ส่วนผสมของความคิดสร้างสรรค์ ประสบการณ์ และเทคโนโลยี ของ จูน เซคิโน

    หากกวาดสายตาหลังจากเดินเข้าไปในออฟฟิศเพียงไม่กี่ก้าว เราจะสามารถเห็นจูน เซคิโนนั่งอยู่ในห้องทำงานของเขาผ่านกระจกใสที่ล้อมรอบอยู่ 3 ด้าน แล้วอดไม่ได้ที่จะละลาบละล้วงมองทะลุเข้าไปถึงแบบแปลนต่างๆ ที่ติดอยู่บนผนังด้านหลังเลยทีเดียว แต่เมื่อเขาเปิดห้องต้อนรับให้เราเข้าไปนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม แล้วเริ่มการพูดคุยสนทนาอย่างเป็นกันเอง ผลงานโมเดลจำนวนมากที่เรียงกันอยู่มุมหนึ่ง งานที่กองบนโต๊ะ และแบบที่ติดอยู่เต็มฝาผนังจะค่อยๆ พร่าเลือนไป เพราะเรื่องราวที่เขากำลังเล่านั้นดึงความสนใจให้หันกลับมาโฟกัสอยู่ที่เขา

    จูน เซคิโน ก่อตั้ง บริษัท จูน เซคิโน อาร์คิเทคต์ แอนด์ ดีไซน์ จำกัด ขึ้นเมื่อปี 2553 ก่อนที่ผลงานจากสตูดิโอออกแบบของเขาจะปรากฏเป็นรูปเป็นร่างและได้รับการกล่าวถึงมากมาย ด้วยความโดดเด่นด้านการออกแบบที่พักอาศัย เช่น Nature House หรือ Brick House ที่คว้ารางวัล IDA Design Awards 2018, Bronze สำหรับงานออกแบบประเภทสถาปัตยกรรม เป็นต้น จากนั้นเขากับหุ้นส่วนจึงก่อตั้งบริษัท จูน เซคิโน อินทีเรีย ดีไซน์ จำกัด ในปี 2560 ล่าสุดปี 2563 นี้เขาเริ่มทำแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ SAAN THORR ที่นำวัสดุท้องถิ่นจากชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศมาพัฒนาต่อยอดเป็นสินค้าดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์คุณภาพเยี่ยม ซึ่งถือเป็นความท้าทายใหม่ที่เพิ่มเข้ามาในชีวิตช่วงนี้

ผลงานการออกแบบของ จูน เซคิโน อาร์คิเทคต์ แอนด์ ดีไซน์ ที่วางอยู่ในห้องทำงานของเขา

ผลงานออกแบบจากแบรนด์ SAAN THORR ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา

    ตอนที่กำลังพูดคุยกันเขาเอ่ยว่าช่วงนี้เป็นเวลาที่ดีมาก เพราะเป็นช่วงที่กำลังเจอกับโจทย์ที่ยากขึ้น เพราะแม้ว่าเขาจะมีประสบการณ์ทำงานถึง 20 ปี และเปิดบริษัทของตัวเองมาเป็นระยะเวลา 10 ปีแล้ว แต่ท่ามกลางความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและข้อมูลมากมายมหาศาลในอินเทอร์เน็ตที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ทำให้เกิดการเปรียบเทียบตลอดเวลาได้เช่นกัน เขาจึงมักจะกลับมาทบทวนถึงการทำงานที่ผ่านมาอยู่บ่อยครั้ง เพื่อตรวจสอบตัวเองสำหรับการก้าวข้ามไปสู่การทำงานที่ดีขึ้นไปกว่าเดิมอีกขั้น

    แต่ก่อนจะถึงจุดนั้น เราขอให้เขามองย้อนกลับไปทบทวนว่า ประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมานั้นสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรต่อทัศนคติด้านการออกแบบของเขาบ้าง

ความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบ เพื่อตอบโจทย์ที่แตกต่าง

    จูนเล่าถึงประสบการณ์สมัยเรียนอยู่ที่คณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยรังสิตว่า สิ่งที่น่าสนใจในการเรียนออกแบบคือประสบการณ์ที่ได้รับ ซึ่งหาไม่ได้จากในตำรา และการทำงานส่งอาจารย์ทำให้เขาเรียนรู้ว่าจุดเริ่มต้นสำคัญคือ การวิเคราะห์และตั้งสมมุติฐานเพื่อหาจุดที่เหมาะสมสำหรับการทำงานแต่ละชิ้นนั่นเอง

