.jpg)
ผลงานการออกแบบของ จูน เซคิโน อาร์คิเทคต์ แอนด์ ดีไซน์ ที่วางอยู่ในห้องทำงานของเขา

ผลงานออกแบบจากแบรนด์ SAAN THORR ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา
แต่ก่อนจะถึงจุดนั้น เราขอให้เขามองย้อนกลับไปทบทวนว่า ประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมานั้นสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรต่อทัศนคติด้านการออกแบบของเขาบ้าง
จูนเล่าถึงประสบการณ์สมัยเรียนอยู่ที่คณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยรังสิตว่า สิ่งที่น่าสนใจในการเรียนออกแบบคือประสบการณ์ที่ได้รับ ซึ่งหาไม่ได้จากในตำรา และการทำงานส่งอาจารย์ทำให้เขาเรียนรู้ว่าจุดเริ่มต้นสำคัญคือ การวิเคราะห์และตั้งสมมุติฐานเพื่อหาจุดที่เหมาะสมสำหรับการทำงานแต่ละชิ้นนั่นเอง
.jpg)
ในระบบการทำงานสถาปัตยกรรมมีองค์ประกอบและผู้คนที่เกี่ยวข้องเยอะมาก การทำงานตลอด 8 ปีที่จูนทำงานทั้งในสตูดิโอสถาปนิกและอินทีเรีย เขาทำทุกอย่างเพื่อเรียนรู้งานทั้งระบบ ซึ่งการค่อยๆ เติบโตขึ้นจากจูเนียร์ขึ้นมาเป็นซีเนียร์ ออกไปหน้างาน พบปะลูกค้า คุยกับวิศวกร ผู้รับเหมา เจ้าของโครงการ ฯลฯ ทำให้เขารู้ว่าสถาปนิกต้องแบกรับความรับผิดชอบเยอะมาก แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่เขาชอบที่สุดเช่นกัน เพราะเขาได้รับความรู้มากมายจากรุ่นพี่ และเก็บรายละเอียดเหล่านั้นมาเป็นบทเรียนในการป้องกันปัญหา รวมถึงเป็นพื้นฐานการทำงานที่เก็บสะสมมาจนถึงทุกวันนี้
"ผมว่าอาชีพสถาปนิกเป็นอาชีพที่ดี มันเป็นอาชีพที่เกี่ยวกับมนุษย์ พอออกแบบให้คนอยู่มันเป็นเรื่องของคนหมดเลย ผมจะใช้วิธีการเดินตามรอยรุ่นพี่ รุ่นพี่เขาจะระวังดีเทลเรื่องนี้ ระวังเรื่องรั่ว ระวังร้อน เราก็จำสิ่งเหล่านั้นมาเป็นพื้นฐานไม่ให้เป็นปัญหา แต่เราต้องใส่ครีเอทีฟเข้าไป ไม่อย่างนั้นมันจะไม่เกิดอะไรใหม่ พวกนี้เป็นดีเทลที่เราทำงานอยู่ในสตูดิโอทุกวัน ผมชอบช่วงนั้นที่สุด ดีไซน์เราทำงานกับพี่หลายคน ทำกับมาสเตอร์เมืองไทยหลายคน ซึ่งเขามีความคิดของเขา แต่เราอยากรู้ว่าเขาทำงานยังไง การทำงานออฟฟิศเราไม่ต้องชอบหมดหรอก เพราะถ้าเลือกแต่ที่ชอบเราคงไม่ได้ทำอะไร ผมก็ค่อยๆ เก็บเล็กผสมน้อยมา"
.jpg)
ที่ผ่านมาเขารู้สึกว่าแค่ตื่นมาได้ทำงานออกแบบก็ถือว่าดีแล้วและไม่ได้คาดหวังกับอะไร ส่วนหนึ่งเพราะตัวเองเป็นคนเจนเอ็กซ์ที่รู้สึกว่ามีงานทำอยู่ก็ดีแล้ว และเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่นซึ่งพ่อของเขาที่เป็นคนญี่ปุ่นปลูกฝังเรื่องการทำงานแบบภักดีในองค์กร เมื่อถึงจุดหนึ่งที่เริ่มมีงานส่วนตัวเข้ามาให้ทำ เขาจึงเลือกออกจากงานประจำมาทำงานอิสระเป็นครั้งแรก
ซึ่งการเป็นฟรีแลนซ์ 2 ปีสอนเรื่องความรับผิดชอบและทำให้เขามีวุฒิภาวะมากขึ้นด้วย
"เมื่อก่อนถ้าไม่ถูกใจเราอาจจะเดินหนี แต่พอมาทำเองมันหนีไม่ได้ มีแต่เรา บางทีไปหน้างานเรารู้ว่าไปโดนด่า แต่เราก็ต้องไป ผมรู้สึกว่านี่แหละคือสิ่งที่เจ๋งมาก ทำให้รู้ว่านี่คือความรับผิดชอบที่ไม่ว่าจะอะไรจะเกิดขึ้นเราต้องยืนอยู่ตรงนั้น จนเริ่มมีงานเยอะขึ้นเรื่อยๆ ทำงานแรกเสร็จ ผมจึงเริ่มทำออฟฟิศจาก 2 คนเราค่อยๆ โตมาจนตอนนี้มี 20 คนแล้ว"
ช่วงเวลานั้นทำให้เขารู้ว่าสถาปนิกเป็นอาชีพที่เหมือนการวิ่งมาราธอน เพราะจะต้องลงมือปฏิบัติจริงและสะสมประสบการณ์ ซึ่งแม้จะมีความรู้จากซีเนียร์ที่ถ่ายทอดไว้ให้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีทางลัดในการเป็นสถาปนิก การเป็นฟรีแลนซ์ที่ทำงานคนเดียวทำให้เขารู้ว่าแต่ละขั้นตอนใช้เวลาในการทำเท่าไร และการทำงานในระบบสตูดิโอมาก่อนทำให้เขาเรียนรู้เรื่องการบริหารจัดการ จึงประกอบกันเป็นพื้นฐานที่ดีที่เขานำมาก่อตั้งบริษัทในที่สุด
"ผมเพิ่งอ่านหนังสือการ์ตูนลูกเมื่อไม่นานมานี้แล้วผมชอบคำนึงมากเลย ของบางอย่างมันเร่งไม่ได้ครับ รู้ไหมว่ากว่าจะได้แอปเปิ้ล 1 ลูก เราต้องปลูกต้นแอปเปิ้ล 7 ปีนะถึงจะได้กินแอปเปิ้ลลูกแรก ไม่ว่าคุณจะรวยแค่ไหน มีเทคโนโลยีทันสมัยอะไรในโลก คุณไม่สามารถปลูกแอปเปิ้ลให้สามารถเก็บลูกมากินได้ภายใน 1 ปี ถ้าคุณปลูกแอปเปิ้ลแล้วคุณต้องยอมรับว่าอีก 7 ปีคุณถึงจะได้กิน คุณต้องฟูมฟักมัน ผมว่านี่เหมือนอาชีพสถาปนิกเลย"
.jpg)
หลังจากเปิดบริษัทตัวเองเขาจึงเข้าใจว่านอกจากการออกแบบจะทำเพื่อตอบโจทย์ที่แตกต่างกันไปในแต่ละโปรเจกต์แล้ว ยังนับเป็นการบริหารความคาดหวังของลูกค้าอีกด้วย "ผมว่าการเป็นสถาปนิกหรือดีไซเนอร์ พอทำออฟฟิศตัวเองมันคือการบริหารความคาดหวังของลูกค้า ที่เขาเดินมาหาเราเพราะเขาต้องการอะไรนะครับ แล้วก็มันเป็นอาชีพที่แปลกประหลาดมาก เพราะคุณซื้อของโดยที่ไม่เห็นของ มันซื้อความคาดหวัง มันซื้อสิ่งที่จะเกิดในอนาคต แล้วเราคนเดียวที่จะรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น"
แต่นอกเหนือจากความคาดหวังของลูกค้าแล้ว ยังมีเรื่องความสมดุลซึ่งเขาพยายามหาจุดร่วมที่ทำให้ความต้องการของลูกค้า ตัวเขาเอง และทีมงานลงตัว เพื่อสร้างสรรค์ให้ผลงานมีความเป็นลูกค้าและจูน เซคิโน อาร์คิเทคต์ แอนด์ ดีไซน์อยู่ในนั้น โดยปรับสัดส่วนความเป็นตัวตนลงเพื่อให้มีที่สำหรับตัวตนของคนรุ่นใหม่อยู่ในงาน พร้อมๆ กับการบริหารคนตามความสามารถที่เหมาะสมด้วย
"การทำงานช่วงเปิดออฟฟิศผมต้องปรับตัว เพราะอย่าลืมว่าเมื่อก่อนเราเขียนทุกเส้นด้วยตัวเอง พอวันนึงมีรุ่นน้องที่เด็กกว่าเราสิบกว่าปีมาทำงานด้วย จะให้เขาคิดเหมือนเราไม่มีทางเลยครับ มันต้องมีการสื่อสารกับเขาว่าคิดยังไง ความเป็นเราอาจจะเหลือสัก 40% เป็นของเขา 30% ที่เหลือเป็นเรื่องของลูกค้า ทำยังไงให้เขารู้สึกว่ามีเขาอยู่ในงานด้วย ไม่งั้นเขาจะทำงานอยู่กับเราได้ไม่นานหรอก ผมว่าอันนี้คือบาลานซ์ที่อยู่ในทีมนะครับ"
.jpg)
.jpg)
การปรับวิธีคิดและวิธีการทำงานให้มีความสมดุลของจูนปรากฏออกมาเป็นส่วนผสมของความคิดสร้างสรรค์ในผลงานที่ลงตัว เขาบอกว่าพออายุมากขึ้นตัวเขาจะมีความช้าลง แต่ขณะเดียวกันจะมีความแม่นยำในเรื่องของการทำโปรเจกต์ ที่ประสบการณ์ทำให้เขาเห็นภาพใหญ่ที่คมชัดขึ้น ส่วนเรื่องความรวดเร็ว ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี และรายละเอียดเขายกให้คนรุ่นใหม่จริงๆ
"เราใช้ส่วนผสมของความไวของเด็กที่ใช้เทคโนโลยีเก่งกว่าเรากับประสบการณ์มารวมกัน ผมชอบความแตกต่างนะ มันทำให้เรามีการแลกเปลี่ยน มันทำให้เราเห็นชุดข้อมูลที่เราไม่เคยรู้หรือเราไม่อยากรู้มาก่อน คนละเจนแต่ผมรู้สึกว่าเราทำงานด้วยกันได้ นี่แหละเป็นตัวเชื่อมให้เราไปข้างหน้า เราต้องโน้มตัวลงมาทำงานกับคนที่เด็กกว่าเราขึ้นทุกวันให้ได้ พอผมอายุ 50 เด็กรุ่นใหม่จะอายุห่างกับผม 30 ปีอย่างนี้ เราต้องอยู่กับเขาให้ได้ ไม่อย่างนั้นเราก็จะเป็นคนแก่ที่เอาแต่ด่าเด็กแล้วไม่มีใครอยากคุยกับเรา" การผสมผสานความเก่ากับความใหม่ ประสบการณ์ และเทคโนโลยีนี้เอง ที่พัฒนาการทำงานของพวกเขาให้ก้าวไปข้างหน้าอีกขั้นและทันยุคทันสมัยได้
สำหรับเทคโนโลยีจากเครื่องพิมพ์ Epson SureColor T-Series ซึ่งออกแบบมาให้เหมาะกับงานออกแบบสถาปัตย์และการออกแบบตกแต่งภายใน เป็นเครื่องมือที่ช่วยตอบสนองความต้องการของนักออกแบบอย่างเขาได้เป็นอย่างดี ด้วยการทำงานที่เหมาะสำหรับการพิมพ์เขียว แบบแปลน งานเขียนแบบ ลายเส้นกราฟิก ที่ช่วยให้การสื่อสารงานระหว่างสถาปนิกและนักออกแบบกับลูกค้าที่ต้องการความชัดเจนไม่ติดขัด แล้วยังช่วยประหยัดเวลาการทำงานโดยรักษารายละเอียดไว้ได้อย่างครบถ้วน

นอกจากเครื่องพิมพ์จะสามารถสั่งพิมพ์เป็นขนาดต่างๆ ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ได้คุณภาพคมชัดและให้สีสันเหมือนต้นฉบับแล้ว สแกนเนอร์ในตัวยังมีฟังก์ชั่นช่วยลบเงาที่เกิดจากรอยยับ หรือสแกนงานพิมพ์เขียวกลับด้านที่เพิ่มความสะดวกสบายให้กับคนทำงานออกแบบอย่างมาก
"สมัยก่อนเขียนแบบผมต้องขูดด้วยมือเนอะ พอเรามีเครื่องพิมพ์เราจะอีดิทกี่ชุดก็ได้ แล้วมันแม่นยำมาก เราต้องการสัดส่วน 1:100 ขนาด A2 มาเป๊ะเลย เมื่อก่อนต้องมานั่งเขียนทีละแผ่น อีดิท ต้องมานั่งพิมพ์เขียวส่งเอ็นจิเนียร์ กว่าจะถึงหน้างานอาทิตย์นึง อันนี้ผมปริ้นต์มา ส่งไฟล์ pdf ได้ด้วยนะ 2 นาทีจบ หน้างานทำงานต่อได้ ทำให้เราสามารถทำ 10 งานในเวลาเดียวกันได้ สมัยก่อนคงทำได้ทีละ 2 งาน ปริมาณเพิ่มขึ้นแน่นอน แต่คุณภาพอยู่ที่เรา"
เมื่อเทคโนโลยีช่วยให้นักออกแบบก้าวข้ามขีดจำกัดเรื่องเวลาและความชัดเจนด้านการสื่อสารได้แล้ว พวกเขาจึงสามารถนำเวลาไปสร้างสรรค์การทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย
4771 VIEWS |
นักเขียน ผู้ใช้พื้นที่ในเวลาว่างไปกับการอ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง ขี่จักรยาน อ่านการ์ตูน เล่นเลโก้ ฯลฯ โดยเชื่อเต็มหัวใจว่าเวลาที่หมดไปกับความรื่นเริงนี้สามารถเติมเต็มชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อดีตช่างภาพนิตยสาร มาเปิดบริษัทของตัวเองได้สักพัก ยังสนุกกับงานถ่ายภาพอยู่เสมอ โดยเฉพาะการถ่ายภาพผู้คน ตอนว่างจะชอบหนีไปเที่ยวตามที่ต่างๆ แก้เบื่อด้วยการถ่ายสถานที่และสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจ