ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร หัวใจของการภาวนาเพื่อความรู้แจ้ง: หนังสือที่บรรจุการงานแห่งหัวใจของใครหลายคน

    หนังสือบางเล่มเป็นเรื่องราวที่ดีด้วยตัวเอง แต่หนังสือบางเล่มก็มีที่มาที่ไปที่เป็นเรื่องเล่าที่น่าตื่นใจอีกด้วย หนังสือ 'ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร หัวใจของการภาวนาเพื่อความรู้แจ้ง' ของอาจารย์ ประมวล เพ็งจันทร์ เป็นหนังสือทั้งสองแบบนั้น
    อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ คืออดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ลาออกจากงานสอนเมื่อปี พ.ศ. 2548 ในวันที่ท่านมีอายุ 51 ปี เพื่อเดินภาวนาจากเชียงใหม่ลงไปถึงบ้านเกิดที่เกาะสมุย เป็นระยะทางกว่า 1,000 กิโลเมตร รวมเวลา 66 วัน ท่านนำประสบการณ์ในการเดินทางด้วยสองเท้าของตนเองในครั้งนั้นมาเขียนเป็นหนังสือชื่อ เดินสู่อิสรภาพ และกลายเป็นปรากฏการณ์ในแวดวงสิ่งพิมพ์ นอกจากจะเป็นหนังสือขายดีชนิดที่พิมพ์ซ้ำมาจนวันนี้แล้ว เดินสู่อิสรภาพ ยังนำพาให้ท่านได้มีโอกาสได้ไปเดินภาวนาอีกในหลายโอกาส หลายสถานที่ และเขียนบันทึกออกมาเป็นหนังสืออีกหลายเล่ม อาทิ ไกรลาส: การจาริกบนวิถีแห่งศรัทธา, เดินสันติปัตตานี หรือหนังสือชุด อินเดีย: จาริกด้านใน ฯลฯ และยังทำให้ท่านได้รับรางวัลนักเขียนรางวัลศรีบูรพาอีกด้วย
    หลายปีที่ผ่านมา อาจารย์ประมวลได้รับเชิญไปพูดบรรยายนับครั้งไม่ถ้วน ทั้งในรายการโทรทัศน์ ในสถานที่ต่างๆ ในองค์กร สถานศึกษา งานเสวนา ฯลฯ ซึ่งในหลายโอกาส ท่านจะกล่าวถึงรายละเอียดของการเดินภาวนาอยู่เสมอๆ ว่า ขณะที่เดินนั้น ท่านมิเพียงตั้งจิตเพื่อบรรลุเป้าหมายปลายทางอันเป็นรูปธรรมเท่านั้น หากแต่ทุกย่างก้าว ทุกลมหายใจเข้าออก ท่านกำลังเดินทางด้านในเพื่อเข้าถึงหัวใจของ 'ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร' คือ 'ศูนย์', 'ศูนยตา' หรือ 'ความว่าง' ซึ่งเป็นพระสูตรสำคัญในพุทธศาสนาฝ่ายมหายานและวัชรยาน ซึ่งเมื่อกล่าวออกไปเช่นนี้ ก็เป็นเหตุให้มีผู้ฟังหลายคนที่สนใจไต่ถามมากขึ้นและขอร้องให้ท่านช่วยอธิบายปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตรโดยละเอียดและลึกซึ้งยิ่งขึ้น กระทั่งมีการขอให้ท่านเขียนเป็นหนังสือออกมา และก็กลายเป็นหนังสือที่ท่านค่อยๆ วางแผน บันทึก และวางโครงมาพักใหญ่
    นอกจากเรื่องการอรรถาธิบายสูตรดังกล่าวแล้ว ความปรารถนาที่จะถ่ายทอดความรู้สึก ประสบการณ์ และสิ่งที่ได้เรียนรู้ในช่วงที่ได้ก้าวเข้าสู่วันวัยแห่งการเจริญภาวนา ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้อาจารย์ประมวลอยากจะเขียนหนังสือเล่มนี้ด้วย ดังที่ท่านเขียนไว้ในบทนำช่วงหนึ่งดังนี้