    เมื่อก้าวเข้ามาทำงานในบริษัทสถาปนิกหลังจากเรียนจบใหม่ๆ ความหมายของการออกแบบก็เปลี่ยนแปลงไปอีกครั้ง "ผมคิดว่ามันเป็นช่วงที่ดีมากคือทำให้เรารู้ว่าจริงๆ แล้วสิ่งที่เราคิดกับตัวเองสมัยเรียนที่ทำงานเพื่อให้ได้เออย่างเดียว พอออกมาทำงานจริงๆ แล้ว สิ่งที่นายทำมันไม่เกี่ยวอะไรกับนายเลย งานเป็นของคนอื่นหมดเลย บ้านคนอื่น ตึกคนอื่น เราเป็นแค่คนนำสาร เราเคยคิดว่ามันเป็นของเรา มันไม่ใช่ บางทีเราใส่ความชอบของเราไป แต่เจ้าของเขาอาจจะไม่ชอบก็ได้"

    ในระบบการทำงานสถาปัตยกรรมมีองค์ประกอบและผู้คนที่เกี่ยวข้องเยอะมาก การทำงานตลอด 8 ปีที่จูนทำงานทั้งในสตูดิโอสถาปนิกและอินทีเรีย เขาทำทุกอย่างเพื่อเรียนรู้งานทั้งระบบ ซึ่งการค่อยๆ เติบโตขึ้นจากจูเนียร์ขึ้นมาเป็นซีเนียร์ ออกไปหน้างาน พบปะลูกค้า คุยกับวิศวกร ผู้รับเหมา เจ้าของโครงการ ฯลฯ ทำให้เขารู้ว่าสถาปนิกต้องแบกรับความรับผิดชอบเยอะมาก แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่เขาชอบที่สุดเช่นกัน เพราะเขาได้รับความรู้มากมายจากรุ่นพี่ และเก็บรายละเอียดเหล่านั้นมาเป็นบทเรียนในการป้องกันปัญหา รวมถึงเป็นพื้นฐานการทำงานที่เก็บสะสมมาจนถึงทุกวันนี้

    "ผมว่าอาชีพสถาปนิกเป็นอาชีพที่ดี มันเป็นอาชีพที่เกี่ยวกับมนุษย์ พอออกแบบให้คนอยู่มันเป็นเรื่องของคนหมดเลย ผมจะใช้วิธีการเดินตามรอยรุ่นพี่ รุ่นพี่เขาจะระวังดีเทลเรื่องนี้ ระวังเรื่องรั่ว ระวังร้อน เราก็จำสิ่งเหล่านั้นมาเป็นพื้นฐานไม่ให้เป็นปัญหา แต่เราต้องใส่ครีเอทีฟเข้าไป ไม่อย่างนั้นมันจะไม่เกิดอะไรใหม่ พวกนี้เป็นดีเทลที่เราทำงานอยู่ในสตูดิโอทุกวัน ผมชอบช่วงนั้นที่สุด ดีไซน์เราทำงานกับพี่หลายคน ทำกับมาสเตอร์เมืองไทยหลายคน ซึ่งเขามีความคิดของเขา แต่เราอยากรู้ว่าเขาทำงานยังไง การทำงานออฟฟิศเราไม่ต้องชอบหมดหรอก เพราะถ้าเลือกแต่ที่ชอบเราคงไม่ได้ทำอะไร ผมก็ค่อยๆ เก็บเล็กผสมน้อยมา"

เส้นทางการทำงานที่เกิดจากการเก็บสะสมประสบการณ์

    ที่ผ่านมาเขารู้สึกว่าแค่ตื่นมาได้ทำงานออกแบบก็ถือว่าดีแล้วและไม่ได้คาดหวังกับอะไร ส่วนหนึ่งเพราะตัวเองเป็นคนเจนเอ็กซ์ที่รู้สึกว่ามีงานทำอยู่ก็ดีแล้ว และเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่นซึ่งพ่อของเขาที่เป็นคนญี่ปุ่นปลูกฝังเรื่องการทำงานแบบภักดีในองค์กร เมื่อถึงจุดหนึ่งที่เริ่มมีงานส่วนตัวเข้ามาให้ทำ เขาจึงเลือกออกจากงานประจำมาทำงานอิสระเป็นครั้งแรก
ซึ่งการเป็นฟรีแลนซ์ 2 ปีสอนเรื่องความรับผิดชอบและทำให้เขามีวุฒิภาวะมากขึ้นด้วย

