'เปิดใจรับสิ่งใหม่' แนวคิดจากแบรนด์เครื่องประดับเก่าแก่จากญี่ปุ่น

    ตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่แล้วจนถึงตอนนี้ หลายคนที่ได้ไปเยี่ยมชม happening shop สาขาช่างชุ่ย มาแล้ว คงได้เห็น Tsumami Kanzashi เซตผลงานการออกแบบเครื่องประดับทำมือโดยการจับจีบผ้ากิโมโน โดย เบล-กนกนุช ศิลปวิศวกุล นักออกแบบสาวจาก Practical Design Studio ไปบ้างแล้ว

    และถ้าใครที่อ่านบทความ Ring The Bell ที่อยู่ใน happening 'Go Inter' ประกอบไปด้วย ก็คงได้รับรู้ถึงความตั้งใจ รายละเอียด รวมถึงแรงบันดาลใจต่างๆ ที่ทำให้เกิดผลงานนี้ในโปรเจกต์ Asian Round Table ที่เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างดีไซเนอร์ไทยและแบรนด์เครื่องประดับเก่าแก่ในญี่ปุ่นอย่าง โอฮาริบาโกะ (Oharibako) ซึ่งเป็นแบรนด์ที่เน้นเรื่องเครื่องประดับที่ทำจากผ้า สำหรับเอาไว้ประดับยามที่แต่งชุดกิโมโน ซึ่งเป็นชุดประจำชาติของญี่ปุ่น

    ฮิเดมาสะ คิไต (Hidemasa Kitai) คือทายาทคนล่าสุดของแบรนด์เก่าแก่แบรนด์นี้ ทำไมเขาถึงตัดสินใจร่วมทำงานโปรเจกต์นี้ มุมมองการทำงานของช่างฝีมือที่ญี่ปุ่น วิธีการเอาตัวรอดของแบรนด์ที่มีอายุกว่า 70 ปี พวกเขาทำได้อย่างไร หลังจากที่ได้อ่านบทสัมภาษณ์จากเบลไปแล้ว เราลองมาอ่านแง่คิดมุมมองของคิไตกันบ้างดีกว่า

ฮิเดมาสะ คิไต, เบล-กนกนุช ศิลปวิศวกุล, คุณแม่ของคิไต

คุณมาร่วมงานกับโปรเจกต์ 'Asia Round Table' ได้อย่างไร?

    จากการแนะนำของคุณยาสุฮิโร โอคุดะ (Yasuhiro Okuda) แห่ง CCC (Culture Convenience Club) เขาอยากแนะนำศิลปินไทยให้ผมรู้จัก ซึ่งก็คือ เบล นั่นเอง พอเธอมาญี่ปุ่น ก็มาเยี่ยมชมสตูดิโอของเรา นั่งคุยกันเรื่องการสร้างสรรค์ผลงานชิ้นใหม่ที่เกิดจากเทคนิคการใช้ผ้ากิโมโนมาทำเครื่องประดับทรงผม หรือที่คนญี่ปุ่นเรียกกันว่า สึมามิ (Tsumami) ที่เป็นเอกลักษณ์ของญี่ปุ่น กับแนวคิดการออกแบบใหม่ ไม่นานเบลก็มานำเสนอผลงานที่เกิดจากแนวคิดดอกไม้ประจำประเทศในอาเซียน แล้วผมก็รู้โดยสัญชาตญาณเลยว่านี่จะเป็นงานแนวใหม่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน จึงทำให้ผมตัดสินใจเข้าร่วมโปรเจกต์นี้

เมื่อได้เห็นคอนเซปต์เครื่องประดับดอกไม้ประจำประเทศในอาเซียนที่กินได้แล้วคิดอย่างไรบ้าง?

    ผมเซอร์ไพรส์มากๆ กับดีไซน์ดั้งเดิมที่เบลคิดมา เพราะเธอใช้สึมามิในการเล่าเรื่องถึงธีม 'อาหาร' และ 'ดอกไม้ประจำชาติ' เพราะแท้จริงแล้วสึมามิเป็นเทคนิคที่ใช้ทำเครื่องประดับผมในงานพิธีต่างๆ จึงยากมากที่จะแยกมันออกมาจากเสื้อผ้าและวัฒนธรรมแฟชั่นของชาวญี่ปุ่น แต่ผมก็คิดว่าเทคนิคนี้สามารถผสมผสานกลมกลืนไปกับพรมแดนประเทศ กลายเป็นสัญลักษณ์ที่เชื่อมต่อประเทศในอาเซียนได้

เนื่องจากต้องติดต่อและปรึกษาพูดคุยเรื่องโปรเจกต์ผ่านทางโปรแกรมสไกป์ (Skype) มันยากง่ายอย่างไรบ้าง?

    มันยาก แต่ขณะเดียวกันมันก็ง่ายนะ อย่างแรกเลย ภาษาอังกฤษผมไม่ค่อยดี เลยเข้าใจแค่ครึ่งเดียว แต่ก็ได้ความช่วยเหลือจากคุณคาโยโก อิโซกายะ (Kayoko Isogaya) และคุณฮิโรอากิ โชโน (Hiroaki Shono) เบลเองก็สามารถสื่อสารสิ่งที่ต้องการได้อย่างเรียลไทม์ การทำงานก็เลยออกมาง่ายมากๆ

งานไหนที่คุณชอบที่สุด และชิ้นไหนที่ยากที่สุด?

    ผมชอบชิ้นสร้อยดอกกล้วยไม้ราตรีที่สุด ทีแรกเราตั้งใจที่จะใช้สึมามิเพื่อทำเครื่องประดับที่ไม่ต้องติดอยู่บนเสื้อผ้า ทว่ามีข้อจำกัดเรื่องการดีไซน์ เราจึงไม่สามารถสร้างงานเหล่านี้ออกมาได้ อย่างไรก็ตาม เบลได้ออกแบบสร้อยคอที่ง่ายแต่สวยงามให้เรา ซึ่งถือเป็นการสร้างจุดแข็งทางเทคนิคให้แก่ศิลปะสึมามิได้ทีเดียว

    ส่วนชิ้นที่ยากที่สุดคือ ดอกโบตั๋น เพราะมีกลีบเยอะ ดังนั้น แต่ละดอกจึงใช้เวลานานมาก รวมถึงการประกอบให้เป็นดอกที่สวย นอกจากนี้เราเองก็ติดขัดกับการคิดสไตล์ขึ้นใหม่ให้เหมาะสมกับราชาแห่งดอกไม้นี้ด้วย

เนื่องจากโอฮาริบาโกะเป็นแบรนด์เก่าแก่ ทำไมคุณถึงอยากลองทำอะไรใหม่ๆ?

    เป้าหมายของพวกเราคือ การอนุรักษ์ไว้ซึ่งศิลปะของสึมามิที่ค่อยๆ เลือนหายไปตั้งแต่อดีต แต่ขณะเดียวกัน ผมก็เชื่อว่าการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาก็เป็นอีกพาร์ตหนึ่งในภารกิจของเรา เนื่องจากสึมามิคือการรวบรวมงานที่ประณีตมากๆ และรูปแบบของมันก็มีไม่จำกัด ตราบใดที่คุณมีไอเดียหรือคอนเซปต์ คุณก็สร้างงานใหม่ๆ ได้ตลอด และผมก็เชื่ออีกว่าการอุดหนุนงานฝีมือเหล่านี้ก็เป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะทำให้วัฒนธรรมประเพณีของเราอยู่ได้

คุณรู้สึกอย่างไรบ้างกับการร่วมงานกับนักออกแบบต่างประเทศ?

    เบลให้ไอเดียในการทำงานแก่เราในแบบที่เราจะไม่สามารถคิดแบบนั้นได้แน่ๆ มากไปกว่านั้น เธอยังจับทางวิธีการจัดวางและแก่นสำคัญของสึมามิได้ในระยะเวลาอันสั้นที่เธอได้มาอยู่ในสตูดิโอของพวกเรา และเบลก็สามารถประยุกต์และสร้างแนวคิดเหล่านี้ได้ในงานชิ้นแรกของเธอเลยด้วย นั่นเป็นสิ่งที่ผมนับถือเธออย่างที่สุด พวกเราคงไม่สามารถทำลายเปลือกของเราเองได้ ทว่าเธอกลับเข้ามาทำสิ่งนั้นเพื่อเรา ผมรู้สึกขอบคุณมากจริงๆ


งานเซต Tsumami Kanzashi นี้ยังจัดแสดงและเปิดโอกาสให้ทุกคนไปชมและจับจองเป็นเจ้าของได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันอังคารที่ 30 มกราคม 2561 เท่านั้น

เดือนเพ็ญ จุ้ยประชา

นักเขียนและกองบรรณาธิการที่พบเจอตัวได้ตามหอศิลป์และร้านหนังสือ ชอบกินแซลมอนและชาบู อยากแก่ไปเป็นคุณป้าใจดีและมีฝูงแมวห้อมล้อม

วรรณวนัช บูรพาเดชะ

ที่ปรึกษาทีม happening shop, เจ้าของเพจเฟซบุ๊กและหนังสือ 'ญี่ปุ่นอุ่นอุ่น', นักเขียน ช่างภาพโฟโต้บุ๊ก 'Nagasaki Light' และไกด์บุ๊ก 'Kagawa Memories' นอกจากภาพถ่ายและงานเขียน สิ่งที่เธอสนใจเป็นพิเศษคือการนั่งสมาธิและการโปรยมุขไม่ขำ