    "นับจากปลายปี พ.ศ. 2548 ผมได้ เปลี่ยนผ่านชีวิตจากช่วงวัยคฤหัสถ์ ที่มุ่งแสวงหาเพื่อครอบครอง มาสู่วัยวานปรัสถ์ท่ีมุ่งสู่การสละคืน ความยึดมั่นถือมั่น
    "ประสบการณ์ชีวิตในการเปลี่ยนผ่าน ได้กลายมาเป็นเรื่องเล่าที่นำมาสื่อสารกับมวลมิตรสหายอยู่เสมอตลอดช่วงเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมา
    "หลายคร้ังที่มีมิตรสหายบางท่านขอร้องให้ประเมินดูว่า ปัจจุบันน้ี ผมได้เดินทางจาริกมาถึงช่วงไหนของชีวิตแล้ว ได้ผ่านช่วงวานปรัสถ์ มาถึงช่วงสันยาสีหรือยัง
    "ผมเองนั้นอับจนด้วยปัญญา มิสามารถประเมินได้ว่า ตนเองได้ดำเนินมาถึงช่วงไหนของชีวิตแล้ว ถ้าจะทำได้คงเพียงแค่บอกเล่าพรรณนาว่า ทิวทัศน์สองข้างทางที่กาลังจาริกผ่านไปมีภูมิลักษณะเป็นเช่นไรเท่านั้น
    "ผมไม่มีความรู้เพียงพอที่จะบอกว่าขณะปัจจุบันผมอยู่ ณ ช่วงใดของชีวิต
    "ผมไม่รู้จริงๆ ว่า ช่วงขณะปัจจุบันได้จาริกมาถึงจุดใด สิ่งที่พอจะบอกได้ก็คือ ความหมายภายในใจตนเองท่ีมีต่อสภาวะต่างๆ ที่กำลังเป็นอยู่
    "สภาวะปัจจุบันที่กำลังเป็นอยู่ คือสภาวะความรู้สึกตัวว่าช่วงเวลา ณ ปัจจุบันขณะ ช่างเป็นห้วงเวลาที่แสนประเสริฐ ทิวทัศน์ที่มองเห็น ช่างสวยสดงดงาม ก่อให้เกิดความรู้สึกตื่นตาตื่นใจในปรากฏการณ์ที่มองเห็น ไม่มีเรื่องราวของโลกภายนอกจะบอกเล่า แต่มีเรื่องราวภายในใจที่ได้เรียนรู้ในช่วงวัยสุดท้ายนี้มากมายที่ปรารถนาจะให้มิตรสหายได้รับรู้
    "นี่เป็นมูลเหตุประการที่สอง ที่ทำให้ได้เขียนหนังสือเล่มน้ีขึ้นมา"
    จนกระทั่งในช่วงล็อกดาวน์โควิด 19 ระลอกแรกช่วงต้นปีต่อเนื่องเข้ากลางปี 2563 นั่นเอง ที่ทำให้อาจารย์ประมวลสามารถอยู่นิ่งๆ ที่บ้านที่เชียงใหม่เป็นเวลาหลายเดือน และตั้งใจตั้งสมาธิเขียนหนังสือเล่มดังกล่าวออกมาจนสำเร็จ เป็นหนังสือเกี่ยวกับ ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร ที่หลายคนเคยถามถึง และท่านเองก็เคยปรารภว่าหากเขียนหนังสือเล่มนี้สำเร็จก็อาจถือได้ว่าการงานสำคัญแห่งชีวิตท่านได้ลุล่วงลงไปแล้ว และหนังสือเล่มนี้ก็น่าจะเป็น 'หนังสือเล่มสุดท้ายของชีวิต' ของท่าน

จากตัวหนังสือสู่งานศิลปะ