    "เมื่อก่อนถ้าไม่ถูกใจเราอาจจะเดินหนี แต่พอมาทำเองมันหนีไม่ได้ มีแต่เรา บางทีไปหน้างานเรารู้ว่าไปโดนด่า แต่เราก็ต้องไป ผมรู้สึกว่านี่แหละคือสิ่งที่เจ๋งมาก ทำให้รู้ว่านี่คือความรับผิดชอบที่ไม่ว่าจะอะไรจะเกิดขึ้นเราต้องยืนอยู่ตรงนั้น จนเริ่มมีงานเยอะขึ้นเรื่อยๆ ทำงานแรกเสร็จ ผมจึงเริ่มทำออฟฟิศจาก 2 คนเราค่อยๆ โตมาจนตอนนี้มี 20 คนแล้ว"

    ช่วงเวลานั้นทำให้เขารู้ว่าสถาปนิกเป็นอาชีพที่เหมือนการวิ่งมาราธอน เพราะจะต้องลงมือปฏิบัติจริงและสะสมประสบการณ์ ซึ่งแม้จะมีความรู้จากซีเนียร์ที่ถ่ายทอดไว้ให้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีทางลัดในการเป็นสถาปนิก การเป็นฟรีแลนซ์ที่ทำงานคนเดียวทำให้เขารู้ว่าแต่ละขั้นตอนใช้เวลาในการทำเท่าไร และการทำงานในระบบสตูดิโอมาก่อนทำให้เขาเรียนรู้เรื่องการบริหารจัดการ จึงประกอบกันเป็นพื้นฐานที่ดีที่เขานำมาก่อตั้งบริษัทในที่สุด

    "ผมเพิ่งอ่านหนังสือการ์ตูนลูกเมื่อไม่นานมานี้แล้วผมชอบคำนึงมากเลย ของบางอย่างมันเร่งไม่ได้ครับ รู้ไหมว่ากว่าจะได้แอปเปิ้ล 1 ลูก เราต้องปลูกต้นแอปเปิ้ล 7 ปีนะถึงจะได้กินแอปเปิ้ลลูกแรก ไม่ว่าคุณจะรวยแค่ไหน มีเทคโนโลยีทันสมัยอะไรในโลก คุณไม่สามารถปลูกแอปเปิ้ลให้สามารถเก็บลูกมากินได้ภายใน 1 ปี ถ้าคุณปลูกแอปเปิ้ลแล้วคุณต้องยอมรับว่าอีก 7 ปีคุณถึงจะได้กิน คุณต้องฟูมฟักมัน ผมว่านี่เหมือนอาชีพสถาปนิกเลย"

สัดส่วนของตัวตนที่ลดลง เพิ่มคุณภาพในการทำงานร่วมกับผู้อื่นมากขึ้น

    หลังจากเปิดบริษัทตัวเองเขาจึงเข้าใจว่านอกจากการออกแบบจะทำเพื่อตอบโจทย์ที่แตกต่างกันไปในแต่ละโปรเจกต์แล้ว ยังนับเป็นการบริหารความคาดหวังของลูกค้าอีกด้วย "ผมว่าการเป็นสถาปนิกหรือดีไซเนอร์ พอทำออฟฟิศตัวเองมันคือการบริหารความคาดหวังของลูกค้า ที่เขาเดินมาหาเราเพราะเขาต้องการอะไรนะครับ แล้วก็มันเป็นอาชีพที่แปลกประหลาดมาก เพราะคุณซื้อของโดยที่ไม่เห็นของ มันซื้อความคาดหวัง มันซื้อสิ่งที่จะเกิดในอนาคต แล้วเราคนเดียวที่จะรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น"

    แต่นอกเหนือจากความคาดหวังของลูกค้าแล้ว ยังมีเรื่องความสมดุลซึ่งเขาพยายามหาจุดร่วมที่ทำให้ความต้องการของลูกค้า ตัวเขาเอง และทีมงานลงตัว เพื่อสร้างสรรค์ให้ผลงานมีความเป็นลูกค้าและจูน เซคิโน อาร์คิเทคต์ แอนด์ ดีไซน์อยู่ในนั้น โดยปรับสัดส่วนความเป็นตัวตนลงเพื่อให้มีที่สำหรับตัวตนของคนรุ่นใหม่อยู่ในงาน พร้อมๆ กับการบริหารคนตามความสามารถที่เหมาะสมด้วย

