The Showhopper: Theatre in Thailand VS. Broadway

    The Showhopper ตั้งอยู่บนชั้น 2 ของคลินิกทันตกรรมแห่งหนึ่งย่านสีลม ในออฟฟิศมีโต๊ะทำงานตั้งอยู่กลางห้อง โปสเตอร์ละครบรอดเวย์ติดเรียงอยู่เต็มผนังด้านหนึ่ง ฝั่งตรงข้ามคือชั้นหนังสือ อีกด้านหนึ่งที่เหลือคือกระจกใสที่ปล่อยให้แสงธรรมชาติสาดส่องเข้ามา

    เต๋-วสวัตติ์ ดุลยวิทย์ และ ปิ๊ก-ชวิศา ฉายอินทร์ มาถึงก่อนแล้ว สักพัก กรีน-นิธิวัชร์ ตันติภัสร์สิริ และ บีเอ็ม-สันติพัทธ์ สันติชัยอนันต์ เดินตามเข้ามาสมทบ

    The Showhopper คือสื่อออนไลน์ที่นำเสนอเนื้อหาความเคลื่อนไหวและสาระต่างๆ ที่เกี่ยวกับละครเวทีของไทยและต่างประเทศ พวกเขาทั้ง 4 คือทีมงานที่อยู่เบื้องหลังเนื้อหาออนไลน์ ภายใต้แพลตฟอร์มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก ยูทูบ รวมถึงกำลังวางแผนทำเว็บไซต์ของตัวเองเร็วๆ นี้

    สิ่งซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความรักที่พวกเขามีต่อละครเวที ไม่ได้อยู่ที่โปสเตอร์ที่ติดอยู่บนผนัง หากแต่แสดงออกผ่านบทความ บทสัมภาษณ์ วิดีโอสกู๊ป ที่เผยแพร่แง่มุมต่างๆ ของศาสตร์นี้ ด้วยความหวังว่าสิ่งที่ทำจะสามารถส่งเสริมละครเวทีของไทยให้พัฒนาต่อไปในอนาคต

สมาชิก The Showhopper เรียงจากซ้ายไปขวา ปิ๊ก, กรีน, เต๋, บีเอ็ม

    เต๋เล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นของ The Showhopper ว่า "ตัวผมเองชอบไปดูละครเวทีต่างประเทศอยู่แล้ว อยากจะหาพื้นที่สักที่หนึ่งที่สามารถแชร์ความรู้สึกของเรา แล้วถ้ามีคนอื่นที่ได้ดูเหมือนกันสามารถมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ เลยเป็นจุดเริ่มต้นของการทำเพจเฟซบุ๊กขึ้นมา แต่หลังจากนั้นมันทำให้เราได้เจอคนที่ชอบเหมือนกันเยอะมาก เลยเปลี่ยนรูปแบบไปเรื่อยๆ เจาะสไตล์ของคอนเทนต์ที่หลากหลายมากขึ้น ทำให้เข้าถึงคนมากขึ้น หลังจากนั้น 6 เดือน ปิ๊กก็เข้ามาช่วยดูแลเรื่องเนื้อหา พี่กรีนก็เริ่มมาทำกับเราตอนมี Downstage Circle พอได้เจอบีเอ็มซึ่งเขาคลั่งไคล้ละครเวทีบรอดเวย์มากๆ เลยอยากทำคอนเทนต์ร่วมกัน"

    พวกเขาเริ่มพัฒนาเนื้อหาจากบทความมาเป็นวิดีโอ โดยมีรายการแรกคือ ดูละครแบบเต๋ๆ แต่เนื้อหารายการที่ค่อนข้างยาว จึงมีการขยับขยายพื้นที่ในการนำเสนอเนื้อหาวิดีโอที่ยูทูบ

    "จริงๆ เราอยู่ในช่วงเริ่มทำช่องยูทูบนะครับ ส่วนใหญ่ถ้าสังเกต รายการที่เราลงในเฟซบุ๊กส่วนใหญ่เป็นรายการยาวทั้งนั้นเลย เราดูสถิติแล้วคนจะดูแค่ครึ่งแรก น้อยคนที่จะดูไปจนจบ ซึ่งมันก็เป็นความน่าเสียดาย แต่ว่าพอไปลงในยูทูบ ส่วนมากคนจะดูไปจนจบเลยนะครับ ดังนั้นพวกรายการยาว เราจะใส่ตัวเต็มไว้ในยูทูบ ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายของแต่ละแพลตฟอร์ม"