    ในระหว่างที่กำลังแก้ไขต้นฉบับ อาจารย์ได้พบกับ พงศ์-ธรากร กมลเปรมปิยะกุล แห่งองค์กรชื่อ We Oneness (ที่มีเป้าหมายเพื่อการขับเคลื่อนสังคมสู่การตื่นรู้สู่หนึ่งเดียวกัน สนับสนุนโดยมูลนิธิสหธรรมิกชน) ซึ่งเคยร่วมงานกับอาจารย์ประมวลมาแล้วหลายวาระ พงศ์ทราบถึงโครงการหนังสือ ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร ก็เสนอว่าเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้น่าจะถูกนำมาขยายเป็นสื่อประเภทอื่นๆ จึงได้ชักชวน วิภว์ บูรพาเดชะ และทีม happening ให้ชวนศิลปินหลากหลายสาขามาร่วมเวิร์กช็อปกับอาจารย์ประมวล เพื่อรับฟังเรื่องราวและคำอธิบายตลอดจนประสบการณ์เกี่ยวกับ ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร ซึ่งปรากฎว่าได้รับการตอบรับจากศิลปินร่วมสมัยหลายราย ได้แก่ สันติ ลอรัชวี (นักออกแบบ), กนกนุช ศิลปวิศวกุล (นักออกแบบ), ณัฐพงศ์ ดาววิจิตร (นักออกแบบ, นักวาด), จุฬวิศว์ ศานติพงศ์ (ช่างภาพ),​ พิม สุทธิคํา (ศิลปินเซรามิก), ปีติชา คงฤทธิ์ (นักวาด),​ วีร์ วีรพร (นักออกแบบ, กราฟิกดีไซเนอร์), วินัย สัตตะรุจาวงศ์ (ผู้กำกับภาพยนตร์), ยอดฉัตร บุพศิริ (นักวาด), ดาวุด บินกาซัน (นักวาด), วิภว์ บูรพาเดชะ (บรรณาธิการ,​ นักเขียน), จิรายุ ตันตระกูล (นักแสดง, นักวาด), ต่อสวัสดิ์ สวัสดิ์-ชูโต (ช่างภาพ) และ ​อัคร์ภพ ขรรค์สร (นักเขียน) ทั้งหมดได้ร่วมเวิร์กช็อปและสนทนากับอาจารย์ประมวลเป็นเวลาสองวันหนึ่งคืนที่อริยาศรม วิลล่า ที่พักบรรยากาศร่มรื่นย่านสุขุมวิท
    ในช่วงเวลาสองวันหนึ่งคืนในเดือนสิงหาคม ปี 2563 นั้น บรรยากาศเป็นไปอย่างสบายๆ ศิลปินหลายรายรู้จักคุ้นเคยกันมาบ้างแล้ว อาจารย์ประมวลเล่าเรื่องการเดินทางภายในของตัวเอง และเรื่องความหมายของปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตรที่เต็มไปด้วยสิ่งที่ต้องตีความให้กับเหล่าศิลปินอย่างค่อยเป็นค่อยไป ด้วยเวลาสั้นๆ จึงไม่อาจทำให้ศิลปินทุกคนเข้าใจเรื่องนี้ได้อย่างถ่องแท้ แต่ในเรื่องความประทับใจและความคิดสร้างสรรค์นั้นถือว่ามีอยู่เต็มเปี่ยม ศิลปินทุกรายมีแง่มุมที่ประทับใจกับสิ่งที่ได้เรียนรู้ เมื่อได้โจทย์ให้สร้างงานที่บันดาลใจจากการเรียนรู้ในครั้งนี้ ศิลปินบางรายถึงขั้นลองคิดสร้างงานที่ตัวเองไม่เคยทำมาก่อน อย่างเช่น กนกนุช ศิลปวิศวกุล ที่ตัดสินใจออกแบบงานศิลปะในรูปแบบชุดแต่งกาย, วินัย สัตตะรุจาวงศ์ ที่วางกล้องวิดีโอแล้วลองมาทำงานภาพสองมิติแทน หรือ ณัฐพงศ์ ดาววิจิตร นักวาดที่หลายคนอาจคุ้นกันในชื่อ Nut Dao ก็กำลังคิดจะเริ่มทำงานภาพเคลื่อนไหวหลังจากที่ทำแต่งานสองมิติมาตลอด เป็นต้น