    "การทำงานช่วงเปิดออฟฟิศผมต้องปรับตัว เพราะอย่าลืมว่าเมื่อก่อนเราเขียนทุกเส้นด้วยตัวเอง พอวันนึงมีรุ่นน้องที่เด็กกว่าเราสิบกว่าปีมาทำงานด้วย จะให้เขาคิดเหมือนเราไม่มีทางเลยครับ มันต้องมีการสื่อสารกับเขาว่าคิดยังไง ความเป็นเราอาจจะเหลือสัก 40% เป็นของเขา 30% ที่เหลือเป็นเรื่องของลูกค้า ทำยังไงให้เขารู้สึกว่ามีเขาอยู่ในงานด้วย ไม่งั้นเขาจะทำงานอยู่กับเราได้ไม่นานหรอก ผมว่าอันนี้คือบาลานซ์ที่อยู่ในทีมนะครับ"

    จูนทบทวนเรื่องอีโก้ที่ลดลงไปเมื่อทำออฟฟิศของตัวเอง แล้วก็พูดถึงมันว่า "ผมว่าสถาปนิกทุกคนมีอีโก้แหละ ผมว่าอีโก้มีได้สำหรับความชัดเจนในงานว่าเราทำอย่างนี้เพราะอะไร ช่วงแรกเราอาจจะต้องการการยอมรับอย่างมาก เราอยากมีตัวตน อยากได้รางวัล อยากให้คนยอมรับ แต่วันนึงพอเราได้รางวัลบ้าง เริ่มมีชื่อเสียงบ้าง ก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตเราดี ผมพูดเพราะผมเปิดออฟฟิศมา 10 ปี พอดีช่วงนี้ผมเริ่มปรับบางจุดในการทำงาน แล้วทบทวนว่าความสุขเรา ความสุขลูกน้อง ความสุขลูกค้าคืออะไร" นั่นทำให้เขาลดความเป็นตัวตนลง ให้ความรู้ ให้เกียรติ และให้ความสำคัญกับผู้ร่วมงานเพิ่มขึ้น ด้วยความหวังว่าบริษัทจะสามารถสร้างสถาปนิกที่ดีขึ้นมาได้

ประสบการณ์และเทคโนโลยี ส่วนผสมดีๆ สำหรับการสร้างสรรค์งานออกแบบ

    การปรับวิธีคิดและวิธีการทำงานให้มีความสมดุลของจูนปรากฏออกมาเป็นส่วนผสมของความคิดสร้างสรรค์ในผลงานที่ลงตัว เขาบอกว่าพออายุมากขึ้นตัวเขาจะมีความช้าลง แต่ขณะเดียวกันจะมีความแม่นยำในเรื่องของการทำโปรเจกต์ ที่ประสบการณ์ทำให้เขาเห็นภาพใหญ่ที่คมชัดขึ้น ส่วนเรื่องความรวดเร็ว ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี และรายละเอียดเขายกให้คนรุ่นใหม่จริงๆ

    "เราใช้ส่วนผสมของความไวของเด็กที่ใช้เทคโนโลยีเก่งกว่าเรากับประสบการณ์มารวมกัน ผมชอบความแตกต่างนะ มันทำให้เรามีการแลกเปลี่ยน มันทำให้เราเห็นชุดข้อมูลที่เราไม่เคยรู้หรือเราไม่อยากรู้มาก่อน คนละเจนแต่ผมรู้สึกว่าเราทำงานด้วยกันได้ นี่แหละเป็นตัวเชื่อมให้เราไปข้างหน้า เราต้องโน้มตัวลงมาทำงานกับคนที่เด็กกว่าเราขึ้นทุกวันให้ได้ พอผมอายุ 50 เด็กรุ่นใหม่จะอายุห่างกับผม 30 ปีอย่างนี้ เราต้องอยู่กับเขาให้ได้ ไม่อย่างนั้นเราก็จะเป็นคนแก่ที่เอาแต่ด่าเด็กแล้วไม่มีใครอยากคุยกับเรา" การผสมผสานความเก่ากับความใหม่ ประสบการณ์ และเทคโนโลยีนี้เอง ที่พัฒนาการทำงานของพวกเขาให้ก้าวไปข้างหน้าอีกขั้นและทันยุคทันสมัยได้

    สำหรับเทคโนโลยีจากเครื่องพิมพ์ Epson SureColor T-Series ซึ่งออกแบบมาให้เหมาะกับงานออกแบบสถาปัตย์และการออกแบบตกแต่งภายใน เป็นเครื่องมือที่ช่วยตอบสนองความต้องการของนักออกแบบอย่างเขาได้เป็นอย่างดี ด้วยการทำงานที่เหมาะสำหรับการพิมพ์เขียว แบบแปลน งานเขียนแบบ ลายเส้นกราฟิก ที่ช่วยให้การสื่อสารงานระหว่างสถาปนิกและนักออกแบบกับลูกค้าที่ต้องการความชัดเจนไม่ติดขัด แล้วยังช่วยประหยัดเวลาการทำงานโดยรักษารายละเอียดไว้ได้อย่างครบถ้วน

