ฮ่องเต้-กนต์ธร เตโชฬาร: เป็ดห้าสี กับอีโก้ของความเป็นมนุษย์

    "ซูเปอร์ฮีโร่ผมจะประหลาดหน่อย ผมเป็นมนุษย์ที่มีความผสมๆ ในตัวเองเยอะ ผมชอบขบวนการห้าสีนะ ผมชอบจูเรนเจอร์ (ขบวนการนักรบไดโนเสาร์) ไดเรนเจอร์ (ขบวนการห้าดาว) และ คาคุเรนเจอร์ (ขบวนการนินจา) ถ้าเป็นขบวนการห้าสี ผมชอบสามขบวนการนี้ แต่หลังๆ ไม่ค่อยชอบแล้ว"

    ฮ่องเต้-กนต์ธร เตโชฬาร เล่าถึงพื้นฐานความชอบที่มีตั้งแต่เด็ก ซึ่งแต่ละอย่างที่ประกอบกันในช่วงวัยนั้น ยังมีอิทธิพลกับเขามาถึงปัจจุบัน แต่เรื่องราวของขบวนการห้าสี จบลงแค่เพียงเท่านี้ เพราะไม่ได้เป็นแก่นของเรื่องราวที่คุยกับเขาสักเท่าไร หากแต่เมื่อพูดคุยกันไปจนจบแล้วจึงพบว่าเขามีคุณสมบัติและความชอบที่หลากหลายอยู่ในคนคนเดียว ไม่ว่าจะเป็น นักพากย์ พิธีกร นักแสดง คนเขียนบท ผู้กำกับละครเวที นักวาดภาพ และภัณฑารักษ์ อีกทั้งยังชอบการทำงานกับผู้อื่น ซึ่งคล้ายกับการรวมพลังของขบวนการห้าสีที่ประกอบไปด้วยสีต่างๆ ที่มีท่าไม้ตายเฉพาะตัว แต่เมื่อถึงเวลารวมพลังกันแล้วก็สามารถต่อกรกับสัตว์ประหลาดใหญ่ยักษ์ได้

    ขณะเดียวกันเขามองตัวเองเป็น 'เป็ด' ที่ทำอะไรได้หลายอย่าง ซึ่งแม้ว่าจะไม่ได้เชี่ยวชาญไปในทางใดทางหนึ่ง แต่ก็มีความพึงพอใจที่จะเป็นอย่างนี้ เราจึงเห็นเขาเป็นดั่ง 'เป็ดห้าสี' ที่สามารถนำเสนอผลงานศิลปะได้หลากหลายรูปแบบ และเมื่อทักษะต่างๆ มารวมร่างอยู่ในตัวคนคนหนึ่งแล้ว จึงต่อกรกับคนที่เข้ามาชมผลงานของเขาได้อยู่หมัดเหมือนกัน

แม่สี

    ส่วนสำคัญที่สร้างความผสมผสานที่หลากหลายให้ฮ่องเต้มาจากครอบครัว เขาเล่าถึงพื้นฐานที่มีพ่อเป็นหมอที่มีความเป็นเลิศทางวิชาการ มองโลกด้วยตรรกะแบบเรียลิสติก บ้างาน เอาจริงเอาจัง ขณะที่แม่เป็นแม่บ้านที่มีวิธีการจัดการอย่างฉลาดเฉลียว มี EQ สูง ทำทุกอย่างที่สบายใจ สิ่งไหนไม่สบายใจก็ไม่ทำ "แล้วแม่กับพ่อก็จะเป็นมนุษย์ที่ดูไม่ค่อยเข้ากันด้วย นึกออกไหมฮะ มันงงๆ เนอะ ซึ่งเราโตมากับสิ่งเหล่านั้น เราต้องค่อยๆ อยู่กับมันไปทีละนิด เราไม่มีความเข้าใจเลยว่าสองเนเจอร์นี้มันมาผสานกันได้ไงวะ แต่สุดท้ายมันก็กลายเป็นเรา"