    ทีม We Oneness และ happening บอกกล่าวกับศิลปินในเบื้องต้นว่า อยากให้ทำงานศิลปะขึ้นมาคนละชิ้น เพื่ออาจจะนำไปทำเป็นภาพประกอบหนังสือของอาจารย์ประมวลซึ่งกำลังจะจัดพิมพ์ในเร็ววัน ...ซึ่งในขณะที่เวิร์กช็อปกันอยู่นั้น ยังไม่มีแผนการที่แน่ชัดว่าจะจัดพิมพ์อย่างไร
    จนเวลาผ่านมาถึงต้นเดือนตุลาคม 2563 ศิลปินทุกรายก็กลับมาพบกันที่ห้องประชุมของ สสส. ซึ่งเอื้อเฟื้อสถานที่ให้ใช้งาน และเปิดกว้างให้ผู้ที่สนใจได้เข้ามารับฟังการพรีเซนต์งานศิลปะของศิลปินทุกราย ซึ่งก็มีผู้สนใจเข้าร่วมรับฟังจนเต็มห้องประชุม ในระดับที่จัดการเว้นระยะห่างได้พอดิบพอดี
    ในวันนั้น ศิลปินบางรายทำงานเสร็จสิ้นแล้ว (อย่างเช่น สันติ ลอรัชวี, พิม สุทธิคำ, จิรายุ ตันตระกูล และ วิภว์ บูรพาเดชะ ที่เอาชิ้นงานมาตั้งแสดงหรือแจกให้ผู้ร่วมงานเลย) บางรายอยู่ระหว่างขั้นตอนการทำงานที่เต็มไปด้วยการทบทวนตัวเอง (อย่างเช่น ฟาน-ปีติชา คงฤทธิ์ และ กนกนุช ศิลปวิศวกุล ที่เล่าถึงวิธีคิดและขั้นตอนการทำงานอันน่าทึ่ง) แต่ทุกรายล้วนตั้งใจบอกเล่าการตีความของตนต่อความประทับใจในการร่วมเวิร์กช็อปกับอาจารย์ประมวลกันอย่างเต็มที่
    ในระหว่างการพรีเซนต์ อาจารย์ประมวลนั่งฟังด้วยความนิ่งสงบและยิ้มน้อยๆ เป็นระยะๆ
    "วันนี้เป็นวันที่ผมมีความสุขที่สุดวันหนึ่งในชีวิต"​ อาจารย์ประมวลกล่าวหลังจากที่ได้ชมการพรีเซนต์งานศิลปะครบทุกชิ้น
    และหนังสือเล่มนี้ของอาจารย์ประมวลก็ได้ข้อตกลงว่าจะถูกจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Sook Publishing ของ สสส. ในที่สุด
    และในการพรีเซนต์ของศิลปินวันนั้นเอง ในท่ามกลางผู้เข้าร่วมรับฟัง มีพระภิกษุรูปหนึ่งได้นั่งฟังอยู่ด้วย คือพระเอกวีร์ มหาญาโณ ภิกษุหนุ่มรูปนี้เคยเป็นนักร้องนำของวงดนตรีชื่อ Moon ในสมัยที่ท่านยังเป็นฆราวาส ในวันนั้นหลังจากฟังและชมผลงานของเหล่าศิลปินแล้ว พระเอกวีร์ มหาญาโณ ได้สนทนากับอาจารย์ประมวลในงานนี้ และเห็นตรงกันว่างานดนตรีก็เป็นงานศิลปะอีกแขนงหนึ่งที่เข้ามาร่วมกับโปรเจกต์นี้ได้ และอาสาไปรวบรวมมิตรสหายในแวดวงดนตรีมาเพื่อทำเวิร์กช็อปกับอาจารย์ประมวลอีกครั้ง
    เรื่องราวของหนังสือเล่มนี้จึงยังไม่จบเพียงเท่านี้

จากตัวหนังสือสู่บทเพลง
    "จริงๆ รูปพระแม่ปรัชญาปารมิตาที่ปรากฏอยู่ในอินเดียนี่ เราจะรู้ได้ว่าเป็นพระแม่ปรัชญาปารมิตาก็เพราะมีวีณา หรือพิณ อยู่ในมือท่าน ซึ่งแสดงความหมายที่ลึกซึ้งว่าท่านมีเครื่องดนตรีเป็นสัญลักษณ์หมายให้รู้ จะมีความหมายใกล้เคียงกับพระแม่สรัสวดีในคติของชาวฮินดู ที่เป็นพระแม่ของปัญญาญาณหรือการเรียนรู้ ทีนี้การเรียนรู้ที่ลึกซึ้งก็คือการเรียนรู้ที่ข้ามให้พ้นความคิดปรุงแต่ง ดนตรีเป็นสิ่งที่เราไม่ต้องใช้ความคิดครับ เราสามารถสดับรับฟังแล้วเกิดความรู้สึกที่มีความหมายได้เลย" อาจารย์ประมวลเคยกล่าวถึงความเกี่ยวพันของปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตรกับดนตรีไว้ครั้งหนึ่ง
    ล่วงเข้าปลายเดือนตุลาคม 2563 งานเวิร์กช็อปขนาดย่อมๆ ที่รวมนักดนตรีหลากลายสาขาและหลากหลายประสบการณ์ก็ถูกจัดขึ้นที่อาศรมสุญตา ย่านเสนานิคม 1 หลังจากที่พระเอกวีร์ มหาญาโณ ได้บอกกล่าวกับญาติธรรมและมิตรสหายในแวดวงดนตรีให้แจ้งข่าวกับผู้สนใจต่อๆ กันไป ในวันนั้นจึงมีทั้งนักดนตรีหน้าใหม่ ศิลปินรุ่นใหญ่ และศิลปินที่เคยออกอัลบั้มแล้ว อย่าง ริก วชิรปิลันธ์ และ ปอย พอร์เทรต (ตวัน ชวลิตธำรง) ไปร่วมเวิร์กช็อปและร่วมสนทนากับอาจารย์ประมวลด้วย
    และนั่นก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการฟอร์มกลุ่มนักดนตรีที่เรียกตัวเองเล่นๆ ว่า 'กลุ่มศิลปินดนตรีภาวนา : เพลงจันทร์ เร็คคอท ๒๕๖๔' ที่รวมตัวกันเพื่อทำเพลงประกอบหนังสือเล่มนี้
    ริค วชิรปิลันธ์ิ จันกาลี เดวี หรือที่หลายคนคุ้นเคยในชื่อ ริก วชิรปิลันธ์-อดีตนักร้องสังกัด เบเกอรี่ มิวสิค ที่หลายคนอาจยังจำบทเพลงและวิธีการร้องอันเป็นเอกลักษณ์ของเธอได้ เป็นหนึ่งในศิลปินที่มีบทบาทสำคัญในงานนี้ เธอเล่าย้อนที่มาที่ไปของการเข้ามาร่วมงานนี้ให้ฟังด้วยรอยยิ้ม
    "จากเวิร์กช็อปครั้งแรกที่เหมือนเป็นงานทดลองของท่านพระอั๋น (พระเอกวีร์ มหาญาโณ) ปรากฏว่ามีผลสามารถไปขยายต่อได้ วันนั้นเราได้เพลงดีๆ มาหลายเพลง พอทุกคนกลับไป ริคอยู่คุยกับท่านพระอั๋นและท่านอาจารย์ประมวลต่ออีกหนึ่งวัน เลยมีเวลาคุยกันเรื่องนี้ต่อ เดิมทีริคก็รู้จักท่านอาจารย์ประมวลเท่าๆ กับที่หลายคนรู้จักตามสื่อ เคยได้ยินมาว่าท่านมีความผูกพันกับพระสูตรฯ โดยเฉพาะต่อพระแม่ปรัชญาปารมิตา ซึ่งส่วนตัวริคก็มีความผูกพันกับพระสูตรบทนี้ มาตั้งแต่เด็กเช่นกัน เนื่องจากย่าของริคเป็นผู้ปฏิบัติพุทธมหายาน พระสูตรบทนี้เป็นหัวใจสำคัญว่าด้วยการข้ามพ้น ริคได้ยินได้ฟังจากย่าและได้รับพระสูตรมาอ่านตั้งแต่ช่วงวัยรุ่นและยังคงอ่านอยู่เป็นระยะๆ หนึ่งวันที่อยู่ต่อทำให้ริคได้รู้จักท่านอาจารย์ประมวลมากขึ้น ริครู้สึกนับถือในความศรัทธาที่ท่านมีต่อพระพุทธมารดา และพระสูตรนี้ก็อยู่ในเนื้อในตัวของท่านด้วย สำคัญสุดคือท่านอาจารย์ประมวลเป็นบุรุษที่เคารพและเห็นคุณค่าในสตรี แล้วท่านก็ไม่มองผู้คนจากภาพปรากฏภายนอก ตรงนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ยืนยันสิ่งที่ริครู้สึกได้ว่า พระสูตรปรัชญาปารมิตาอยู่ในเนื้อในตัวท่านเช่นนั้นจริงๆ ท่านไม่แบ่งแยกทวิลักษณ์ เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องน่ายินดีที่จะได้ทำงานรับใช้ท่านอาจารย์"
