู้อ่านคิดว่าการเดินทางมาที่ เจแปนอาร์ตส์โมริตะ (Japan Arts MORITA) เพื่อพบกับ ใหญ่-สมชัย ว่องสกุลชัย และ ฮ่องเต้-กนต์ธร เตโชฬาร หรือ Art of Hongtae ครั้งนี้ มาจากการพูดคุยอย่างออกรสในรายการ ขยี้ปุ่น ก็ไม่ผิดนัก เพราะรายการนี้เป็นการพบกันของสองผู้สนใจในเรื่องของญี่ปุ่น ทั้งประวัติศาสตร์ ศิลปะ สถาปัตยกรรม และความงามที่มีจริตตรงกัน เมื่อหยิบยกเรื่องใดเรื่องหนึ่งขึ้นมาเล่า จึงมีทั้งเกร็ดความรู้ ที่มาที่ไป และประสบการณ์จากคนที่อยู่ญี่ปุ่นมาหลายสิบปีมาแบ่งปันให้ผู้ชมฟังอย่างสนุกสนาน

    แต่เหตุผลหลักในการสัมภาษณ์ครั้งนี้มาจากสิ่งที่ทั้งสองเป็นเหมือนกันคือ พวกเขาเป็นนักสะสม 
    คนที่ติดตามฮ่องเต้อยู่คงจะรู้กันดีว่า เขาเป็นนักสะสมตัวยง มีทั้งฟิกเกอร์ ของเล่น กาชาปอง อาร์ตทอย งานศิลปะและงานดีไซน์หลายรูปแบบ สำหรับใหญ่ผู้เรียกตัวเองว่า เจ้าอาวาส เป็นหุ้นส่วนร้าน MORITA ซึ่งเต็มไปด้วยพุทธศิลป์โบราณที่เขาเก็บสะสมมานานประหนึ่งเข้ามาเดินในวัดวาอาราม ดังนั้นไม่ว่าจะเปิดคลิปขึ้นมาฟังในรายการหรือมีโอกาสได้แวะไปที่ร้านเมื่อไร ก็จะได้ฟังเรื่องราวของการค้นพบชิ้นงานพุทธศิลป์ การสร้างสรรค์งานในแต่ละยุคสมัย เรื่อยไปจนถึงพุทธศิลป์โบราณจำลองจากสตูดิโอ isumu (อิสซึ่ม) ของญี่ปุ่นที่ผลิตขึ้นใหม่ในปัจจุบันได้อย่างเพลิดเพลิน แต่นอกจากนั้นเขาเคยสะสมนาฬิกาของดีไซเนอร์ญี่ปุ่น ชุดเกราะ ดาบคาตานะ และอาวุธปืนของญี่ปุ่นมาแล้ว
    เมื่อแวดวงศิลปะได้รับความสนใจจากคนทั่วไปมากขึ้น เนื่องจากสไตล์การนำเสนอ การสร้างสรรค์ที่มีรูปแบบและขนาดผลงานหลากหลายมากขึ้น ศิลปินหลายคนผลิตชิ้นงานลิมิเต็ดและอาร์ตทอยออกมา ศิลปะจึงเป็นหนึ่งในของสะสมที่จับต้องได้ รวมถึงผลิตออกมาเป็นสินค้านานาชนิดให้ผู้ชื่นชอบซื้อสะสมได้สะดวกขึ้น
    แท้จริงแล้วนอกจากงานศิลปะ โลกนี้ยังมีของสะสมมากมาย หลายคนที่มีความสนใจส่วนตัวอยู่อาจจะไม่รู้ว่าควรเริ่มต้นอย่างไร ของที่เราชอบถือเป็นของสะสมไหม การสะสมสนุกแค่ไหน และจะต้องรวยก่อนไหมถึงจะเป็นนักสะสมได้ สองนักสะสมจะมาแบ่งปันประสบการณ์และแนะนำวิธีการสะสมในแนวทางของพวกเขากัน
กล่องไม้ขีดไฟกับของเล่น
    การสะสมของใหญ่เริ่มจากกล่องไม้ขีด "ตอนเด็กๆ ผมไม่ได้มีฐานะอะไรนะ ผมก็อยู่แถวๆ หัวลำโพง เวลาไปตามร้านอาหารสมัยก่อนเขาจะมีกล่องไม้ขีดของแต่ละร้านเอง หรือกล่องไม้ขีดพญานาคแต่ละจังหวัดเขาก็จะมีดีไซน์ออริจินัลของเขานะ แม้กระทั่งเวลาเรานั่งเครื่องบินไทยอินเตอร์เมื่อก่อนเขายังให้สูบบุหรี่บนเครื่องบินได้ เขาก็จะแจกไม้ขีด แล้วกล่องไม้ขีดไทยอินเตอร์สมัยก่อนอลังการมาก ดีไซน์สวยงาม ของสะสมผมจึงเริ่มจากกล่องไม้ขีดก่อน" 
    เมื่อถึงเวลาที่เขาเดินทางไปเรียนต่อที่สิงคโปร์ แล้วไม่สามารถนำไม้ขีดไฟที่สะสมใส่กระเป๋าเดินทางไปด้วยได้ เขาจึงตัดสินใจทิ้งไส้ไม้ขีดแล้วตัดแผ่นฟอสฟอรัสที่ใช้สำหรับจุดไม้ขีดไฟออกทั้งหมด แล้วเลือกเก็บบรรจุภัณฑ์สวยๆ ที่สามารถนำไปด้วยกันได้ และกระทั่งในวันที่เขาตัดสินใจไปญี่ปุ่นเพื่อเรียนต่อควบคู่ไปกับการทำงานแล้ว เขาก็ยังสนใจกล่องไม้ขีดอยู่
    "ผมว่าเราต้องมองก่อนว่าเราจะเก็บอะไร ผมไม่ได้เก็บไม้ขีด ผมไม่ได้รู้สึกว่าจุดไม้ขีดแล้วไฟมันสวย ผมเก็บแพคเกจจิงดีไซน์ ผมชอบตรงนั้น ตอนอยู่ที่สิงคโปร์พอมีกล่องไม้ขีดบ้าง แต่ไม่เยอะ แต่พอไปญี่ปุ่นคือแบบ อลังการมาก แม้กระทั่งร้านเล็กๆ เขายังทำดีไซน์กล่องไม้ขีดเป็นของตัวเองเลย เวลาไปร้านกาแฟดีๆ เขาทำเป็นกล่องพลาสติกสวยมาก ก็คงจะบวกไปในค่ากาแฟผมแล้วแหละ"
    ฮ่องเต้เล่าถึงจุดเริ่มต้นของเขาบ้าง "เริ่มจากแม่ช่วยสะสมก่อน เพราะแม่เห็นว่าเราชอบอะไร แล้วเขาก็เลยเริ่มซื้อมาให้ มันก็ถือเป็นการสะสมแล้ว เราว่าของเล่นมันก็เป็นของสะสม เพราะมันก็โดนเก็บไว้กับตัวกับบ้านในช่วงระยะเวลาหนึ่ง แล้วมันก็โดนใช้บ้างไม่ใช้บ้าง แต่พอเวลาผ่านไป เราจะเห็นว่าของเล่นบางชิ้นตอนที่เราเด็กๆ ราคา 800 หรือ 1,200 บาท เดี๋ยวนี้ราคาเป็นแสนเป็นล้าน อย่างเราสะสมพวกการ์ด Magic: The Gathering (MTG) อย่างที่ข่าวออกไปว่า ใบนึงมันก็สิบห้าล้าน ยี่สิบล้าน ซึ่งมันมีมูลค่าจริงๆ แล้วก็มีเว็บไซต์ที่เทียบเคียงราคาได้ อย่าง HiBid เป็นเว็บไซต์ที่ไว้ดูราคาของสะสม และจำนวนว่ามันเหลือกี่ชิ้นในโลก ขายหมดหรือยัง รุ่นนี้ไม่รีสต็อกแล้วนะ อันนี้พูดถึงรองเท้าผ้าใบ กระเป๋า เสื้อผ้าแบรนด์ และเรื่องของเล่นด้วยเนอะ มันเป็นวัฒนธรรม เป็นเรื่องของช่วงวัย ที่เด็กในวันนั้นโตมาเป็นคนที่มีตังแล้วในวันนี้ แล้วมันก็เริ่มบ้าสะสมอดีต แล้วมูลค่ามันก็เพิ่มขึ้น"

    ซึ่งในวันที่ของเล่นมาพร้อมกับการ์ตูนหรือภาพยนตร์ที่เด็กชื่นชอบ เขาก็เป็นคนหนึ่งที่มีหุ่นขบวนการห้าสี อย่างจูเรนเจอร์ฮ่องเต้ก็บอกว่าผลิตในประเทศไทย (Made in Thailand) หมดเลย นอกจากนั้นเขายังมีเซนต์เซย่า ทรานสฟอร์มเมอร์ ไปจนถึงไดโนเสาร์จากจูราสสิค พาร์ค (Jurassic Park, 1993) "ของสะสมของเราส่วนใหญ่มันพ่วงมากับภาพยนตร์ในยุคนั้น จูราสสิค พาร์ค ตอนฉายปี 1993 ก็ไปดูที่เพชรรามา แรปเตอร์วิ่งอยู่ในจอ หนูวิ่งอยู่ตรงตีนกูเนี่ย แล้วตอนนั้นจำได้เลยว่าเราไปทาคาชิมายา (Takashimaya ห้างสรรพสินค้าญี่ปุ่น) ที่สิงคโปร์ แล้วพ่อก็พาเราไปซื้อแรปเตอร์ตัวแรกที่นั่น ตื่นเต้นมาก เราว่าของเล่นยุคนั้นกับของเล่นยุคนี้ไม่เหมือนกัน คุณภาพของพลาสติกต่างๆ วัสดุและกลไกต่างๆ ยุคนั้นแมทเทล (MATTEL) ทำของเล่นไว้เจ๋งมาก จนของเล่นจูราสสิค พาร์ค ได้รับรางวัลของเล่นดีเด่นของโลก พอในปีที่จูราสสิค เวิร์ด (Jurassic World, 2015) ออกฉาย ของเล่นมันกลับมาสู่มือของแมทเทลอีกรอบนึง แล้วแมทเทลก็ทำกลไกของเล่นเลียนแบบของเดิมที่เคยทำไว้เมื่อ 1993 ซึ่งแม่งเจ๋งมาก"

ความสนใจที่เปลี่ยนไปตามวัย
    เส้นทางการสะสมของทั้งใหญ่และฮ่องเต้อาจเรียกได้ว่า น่าติดตามและตื่นตาตื่นใจ หากใครได้มายังร้าน เจแปนอาร์ตส์โมริตะ จะได้เห็นส่วนหนึ่งของคอเลกชันสะสมของพวกเขาทั้งคู่ด้วย แต่กว่าการสะสมจะดำเนินมาถึงจุดนี้ แต่ละคนก็มีเรื่องราวระหว่างทางมากมายมาเล่าให้ฟัง
    ใหญ่เริ่มสะสมกล่องไม้ขีดตั้งแต่อยู่เมืองไทย เมื่อเดินทางไปเรียนต่อที่สิงคโปร์เขาไปเดินซื้อของที่พีเพิลส์พาร์คคอมเพล็กซ์ (People's Park Complex) หรือเดินชมร้านขายวัตถุโบราณแถวอาหรับสตรีท (Arub Street) ย่านลิตเติลอินเดียบ้าง นั่นทำให้เขารู้ว่าตัวเองชอบงานไม้แกะสลัก "ความสนใจของผมเปลี่ยนไปตามวัยเลยนะ ที่สะสมกล่องไม้ขีดเพราะไม่มีตัง ตอนอยู่สิงคโปร์ผมไม่ค่อยได้สะสมอะไรมากนัก แต่ผมคิดว่าตอนนั้นผมรู้อย่างหนึ่งแล้วว่าผมชอบงานไม้ แล้วผมชอบงานไม้แกะสลักที่เป็นรูปมนุษย์รวมถึงเทวรูปด้วยนะ ไม่ได้ชอบงานไม้แกะสลักรูปสัตว์เท่าไร เพราะถึงแม้ว่าคนแกะจะเป็นคนเดียวกันแต่งานไม้ที่แกะมาแล้วชิ้นที่สองยังไงก็ไม่เหมือนกัน สมัยก่อนไม่มีเลเซอร์ด้วยนะ เป็นงานคราฟต์ ทำมือจริงๆ แล้วผมก็สะสมตามเงินที่มีเป็นหลัก เพราะว่าเราไม่ได้มีเงินอะไรเยอะแยะ"
    เมื่อตัดสินใจเดินทางไปใช้ชีวิตเรียนภาษาและเข้ามหาวิทยาลัยที่ประเทศญี่ปุ่น เขาต้องเรียนและทำงานหารายได้ควบคู่กันไปด้วย งานที่ใหญ่ทำหลากหลายมาก ไม่ว่าจะเป็น รับจ้างขุดโบราณวัตถุในพื้นที่โบราณสถาน ไกด์พาคนไทยเที่ยวญี่ปุ่น ทำธุรกิจร้านอาหาร ฯลฯ การใช้ชีวิตช่วงวัยรุ่นจนเป็นผู้ใหญ่ที่สะสมประสบการณ์มากมายทำให้ของสะสมของเขาหลากหลายตามไปด้วย
    "พอไปอยู่ญี่ปุ่นช่วงอายุ 19 เราก็ชอบชุดเกราะ เด็กผู้ชายนะฮะจะชอบปืน อาวุธ พวกปืนเก่าญี่ปุ่น ดาบคาตานะ ดาบฟันม้า ผมมีความรู้กว้างๆ ไม่ได้ศึกษาลึก พอเห็นดีไซน์แปลกๆ ผมก็เอาแล้ว ผมคิดว่าผมซื้อของเพราะดีไซน์นะ มีช่วงหนึ่งที่ตามเก็บงานดีไซเนอร์ญี่ปุ่น เพราะผมมองเป็นงานศิลปะ อย่างนาฬิกาผมก็เก็บงานดีไซเนอร์ญี่ปุ่นหมดเลย ตั้งแต่สมัยที่ เคนโซ (KENZO) ยังไม่ดัง จุงโกะ ชิมาดะ (JUNKO SHIMADA) จุนโกะ โคชิโนะ (JUNKO KOSHINO) ซึ่งราคาจับต้องได้ เรือนนึงสองหมื่นกว่าเยนไม่เกินห้าหมื่นเยน ซึ่งก็กลับมาเรื่องเดิมคือผมชอบดีไซน์ของเขา ซื้อมาไม่คิดใส่เลย ตัวนาฬิกาและกล่องใส่นาฬิกาสวยมาก ตอนเก็บก็ถอดถ่านออก แล้วให้เขาอยู่ในกล่อง อยู่ในถุง บิลอยู่ครบ"
    นอกจากอาวุธ เกราะญี่ปุ่น และนาฬิกาแล้ว เขายังเคยสนใจพอร์ซเลน (porcelain) และผ้าโบราณซึ่งตัดเป็นชิ้นๆ จากกิโมโนด้วย "พอร์ซเลนต้องมานั่งพิสูจน์ว่าของจริงหรือของปลอม เพราะงานเซรามิกมันไม่ได้มีชิ้นเดียว แต่ผ้าโบราณของญี่ปุ่นจะเป็นเศษผ้า เราสามารถดูการทอ วิธีการย้อม ซึ่งเขาจะมีแพทเทิร์นของเขาอยู่ เก็บใส่แฟ้มก็ง่าย แล้วมันเทรดกันได้เหมือนกับผลงานศิลปะ ยิ่งยุคสมัยเก่ายิ่งแพง หรือดูศิลปินที่เป็นช่างประจำวัง การสะสมผ้าดึงให้ผมเข้าไปในวัด เพราะผ้าโบราณสมัยก่อนอยู่ที่วัด หลังจากหญิงสูงศักดิ์หรือคนที่มีฐานันดรสูงเมื่อตายแล้วศพไปอยู่ที่วัด เสื้อผ้าของคนตายญาติโยมเขาจะไม่เก็บไว้ที่บ้าน เขาก็จะเอามาฝากวัด ถ้าผ้าที่ไม่มีมูลค่าเท่าไรเขาจะเผา แต่บางชิ้นที่สวยๆ วัดเขาจะเก็บไว้"