    เมื่อพูดถึงส่วนผสมของการทำงานแบบเก่ากับแบบใหม่แล้ว เขาก็เปรียบเทียบให้ฟังง่ายๆ ว่าเทคโนโลยีช่วยให้ทำงานได้รวดเร็วและแม่นยำแค่ไหน "อย่างเวลาทำงานนะครับ ผมไม่มีทางจะมีรูปอย่างนี้ภายในไม่กี่นาทีได้เลยตอนผมเรียน คุณต้องไปถ่ายรูป ล้างอัดก่อน แล้วตัดมาแปะให้ดู แต่นี่ผมเซฟจากโทรศัพท์มือถือ ส่งไลน์ให้เลขา ปรับโทน ปริ้นต์ออกมาให้ลูกค้าดู ชีวิตโคตรดีเลยฮะ จากเมื่อก่อนที่จะต้องใช้เวลา 1 อาทิตย์ ตอนนี้สามารถทำได้ภายในไม่กี่นาที เรามีเวลาทำอย่างอื่น ผมยังงงว่าสมัยก่อนเราทำงานกันยังไง ไม่มีอินเทอร์เน็ตเราก็ทำกันได้เนอะ แต่เทคโนโลยีแบบนี้ช่วยได้ฮะ มันมีข้อดีที่ทำให้การสื่อสารหรือการทำความเข้าใจของคนชัดเจนขึ้น เพราะยังไงก็ต้องใช้ดวงตาทั้งสองข้างมองเพื่อให้เห็นแล้วเข้าใจฮะ ผมว่าเราต้องมีตัวกลางในการสื่อสารไม่ว่าจะเป็นโมเดลหรือแบบก็ตาม ทุกอย่างคือเครื่องมือที่สำคัญ เราจะมองว่ามันเป็นแค่แบบ แต่นี่แหละคือเครื่องมือการสื่อสารที่ทำให้อีกฝ่ายเข้าใจเรา"

    นอกจากเครื่องพิมพ์จะสามารถสั่งพิมพ์เป็นขนาดต่างๆ ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ได้คุณภาพคมชัดและให้สีสันเหมือนต้นฉบับแล้ว สแกนเนอร์ในตัวยังมีฟังก์ชั่นช่วยลบเงาที่เกิดจากรอยยับ หรือสแกนงานพิมพ์เขียวกลับด้านที่เพิ่มความสะดวกสบายให้กับคนทำงานออกแบบอย่างมาก

    "สมัยก่อนเขียนแบบผมต้องขูดด้วยมือเนอะ พอเรามีเครื่องพิมพ์เราจะอีดิทกี่ชุดก็ได้ แล้วมันแม่นยำมาก เราต้องการสัดส่วน 1:100 ขนาด A2 มาเป๊ะเลย เมื่อก่อนต้องมานั่งเขียนทีละแผ่น อีดิท ต้องมานั่งพิมพ์เขียวส่งเอ็นจิเนียร์ กว่าจะถึงหน้างานอาทิตย์นึง อันนี้ผมปริ้นต์มา ส่งไฟล์ pdf ได้ด้วยนะ 2 นาทีจบ หน้างานทำงานต่อได้ ทำให้เราสามารถทำ 10 งานในเวลาเดียวกันได้ สมัยก่อนคงทำได้ทีละ 2 งาน ปริมาณเพิ่มขึ้นแน่นอน แต่คุณภาพอยู่ที่เรา"

    เมื่อเทคโนโลยีช่วยให้นักออกแบบก้าวข้ามขีดจำกัดเรื่องเวลาและความชัดเจนด้านการสื่อสารได้แล้ว พวกเขาจึงสามารถนำเวลาไปสร้างสรรค์การทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย

ดุสิตา อิ่มอารมณ์

นักเขียน ผู้ใช้พื้นที่ในเวลาว่างไปกับการอ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง ขี่จักรยาน อ่านการ์ตูน เล่นเลโก้ ฯลฯ โดยเชื่อเต็มหัวใจว่าเวลาที่หมดไปกับความรื่นเริงนี้สามารถเติมเต็มชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จรูญรัฐ วิธูสุวรรณ

อดีตช่างภาพนิตยสาร มาเปิดบริษัทของตัวเองได้สักพัก ยังสนุกกับงานถ่ายภาพอยู่เสมอ โดยเฉพาะการถ่ายภาพผู้คน ตอนว่างจะชอบหนีไปเที่ยวตามที่ต่างๆ แก้เบื่อด้วยการถ่ายสถานที่และสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจ