นักคิด นักลงทุน นักเดินทาง และนายแบบ กับบทสนทนาว่าด้วยความเป็นอยู่ในอนาคต

        กลางเดือนธันวาคม ใกล้ตัวเมืองพัทยา ในท่ามกลางบรรยากาศเปี่ยมสีสันและอารมณ์สนุกสนานแบบเทศกาลศิลปะและดนตรีของ Wonderfruit Festival มีมุมสงบมุมหนึ่งที่ครอบคลุมด้วยเต็นท์สีม่วงขนาดใหญ่ เป็นมุมสำหรับกิจกรรมเสวนาที่เรียกว่า Scratch Talks โดยมีผู้สนับสนุนคือ SC ASSET ซึ่งปีนี้ได้วิทยากรที่น่าสนใจหลายรายมาถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้ฟังกัน

        หนึ่งในการสนทนาที่น่าสนใจอย่างยิ่งเกิดขึ้นในช่วงบ่ายแก่ๆ วันเสาร์ที่ 16 ธันวาคม เป็นการเสวนาที่ถูกตั้งชื่อไว้ว่า The Future of Living : How to co-create, re-invent and improve city life ซึ่งดำเนินรายการโดยนักคิดนักเขียนอย่าง โตมร ศุขปรีชา และ ทีปกร วุฒิพิทยามงคล ที่หลายคนอาจติดตามรายการพอดแคสต์ Omnivore ซึ่งทั้งคู่ร่วมกันจัดอยู่แล้ว และการพูดคุยช่วงต้นๆ ในวันนั้นก็เป็นการนั่งคุยกันของโตมรและทีปกรคล้ายกับในรายการพอดแคสต์ดังกล่าว ก่อนที่ในช่วงหลังจะมีแขกรับเชิญอีก 3 ท่านเข้ามาร่วมวงเสวนา

        ส่วนผสมของแขกรับเชิญนี่เองที่เป็นไฮไลต์อีกส่วนของการพูดคุย คนแรกคือ ชาคริต จันทร์รุ่งสกุล ผู้ก่อตั้งบริษัท ไฟร์ วันวัน (FireOneOne) ที่เป็นที่รู้จักในแวดวงสตาร์ตอัพและแวดวงนักลงทุน คนต่อมาคือ กาญจนา พันธุเตชะ นักเดินทางสูงอายุที่ออกเดินทางตัวคนเดียวมาแล้วในหลายประเทศรอบโลก และคนสุดท้ายคือ ธนาภพ อยู่วิจิตร นายแบบไร้เพศหรือ 'Androgynous Model' ที่ผู้คนในวงกว้างน่าจะคุ้นเคยกันดีหากเรียกเขาว่า เติร์ท The Face Men Thailand

        บทสนทนานี้มีทั้งมุมมองของนักคิดนักเขียน ทั้งเรื่องเทคโนโลยี เรื่องการเดินทาง เรื่องสังคมสูงวัย และเรื่องโลกไร้เพศ ประเด็นต่างๆ ที่หลอมรวมกันในวงเสวนาวันนั้นจึงน่าสนใจอย่างยิ่ง

        เราขอสรุปเนื้อหาบางส่วนมาให้อ่านกันในพื้นที่ไร้พรมแดนแห่งนี้ เพราะความคิด ข้อมูล และความเห็นที่เกิดขึ้นในวันนั้น สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องถูกบันทึกเอาไว้

เมื่อความเป็นเมืองเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง

        ในช่วงแรก ทีปกรและโตมรเริ่มต้นด้วยประเด็น Urbanization หรือการที่ผู้คนเข้าไปอยู่ในเมืองมากขึ้น และความเป็นเมืองจะมีมากขึ้นๆ

        "เวลาเราพูดถึงคำว่าคนเมือง เราอาจจะคิดว่า เราต้องอยู่กรุงเทพฯ หรือเปล่า แต่จริงๆ แล้ว พัทยาเป็นเมืองไหมครับ?" โตมรตั้งคำถาม "พัทยาก็เป็น อุดรธานีก็เป็นนะครับ เพราะฉะนั้น คำว่า 'เมือง' มันไม่ได้ต้องอยู่ในเมืองหลวงเท่านั้น ในปัจจุบันมีเมืองขนาดต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย แล้วความเป็นเมืองก็อาจจะไม่ได้ดูแค่ที่จำนวนประชากรอย่างเดียว แต่ดูที่ไลฟ์สไตล์ด้วย อย่างเช่น พวกเราที่มางานวันนี้" โตมรหมายถึงกลุ่มผู้ฟังที่กำลังนั่งอยู่หลายสิบคนในหลากหลายอิริยาบถ "ผมดูไปแล้ว แทบทุกคนก็เป็นคนเมืองหมดเลย เพียงแต่เรามาอยู่ในที่ที่มันไม่ได้เป็นเมืองเท่านั้นเอง เรียกว่าหนีจากสภาพแวดล้อมที่เป็นเมืองมา"