    เมื่อถามถึงพัฒนาการของสะสมของฮ่องเต้ เขาไม่ได้พูดถึงสิ่งของ แต่พูดถึงการเติมเต็มความปรารถนามากกว่า "เราว่าของสะสมของเรามันเพิ่มมากกว่า ของเดิมก็ยังอยู่ แล้วมันก็เพิ่มไปเรื่อยๆ เราไม่ใช่มาตรฐานของนักสะสมที่ดี เราเป็นนักสะสมไก่กา สะสมไปเรื่อยๆ สิ่งที่เกิดขึ้นคือลำบาก เราต้องหาเงิน เพราะถ้าเราหาเงินไม่ทัน เราจะไม่มีทางได้สิ่งที่เราต้องการ แล้วยิ่งโตขึ้น ความต้องการด้านวัตถุมันยิ่งมากขึ้น พอเรารู้ว่าเรามีกำลังซื้อสิ่งนี้ได้แล้วว่ะ แต่ก่อนทำไม่ได้ แต่ก่อนไม่มีตัง พอมันเริ่มเก็บได้ก็เริ่มขยายอาณาเขต อย่างพุทธศิลป์อย่างนี้ แต่ก่อนจะไปซื้อได้ยังไงราคาขนาดนั้น แต่ว่าพอมาตอนนี้มีตังก็อยากได้ สานฝันตัวเองตอนเด็กๆ 
    "เราว่ามิชชั่นของคนมีอยู่มิชชั่นเดียวคือ การสานฝันตอนเด็ก จริงๆ นะ ไม่ว่าจะเวย์ไหนก็ตาม ไม่ว่าจะด้านครอบครัว ความรัก ประสบการณ์ อย่างถ้าไม่เคยได้ไปดูแสงเหนือเลย พอเก็บเงินจนอายุสี่สิบ ได้ไปดูแล้วแสงเหนือ มันก็คือการสานฝันวัยเด็กนะ ไม่เคยไปญี่ปุ่นเลยว่ะ อยากไปเว้ย เขาเป็นยังไงวะ เก็บเงินได้ถึงตอนไหนก็ได้ไปตอนนั้น ของสะสมก็เหมือนกันคุณเก็บเงินได้ตอนไหนอะ ถ้าคุณเก็บเงินได้ถึงช่วงอายุเท่าไร คุณก็มีสิทธิ์เก็บของสิ่งนั้นได้"
การสะสมเป็นงานอดิเรกที่เริ่มจากความสนใจของนักสะสม
    พอพูดถึงนักสะสมหลายๆ คนอาจจะคิดว่าจะต้องมีเงินถึงจะสะสมได้ แต่ทั้งใหญ่และฮ่องเต้บอกว่า อยู่ที่ความสนใจของเรามากกว่า และที่สำคัญไม่ต้องมีเงินก็เป็นนักสะสมได้
    "ผมว่าเป็นความเข้าใจผิดของคนเอเชีย ไม่ใช่คนทั่วโลก" ใหญ่เริ่มเล่าถึงวิธีสะสมและสิ่งของต่างๆ ที่หลายคนสะสมกันให้ฟัง "อย่างเด็กฝรั่ง ถ้าเป็นเด็กผู้หญิงเขาก็จะเก็บดอกไม้ ใบไม้ แล้วเอาไปทับเก็บไว้ นั่นคือการสะสมแล้วเนอะ ส่วนเด็กผู้ชายเขาไปเก็บก้อนหินริมน้ำ เก็บเปลือกหอยตามชายหาด ไม่ต้องใช้ตังเลย" 
    เขายังยกตัวอย่างว่าสมัยก่อนบนเครื่องบินแจกไพ่ แล้วแต่ละสายการบินมีสำรับไพ่ที่ดีไซน์สวยๆ ก็เก็บไว้แล้วเอามาแลกไพ่แต่ละสายการบินกัน หรือร้านอาหารสมัยก่อนมีการทำที่รองแก้วของร้านตัวเอง ทำให้ไม่ต้องใช้เงินก็สามารถสะสมของที่ตัวเองชอบหรือสนใจได้ 
    "แต่บ้านเราพอคิดถึงของสะสม คนไทยคิดถึงอะไรรู้ไหม ทุกคนจะคิดถึงอาร์ตทอย ซึ่งมันต้องใช้เงินซื้อ ซึ่งผมคิดว่ามันไม่ใช่ การเริ่มเป็นนักสะสมต้องเริ่มจากความชอบ อย่างถ้าคุณสะสมอาร์ตทอยเพราะว่าเพื่อนสะสม ฉันสะสมตามด้วย เดี๋ยวคุณก็เลิก เพราะเพื่อนคุณจะอัพเลเวลขึ้นไปเรื่อยๆ จนคุณตามเขาไม่ไหว แล้วบางคนก็ศึกษาว่าตัวไหนท็อป ตัวไหนไม่ท็อป แต่คนกลุ่มนี้จะให้มูลค่าของสะสมที่ราคา เก็บวันนี้ร้อยนึง อนาคตอาจจะราคาขึ้นเป็นพันนึง"
    จากประสบการณ์ของใหญ่ที่ใช้ชีวิตอยู่ที่ญี่ปุ่นมานาน เขาเห็นว่าการสะสมเป็นสิ่งที่ปลูกฝังกันมาตั้งแต่เด็กๆ "นิสัยในการสะสมของเด็กญี่ปุ่นเขาถูกปลูกฝังตั้งแต่ประถมจนมันเป็นอุปนิสัย มันถูกผูกด้วยการศึกษา ทุกปีช่วงปิดเทอมหน้าร้อนเขาจะมีการบ้านให้เด็กสองประเภทครับ อาจจะมีการบ้านเป็นหัวข้อให้ หรือ ฟรีรีเสิร์ชให้ทำตามความสนใจ เพราะฉะนั้นการบ้านพวกนี้ทำให้เด็กต้องหาความรู้ไง ไม่ว่าจะเป็นการไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ ไปตลาดขายของมือสองทั้งหลาย แล้วมันก็จะเกิดความชอบ การไปหาข้อมูลเด็กๆ ต้องไปเก็บมาให้ได้ ญี่ปุ่นจึงเป็นชาติที่มีงานอดิเรกตั้งแต่เด็ก แล้วงานอดิเรกมันก็เป็นจุดเริ่มการสะสมของเด็กญี่ปุ่น ผมรู้จักเด็กที่สะสมกระดูกปลา เขาไปตามตลาดตามร้านซาชิมิที่ต้องแล่ปลาแล้วไปขอกระดูก เอากลับบ้านมาขูดเนื้อออก เคลือบแลคเกอร์เก็บไว้เป็นคอลเลกชั่น เด็กคนนี้เชี่ยวชาญมาก อายุ 8 ขวบได้มั้ง เขามองกระดูกก็รู้แล้วว่าปลาอะไร นี่คือจุดเริ่ม ถ้าถามว่าเขาต้องไปซื้อปลาไหม ไม่ต้องเลย การสะสมมันหลากหลายมาก" 
    ฮ่องเต้เสริมเรื่องสิ่งที่นักสะสมมีไม่เหมือนกับคนทั่วไปว่า "เราว่าความแตกต่างระหว่างมนุษย์ปกติกับนักสะสมคือ นักสะสมมีแพสชั่นกับสิ่งที่ตัวเองสะสม รวมถึงการรู้เรื่องที่เกี่ยวกับของที่ตัวเองสะสมอย่างดี และรู้คุณค่าของมัน แล้วก็ให้คุณค่ากับมัน อย่างสิ่งที่เรากำลังทำกันอยู่ในรายการขยี้ปุ่น เราทำเพื่อให้ความรู้คนที่จะก้าวขึ้นมาเป็นนักสะสมต่อไปว่าสิ่งนี้มันมีคุณค่าอย่างไร อันนี้เราว่าสำคัญมาก ยิ่งคุณรู้ว่ามันมีสตอรี่แบบนี้ มันมาจากที่นี่ เพราะอย่างนี้อย่างนั้น มันมีความแตกต่างกับของที่เป็นแบบจำลอง (replica) ยังไง มันแตกต่างกับของที่ทำปลอมแบบไหน มันแตกต่างกับของที่ทำใหม่ยังไง 
    "เราไม่ได้บอกว่าของสะสมมันต้องเก่า เราเห็นว่าของเล่นบางชิ้น เราขอเก็บในสภาพใหม่ดีกว่า หรือกระดูกสัตว์บางชนิด กูเก็บเป็นไฟเบอร์กลาสดีกว่า เพราะสิ่งที่กูต้องการคือโครงสร้างของมัน เราไม่ได้ต้องการกระดูก มันอยู่ที่วัตถุประสงค์ในการเก็บสะสมแล้วว่าคุณสะสมไปเพื่ออะไร อย่างพวกกระดูกสัตว์ สัตว์สตัฟฟ์ เราสะสมไว้เพื่อศึกษา เพื่อดูโครงสร้าง เพื่อดูขน เพื่อดูฟีลลิ่งของหน้าตาของสัตว์ชนิดนั้นๆ แล้วนำมาวาดต่อไป เพราะฉะนั้นเราไม่จำเป็นต้องเก็บเขี้ยวเสือจริงๆ แบบเขี้ยวเสือ หรือว่าอะไรก็ตามที่เป็นของผิดกฏหมาย เพราะเรารู้สึกว่าไม่จำเป็น เราจะไปเสี่ยงทำไม"
ความรู้พื้นฐานของนักสะสม
    เมื่อเข้าใจแล้วว่าจุดเริ่มต้นของการสะสมควรมาจากความชอบ ความสนใจ และการให้คุณค่ากับสิ่งนั้นๆ แต่ยังมีอะไรอีกไหมที่นักสะสมควรรู้
    ใหญ่เน้นย้ำว่าความรู้เบื้องต้นของสิ่งที่เก็บสะสมอยู่มีความสำคัญมาก เขาเล่าให้ฟังว่า สมัยที่เขาสะสมชุดเกราะญี่ปุ่นนั้นจะมีสิ่งที่เรียกว่า โยโรย (yoroi) คือชุดเกราะที่ใช้สวมป้องกันตัว กับ คาบูโตะ (kabuto) คือหมวกเกราะที่ใช้สำหรับสวมหัว เขาเน้นสะสมคาบูโตะเพราะชอบดีไซน์ที่สวยงาม แต่สมัยก่อนคนญี่ปุ่นเห็นเป็นของทั่วไปจึงไม่มีใครเก็บสะสมเท่าไร ส่วนชุดเกราะมี 3 แบบ คือแบบที่ใช้ออกรบจริงๆ แบบที่เป็นชุดโชว์เก็บไว้ที่บ้าน และสุดท้ายคือ ชุดที่ใส่เมื่อเดินทางไปเฝ้าโชกุน ซึ่งมีมูลค่าสูงเพราะใช้ทองจริงและอัญมณีจริง ถ้ายังไม่มีความรู้ก็จะไม่เข้าใจว่าชุดเกราะแบบไหนมีคุณค่าอย่างไร ควรสะสมประเภทไหน และสะสมเพราะอะไร
    "การหาความรู้จะหาหนังสืออ่านก็ได้ คุณควรจะมีพื้นฐานว่าเราควรจะเริ่มจากอะไร และมีคนที่พร้อมจะให้ความรู้ทางยูทูบเยอะแยะเลย เมื่อก่อนหวงวิชากันจะตาย แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ไปดูครับ ไปเดินพิพิธภัณฑ์ เดินมิวเซียมให้เยอะที่สุด ไปยืนดูทุกรายละเอียด ผมไปนิวยอร์กสิบวัน ไปอยู่เมโทรโพลิแทน (Metropolitan Museum of Art) 9 วันเต็มๆ เพื่อไปดูงานญี่ปุ่นที่มีหกพันกว่าชิ้น บางชิ้นผมใช้เวลายืนดูไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง เพราะเราต้องเก็บรายละเอียดทั้งหมด เราต้องหาความรู้"
    ฮ่องเต้ก็เห็นด้วย "การสะสมอะไรสักอย่าง ระหว่างทางนั้นต่างหากที่สนุก เวลาที่เราหาข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่เราชอบ เราศึกษาเกี่ยวกับสิ่งที่เราชอบ เราคิดว่าเป็นสิ่งที่นักสะสมควรจะเป็น แต่ถ้าซื้อเพราะเพื่อนข้างบ้านซื้อ แล้วเขามีลาบูบู้ร้อยตัว กูต้องมีร้อยตัวด้วย อันนี้ไม่ใช่นักสะสม ขอโทษนะ ถึงแม้ว่าคุณจะมีเงินซื้อร้อยตัวเท่ากับเพื่อนคุณก็ตาม มันก็คือการเฮโลตามกัน มันไม่ยั่งยืน คุณก็จะเบื่อมัน แล้วคุณก็จะหาทางทุเรศๆ ยังไงก็ได้เพื่อที่จะเทขายมัน เพื่อที่จะไปซื้อตามคนอื่นต่อ มันไม่รักแต่แรก แค่อยากมีบ้าง"
    "ผมแบ่งนักสะสมออกเป็น 3 ประเภท" ใหญ่แสดงความเห็นจากประสบการณ์ส่วนตัว "ประเภทแรกเรียกว่า คอลเลกเตอร์ (collector) เป็นนักสะสมพื้นฐานที่เริ่มจากความชอบ แล้วตบกระเป๋าตังตัวเองว่ามีเงินไหม เงินพอรึเปล่า ไม่คิดอะไร เห็น ชอบ ซื้อ เขาไม่สนเรื่องความจริงความปลอมนะ เพราะเริ่มจากความชอบ ประเภทที่สองเรียกว่า นักลงทุน (investor) ที่มีความรู้ระดับหนึ่ง ซื้อของไปแต่ไม่ได้เอามาตั้งโชว์หรอก ซื้อมาเก็บๆ ไว้เผื่อว่าวันนึงราคาจะขึ้นแล้วค่อยเอามาปล่อย ที่ผมเคยเจอมีนักลงทุนที่ซื้อของมากองไว้ในบ้าน พอวันหนึ่งเสียชีวิตโดยที่ไม่ได้บอกอะไรกับลูกหลานไว้ก่อน ไม่ได้ทำประวัติกับของที่ตัวเองซื้อไว้เลย ลูกหลานเขาไม่รู้มูลค่า เอาไปขายแล้วก็โดนโขกราคา ส่วนคนประเภทที่สามเราเรียกว่า นักล่าสมบัติ (treasure hunter) ไม่ได้หมายความว่านักล่าสมบัติไม่ดีนะ แต่เขาต้องการของดีในราคาต่ำ ผมไม่ใช้คำว่าถูกหรือแพงนะครับ เพราะมันแล้วแต่คน นักล่าสมบัติเขาชอบของราคาไม่สูง เผื่อว่าวันหนึ่งราคาจะขึ้นบ้าง พวกนี้จะมีเวลามาควานหา เราจะเจอเขาตามร้านตู้คอนเทนเนอร์ญี่ปุ่น แต่ผมก็แนะนำน้องๆ นะ ของราคาชิ้นละห้าบาทสิบบาทอย่าไปดูแคลนเขา พวกญี่ปุ่นเวลาที่เขาเอาของมาขายมือมอง บางทีเขาก็ไม่รู้คุณค่าเหมือนกัน แล้วราคารับซื้อที่ญี่ปุ่นน่าเกลียดมากๆ คนมาขายก็บวกกันสนุกสนาน ผมชอบนักล่าสมบัติอย่างหนึ่งว่าเขามีความรู้ระดับหนึ่ง"

    ใหญ่ยกตัวอย่างเรื่องการสะสมดาบคาตานะให้ฟังว่า "คนที่เป็นนักสะสมดาบคาตานะ เขาไม่ได้สะสมทั้งฝัก เขาสะสมที่ใบมีด เพราะใบมีดของดาบบางเล่มเขาตีมาลายจะเป็นเหมือนคลื่นทะเล ถ้าเก็บไม่ดี ดึงออกมาสนิมขึ้นทั้งนั้น แล้วถ้าจะเอาสนิมออกก็ต้องเอาเหล็กออก ซึ่งช่างบ้านเราลับไม่ได้ ฉะนั้นคนสะสมคาตานะต้องตีแป้งเพื่อเคลือบดาบกันความชื้น ส่วนช่างที่ลับดาบจะมีคนญี่ปุ่นอยู่ 2-3 คนที่แวะมาเหลาดาบให้นักสะสมที่เมืองไทยบ้าง ถ้าลับที่เมืองไทยจะมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 20,000 - 30,000 บาท แต่ถ้าไปลับที่ญี่ปุ่นก็ประมาณ 40,000 - 50,000 บาท ต่อเล่มนะครับ อีกอย่างที่นักสะสมมองข้ามคือใบอนุญาตการถือ แล้วใบอนุญาตนี้ต้องต่อทุกปี สมาคมดาบขึ้นตรงอยู่กับกระทรวงมหาดไทยญี่ปุ่น ถ้าไม่ต่อใบอนุญาตดาบเล่มนั้นจะถูกคัดออกจากระบบไป ถึงแม้ว่าดาบนั้นจะเป็นของจริงก็เถอะ"

การจัดระเบียบของสะสม
    การจัดเก็บของสะสมอาจจะเป็นเรื่องใกล้ตัวทุกคนมากกว่าที่คิด เพราะในบ้านของทุกคนล้วนมีข้าวของที่เก็บไว้ปะปนกับของสะสมจนไม่รู้ว่าจะจัดการอย่างไร โดยเฉพาะคนที่สะสมของหลากหลายประเภทแบบฮ่องเต้ซึ่งมีพื้นที่จำกัดแล้วยังไม่หยุดที่จะซื้อของใหม่เติมเข้ามาอยู่เสมอ 
    "การเสื่อมสภาพของวัตถุต่างๆ มันมาจาก 2 สาเหตุหลักๆ คือ แสงอาทิตย์และความชื้น ถ้าเราสามารถคุม 2 อย่างนี้ได้พอสมควร มันก็ชะลอความเสื่อมสลายของวัตถุเหล่านั้นได้แล้ว อีกเรื่องหนึ่งที่พ่วงเข้าไปคืออุณหภูมิ เพราะของเล่นมันมีบางส่วนที่เป็นยาง หรือรองเท้าสนีกเกอร์อย่างนี้ ถ้าอยู่ในอุณหภูมิแย่เกินไปมันก็จะพัง แล้วอากาศบ้านเราเหมาะกับการไม่เก็บอะไรเลย แต่ว่ากูก็เสือกเป็นนักสะสมซะด้วย ก็เลยต้องจัดการให้โดนแดดน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วก็พยายามเปิดแอร์ ระบายอากาศ
    "มันมีของสะสมหลายอย่างและมีเทคนิควิธีการเก็บของสะสมเหล่านี้เยอะมาก ของบางอย่างคุณต้องคุมอุณหภูมิห้อง ต้องมีลูกเหม็น ต้องสะสมมันด้วยตู้แบบไหน คุณต้องดิสเพลย์มันแบบไหน ฝุ่นจับไม่ได้นะ ต้องมานั่งคอยดูแลทำความสะอาด โอ้โห เราก็เลยพยายามเลือกเวย์ที่มันสะดวกกับไลฟ์สไตล์ของเรา เพราะเรายังต้องใช้ชีวิตทำอย่างอื่นด้วย ไม่ได้มีเวลามานั่งปัดฝุ่นทุกวัน ถ้าของเยอะขนาดนั้น ไม่ต้องทำอาชีพอะไรแล้วนอกจากปัดฝุ่นบ้านตัวเอง ฉะนั้นกูจะดูแลมึงเท่าที่กูทำได้ก็แล้วกัน"
    ตอนที่ใหญ่เคยเล่าให้ฟังว่า เขาตัดสินใจนำกล่องไม้ขีดเดินทางไปสิงคโปร์ โดยทิ้งไม้ขีดทั้งหมด ตัดแผ่นฟอสฟอรัสออก แล้วแกะตัวกล่องไม้ขีดทั้งหมดให้เป็นแผ่น เก็บใส่แฟ้มเพราะสิ่งที่เขาชื่นชอบคือดีไซน์เป็นหลัก พอถามถึงการจัดเก็บของสะสมอื่นๆ เราก็พบว่าเขาเป็นนักสะสมที่จริงจังมาก 
    "พอเราเก็บสะสมของไปเรื่อยๆ ที่ญี่ปุ่นเขาจะมีบริการให้เช่าตู้คอนเทนเนอร์เป็นสัญญาปีต่อปี ผมเคยเช่าตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 8 ฟุต ตู้ใหญ่เนอะ ซึ่งผมเคยมีอยู่ 8 ตู้ เราก็ถือกุญแจของเราไว้ แล้วผมก็ติดแอร์ ติดเครื่องดูดความชื้น แล้วเอาของเข้าไปเรียง"
    ซึ่งนอกจากการเก็บรักษาแล้ว ใหญ่พูดถึงมุมมองจากประสบการณ์ส่วนตัวของเขาว่า การเก็บข้อมูลของสิ่งที่ตัวเองสะสมไว้เป็นเรื่องที่ดี "ผมคิดว่าถ้าเป็นคนสะสม มันจะอยากเก็บประวัติของสิ่งนั้นๆ ด้วย เราได้มายังไง ของสิ่งนี้เป็นของยุคไหน สมัยไหน เป็นฝีมือของอาจารย์คนไหน สิ่งที่เราฟังจากคนที่เขามอบให้เรามาเป็นอย่างไร เราก็จะได้ไปหาประวัติเพิ่มด้วย ราคา ณ วันนั้นที่ซื้อมาเท่าไร ผมบันทึกไว้หมดเลย เมื่อก่อนตอนเราไม่มีคอมพิวเตอร์เราก็จด แล้วผมใส่ซองเก็บไว้ให้อยู่กับของ ผมคิดว่านั่นคือเรื่องสนุก เพราะเราเขียนเอง" เขาถึงกับมีบัญชีของสะสมที่เก็บไว้บนไอคลาวน์ทั้งหมดเลยด้วย
    "ส่วนใหญ่ของเราไม่ได้ทำเป็นบัญชี" ฮ่องเต้เล่าถึงสไตล์การสะสมของเขาบ้าง "เรารู้ว่าตอนซื้อมาราคาเท่าไร เราสืบค้นได้ แต่ว่าข้อแย่ของเราคือ เราไม่คิดจะขายเลยอะ ถ้าเกิดว่ากูตายก็ช่างแม่ง แต่ก็มีคนมาขอซื้อเหมือนกัน เราก็บอกว่า สภาพนี้นะ แล้วคุยราคากัน ไม่เคยคุยกันถึงราคาต้นว่าเท่าไร แต่ว่าเรารู้อยู่แก่ใจว่า เราจะไม่ขายถูกกว่านี้เท่านั้นแหละ"
ทางเลือกระหว่างการเก็บกับการปล่อยของสะสม
    เชื่อว่าแม้จะไม่ใช่นักสะสมแต่ยังมีคนอีกมากมายที่เก็บของรักของหวง ของที่มีความทรงจำเอาไว้ แล้วก็คงจะมีปัญหากับเรื่องการเคลียร์ของในบ้านว่าจะเก็บหรือจะปล่อยไปดี ยิ่งคนที่เป็นนักสะสมที่เลือกเก็บเพราะความชอบ เราก็พอจินตนาการได้ว่าน่าจะยิ่งตัดสินใจยาก
    แต่ใหญ่พูดเหมือนเป็นเรื่องง่าย "ผมไม่ได้สะสมจนเยอะแล้วค่อยเอามาขาย ผมเบื่ออันไหนผมปล่อย พอผมเลิกสะสมชุดเกราะผมก็ปล่อยชุดเกราะ แล้วเอาเงินที่ได้จากชุดเกราะมาซื้อเซรามิก พอเราไม่ได้สนใจสิ่งนั้นอีกต่อไป ของสะสมมันต้องเวียนแล้ว พอเป็นช่วงจังหวะที่เขามาขอซื้อ ถ้าได้ราคาที่เราพอใจเราก็ปล่อย ในวงการนักสะสมเขาจะรู้กันว่าใครมีของอะไรอยู่ แล้วจะมีคนติดต่อมา แต่ว่าเวลาผมขาย ผมไม่ได้ขายเป็นชิ้นนะ ผมนิยมที่จะขายทั้งหมด ผมจะไม่เหลืออะไรไว้เป็นชิ้นๆ เลย อย่างชุดเกราะ ดาบ คาบูโตะ หมวกนักรบ เซรามิกก็เพิ่งมาเทขายที่ริเวอร์ซิตี้ไปเยอะเลย ผ้าโบราณที่ผมเก็บใส่แฟ้มไว้ก็ขายไป 170 เล่ม"
    เหมือนที่เขาบอกไว้ก่อนหน้านี้ว่า ความสนใจเปลี่ยนไปตามช่วงวัย ดังนั้นถ้าหากช่วงนั้นไม่ได้สนใจในสิ่งนั้นแล้วก็ถึงเวลาที่จะต้องปล่อยของ "ถึงเวลาที่มันต้องไปหาเจ้าของใหม่ เขาไม่ได้อยู่กับเราตลอดไป มันขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นช่วงที่ราคาขึ้น ถ้าคุณขายได้กำไรจะได้มีเงินไปต่อทุน คนที่สะสมของไม่หยุดหรอก แต่ผมหยุดแล้ว พยายามไม่ซื้ออะไรแล้ว เราเรียกว่าคอลเลกชัน แต่ลูกชายลูกสาวผมเรียกว่าภาระ"
    ที่ผ่านมามีช่วงที่ฮ่องเต้ปล่อยของสะสมบ้างเหมือนกัน แต่เขาจะอยากให้ของได้ไปอยู่กับคนที่ชอบจริงๆ แล้วการปล่อยของของเขาก็มีเรื่องราวดีๆ มาเล่าให้ฟังด้วย
    "เรามีโคมไฟจอลลี่แบร์ (JELLYGOM Gummy Bears) อยู่ตัวเดียวเท่านั้นแหละ ซื้อมาแล้ววางไว้บนบันไดที่บ้าน แล้วพี่ที่รู้จักเขาสั่งรูปคนหัวเมฆเป็นคอมมิสชันไว้ เขาก็เลยมาบ้าน พอเขาเดินมาตรงบันไดแล้วก็ 'หมี' 'ใช่พี่ หมี' เขาโทรศัพท์หาเพื่อนแล้วบอก 'เจอแล้ว' อะไรวะ เจออะไรวะ แล้วเขาก็หันมาถามว่า 'คุณฮ่องเต้ขายปะครับ พอดีเพื่อนผมเขาเก็บจอลลี่แบร์ไว้ฝูงนึง แล้วเขาขาดสีนี้ไซส์นี้พอดี' แล้วอยู่ที่กู ถ้าเป็นคนอื่นมาขอซื้อเราจะอิดออดเว้ย เพราะมันน่ารัก แล้วตอนนั้นเราซื้อเพราะเป็นหมีสีเหลืองด้วย ชอบมาก เราชอบหมีพูห์ แต่พอเขาพูดประโยคนี้ เพื่อนเขาเก็บจอลลี่แบร์ไว้ฝูงนึง แล้วขาดตัวนี้พอดี กูแบบ เอาไปเลย แล้วไม่ถามราคาก่อนด้วย บอกเขาไปเลยว่าขายครับ กูซื้อมาหลายปีแล้วไง ถามว่าได้กำไรไหม เงินเฟ้อ ไม่ได้กำไรหรอก แต่ว่าเรามีความสุขกับการที่หมีไปอยู่ครบฝูง แล้วเขาโทรมา 'สวัสดีครับ คุณฮ่องเต้ครับ ผมคนที่ซื้อหมีนะครับ' เราเต็มใจมากเลย เอาไปครับ"
โคมไฟที่ฮ่องเต้วางไว้บนบันได กับ โคมไฟที่ไปอยู่กับฝูงเพื่อนในบ้านเจ้าของใหม่
    ของที่ใหญ่สะสมไว้ก็มีเรื่องการส่งต่อที่น่าประทับใจมาเล่าให้ฟังเหมือนกัน "งานที่ผมเก็บสะสมเป็นงานพุทธศิลป์ งานไม้ขนาด 37 เซนติเมตร สวยมาก งานละเอียด ตอนนั้นผมได้มาจากตลาดมือสอง (flea market) มันเลยพิเศษมากสำหรับผม แล้วเพื่อนที่เป็นนักสะสมด้วยกันเขาจำได้ว่าผมมีงานชิ้นนี้ สุดท้ายงานชิ้นนี้ก็ได้ไปอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ เราไม่คิดว่างานที่เราเก็บวันหนึ่งมันจะไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ อันนั้นแหละผมประทับใจมาก มันปลื้มที่สายตาที่เรามองตอนนั้นเห็นสิ่งที่มีคุณค่า เราคิดว่างานนั้นไม่ควรมาอยู่บนพื้นถนนอย่างนี้"
    "พวกคอลเลกเตอร์เขาได้ของกันแบบนี้นะ"
    "ผมถึงบอกว่าพวกนักล่าสมบัติไปเดินตู้คอนเทนเนอร์ แล้วใช้รสนิยมหาของให้เจอ ของพวกนี้ถ้ามันประกอบกับอะไรอีกนิดนึง ของมันดูดีเลย มันอยู่ที่เซนส์ สอนกันไม่ได้"
    "รสนิยมมันต้องดูเยอะ เห็นเยอะ ศึกษา สิ่งที่เรากับพี่ใหญ่แมชกันอย่างหนึ่งคือเรื่องรสนิยม เช็คง่ายๆ เวลาไปที่หนึ่ง เห็นหน้าเจ้าแม่กวนอิมแล้วแฮปปี้พร้อมกัน มันสื่อสารกันแบบนั้นนะ สำหรับคอลเลกเตอร์ เรื่องราคาคือเรื่องหนึ่ง แต่ความงามเป็นมิเตอร์อย่างหนึ่งที่สำคัญ ถ้าคุณเห็นความงามในสิ่งของได้ มันแปลว่าคุณเริ่มมีสายตาของนักสะสมแล้ว คุณพร้อมให้คุณค่ากับความงามของของต่างๆ แม้ว่ามันจะเป็นของเล็กน้อยก็ตาม คนสะสมไม่จำเป็นต้องสะสมของราคาแพง ของราคาถูกๆ สมัยก่อน การ์ด ไม้ขีดไฟแพงที่ไหน"
    "มันจะมีคนคิดแบบนี้ไง เก็บไว้ก่อน เดี๋ยวสักวันมันต้องมีค่า แล้วบ้านกลายเป็นขยะ เพราะเขาจะวางเรียงกองพะเนิน เราเข้าไปเห็นแล้วทึ่งนะ ไม่ใช่เก็บของในสภาพไม่ดีอย่างเดียว แต่ของดีจะต้องมาพังเพราะการเก็บแบบนี้ เห็นแล้วเสียดาย"
    ฮ่องเต้ปิดท้ายว่า "ก่อนจะมองเห็นคุณค่าได้ก็ต้องมีความสนใจในสิ่งที่เราชอบเนอะ สนใจและศึกษาในสิ่งที่เราชอบจริงจัง พอเราศึกษาจริงจัง เราจะได้แง่มุมลึกๆ เกี่ยวกับมันเพิ่มเติมอีก แล้วจากนั้นค่อยเก็บ อย่าตะพึดตะพืออยากเก็บแล้วเก็บเยอะๆ แล้วค่อยมาคัดออก อันนี้ยาก"
ถ้ารู้จักตัวเองเมื่อไร ก็เริ่มเป็นนักสะสมได้เมื่อนั้น
    พอคุยกับทั้งคู่ไปเรื่อยๆ แล้วก็รู้สึกว่าเรื่องราวและพื้นที่ของนักสะสมกว้างใหญ่กว่าที่คิด ภาพคุ้นเคยของคนที่สะสมสแตมป์ อาร์ตทอย แผ่นเสียง ฯลฯ ขยายไปสู่สิ่งของที่ไม่ต้องซื้อหา กระทั่งการค่อยๆ เก็บสะสมโบราณวัตถุ หรือของจำลองที่ผลิตขึ้นใหม่แต่มีคุณค่าทางจิตใจ แต่สิ่งสำคัญที่ใหญ่และฮ่องเต้เน้นย้ำเสมอคือ ต้องรู้ก่อนว่าตัวเองชอบอะไร
    "ผมว่าต้องถามตัวเองก่อนที่จะเริ่มเก็บอะไร" ใหญ่พูดถึงการจะเริ่มเก็บสะสมอะไรสักอย่างหนึ่ง "การสะสมมันจะเปลี่ยนไปตามวัยเนอะ ดังนั้นมันต้องกลับมามองตัวเราเอง แล้วมันไม่ได้หาง่ายนะว่าเราชอบอะไร แต่ผมคิดว่าควรจะเริ่มจากสิ่งง่ายๆ ผมสำหรับการสะสมเป็นงานอดิเรก แล้วการมีงานอดิเรกมันทำให้เรารู้สึกถึงคุณค่าของชีวิตมากขึ้น การมีชีวิตอยู่เพื่อตามหาของนี่มันมีความสุข การตามหามันทำให้เราเป็นคนช่างสังเกตขึ้น การที่คุณเป็นคนช่างสังเกตจะได้เปรียบคนอื่น คุณจะเห็นสิ่งที่ทุกคนมองข้ามมันไป บางทีเราเดินอยู่มองไม่เห็น แต่นักสะสมมองเห็น แล้วการมีงานอดิเรกมันทำให้ชีวิตมีรสชาติมากขึ้นเนอะ"
      "จริง มีสายตาใหม่ในการมองสิ่งต่างๆ" ฮ่องเต้เสริม
    นอกจากการมีสายตาที่มองเห็นสิ่งต่างๆ ไม่เหมือนคนอื่นแล้ว ใหญ่ยังบอกว่าความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของโลกก็ทำให้รู้ว่าสิ่งไหนกำลังเป็นของที่มีคุณค่าด้วย
    "ผมยกตัวอย่างโอโจโกะ (ochoko) ถ้วยสาเกญี่ปุ่นที่เห็นตามร้านตู้คอนเทนเนอร์นะ ตอนนี้เราเดินดูใบละ 3 บาท ทั้งๆ ที่ต้นทุนมันเท่าไร แต่พอเขาเอามาเทขายแล้วก็เหลือใบละเท่านี้ ซึ่งผมบอกเลยว่าในอนาคตมันจะหาไม่ได้ เพราะคนญี่ปุ่นเลิกกินสาเกร้อนกันแล้ว กินแต่สาเกเย็น ความร้อนมันเป็นการทำลายสาเก สังเกตไหมเวลาเราไปร้านอิซากายะที่ญี่ปุ่นสาเกจะอยู่ในตู้แช่เย็นหมดแล้ว แล้วเขาจะรินลงในถ้วยกระบอกไม้ไผ่ ทุกวันนี้ทุกคนรู้แล้วว่าถ้าเอาสาเกไปอุ่น รสชาติจะเหมือนกันหมดเลย รวมถึงโทคุริ (tokkuri) ที่ใช้ใส่สาเกร้อนก็จะหายไป ไม่ใช่แค่นั้นนะ ที่วางตะเกียบก็จะหายไปด้วยนะ เพราะวัฒนธรรมเปลี่ยน"
    เมื่อวิถีชีวิตของผู้คนมีความเปลี่ยนแปลง สิ่งที่คุ้นเคยและเห็นอยู่ในชีวิตประจำวันจึงอาจจะค่อยๆ หายไปและกลายเป็นของหายากในอนาคต แต่สิ่งที่ทั้งคู่ยังย้ำอยู่เสมอคือ ของสะสมไม่จำเป็นต้องซื้อเสมอไป 
    ฮ่องเต้พูดถึงการสะสมอีกรูปแบบหนึ่งว่า "บางคนไม่ได้สะสมเป็นของนะ สะสมเป็นประสบการณ์ อย่างคนที่ดูนักเขาจะมีสมุดบันทึกของเขา เขาเจอนกตัวนี้ที่ไหน มันคือการบันทึกและการสะสมแล้ว สะสมด้วยสายตาตัวเราเองที่เห็นนกตัวนี้ ณ โมเมนต์นี้ งานอดิเริกแบบนี้แทบไม่ต้องใช้เงินเนอะ น้อยมาก"
    หรือถ้าใครมีสิ่งที่ชอบอยู่แล้ว ฮ่องเต้ก็แนะนำแนวทางของตัวเองให้นักสะสมมือใหม่ได้ลองนำไปปรับใช้ได้เหมือนกัน "อย่างเราเองเป็นคนนึงที่พยายามตั้งกติกาอะไรบางอย่างขึ้นมา เช่น เราชอบของสีรุ้ง ของสีชมพู อย่างพวกอาร์ตทอยนะมันออกมาเยอะมากๆ เลย แต่เราอยากเก็บอาร์ตทอยใช่ปะ เราจะไม่เก็บอาร์ตทอยทุกเซตเว่ย เราเก็บอาร์ตทอยสีชมพู ตอนนั้นเราก็มีตู้อาร์ตทอยสีชมพูล้วนของเรา แล้วก็มีอาร์ตทอยสีรุ้ง แล้วต้องใสแบบเรซิ่นด้วยนะ น่ารักมากๆ มันช่วยเรื่องจำนวนได้ ไม่อย่างนั้นซื้อกล่องสุ่มเซตนึง 9-12 ตัว มึงจะเอาที่ไหนวาง แล้วเอาไปวางอีเหละเขละขละไม่ได้ ก็ต้องมีตู้ คำนวณเป็นคิวบิกเมตรคุณต้องมีพื้นที่เท่าไรในการเก็บมันให้ครบ เพราะฉะนั้นเราเก็บเป็นตัวๆ ที่ตรงกับกติกาของเราก็ดีเหมือนกัน
ของสะสมที่สะท้อนความรู้สึกนึกคิดและมุมมองของนักสะสม
    การนั่งคุยเรื่องของสะสมภายในร้าน เจแปนอาร์ตส์โมริตะ ซึ่งมีของที่สะสมไว้จัดอยู่ตามมุมต่างๆ ล้อมรอบช่วยสร้างบรรยากาศและทำให้เห็นภาพของสิ่งที่พวกเขากำลังพูดถึงได้เป็นอย่างดี ชิ้นงานพุทธศิลป์แกะสลักจากไม้ เครื่องเคลือบเซรามิก ดาบคาตานะ ผลงานศิลปะจากฝีมือของฮ่องเต้เอง หรือกระทั่งกาชาปองครบชุด แม้จะดูเป็นของต่างประเภท แต่เมื่อมารวมกันแล้วก็สะท้อนความชื่นชอบของทั้งคู่ที่ดูไปในทางเดียวกัน
    ฮ่องเต้บอกว่า "เราสองคนถูกจริตเรื่องรสนิยมมากกว่า ถ้าเรื่องความงามถือเป็นเรื่องส่วนตัวเนอะ"
    ซึ่งนอกจากความชอบของแต่ละคนจะไม่เหมือนกันแล้ว ใหญ่ยังเสริมว่าพออายุมากขึ้นการมองงานสะสมแต่ละชิ้นก็แตกต่างไปด้วย "สำหรับผมตอนอายุยี่สิบ สามสิบเรามองความงามอีกแบบหนึ่ง ตอนอายุน้อยเราจะชอบพระพักตร์แบบดุๆ พอเราเริ่มนิ่ง เริ่มผ่อนคลายลงเรื่อยๆ งานที่เก็บไว้กับตัวเองตอนนี้ก็จะเป็นช่วงอายุสี่สิบขึ้นไป ยิ่งอายุห้าสิบ หกสิบ ยิ่งไปกันใหญ่เลย ผมว่าอายุยิ่งมาก เราจะมองหาพระพักตร์ของพระพุทธรูปที่สงบลงเรื่อยๆ"
    สำหรับคนที่สะสมงานศิลปะอย่างฮ่องเต้ก็มีสิ่งที่เขามองหาเฉพาะเหมือนกัน "เราสะสมรูปวาดเพราะว่าเราสะสมรูปที่ตัวเองวาดไม่ได้ เราไม่ค่อยเอารูปที่ตัวเองวาดติดบ้าน เราเขิน แล้วถ้าเราเอาภาพของตัวเองติดบ้านเราจะอดไม่ได้ที่จะเอาพู่กันไปเติม โรคจิตมากเลย ก็กลายเป็นว่าเราเก็บสะสมงานศิลปะที่เราวาดเองไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราจะสะสมรูปเหมือนหรือรูปที่มินิมอลมากๆ แบบกูวาดไม่ได้จริงๆ ว่ะ มันน่ารักเกินว่ะ วาดเองไม่ได้ก็ซื้อเอา
    "แล้วเหมือนเราไม่ได้เก็บรูปเลย เหมือนเราเก็บคนวาด เขาเจ๋งว่ะ เขาน่ารักจังเลยว่ะ มันต้องมีบางที่เราซื้อเพราะมิตรภาพ แต่เราก็ต้องชอบงานชิ้นนั้นจริงๆ นะ เรารู้สึกว่าเราอยากซัพพอร์ตน้องคนนี้ เราเห็นน้องวาดรูปมาตั้งหลายปีแล้ว ยังขายงานไม่ได้ เราก็ซื้อ ส่วนใหญ่งานที่เราเก็บมีแบบนี้ วาดเองไม่ได้ ไม่ได้ซื้อเพราะเป็นศิลปินคนนั้นคนนี้เลย ส่วนใหญ่เราเก็บงานศิลปินโนเนมด้วยซ้ำ เป็นใครก็ไม่รู้ แต่เราชอบว่ะ"
    "อันนี้เป็นเรื่องของศิลปินกับศิลปินแล้ว จะมีกี่คนที่คิดอย่างนี้"
    "ให้กำลังใจน้องๆ เราไม่แน่ใจว่าความเป็นศิลปินกูเก่งแค่ไหน กูไม่รู้หรอก แต่กูรู้สึกว่าเราเป็นซัพพอร์ตเตอร์ที่ดีสำหรับคนกลุ่มนี้ เราแฮปปี้มากแล้ว มันดีที่สุดแล้ว เราใช้ความเก๋าของตัวเองให้มีประโยชน์ที่สุด ไม่ใช่เก๋าแล้วเดินกร่าง กลับบ้าน อาบน้ำ เกาไข่ มีคุณค่าแค่นั้นจริงๆ เหรอคะ ถ้ามึงมีความเก๋าแล้ว มึงช่วยรันวงการให้มันดีขึ้น ทำให้ให้น้องมีกำลังใจ เป็นพลวัตให้ศิลปะขับเคลื่อนไปข้างหน้ากันต่อไปไม่ดีกว่าเหรอ"
    นอกจากมุมของนักสะสมที่มีหน้าที่ศึกษาสิ่งที่ตัวเองสนใจแล้ว ฮ่องเต้ยังบอกว่าแม้แต่ศิลปินเองก็ต้องศึกษานักสะสมเหมือนกัน "อีกมุมนึงที่เราอยากจะพูดคือ ศิลปินมีหน้าที่ในการศึกษานักสะสมเหมือนกัน อย่าสักแต่วาดรูป คือวาดรูปแล้วเข้าใจโลกด้วย อย่ามา โอ๊ย... อยากสำแดงตัวตน มึงมาจากศูนย์ไง ตัวตนมึงตอนนี้ก็หนึ่ง สอง หรือ สาม มึงไม่มีทางที่จะเป็นสิบห้า ยี่สิบ ณ ขณะนี้เลย เป็นไปไม่ได้ มึงก็ต้องสะสมประสบการณ์ สิ่งที่ต้องทำคือทดลอง อย่าเพิ่งบอกว่า ผมเป็นแบบนี้ครับ ผมจะเป็นแบบนี้ต่อไป แล้วเรียกมันว่าความชัดเจน ทุกคนอยากเห็นความเติบโตของศิลปินเหมือนกัน"
    เขายังฝากถึงเทรนด์การทำงานศิลปะช่วงนี้อีกว่า ผู้ซื้อจะนิยมภาพวาดขนาดเล็ก เหมือนตัวเขาเองที่วาดคนหัวเมฆก็ไม่ได้วาดขนาดใหญ่มาก เพราะไลฟ์สไตล์ของคนจะไม่มีผนังขนาดใหญ่ให้ติดตั้งผลงานศิลปะที่มีขนาดใหญ่มาก 
    "ส่วนใหญ่มันไม่ได้มีไว้ประดับบ้านด้วยนะ มันมีไว้ประดับห้องตัวเอง เพราะคนในบ้านไม่ได้ชอบเหมือนเรา เลยต้องไปอยู่ในห้อง" ใหญ่ชี้ให้เห็นว่าวิถีชีวิตของคนก็เป็นตัวบ่งบอกว่างานศิลปะจะไปอยู่ที่ไหนในบ้านได้ "การซื้อผลงานศิลปะมันคือการซื้อไว้ให้ตัวเองดู ไม่ได้เสียเงินไปกับการซื้อรถ กระเป๋า นาฬิกา หรือของแบรนด์เนมให้คนอื่นดู"
    ฮ่องเต้เสริมว่า "มันเป็นการให้คุณค่าต่อความคิดเห็นของคนอื่นมากกว่าตัวเรา มึงไม่สามารถแบกรูปเดินตลาด หรือ เอารูปไปจอดไว้ในบ้านได้"
    ใหญ่หันไปหาฮ่องเต้และพูดด้วยรอยยิ้ม "มันเท่นะที่ไปบ้านใครสักคนแล้วเห็นผลงานศิลปะชิ้นเล็กๆ อยู่มุมนึง"

    การพูดคุยเกี่ยวกับการสะสมและทัศนคติที่ทั้งคู่มีต่อของสะสมครั้งนี้ทำให้รู้ว่า การสะสมเป็นไปตามลักษณะนิสัยและเป็นธรรมชาติกว่าที่คิด อีกทั้งยังเป็นงานอดิเรกที่ใช้ความชื่นชอบส่วนตัวเป็นหลัก ดังนั้นคำถามต่างๆ ที่มีต่อการสะสมจึงไม่สำคัญเท่ากับการมองกลับมาที่ตัวเองว่า เรามีความสนใจและมีความสุขต่อสิ่งใดจริงๆ มากกว่า

ขอบคุณสถานที่ Japan Arts MORITA ชั้น 4 River City Bangkok เปิดทุกวัน เวลา 11.00 - 18.00 น.

ดุสิตา อิ่มอารมณ์

นักเขียน ผู้ใช้พื้นที่ในเวลาว่างไปกับการอ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง ขี่จักรยาน อ่านการ์ตูน เล่นเลโก้ ฯลฯ โดยเชื่อเต็มหัวใจว่าเวลาที่หมดไปกับความรื่นเริงนี้สามารถเติมเต็มชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดวงสุดา กิตติวัฒนานนท์

ช่างภาพผู้ชื่นชอบการวาดรูปและรับงานวาดภาพประกอบบ้างประปราย เธอมีความตั้งใจกับตัวเองว่าจะออกไปเที่ยวนอกประเทศให้ได้ปีละครั้ง