    นอกจากลักษณะนิสัยที่ได้รับมาจากทั้งพ่อและแม่ที่ทำให้เขามีบุคลิกสบายๆ แต่มีความทุ่มเทและจริงจังในการทำงาน ยังมีเรื่องของรสนิยมและความชอบด้านวรรณกรรมที่ซึมซับมาจากตาด้วย

    "ผมโตมากับวรรณคดีไทย เพราะผมนอนกับคุณตา แล้วคุณตาจะเล่านิทานให้ฟัง ซึ่งนิทานของคุณตาไม่ใช่ลูกหมูสามตัว นิทานอีสปอะไรแบบนี้ คืออีสปก็ฟังจากที่คุณพ่อคุณแม่อ่านให้ฟัง แต่คุณตาจะเล่าเรื่อง สามก๊ก รามเกียรติ์ ผมเป็นเด็กที่โตมากับสิ่งเหล่านี้ ดังนั้นซูเปอร์ฮีโร่ของผมตอนเด็กๆ นอกจากขบวนการห้าสีก็คือ สุครีพ หนุมาน องคต ยักษ์ที่เก่งๆ ทศกัณฐ์ อินทรชิต อย่างพระรามนี่ผมไม่ชอบ ขี้แง ร้องไห้อยู่ได้ รำคาญ แต่เราชอบตัวอื่นหมดเลยที่เป็นสัตว์เป็นยักษ์ ชอบแล้วเราก็วาดออกมา"

จานผสม

    การวาดรูปเป็นวิธีแรกที่เขาใช้สื่อสารจินตนาการและความรู้สึก และสิ่งที่แสดงออกมานั้นทำให้แม่ตัดสินใจพาฮ่องเต้ไปเรียนศิลปะกับครูสังคม ทองมี ตั้งแต่ 4 ขวบ "จริงๆ ครูเขารับเด็กโตกว่านั้น แต่แม่ผมเอาผลงานไปด้วย ตอนนั้นผมวาดหมาป่าที่ห่มหนังแกะ ซึ่งมันซับซ้อนเกินเด็กปกติจะวาด เหมือนจินตนาการทั้งหมดที่พ่อยัดใส่หัวมา มันออกมาเป็นภาพนี้ ครูเขาเห็นแล้วก็ให้เรียนเลย"

    ซึ่งสาระสำคัญนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเขาได้เรียนอะไร แต่อยู่ที่ครูมีวิธีการสอนอย่างไร "การวาดรูปมันโดนชูให้เด่นขึ้นมาเพราะครูสังคมด้วย ครูสังคมเป็นมนุษย์ที่ดึงศักยภาพทางศิลปะของเด็กออกมาได้ค่อนข้างสูงมาก ผมเรียนรู้ว่า เฮ้ย! หัวใจหลักของศิลปะเด็กไม่ใช่อะไรเลยเว้ย มันคือการผลักดันและให้กำลังใจ 'วาดสวยนะเนี่ย' 'ดี' 'เพิ่มนิดหน่อยไหม' มันไม่ใช่การ 'เฮ้ย ไม่เห็นเหมือนเลย' ประโยคแรกแม่งสำคัญมากอะ การบอกเด็กให้วาดอะไรสักอย่าง เช่น ลองวาดหมูสิ เคยเห็นหมูหรือเปล่า มันเป็นวิธีการหลอกล่อให้ความทรงจำหรือคีย์เมมโมรีในหัวเขาได้ทำงาน แล้วพอมันทำงาน เด็กจะระลึกได้ เด็กมันเก่งจะตาย เพราะวัยเด็กเป็นวัยหัวว่าง จำอะไรได้เยอะ เขาวาดได้อยู่แล้ว แค่มันไม่กล้าวาดเพราะกลัวผิด เราอยู่ในสังคมที่กลัวผิดมากๆ"

สีที่ 4 และ 5

    นอกเหนือจากผลงานภาพวาดที่เขาทำมาสม่ำเสมอตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบัน ซึ่งสามารถนำมาขายให้กับคนที่ชื่นชอบผลงานของเขาจนสามารถเป็นรายได้ทางหนึ่งแล้ว ศิลปะอีกแขนงที่เขาสนใจคือ การแสดง ซึ่งเขาสัมผัสเสน่ห์ของมันครั้งแรกตอนที่พ่อพาไปดูละครเรื่อง ชอลิ้วเฮียง ของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนั่นกลายเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาเลือกเรียนต่อในภาควิชาสถาปัตยกรรมภายในของคณะนี้ "เลือกเข้าสถาปัตย์เพราะอยากเล่นละคร แม่งโคตรผิดจุดมากๆ พอเข้าไปก็ได้เล่นละครตั้งแต่ปี 1 นะ แต่ว่าสถาปัตย์มีละครแค่ปีละเรื่อง น้อยมาก จนพี่คณะอักษรศาสตร์มาชวนไปเล่นละครด้วย เราก็เลยเป็นสามีอักษรฯ ไปโดยปริยาย เล่นเป็นผัวบ้าง ลูกชายบ้าง นายพลบ้าง ตำรวจบ้าง คือตัวละครผู้ชายก็ใช้เราเลยแหละ สุดท้ายเราก็ได้ฝึกวิชาละครจริงๆ ที่อักษรฯ เป็นการเรียนแบบครูพักลักจำ ผู้กำกับบอกว่าอย่างนั้น รู้หลักวิชานิดหน่อย ฟังเขามา แล้วก็เอามาเป็นตัวเรา นี่คือสิ่งที่เราเลือก คืออยากเล่นละคร เราชอบ เราก็เลยทำ"

    สิ่งที่เขาเรียนรู้จากละครเวทีก็กลายเป็นทักษะที่สามารถนำมาใช้ได้มากมาย ไม่ว่าจะวิธีใช้เสียงในงานพากย์ งานพิธีกร แต่สิ่งที่คิดว่ามีอิทธิพลกับเขาคือวิธีที่ใช้ในการเรียนรู้ชีวิต "สกิลจากละครที่ผมนำมาใช้ในชีวิตคือ การเรียนรู้เงื่อนไขของชีวิต ละครเวทีฝึกให้เรารับเงื่อนไขต่างๆ ในชีวิตได้ง่าย เหมือนยอมรับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตได้ง่ายขึ้น ถ้าเราต้านมัน มันไม่มีทางเข้ามาสู่ใจเราได้เลย และมันเกี่ยวกับการเปิดรับคนอื่นด้วยนะ เพราะการเล่นละครเวทีต้องเป็นคนอื่น มันต้องเป็นใครที่ไม่ใช่เรา"

    ขณะที่วิธีคิดจากการเรียนสถาปัตย์เป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งที่นำมาใช้ในการสร้างสรรค์งานศิลปะอยู่เสมอ และนั่นทำให้งานของเขาสามารถสื่อสารทั้งกับผู้ร่วมงานและผู้ชมได้ "ทุกคนจะบอกว่า 'ฮ่องเต้ มึงแม่งน่าเสียดายว่ะ เรียนสถาปัตย์มาแล้วไม่เห็นได้ใช้เลย' ผมเถียงตลอดเลยนะว่า 'เฮ้ย กูใช้นะ' ตรรกะหลายๆ อย่างของสถาปัตย์มันอยู่ในตัวผมเลย แม้แต่การคิดแบบคอนเซปต์ เรื่องแนวความคิดหลักมันชัดเจน เวลาเราทำอะไรตามคอนเซปต์ มันมีคำตอบให้กับทุกอย่าง แล้วสามารถคุยกับคนอื่นให้เข้าใจได้ สิ่งที่สำคัญมากๆ คือการฉายภาพในสมองออกมาเป็นภาพให้คนเข้าใจ เรื่องสเกลก็สำคัญ สถาปัตย์ทำให้เราแม่นเรื่องสเกลด้วย เหมือนเป็นการเกื้อหนุนกัน ซึ่งถ้าเราไม่ได้เรียนสถาปัตย์มา เขาอาจจะไม่เลือกเราทำรายการนี้ก็ได้ มันเป็นบันไดที่ทำให้เราได้ทำสิ่งที่เราคิดว่าไม่น่าจะได้ทำ" 

เป็ดที่มีสารอาหาร

    อย่างที่เห็นว่าเขาเป็นคนที่ทำงานหลากหลาย แม้จะเริ่มจากการเป็นนักพากย์ที่พากย์ได้ทั้งภาพยนตร์จีน ภาพยนตร์ฮอลลีวูด และภาพยนตร์สารคดี ก่อนที่จะเป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตาในฐานะพิธีกร แต่สิ่งที่ฮ่องเต้ทำต่อเนื่องมาเสมอคือ วาดรูป ทำหุ่น เล่นละครเวที และล่าสุดกับการเป็นภัณฑารักษ์ จากโอกาสที่ได้รับมอบหมายครั้งแรกจากมิวเซียมสยามในนิทรรศการ 'ไทยทำ... ทำทำไม' (2560) ซึ่งเป็นจุดเริ่มที่ทำให้เขาคันไม้คันมือจัดทำนิทรรศการ 'กลับตาลปัตร' ขึ้นมาด้วยตัวเอง แล้วเขาทำทั้งหมดนี้ได้อย่างไร

    "ผมมองตัวเองยังไงเหรอ เป็นเป็ดทำได้ทุกอย่าง ปฏิเสธไม่ได้ว่าผมเป็นคนเก่ง ผมว่าผมค่อนข้างเก่ง ในแง่ว่าทำได้หลายอย่าง ในขณะเดียวกันก็มีจุดอ่อนตรงที่ทำได้หลายอย่างด้วย มันก็เลยเหมือนกับว่าเราไม่ได้เชี่ยวชาญไปในทางใดทางหนึ่ง แต่กลับมาที่ว่า แล้วเราอยากเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งจริงๆ เหรอ หรือเราเป็นอย่างนี้มันมีความสุขแล้ว สุดท้ายเราเป็นเป็ดก็มีความสุขดี เป็นเป็ดที่ค่อนข้างลึกด้วย ไม่ได้เป็นเป็ดที่แบบแตะๆ แล้วพูดอะไรได้นิดหน่อย ไม่ บางเรื่องกูก็พูดได้ลึก เพราะฉะนั้นเราก็รู้สึกว่าเป็นเป็ดที่มีคุณค่าทางอาหารสูงเหมือนกัน"

    แต่เมื่อถูกถามถึงความเป็นศิลปิน เขากลับปฏิเสธ

    "ผมก็เป็นคนชอบวาดรูปแหละมั้งครับ แต่เป็นศิลปินไหมก็ไม่ ผมเคยพูดหลายทีแล้วว่า คำว่าศิลปินมันใหญ่ไป ใหญ่ในที่นี้คือคำว่าศิลปินทำให้อีโก้มันโต มันทำให้เรามองตัวเองเป็นกึ่งเทพหน่อยๆ ผมไม่รู้สึกว่าอยากเป็นศิลปิน ถ้าเกิดวันหนึ่งใครเรียกผมเป็นศิลปินก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่ว่าผมจะไม่บอกว่าตัวเองเป็นศิลปิน เราก็ทำสิ่งที่อยากจะทำ ก็เป็นคนธรรมดา เพราะมันไม่ใช่ทำงานแล้วอิ่มเอิบ อิ่มเอม แต่ผมคิดว่าที่เราทำมันมีประโยชน์ไหม เราเคยวาดรูปเพื่อบำบัดตัวเอง เพื่อเอาอารมณ์ตัวเองออกมาก็ส่วนหนึ่ง แต่ว่าการที่วาดรูปแล้วมีประโยชน์ด้วย มันก็ดีนะ มันไม่ได้เสียสีไปเปล่าๆ"

อีโก้ของความเป็นมนุษย์ คือเหตุผลที่สร้างสรรค์งาน

    ถึงเขาจะเป็นคนที่เปิดรับและชอบทำงานร่วมกับผู้อื่นแบบไม่มีอีโก้ของความเป็นศิลปิน แต่เราค้นพบว่าเขามีอีโก้ของความเป็นมนุษย์ที่คอยกระตุ้นให้ลุกขึ้นมาสร้างสรรค์งานศิลปะอยู่เสมอ

    "ปัจจุบันสิ่งที่ทำอยู่สามารถซื้อของเล่น ทำบ้าน ก็พอแล้ว ผมแฮปปี้กับการนั่งอยู่ในห้องนี้แล้วนั่งดูยูทูบ ดูเน็ตฟลิกซ์ มีตังค์กินข้าว เท่านั้นก็โอเคนะ ถ้าเกิดมีครอบครัวแล้วก็อีกเรื่องนึงเนอะ แต่สำหรับตอนนี้ผมแฮปปี้แล้ว หลายๆ คนบอกว่า 'โห มึงทำงานเยอะขนาดนี้ได้ไงวะ' อืม พอเราไม่ได้ทำเพื่อตัวเองคนเดียว มันมีพลังเยอะมากขึ้นกว่าเดิมเยอะเลย มียุคหนึ่งที่ผมทำเพื่อตัวเอง แล้วผมรู้สึกว่าผมห่อเหี่ยวกับชีวิตมาก ผมแบบ จับจดย่ำอยู่กับที่ ทำอะไรก็รู้สึกไม่สำเร็จไปหมด แต่พอเราเริ่มทำอะไรเพื่อส่งแมสเสจบางอย่างให้คนอื่น พลังแม่งมาเยอะมาก คุณต้องทำ ไม่ใช่ว่าคุณต้องทำเพื่อดัง แต่อยากทำเพราะอยากให้คนอื่นได้รับรู้สิ่งนี้ ฉะนั้นวันไหนที่เราลุกขึ้นมาทำอะไร มันต้องใหญ่และมันต้องดี มันต้องได้ประโยชน์"

    ด้วยทักษะของความเป็นเป็ดและอีโก้ของความเป็นมนุษย์นี้ เราจึงได้เห็นงานสะท้อนค่านิยมของสังคมใน นิทรรศการกลับตาลปัตร ละครเวทีที่สะท้อนการศึกษาไทยที่ดูได้อย่างเพลิดเพลินแต่แฝงไปด้วยความจริงที่หนักอึ้งอย่าง ลูกหมาป่า ไปจนถึงการต่อต้านกรณีเสือดำบนกำแพง ซึ่งฮ่องเต้ยังไม่ยอมหยุดอยู่เพียงแค่นั้น เพราะเขายังอยากทำละครเรื่องใหม่ที่มีแต่บทสนทนา ใฝ่ฝันที่จะทำแอนิเมชัน สตอปโมชัน และเตรียมงานสตรีทอาร์ตให้เราติดตามกันต่อไป

Favorite Something
  •   Big Fish (2003), Jurassic Park (1993), The Lord of the Rings (2001), The Grand Budapest Hotel (2014), Kill Bill (2003) และหนังโจวซิงฉือแทบทุกเรื่อง
  •   เฉลียง, จรัล มโนเพ็ชร, เสรี รุ่งสว่าง, M2M, Ed Sheeran, Die Antwoord
  •   ฤทธิ์มีดสั้น (โกวเล้ง), ป่าดงพงพี ตอนโมวกลี (คิปลิง รัดยาร์ด), เล็กเสี่ยวหง (โกวเล้ง), พระอภัยมณี (สุนทรภู่), The Hobbit (J. R. R. Tolkien), เพียงความเคลื่อนไหว (เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์)
  •   Vincent van Gogh, ถวัลย์ ดัชนี, Frida Kahlo, ขรัวอินโข่ง

ดุสิตา อิ่มอารมณ์

นักเขียน ผู้ใช้พื้นที่ในเวลาว่างไปกับการอ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง ขี่จักรยาน อ่านการ์ตูน เล่นเลโก้ ฯลฯ โดยเชื่อเต็มหัวใจว่าเวลาที่หมดไปกับความรื่นเริงนี้สามารถเติมเต็มชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดวงสุดา กิตติวัฒนานนท์

ช่างภาพผู้ชื่นชอบการวาดรูปและรับงานวาดภาพประกอบบ้างประปราย เธอมีความตั้งใจกับตัวเองว่าจะออกไปเที่ยวนอกประเทศให้ได้ปีละครั้ง