    กรีนเสริมว่าเหมือนการย้ายบ้าน ที่ต้องค่อยๆ ศึกษาว่าบ้านใหม่เป็นอย่างไร เพื่อทำความรู้จักกับเป้าหมายผู้ชมในยูทูบมากขึ้น ถึงกระนั้นพวกเขาก็ถือว่ามีรายการในช่องที่หลากหลาย และตอบโจทย์คนรักละครเวที ไม่ว่าจะเป็นการแนะนำวิธีซื้อตั๋วและความน่าสนใจของวัฒนธรรมการชมละครเวทีต่างประเทศจาก ดูละครแบบเต๋ๆ การเจาะลึกแง่มุมต่างๆ ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังของละครบรอดเวย์จาก Broadway Boy ฟังแนวคิดด้านการทำงานและแรงบันดาลใจจากผู้คนแวดวงการละครเวทีใน Theatre Inspires พาผู้ชมไปล้อมวงพูดคุยกับเหล่าผู้กำกับ นักแสดง และทีมงาน หลังดูละครใน Downstage Circle เป็นต้น

    เมื่อคนรักละครเวทีมารวมอยู่ด้วยกันตรงนี้แล้ว เราจึงอยากให้เขาล้อมวงเล่าประสบการณ์การชมละครทั้งในและต่างประเทศ มาเปรียบเทียบชัดๆ ว่ามีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร

บทละครไทย VS. บทละครบรอดเวย์

บีเอ็ม: ความน่าสนใจของฝั่งบรอดเวย์คือเขาไม่มีกรอบ ละครเวทีเหมือนละครทีวีเหมือนหนัง ที่จริงๆ แล้วสามารถพูดถึงอะไรก็ได้ เขามีมิวสิคัลที่เกี่ยวกับความซึมเศร้า การฆ่าตัวตาย ความรักโรแมนติก หรือประเด็นการเมือง ประเด็นรักร่วมเพศ เชื้อชาติ ฯลฯ มันมีอิสระมากๆ ตรงที่คนทำเปิดโอกาสให้คนเขียนบทได้ทำสิ่งที่เป็นประเด็นสำคัญที่เขารู้สึกได้เลย เวลาเราเดินเข้าไปในโรงละครบรอดเวย์ 40 กว่าโรงแล้วแต่ละโรงนำเสนอละครไม่เหมือนกัน การที่เข้าไปแต่ละโรงละครจึงเหมือนได้เคลื่อนจากที่นึงไปอีกที่นึง โลกไม่เหมือนกันด้วยเรื่องราวที่เขากำลังเล่า นี่คือสิ่งที่ผมรู้สึกว่าเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งครับ

เต๋: ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกัน เสน่ห์ของบทละครไทยมันคือเนื้อหาที่เชื่อมโยงกับคนไทยนี่แหละครับ อย่างเนื้อหาที่ถูกเอามาทำเป็นละครเวทีทั้งหมด มันถูกคิดมาแล้วว่าคนดูจะรู้สึกเชื่อมโยงกับอะไร ยกตัวอย่าง สี่แผ่นดิน ถ้าทำออกมาจะมีแต่พวกเราคนไทยนี่แหละที่จะเข้าใจกัน แล้วรู้ว่ามันมีคุณค่าแค่ไหนกับการได้ดูละครเรื่องนี้ มันถูกผลิตขึ้นมาเฉพาะแล้วว่าคนไทยจะต้องชอบ

ปิ๊ก: หรืออย่าง Taxi Radio ก็พูดเรื่องกรุงเทพฯ ปัญหาการเรียกแท็กซี่แล้วแท็กซี่ไม่รับเป็นยังไง

เต๋: ผมว่ามันย้อนกลับมาสู่จุดที่ว่าละครเวทีมันสะท้อนถึงคน แล้วเราคือคนที่อยู่ในประเทศนี้ ละครเวทีมันสื่อสารกับเราแบบนั้น เราต่อยอดความคิดได้ว่า ฉันดูเรื่องนี้ออกไปจากโรงแล้ว ฉันจะดำเนินชีวิตในประเทศนี้ต่อไปยังไง อันนั้นคือสิ่งที่คิดว่าเป็นเสน่ห์ของละคร เมื่อเราดูละครที่ถูกทำขึ้นมาเพื่อเรา

โปรดักชั่นไทย VS. โปรดักชั่นบรอดเวย์

กรีน: กรีนไม่ค่อยได้ไปดูต่างประเทศเยอะเท่าไร แต่ก็เคยไปกับเต๋มาบ้าง คนพูดเยอะมากนะครับว่า โปรดักชั่นของไทย เผลอๆ ล้ำกว่าบรอดเวย์อีก เป็นสิ่งที่บรอดเวย์สร้างสรรค์ไม่ได้เท่าเราอีกนะ เอาง่ายๆ เรามีละครเรื่อง ข้างหลังภาพ ที่มีการยกน้ำตกขึ้นมาไว้บนเวที เต้นกัน โอ้โห ซู่ซ่าสุดฤทธิ์ การเปลี่ยนฉากหรืออะไร โปรดักชั่นคนไทยเราไปไกลมานานแล้ว

บีเอ็ม: ถ้าเปรียบเทียบ 2 ประเด็น บท กับ โปรดักชั่น จริงๆ โปรดักชั่นเรากับเขาสูสี แต่ที่เรายังถูกเปรียบเทียบกับเมืองนอกตลอดคือเรื่องบทนี่แหละครับ มันเป็นปัจจัยสำคัญ ของเมืองนอกพอบทดี โปรดักชั่นดีด้วย มันเลยส่งเสริมกัน

กรีน: เรารู้สึกว่าความต้องการของคนดูต่างประเทศ เขาเปิดใจให้กับเนื้อหาใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ไม่ได้หมายความว่าคนของเราไม่เปิดใจนะ เพียงแต่พอทางเลือกไม่ได้มีให้เขาเยอะ เขาก็เข้าใจไปเองว่าเป็นแบบนี้ ดังนั้นถ้าเป็นละครเวที เขาต้องการความกล้าหาญมากๆ ในการลองทำสิ่งที่มันแตกต่างออกไป

บีเอ็ม: เพราะเวลาเดียวกัน วันนึงรัชดาลัยยกน้ำตกขึ้นมาบนเวทีได้ เรื่องต่อไปถ้ารัชดาลัยไม่ยกน้ำตกขึ้นมา แต่ใช้เทคนิคแบบเรียบง่าย ซึ่งเข้ากับเรื่องมากกว่า คนดูอาจเข้ามาคอมเมนต์บอกว่า ฉากเรื่องนี้ให้ 7 เต็ม 10 เพราะไม่มีฉากยกขึ้นยกลง ฉากไม่หมุน เพราะเขารู้สึกว่าแพงกว่าฉากเข้าซ้ายขวา ซึ่งหนึ่งในจุดประสงค์ที่ทำคอนเทนต์ทั้งละครเมืองนอก ละครเล็ก ละครใหญ่ เพราะอยากให้เห็นว่าความหลากหลายของละครเวทีมันเยอะมาก มันสามารถเล่าได้แม้กระทั่งเก้าอี้ตัวเดียว ที่สร้างผลต่อความรู้สึกได้เท่ากับน้ำตกทั้งอัน ถ้าเราเปิดใจรับ

เต๋: มันเลยย้อนกลับมาสู่จุดที่เราตั้งใจคือ สื่อสารออกไปให้คนได้รู้ว่าละครเวทีมันหลากหลายรูปแบบ ถ้าไปดูละครเวทีเรื่องหนึ่งแล้วคุณไม่ชอบ ไม่ได้หมายความว่าไม่ชอบละครเวที แต่อาจจะไม่ชอบแค่เรื่องนั้นหรือเปล่า งั้นคุณลองดูเรื่องอื่นแบบอื่นไปเรื่อยๆ จนกว่าคุณจะเจอสไตล์ละครในแบบที่คุณชอบ

โรงละครไทย VS. โรงละครบรอดเวย์

เต๋: จากประสบการณ์รู้สึกว่าจริงๆ แล้ว ถ้าได้ไปโรงละครบรอดเวย์จริงๆ บรอดเวย์ไม่ได้โรงละครใหญ่ขนาดนั้น