        ข้อมูลที่น่าสนใจประการหนึ่งก็คือ ในเมืองไทยมี 'คนเมือง' มากกว่า 'คนชนบท' มาตั้งแต่ปี 2008 แล้ว ดังนั้นเวลาที่เราพูดว่า 'ประชากรส่วนใหญ่' ตอนนี้จึงหมายถึงคนเมืองมากกว่าคนชนบท ซึ่งการที่คนส่วนใหญ่ได้อพยพเข้ามาอยู่ในเมืองก็เป็นเพราะในเมืองมีโอกาสต่างๆ ดีกว่า ทั้งเรื่องการศึกษา การสาธารณสุข และเรื่องทางเศรษฐกิจ โตมรอ้างถึงรายงานของสหประชาชาติในปี 2016 ที่บอกว่า ทั่วโลกมีเมืองที่มีประชากรมากกว่า 1 ล้านคนอยู่ถึง 512 เมือง โดยมีเมืองเมกะซิตี้ที่มีประชากรมากกว่า 10 ล้านคนอยู่ 31 เมือง (รวมทั้งกรุงเทพมหานคร) และในปี 2030 ก็คาดการณ์ว่าจะมีเมืองมหานครเพิ่มเป็น 41 เมือง

        การคาดการณ์อีกประเด็นที่น่าสนใจก็คืออีกราว 100 ปีข้างหน้า เมืองที่น่าจะเป็นเมืองใหญ่ที่สุดในโลกไม่ใช่โตเกียว นิวยอร์ก เซี่ยงไฮ้ หรือเมืองใหญ่ที่เราคุ้นเคยกัน แต่น่าจะเป็นเมืองลากอส ในประเทศไนจีเรีย เพราะเมืองใหญ่ที่เจริญแล้วน่าจะมีอัตราการเกิดน้อยลง กลายเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยคนสูงวัย

        "ผมเคยอ่านเจอมาว่าในปี 2100 ประชากรในเอเชียอาคเนย์จะมากขึ้นประมาณหนึ่ง แล้วก็จะไม่ได้มากขึ้นไปกว่านั้นมากแล้ว" ทีปกรเสริม "แต่ที่แอฟริกาจะมีคนมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีทั้งพื้นที่ มีทั้งประชากรใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น ในขณะที่ประชากรที่อยู่ในอเมริกาหรือยุโรปจะเริ่มลดลงๆ เรื่อยๆ ในอนาคต"

        ส่วนในเมืองไทย ภูมิภาคที่มีความเป็นเมืองมากขึ้นๆ ก็คือภาคอีสาน ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีกระบวนการ Urbanization ในหลายๆ เมืองพร้อมกันให้เห็นแล้ว อาทิ ขอนแก่น อุบลราชธานี และอุดรธานี

        "มีคนทำวิจัยพบว่า ถ้าเราอยู่ในชนบท บ้านก็จะอยู่กระจัดกระจาย ห่างๆ ซึ่งจริงๆ แล้วมันอาจไม่ดีต่อสิ่งแวดล้อมก็ได้ เพราะถ้าเราอยู่ในเมือง แล้วกระจุกตัวรวมกัน มันจะทำให้ค่าเฉลี่ยของการใช้พลังงานน้อยลง เพราะว่าการที่อยู่ในเมืองทุกอย่างมันมีค่าเฉลี่ยที่ต่างกัน สมมติว่าเราอยู่ต่างจังหวัด เราอยู่บ้านใหญ่ๆ เราก็ต้องมีพื้นที่บำบัดน้ำเสียของเราเอง หรือถ้าพูดถึงเรื่องของพื้นที่สีเขียวในกรุงเทพฯ ทุกวันนี้ ซึ่งเรามีพื้นที่สีเขียวเยอะนะครับ แต่ส่วนใหญ่ของพื้นที่สีเขียวในกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ส่วนตัว ไม่ใช่พื้นที่สาธารณะ แต่เมื่อใดที่เราเข้าไปอยู่ในเมืองมากขึ้น กระจุกตัวมากขึ้น มันจะทำให้เราต้องเฉลี่ยทุกอย่าง เช่น เฉลี่ยพื้นที่สาธารณะด้วย"

        ดังนั้น การที่ผู้คนเข้ามาอยู่ในเมืองมากขึ้นๆ จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนหลายอย่าง ทั้งวิธีคิด วิถีชีวิต และวิธีการมองโลกอย่างแน่นอน

เทรนด์ 3 ประการของเมืองอนาคต

        สองนักเขียนกล่าวต่อไปถึงเทรนด์ 3 ประการที่นักวิเคราะห์หลายรายพูดไว้ตรงกันว่าจะกลายเป็นคีย์สำคัญในการพัฒนาเมืองในอนาคต

        เรื่องแรกคือ Sustainability หรือความยั่งยืน ซึ่งอาจเป็นประเด็นที่ถูกพูดกันจนเกร่อ แต่ความน่าสนใจอยู่ตรงที่หลายคนเริ่มลุกขึ้นมาลงมือทำเรื่องนี้ด้วยตัวเองแล้ว โดยทีปกรยกตัวอย่างถึงเพื่อนคนหนึ่งที่ลงมือทำแบรนด์สินค้าที่เป็นเรื่องใกล้ตัวมากๆ คือการผลิตหลอดที่ทำจากสแตนเลสในแบรนด์ที่ชื่อ Relief ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อทำให้เราลดการใช้หลอดพลาสติกลงให้ได้

        "ซึ่งเรื่องหลอดก็เป็นส่วนเล็กๆ ที่ใกล้ตัวเรามาก ทีนี้ขยายมาในส่วนที่มันใหญ่ขึ้น" โตมรกล่าวเสริม "เมื่อกี้เราพูดว่า การอยู่ในชนบทจะมีอัตราส่วนที่เฉลี่ยแล้วมันทำให้ใช้พลังงานมากกว่า หลายคนคิดว่าไปอยู่ในเมืองก็ได้ พอไปอยู่ในเมืองก็ยังอยากปลูกพืชผักผลไม้กันอยู่ มันก็จะมีเออร์เบิร์นฟาร์ม (Urban Farm) หรือว่าการทำสวนเล็กๆ ในเมือง ซึ่งนักวิทยาศาสตร์พบว่า การทำสวนเล็กๆ มันก็ยังไม่เพียงพอต่อการผลิตอาหารได้ ก็มีคนคิดเรื่องทำอย่างไรให้เราสามารถผลิตอาหารเลี้ยงเมืองได้ ก็มีบริษัทจากเบลเยี่ยมที่กำลังจะไปลงทุนในเซินเจิ้นเพื่อสร้างตึกสูงขึ้นมา เป็นตึกสูงที่มีต้นไม้วนเป็นเกลียวขึ้นไป ซึ่งมีแนวคิดอย่างหนึ่งที่เหมือนกับที่สิงคโปร์ที่ มารีนาการ์เดนส์ (Marina Gardens) ที่ตั้งเป้าไว้ว่าในอีก 2–3 ปี เขาจะเอาใบไม้ที่ร่วงลงมาทั้งหมดไปทำเป็นพลังงาน เพื่อทำให้พลังงานที่ผลิตได้ มันมากกว่าพลังงานที่ใช้ไปให้ได้ ซึ่งแปลว่าสวนพวกนี้จะใช้พลังงานหมุนเวียนในตัวเองได้"

        นอกจากนี้โตมรยังเล่าไปถึงแนวคิดอื่นๆ ที่จะทำให้เมืองมีความยั่งยืนอีก อาทิเรื่องการรับมือกับระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นจากปัญหาโลกร้อน ก็มีนักวิทยาศาสตร์ในประเทศอังกฤษพยายามสร้างฐานคอนกรีตลอยน้ำให้เมืองเพื่อรับมือกับปัญหาน้ำท่วมในอนาคต หรือบริษัท ชิมิสุ คอร์ป (Shimizu Corporation) ในญี่ปุ่นก็กำลังพัฒนาเมืองที่มีลักษณะเป็นเกลียววนลงไปใต้น้ำลึกประมาณ 200 เมตร ซึ่งแน่นอนว่าการอยู่ใต้น้ำก็จะตัดปัญหาเรื่องภัยจากคลื่นสึนามิได้

        เทรนด์ที่ 2 เป็นการรวมกันของคำสองคำคือ Diversity หรือความหลากหลาย และ Inclusivity หรือการนับรวม ซึ่งก็เกิดจากการที่มีผู้คนจำนวนมหาศาลมาอยู่ร่วมกันในเมืองใหญ่นั่นเอง

        โตมรและทีปกรเล่าถึงนวัตกรรมใหม่ๆ ทางสังคมที่เกิดขึ้นเพื่อรองรับความแตกต่างหลากหลายของผู้คนในเมือง ตั้งแต่คนพิการ ผู้สูงวัย คนถนัดซ้าย หรือคนที่มีความหลากหลายทางเพศ โดยทีปกรยังยกตัวอย่างเรื่องเสื้อผ้าที่สามารถปรับอุณหภูมิให้เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย เป็นแบรนด์เสื้อผ้าที่มีจุดกำเนิดมาจากความที่สาวๆ มักจะรู้สึกหนาวเพราะพวกผู้ชายชอบเร่งความเย็นของแอร์ ซึ่งที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะอุณหภูมิในร่างกายของผู้หญิงจะต่ำกว่าผู้ชายราว 2-3 องศานั่นเอง

        "ผมไปสัมภาษณ์ผู้หญิง 2 คนที่พิตต์สเบิร์กที่เป็นคนทำสิ่งนี้ เขาบอกว่า เพราะไม่มีใครทำให้สักที เขาก็เลยต้องลุกขึ้นมาทำเอง มันเป็นปัญหาที่ ผู้ชายซึ่งอาจจะเป็นผู้ออกแบบชุดต่างๆ ไม่เคยมองเห็นเลย" ทีปกรเล่าให้ฟัง

        และเทรนด์สุดท้ายที่เกิดขึ้นแน่นอนก็คือ เรื่องความคิดสร้างสรรค์ หรือ Creativity

        "ในอนาคต เวลาที่เราสร้างบ้าน เราจะไม่ได้แค่สร้างบ้านเฉยๆ แล้ว" โตมรยกตัวอย่าง "แต่เราจะต้องคิดถึงคำว่า ไมโครไคลเมต (Microclimate) ด้วย คือจะทำยังไงให้บ้านของเรามีภูมิอากาศภายในบ้านที่เหมาะกับเรา ซึ่งคล้ายๆ กับเรื่องเสื้อผ้าเมื่อกี๊ แต่ว่าในเมืองไทยมันมีวิธีคิดเรื่องไมโครไคลเมตเยอะมากเลยว่าจะทำยังไง ต้องคิดเรื่องของพัดลมที่จะดึงเอาความร้อนออกไป เรื่องใช้ไบโอมิมิครี (Biomimicry) หรือการเลียนแบบธรรมชาติ เช่นเลียนแบบรังปลวกที่มีการไหลเวียนของอากาศที่ภายในมีอุณภูมิที่เหมาะสม ไม่อย่างนั้นไข่ของปลวกก็จะฟักตัวขึ้นมาไม่ได้ แล้วผมเคยไปดูที่เขาใหญ่ วิธีการที่เราคิดก็ง่ายมากเลย คือบ้านไทยร้อน สิ่งที่เขาทำก็คือ ยกพื้นขึ้นมาหน่อย แล้วเขาไปซื้อเศษหินอ่อนมา คือเป็นเศษ ราคาก็จะถูก เอามาไว้ใต้บ้าน เพราะว่าหินพวกนี้จะดูดความเย็นเข้าไปในตัว เวลาที่ข้างบนร้อน ข้างล่างจะคายความเย็นออกมา เป็นต้น ก็มีเทคนิคเยอะแยะไปหมดนะครับ แต่หลักๆ ก็คือการสร้างบ้านแบบไบโอมิมิครี"


        "พูดถึงเรื่องความคิดสร้างสรรค์นี่ยังรวมไปถึงการทำธุรกิจแบบใหม่ๆ ด้วย" ทีปกรแลกเปลี่ยนมุมมอง "อย่างตอนนี้มีกลุ่มคนทำงานจำนวนมากที่บ่นว่า 'เฮ้ย อยากไปอยู่เมืองนอกนานๆ แต่ว่างานก็ต้องทำ' ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้เขาเรียกว่า ดิจิทัลโนแมด (Digital Nomad) คือกลุ่มที่สามารถเอางานไปทำที่ไหนก็ได้ สามารถพกงานไปทำในที่ที่มีอินเทอร์เน็ตได้ ซึ่งบางครั้งคนพวกนี้เขาอยากไปเที่ยวนั่นแหละ แต่เขารู้สึกว่าไม่อยากวางแผนเอง มันเลยมีธุรกิจเกิดขึ้นมา ชื่อว่า รีโมตเยียร์ (Remote Year) รีโมตเยียร์เป็นธุรกิจที่น่าสนใจมากนะครับ คือใน 12 เดือน เขาจะพาคุณจะไปในที่ที่ไม่ซ้ำกันเลย 12 เมือง อย่างเช่น พาไปฮานอยบ้าง พาไปกรุงปรากบ้าง พาไปเมืองที่เป็นทะเลทรายบ้าง แต่ที่สำคัญเลยก็คือทุกๆ ที่ที่ไป เขาจะจัดการเรื่องอินเทอร์เน็ต ที่พัก ตั๋วเครื่องบินให้ ซึ่งค่าบริการก็สูงพอสมควร ประมาณเดือนละ 60,000 บาท แต่อาจจะไม่ได้สูงมากสำหรับคนที่ทำงานแล้วอยากไปสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ด้วย ก็เป็นธุรกิจที่เรารู้สึกว่า ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการคิดขึ้นมาจริงๆ แล้วถ้าคุณรู้สึกเบื่อมากกว่านั้น ก็มีธุรกิจท่องเที่ยวอีกแบบที่ชื่อว่า เกตลอสต์ (Get Lost) สำหรับคนที่อยากหายไปเลย ก็สามารถไปคุยกับบริษัทที่ชื่อ แบล็ก โทเมโท (Black Tomato) เป็นบริษัทท่องเที่ยว เขารู้สึกว่าต้องมีคนรู้สึกว่าไม่ไหวกับสังคมตอนนี้แล้วอยากหนีไปเลย พอคุณไปติดต่อเขา เขาจะสัมภาษณ์คุณก่อนว่า ทำไมถึงอยากหนีไป การหนีไปนี่อยากให้มีเป้าหมายอะไร แล้วคุณทนความลำบากได้ขนาดไหน แล้วหลังจากนั้นก็เตรียมความพร้อมทางร่างกายและเตรียมใจของคุณ 6 เดือน คือต้องฟิตด้วย เพราะที่ที่เขาจะพาคุณหนีไปนี่ไม่ใช่ที่แบบปกติ แต่เป็นที่ที่คุณจะต้องใช้ทักษะเอาชีวิตรอด คุณจะไม่รู้หรอกว่าคุณจะได้ไปที่ไหน จนกว่าคุณจะได้ไปที่นั่น เขาจะเหมือนกับลักพาตัวคุณไปเลย ทีที่พาไปแล้วอย่างเช่น ขั้วโลกเหนือ หรือป่าดงดิบแอมะซอน ทะเลทรายซาฮาร่า พาไปเกาะร้าง ซึ่งพาไปแล้วก็ปล่อยคุณทิ้งไว้ตามลำพัง แล้วคุณก็ต้องเอาชีวิตรอดให้ได้ แต่เขาก็จะคอยมอนิเตอร์คุณอยู่นะ นี่ก็เป็นธุรกิจหนึ่งที่เรารู้สึกว่าเกิดมาจากความต้องการลึกๆ ของคนจริงๆ "

ความหลากหลายที่ถูกขยายออกและหลอมรวม

        ช่วงต่อมา สองนักเขียนก็เชิญผู้ร่วมเสวนาอีก 3 ท่านขึ้นมาร่วมพูดคุย แล้วประเด็นในการสนทนาก็เริ่มขยายออกไป

        เริ่มด้วย ชาคริต จันทร์รุ่งสกุล หรือ 'พี่ไวท์' ที่มีบทบาทเป็นที่ปรึกษาของนักธุรกิจรุ่นใหม่หลายคน และยังเป็นนักลงทุนที่เฉียบคมทั้งด้านการบริหารและเรื่องเทคโนโลยีอีกด้วย ชาคริตกล่าวเสริมในประเด็นความคิดสร้างสรรค์โดยขยายต่อไปยังคำที่เริ่มเป็นที่นิยมในยุคนี้คือคำว่า โค-ครีเอชัน (Co-Creation)

        "ผมคิดว่าโลกจากนี้ไป เราจะเจอโจทย์ใหม่ๆ จำนวนมหาศาล เราอยู่กับโจทย์เก่ามาประมาณ 40-50 ปี เราก็ทำคอนโดแบบเก่า ทำหมู่บ้านแบบเก่า พอคนแน่นก็เริ่มสร้างตึกสูงขึ้นๆ แล้วไงต่อล่ะ ปัญหาใหม่มันยังไหลเข้ามาอยู่ เพราะไม่มีใครแก้ปัญหาได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด เราก็เลยจำเป็นต้องร่วมมือกัน หรือ โค-ครีเอต (Co-create) ซึ่งเดี๋ยวนี้เราก็จะเห็นความร่วมมือหลายแบบนะ อย่างโคเวิร์กกิ้ง สเปซ (Co-working Space) ก็มาทำงานร่วมกันเพื่อประหยัดค่าออฟฟิศ แล้วเราเห็นการร่วมมือกันอย่างอื่นอีกเต็มไปหมดเลย เพราะมนุษย์เราก็พยายามแก้ปัญหา ปัญหามันยิ่งใหญ่ขึ้น ยิ่งเยอะขึ้น เราก็ต้องยิ่งครีเอทีฟมากขึ้น เป็นธรรมชาติของมนุษย์ เพราะฉะนั้นโคครีเอตมันเลยเกิดขึ้้น อย่างระดับในบุคคลก็คือการที่เราเอาอะไรมาแชร์กันในงานนี้เป็นต้น สมมติว่าปีหน้าเทศกาลวันเดอร์ฟรุตไม่ต้องใช้เงินเลย เอาที่ฮิตๆ หน่อยก็ใช้คอยน์ (Coin) ของตัวเอง เป็นวันเดอร์ฟรุตคอยน์ ที่ใช้กันเองอยู่ข้างในงาน เป็นระบบปิด แล้วผมเชื่อว่าเทศกาลนี้จะอยู่ได้อย่างน้อยเป็นปี เพราะในงานนี้เรามีคนสอนโยคะ เราก็จ่ายคอยน์ให้เขา แล้วเขาก็เอาคอยน์ไปซื้อผักจากคนที่ปลูกผัก ซึ่งเรื่องแบบนี้มันใกล้ความจริงมากๆ นะครับ"

        บทสนทนาเวียนมาที่นักเดินทางสูงวัย กาญจนา พันธุเตชะ หรือ 'ป้าแป๋ว' ที่เพิ่งกลับจากทริป 45 วันในประเทศสเปน โปรตุเกส และโมร็อกโก เธอเริ่มเดินทางตั้งแต่ 3 ปีก่อนหลังจากเกษียณอายุราชการแล้ว และเมื่อซื้อตั๋วเครื่องบินแต่ละครั้งก็มักจะไปหลายๆ ประเทศเพื่อให้คุ้มค่าตั๋ว ปกติในหนึ่งปี กาญจนาจะอยู่เมืองไทยราวหนึ่งเดือนกว่าๆ เท่านั้น เวลานอกนั้นคือการเดินทางไปยังประเทศต่างๆ ตามลำพังทั้งสิ้น

        "ส่วนใหญ่ก็ไปพักที่โฮสเทลค่ะ เป็นพักห้องรวม ก็จะเจอผู้คนที่เดินทางเหมือนกันค่ะ อายุน้อยอายุมากก็แล้วแต่ ส่วนใหญ่จะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน ว่าไปตรงนั้นตรงนี้มา คุณจะไปไหนต่อ บางทีก็เป็นสถานที่ที่เรากำลังจะไป ส่วนเขาก็เพิ่งกลับมา เราก็จะถามข้อมูลจากเขา ต้องพักที่ไหน อย่างไร ไปเที่ยวตรงไหนบ้าง" ป้าแป๋วเริ่มเล่าประสบการณ์ด้วยท่าทีสบายๆ ก่อนที่บทสนทนาจะต่อไปยังประเด็นเรื่องการเป็นนักเดินทางสูงอายุ ที่ดูไม่ใช่เรื่องธรรมดานักในสายตาคนทั่วไป

        "ตอนนี้ป้าแป๋วอายุ 65 นะคะ ทุกวันนี้ก็ยังออกกำลังกายทุกวัน แล้วก็ดูแลสุขภาพ เพราะการเดินทางคนเดียวเราต้องช่วยตัวเองนะคะ ที่ผ่านมาระหว่างเดินทางไม่ป่วยเลย แต่เราก็ต้องดูแลตัวเอง คือต้องรักษาความอบอุ่นให้ร่างกาย ต้องจิบน้ำ ต้องดูแลตัวเองตลอดเลย เพราะฉะนั้นเรื่องของสุขภาพเป็นเรื่องอันดับหนึ่งเลย ถ้าเราไปป่วยอยู่ระหว่างเดินทางที่เราไปตัวคนเดียว มันก็ไม่สนุก"

        เมื่อโตมรถามว่าเมืองแบบไหนที่เหมาะสำหรับผู้สูงวัย ป้าแป๋วก็ตอบจากสิ่งที่ไปพบเห็นมา

        "จากที่ฟังข้อมูลมาประเทศแถบยุโรปเหนือเป็นประเทศที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีมาก แต่ป้าแป๋วไปมีประสบการณ์ตรงที่ญี่ปุ่นนะคะ คือระหว่างนั่งรถไฟที่นั่นก็เจอนักสังคมสงเคราะห์เขาพาเด็กพิเศษไปทัศนศึกษา เราก็เลยเข้าไปทักทายเขา เขาก็มีอัธยาศัยไมตรีที่ดี เขาอยู่โกเบ (Kobe) ป้าแป๋วก็พักไม่ไกลบ้านเขา เขาก็เลยมารับป้าแป๋วไปเยี่ยมคุณยายเขา ซึ่งที่ที่คุณยายเขาอยู่ก็จะเป็นบ้านพักคนชราของเอกชนที่มีฐานะหน่อย ก็คือเป็นเหมือนบ้านเราทั่วๆ ไปนี่แหละค่ะ แต่ก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายนะ ป้าแป๋วก็คิดว่าถ้าตัวเองอายุเยอะๆ นะ ช่วยตัวเองไม่ได้ ทำอาหารกินเองไม่ได้ ทำความสะอาดบ้านเองไม่ได้ ก็อยากจะอยู่ในสถานที่แบบนี้นะคะ ซึ่งเราก็ยินดีจะจ่ายสตางค์ให้นะ อีกเรื่องหนึ่งเกิดขึ้นในรถไฟเหมือนกัน เราก็ไปเจอผู้หญิงญี่ปุ่นอายุ 70-80 มาเป็นกลุ่มแล้วก็มีเป้สะพายหลังใบเล็กๆ แล้วก็มีไม้เท้า ป้าแป๋วถามว่าเขาจะไปไหน เขาบอกจะไปเทร็กกิ้งบนภูเขา เราก็คิดว่าอยากจะมีแบบนี้บ้างนะ การที่เราจะไปไหนมาไหนได้ มีสถานที่ที่ปลอดภัยที่เราสามารถไปออกกำลังกายกันได้ แล้วก็มีเพื่อนไปด้วย น่าจะเป็นชีวิตผู้สูงอายุที่มีความสุข อันนี้เป็นประสบการณ์ตรงที่ไปเห็นแล้วก็อิจฉาในใจนะคะ"

        ตัดสลับมาที่นายแบบที่โด่งดังจากรายการ The Face Men Thailand บ้าง ทีปกรถามความเห็นถึงประเด็นความหลากหลายทางเพศในบ้านเราเทียบกับต่างประเทศ

        "คนไทยนี่เปิดกว้างขึ้นมาก" เติร์ทตอบสบายๆ "แต่สิ่งหนึ่งที่เติร์ทเป็นห่วงก็คือเรื่องกฎหมาย เพราะเพศทางเลือกต่างๆ ยังไม่สามารถแต่งงานกันได้แบบถูกกฎหมายในเมืองไทย ยังไม่สามารถรับอุปการะเด็ก ซึ่งมันคงจะดีถ้าเราได้ใช้ชีวิตแบบธรรมดาๆ เหมือนคนทั่วไป"

        แต่หากให้เปรียบเทียบระหว่างสังคมไทยกับสังคมต่างชาติเรื่องความเปิดใจยอมรับเพศที่หลากหลายจริงๆ ล่ะก็ เติร์ทกลับมีมุมมองที่แตกต่างออกไป

        "มันอยู่ที่คนมากกว่า ไม่ได้อยู่ที่สังคมหรือประเทศไหนเปิดกว้างกว่ากัน มันอยู่ที่ว่าบุคคลนั้นพูดกับคนอื่นอย่างไร มองคนอื่น หรือมองคนที่ไม่เหมือนตัวเองอย่างไร"

        ถึงตรงนี้ ชาคริตขอพูดเสริมบ้าง เป็นการรวบไปยังประเด็นสำคัญที่กำลังเกิดขึ้นในโลกวันนี้

        "จริงๆ แล้วเรากำลังไปสู่ยุคที่เรากำลังจะฟอร์มเลส (Formless) คำนี้สำคัญมาก คือเรื่องการไม่ยึดติดกับรูปแบบ อย่างเงินที่เราถืออยู่ในมือ มันเริ่มเปลี่ยนสภาพไปเป็นบัตรเครดิต ไปเป็นอีมันนี (e-Money) ไปเป็นคริปโต เคอเรนซี (Crypto Currency) พอเราไม่ยึดติดอยู่กับฟอร์ม พรมแดนมันจะหายไปนะฮะ ข้อจำกัดมันจะหายไปด้วย สิ่งนี้มันกำลังเกิดขึ้น อย่างเช่น เรากำลังเจออาลีเพย์ (Alipay) บุกเข้ามาในเมืองไทย มันก็คือเรื่องฟอร์มเลสนี่เอง อย่างสิ่งที่เติร์ทพูดก็คือเรื่องฟอร์มเลสเช่นกัน ถ้าเรายังยึดติดอยู่กับเรื่องเพศสภาพว่ามันคือฟอร์มไหน มันเป็นเรื่องของยุคก่อนหน้านี้ แต่ยุคจากนี้มันจะไม่ใช่แล้ว หรือป้าแป๋วพูดถึงเรื่องการไปเที่ยวด้วยวัยขนาดนี้ ถ้าเราไม่ยึดติดอยู่กับฟอร์มว่าเราเป็นคนสูงอายุ มันก็ไม่มีอะไรขวางเรา เพราะฉะนั้น เรากำลังไปสู่โลกอนาคตที่เราไม่ติดอยู่กับฟอร์มนะครับ"

แล้วเราจะอยู่กันอย่างไรในวันข้างหน้า

        เมื่อความแตกต่างหลากหลายกำลังหลอมรวม เมืองกำลังเติบโตและเปลี่ยนแปลง ขอบเขตต่างๆ กำลังถูกทำลาย โจทย์ใหม่ๆ กำลังก่อตัวให้เราเห็น สิ่งหนึ่งที่ผู้สูงวัยอย่างกาญจนาเป็นห่วงก็คือเรื่องสังคมผู้สูงอายุนั่นเอง เธอกล่าวถึงประเด็นนี้โดยโชว์กราฟข้อมูลประชากรให้เราดู

        "นี่เป็นข้อมูลประชากรของประเทศไทยนะคะ แท่งเข้มคือคนอายุมากกว่า 60 ปี แท่งสีฟ้าคือคนอายุต่ำกว่า 15 ปี ปีหน้าจะเป็นปีที่ผู้สูงอายุมากกว่าคนที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปีแล้ว แล้วก็อัตราการเพิ่มของแท่งสีเข้มนับวันจะเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่สีฟ้าจะต่ำลง เกิดจากการพัฒนาทางการแพทย์ทำให้คนมีอายุยืนยาวขึ้น แล้วก็ช่วงหนึ่งการวางแผนครอบครัวทำได้ดี ทำให้คนเกิดน้อยลง ปกติพีระมิดของประชากร ฐานจะใหญ่แล้วยอดจะแหลม คือเด็กจะเยอะแล้วผู้สูงอายุจะมีน้อย แต่ตอนนี้พีระมิดมันกลับหัวนะคะ ในปี 2025 เราจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแบบสมบูรณ์ คือจะมีคนอายุ 60 ปีขึ้นไปถึง 20% เท่ากับว่าวัยแรงงานจะต้องทำงานเพื่อจะดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งตัวเลขอันนี้น่ากลัว เพราะตอนนี้แปลว่าคนเดินมา 5 คนก็เป็นผู้สูงอายุหนึ่งคนแล้ว ซึ่งเราก็ไม่อยากเป็นภาระให้ประชากรในกลุ่มวัยทำงานนะ เพราะฉะนั้นป้าแป๋ว อยากจะให้ข้อคิดสำหรับคนที่กำลังทำงานอยู่ ณ ขณะนี้ว่า การสะสมเงินไว้ใช้ในวัยเกษียณนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก หาเงินได้ 100 บาท ก็ควรเก็บ 10 บาทไว้ใช้วัยเกษียณ เพราะถ้าถึงวัยเกษียณแล้วเราไม่มีเงินใช้ก็จะลำบาก ซึ่ง ณ ขณะนี้ประเทศเราเป็นอย่างนั้น ขอให้ข้อคิดตรงนี้ไว้นะคะ เป็นเรื่องความเป็นอยู่ในอนาคตส่วนบุคคลซึ่งจะต้องมีการเตรียมการ แล้วอีกอย่างคือเรื่องสุขภาพนะคะ ทั้งเรื่องสุขภาพและเรื่องเงินเราได้มาจากการสะสมนะคะ ต้องสะสม ต้องทำอย่างต่อเนื่องเป็นเวลายาวนาน เรามาทำตอนจะเกษียณก็ไม่ทัน เราต้องทำมาตลอดตั้งแต่ทำงาน สะสมเงินไว้ ออกกำลังทุกวัน ไม่งั้นหาเงินมาก็เพื่อมารักษาตัวเองเท่านั้น"

        นี่เป็นเพียงหนึ่งโจทย์ที่ระดับปัจเจกต้องตอบให้ได้ แต่หากจะสร้างความเปลี่ยนแปลงมากกว่านั้น ชาคริตก็มีความเห็นว่าไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินไป

        "ไม่ใช่ทุกคนหรอกที่จะทำอะไรใหม่ๆ ขึ้นมาแล้วกล้าลุยออกมาว่า เรามาสร้างสังคมใหม่กันเถอะ" ชาคริตแสดงความเห็นว่าการสร้างความเปลี่ยนแปลงเพียงลำพังไม่ใช่เรื่องง่ายนัก "แต่ถ้าผู้ประกอบการหรือกลุ่มคนสักกลุ่มสามารถรวมตัวกัน แล้วเราก็มีแคมเปญขึ้นมา คนที่สนใจในประเด็นความเปลี่ยนแปลงนั้นๆ จะเยอะขึ้นเรื่อยๆ คนจะซื้อไอเดียมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วไอเดียนี่แหละสำคัญ ไอเดียมันไม่ใช่ฟอร์ม เราขายไอเดียไป แต่ไอเดียมันจะไม่ตายอยู่ตรงนี้ เพราะมันถูกพัฒนาต่อได้เรื่อยๆ"

        ในช่วงท้าย ทีปกรถามคำถามแต่ละคนถึง 'ความหวัง' ในยุคที่หลายคนบอกว่าน่าจะสิ้นหวัง

        "สำหรับป้าแป๋ว การวางแผนทริปอีก 6 เดือนข้างหน้าว่าเราจะไปที่ไหนบ้าง ก็ทำให้ชีวิตเรามีเป้าหมายนะคะ ไม่เคยเฉา ไม่เคยเหงา ไม่เคยเบื่อในการมีชีวิตอยู่นะ" นักเดินทางสูงวัยตอบด้วยรอยยิ้ม

        ในขณะที่ชาคริตก็มุ่งมองไปยังสิ่งใหม่ๆ ในแต่ละปีเช่นกัน

        "ผมคิดว่าจะทำอะไรใหม่ๆ ทุกปีต้องมีอะไรใหม่อยู่ตลอดเวลา ต้องมีโปรดักต์ใหม่ ต้องมีการออกแบบอะไรใหม่ การคิดว่าผมจะทำอะไรใหม่ปีหน้า ก็ทำให้ชีวิตมีความหวังครับ"

        ส่วนเติร์ทซึ่งบอกว่าตัวเองเป็นคนง่ายๆ สบายๆ ไม่คิดอะไรเยอะ ก็สรุปความคิดของตัวเองให้ฟังดูง่ายดายทิ้งท้ายไว้

        "ทำอะไรก็ได้ที่ทำให้เรามีความสุข แล้วทำให้คนรอบกายเราไม่ทุกข์ ทำเพื่อสิ่งที่เราแคร์ ในความคิดของเติร์ท ความรักคือการแคร์ คือการอยู่กับคนที่เรารัก So, I'm just being there for whom I love and whatever makes me happy. ขอบคุณครับ" นายแบบแห่งยุคสมัยกล่าวแบบสองภาษาแล้วยิ้มกว้าง

        ไม่ว่าจะอยู่กันอย่างไรในอนาคต ไม่ว่ารูปแบบหรือโจทย์ต่างๆ ในสังคมและในเมืองจะเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่หากความรักและความหวังยังคงอยู่ นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เรามีชีวิตอยู่ต่อไป

วิภว์ บูรพาเดชะ

ผู้ก่อตั้งนิตยสาร happening, บรรณาธิการบริหารนิตยสาร happening, กรรมการบริหารหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (bacc), นักเขียน, นักแต่งเพลง, นักฟังเพลง และนักอ่านตัวยง

วรรณวนัช บูรพาเดชะ

ที่ปรึกษาทีม happening shop, เจ้าของเพจเฟซบุ๊กและหนังสือ 'ญี่ปุ่นอุ่นอุ่น', นักเขียน ช่างภาพโฟโต้บุ๊ก 'Nagasaki Light' และไกด์บุ๊ก 'Kagawa Memories' นอกจากภาพถ่ายและงานเขียน สิ่งที่เธอสนใจเป็นพิเศษคือการนั่งสมาธิและการโปรยมุขไม่ขำ