บีเอ็ม: เปิดประตูเดินเข้ามามีบ็อกซ์ออฟฟิศความกว้างประมาณนี้ (วาดแขนเท่ากับขนาดห้อง) ถัดจากบ็อกซ์ออฟฟิศก็เข้าไปนั่งดูละครแล้ว ถ้าพูดจริงๆ คือโรงละครบ้านเราหรูกว่าโรงละครเมืองนอกอีก

กรีน: มันถึงทำให้คนคิดไงครับว่าคนดูละครเวทีคือคนรวย จริงนะเวลาพูดว่าไปไหน ไปดูละครเวที คนจะนึกภาพเลยว่าต้องใส่สูท สวมชุดราตรี ซึ่งจริงๆ ใส่กางเกงขาสั้นไปดูละครเวทีก็ได้ แต่สถานที่ต่างๆ มัน ว้าว...

เต๋ : ผมรู้สึกว่าจริงๆ แล้วสเกลของโรงละครมีผลมากๆ เลยครับ มันไม่ใช่ละครทุกเรื่องเหมาะจะเล่นในโรงละครที่ใหญ่ อย่างละครบางเรื่องที่พูดถึงเรื่องราวเล็กๆ แล้วเขาเอามาเล่นในโรงละครใหญ่ แล้วเรารู้สึกว่ามันจะดีกว่านี้มาก ถ้าไปเล่นในโรงที่เล็กกว่านี้

บีเอ็ม: บรอดเวย์มีโรงนึงที่ผมชอบมาก มันตั้งอยู่ติดข้างถนนเลยนะ เดินออกไปก็เรียกแท็กซี่กลับบ้านได้เลย แต่จากประตูหน้าเดินไป 10 ก้าวก็คือนั่งดูละครเวทีแล้ว ขณะที่บนเวทีก็มีฟังก์ชั่นเหมือนกับที่รัชดาลัยมีเลย แต่โรงละครเป็นแค่โรงละคร คนมาดูเพื่อมาดูละคร ผมรู้สึกว่าถ้าบ้านเรามีอย่างนั้นได้ก็อาจจะดี 

ปิ๊ก: แต่ตอนเรียนสถาปัตย์ มันก็ยังค่อนข้างเป็นระเบียบแบบแผนมาว่า โรงละครในสมัยเดิมเป็นยังไง มันก็จะเป็นโรงละครแบบขนาดใหญ่ ที่นั่งกว้าง อาจจะเพราะว่าในแต่ละสาขาวิชาชีพ มันไม่ได้เชื่อมโยงกัน โอเค สถาปนิกอาจจะไม่เคยรู้ว่า มันมีละครเล็กๆ ด้วยนะ จำนวนที่นั่งต้องเป็นยังไง เราก็เรียนการสร้างโรงละครใหญ่ๆ แค่นี้ ไม่ได้มีการทดลองว่า ถ้าสเกลขนาดนี้ เล่นกับละครเรื่องนี้จะเป็นยังไง

บีเอ็ม : ที่บรอดเวย์พอทำละครเสร็จ โปรดิวเซอร์ต้องมีช่วงช้อปปิ้งโรงละคร คือพอละครมันเริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้ว เขาก็ต้องมานั่งวิเคราะห์ว่า ละครเรื่องนี้เหมาะกับโรงละครไหน มีจุดที่โปรดิวเซอร์คนนึงจองโรงแรกไว้ ทั้งๆ ที่อยากได้อีกโรงนึง แต่โรงนั้นมีโปรดิวเซอร์ของละครอีกเรื่องนึงจองไปก่อนแล้ว ซึ่งเรื่องนั้นก็อยากได้โรงแรกที่โดนจองไว้เหมือนกัน สุดท้ายโปรดิวเซอร์ 2 คนก็แอบไปคุยกันหลังบ้านว่าแลกโรงกันไหม กลายเป็นว่าสองเรื่องนี้พอสลับโรงกันแล้วบัตรวิ่งได้ดีกว่า ประสบความสำเร็จ เพราะทุกอย่างมันเหมาะสมกับโรงที่เล่นมากกว่า ฉะนั้นจริงๆ แล้วเรื่องโรงละครมันก็น่าสนใจมาก

นักแสดงละครเวทีไทย VS. นักแสดงละครบรอดเวย์

บีเอ็ม: นักแสดงไทยเก่งๆ เยอะมาก แต่มันกลับมาถึงเรื่องแรกที่พูดคือเรื่องธุรกิจ ทำละครเวทีเรื่องนึงมันใช้เงินเยอะ พอจะแคสต์คนคนนึง โปรดิวเซอร์หรือคนทำละครก็มีความคิดอยู่ 2 อย่าง คือ เราจะแคสต์คนเก่งมาเล่น หรือจะแคสต์คนดังมาเล่น แล้วระหว่างทาง เราทำให้เขาเก่งที่สุดเท่าที่เขาจะเก่งได้ เพื่อให้ละครขายได้ เพราะฉะนั้นมันจะเหมือนชักเย่อกัน ผมเลยรู้สึกว่าจากที่เคยสัมผัสคนมา นักแสดงไทยเก่งๆ เยอะมาก เผลอๆ บางคนเก่งกว่านักแสดงเมืองนอกด้วยซ้ำไป

กรีน: ต่อยอดจากบีเอ็มนะครับ กรีนมองว่าเสน่ห์ของเราคือ เรามีดารากับนักแสดง คุณคิดว่าในชีวิตจริงคุณจะได้เข้าใกล้สินจัย (เปล่งพานิช) ที่สุดกี่เมตร คุณจะได้เห็นหนูนา (หนึ่งธิดา โสภณ) ในระยะประชิดจนได้เห็นน้ำตาของเธอ นี่แหละคือเสน่ห์แล้ว ไม่นับว่าคนคนนั้นจะเป็นดาราหรือนักแสดงครับ แต่สิ่งที่พวกเขาให้เราได้คือสิ่งที่เขาบอกอย่างนี้ครับ 'Acting is not pretending to be someone else, but finding someone else who lives in you.' มนุษย์ทุกคนมีทุกอารมณ์ความรู้สึกนั้นอยู่ในตัว เสน่ห์ของการนั่งดูละครเวทีคือ การได้เห็นนักแสดงขุดทุกอย่างที่อยู่ในตัวเขาออกมา แล้วส่งมาถึงคนดู

ปิ๊ก: อุตสาหกรรมบ้านเราไม่ได้โต ไม่สามารถมีอาชีพนักแสดงละครเวทีได้ เพราะฉะนั้นนักแสดงส่วนใหญ่ ตอนกลางวันอาจจะต้องรับจ๊อบอื่น มันไม่มีเวลาเต็มที่ในการฝึกฝนทักษะ ฉันจะไปซ้อมร้องเพลง ฉันจะไปฝึกเต้น คือสมมติฝรั่งใช้เวลา 20 ปีในการสั่งสมประสบการณ์ นักแสดงบ้านเราอาจจะต้องใช้ถึง 40 ปีก็ได้ เพราะมีเวลาแค่ครึ่งเดียวของเขา

บีเอ็ม : สมมติผมถามกลับว่า มีเรื่องนึงทำโปรดักชั่นละครเรื่องใหญ่มากๆ มาจากละครทีวีที่ดังมากๆ แต่เขาโฆษณาว่าคนที่เล่นเป็นนางเอกในเรื่องนี้โนเนม คือใครก็ไม่รู้ แต่ทุกคนในโปรดักชั่นออกมาบอกว่า เราเชื่อมั่นในนักแสดงคนนี้ ขอแนะนำคนนี้ คิดว่าคนจะตัดสินใจไปดูไหม ระหว่างเลือกนักแสดงที่เหมาะกับบทมาเล่น กับเลือกดาราที่พยายามพัฒนาการแสดงให้ถึงบทนั้นให้ขายได้อะไรแบบนี้

ราคาตั๋วละครไทย VS. ราคาตั๋วละครบรอดเวย์

บีเอ็ม: เวลาไปดูบรอดเวย์ บัตรราคาถูกสุดประมาณพันกว่าบาทเนอะ

เต๋: ผมว่ามันซับซ้อนกว่านั้น ราคาตั๋วอาจจะสูง แต่มีวิธีที่จะซื้อตั๋วให้เหมาะกับคนแต่ละกลุ่ม นักศึกษาจะมีตั๋วราคาเหมาะกับนักศึกษา มีวิธีต่อคิว มีเดย์ซีทต่างๆ ถ้าเราอยากจะดู เราจะสามารถเลือกดูได้

บีเอ็ม: สมมติว่าเรามีงบเท่านี้ มีกำลังจ่ายเท่านี้ เราจะซื้อตั๋วด้วยวิธีหนึ่ง แต่ถ้าเรามีกำลังจ่ายมากขึ้น เราจะมีวิธีอื่น แต่บ้านเรามีวิธีซื้อตั๋ววิธีเดียว ราคาถูกล็อกมาแล้ว อาจจะมีโปรโมชั่นนักเรียน นักศึกษา แต่จะต้องนั่งขอบๆ ฉะนั้นถ้าจะเปรียบเทียบราคาจริงๆ ราคาบ้านเรากับราคาของเขาก็ใกล้เคียงกัน แต่เขามีวิธีเข้าถึงบัตรที่เหมาะกับกำลังทรัพย์

เต๋: แต่ถ้าเกิดพูดในเชิงค่าครองชีพสำหรับคนไทยกับราคาตั๋วที่จะไปดูละครเวที ช่องว่างมันกว้างกว่าของต่างประเทศ เคยไปสัมภาษณ์พี่สังข์ (ธีรวัฒน์ อนุวัตรอุดม) พี่สังข์บอกว่าราคาตั๋วของต่างประเทศ ค่าข้าวมื้อนึงก็อาจจะดูได้แล้ว แต่ว่าของเราคิดเป็นค่าข้าวกี่วัน

บีเอ็ม: ราคาถูกสุด 500 บาท กินข้าวได้ประมาณ 10 มื้อ

เต๋: ใช่ แต่ก็ต้องเข้าใจด้วยว่ากว่าจะมาเป็นละครเรื่องนึง ต้องใช้ทุนสูงมาก นักแสดง ทีมงานเป็นร้อยคน

ปิ๊ก : แล้วถ้าดูราคา เทียบกับคอนเสิร์ต จริงๆ ถูกกว่าอีก

บีเอ็ม : เนี่ยดู Ed Sheeran บัตร 4,500 ดูละครเวทีไทยแพงสุด 2,400 บาทก็ดูได้แล้วอะไรอย่างนี้

ปิ๊ก : แต่ว่าคนยอมจ่ายไปดูคอนเสิร์ต เพราะเขาเป็นไอดอล คนรู้ว่ากว่าเขาจะมาถึงจุดนี้เขาลำบาก เขาต้องซ้อมร้อง ซ้อมเต้น มาขนาดไหน บางทีละครเวทีไม่ได้มีการโปรโมตมาก่อนหน้านั้นว่าข้างหลังเวทีมันมีอะไรมากมาย

เต๋ : เราถึงรู้สึกว่าการสื่อสารมันสำคัญ

    การนั่งล้อมวงคุยกันครั้งนี้ The Showhopper แสดงให้เห็นภาพของผู้คนที่กำลังเดินอยู่บนถนนต่างสาย พวกเขามีที่มา หน้าตา เสื้อผ้า บุคลิกท่าทาง ภาษา และเรื่องราวที่แตกต่างหลากหลาย หากแต่ทุกคนล้วนมุ่งไปในจุดหมายเดียวกันคือโรงละครเวที พวกเขาอาจจะเป็นคนเขียนเรื่อง นักแสดง เป็นคนออกแบบฉาก แต่งแต้มบรรยากาศด้วยแสง สี เสียง ช่างแต่งหน้า นักออกแบบเสื้อผ้า ฯลฯ โดยมีเราเป็นหนึ่งในคนดูที่กระโดดเข้าไปทำความรู้จักกับความเป็นมนุษย์ ผ่านมนุษย์ด้วยกัน

    และเรื่องราวที่เล่าอยู่ในโรงละครเหล่านี้ จะมีสิ่งใหม่ให้เราค้นพบและหลงใหลได้เสมอ

ดุสิตา อิ่มอารมณ์

นักเขียน ผู้ใช้พื้นที่ในเวลาว่างไปกับการอ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง ขี่จักรยาน อ่านการ์ตูน เล่นเลโก้ ฯลฯ โดยเชื่อเต็มหัวใจว่าเวลาที่หมดไปกับความรื่นเริงนี้สามารถเติมเต็มชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