    หลังจากวันนั้นเหล่าศิลปินยังมารวมตัวกันอีกครั้งที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ คราวนี้มีศิลปินใหญ่อย่าง บรู๊ซ แกสตัน และ ป๊อด-ธนชัย อุชชิน มาร่วมวงด้วย และเกิดการก่อรูปร่างเรื่องการทำงานเพลงจริงจังมากขึ้น
    "ริคเสนอไปว่างานลักษณะนี้ ไม่ใช่แค่ทำแต่ละเพลงออกมาให้เสร็จแบบจบๆ ไป เนื้อหาเพลงมันไม่ได้แยกกัน แต่มันคือการเชื่อมโยงและร้อยเรียง ฉะนั้นเมื่อมันเป็นคอนเสปต์อัลบั้ม ก็น่าจะทำออกมาตามธรรมชาติที่เป็น ซึ่งท่านพระก็เห็นด้วย ส่วนท่านอาจารย์ก็ตามใจท่านพระค่ะ" ริคเล่าพลางยิ้มบางๆ "เมื่อ 10 ปีก่อนท่านพระเคยเป็นนักดนตรีเคยออกอัลบั้มก็จริง แต่งานของท่านไม่ใช่งานลักษณะคอนเสตป์อัลบั้ม แล้วท่านก็ไม่ได้ถนัดที่จะบริหารจัดการงานในห้องอัด บวกกับที่ริคเคยทำเพลงประกอบหนังสือของสำนักพิมพ์ตัวเอง (Symphony of Voice : book area) ท่านเลยชวนให้ริคมาทำงานในแบบที่ถนัด คือประกอบร่างงานคอนเสปต์อัลบั้มเพลงประกอบหนังสือปรัชญาปารมิตาฯ"
    นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของโปรเจกต์การทำเพลงทั้งหมด 15 เพลงที่จะร้อยเรียงไปกับเนื้อหาในหนังสือของอาจารย์ประมวล โดยได้ศิลปินหลากหลายแนวเพลง และหลายรุ่นมาร่วมงาน อาทิ ป๊อด-ธนชัย อุชชิน, หนึ่ง-เกรียงไกร วงษ์วานิช (Sleeper 1), ปอย-ตวัน ชวลิตธำรง (Portrait), ฟ้า-ศาลศิลป์ พัฒโนดม, ณป่าน พิชัยกุล, สายทิพย์ วิวัฒนปฐพี, Eva Ceez, ธนเดช เจริญเสียง, จอย-รัชย์จิรา จันทรวิวัฒน์, รวิอร สวัสดิสุข, พิชญา ดังศิริแสงทอง ฯลฯ รวมทั้งนักดนตรีสายเพื่อชีวิตรุ่นใหญ่ที่หันมาทำงานด้านเพลงภาวนาอย่าง เมธี จันทรา ที่มามอบบทเพลงบรรเลงขลุ่ยอันสงบงามให้ด้วย
    "อย่างที่ริคเคยบอกว่าทุกอย่างถูกกําหนดไว้แล้ว เพราะฉะนั้นงานนี้จึงเป็นอีกหนึ่งภารกิจบนโลกสำหรับริค เมื่อต้องเป็นเช่นนั้นเองจึงไม่ควรที่จะปฏิเสธ ที่สำคัญคือได้มองเห็นตัวเองและใจ-ภายในตัวเอง ริคตั้งใจที่จะทำงานนี้โดยละความเป็นตัวตน ในชั้นเรียนพระธรรม มีคำหนึ่งที่ริคติดอยู่นานให้พยายามทำความเข้าใจอย่างไร ก็ยังไม่สามารถซับซึ้งในความหมายของคำๆ นี้ได้ คือคำว่า ปรากฏการณ์ ซึ่งถึงตอนนี้ริคว่า ริคได้รับความหมายของคำนี้และได้รับบทพิสูจน์ใจมาแล้วค่ะ" นักร้องสาวกล่าวด้วยความชื่นใจ
    จากตัวหนังสือจึงมากลายเป็นงานศิลปะ และกลายเป็นเพลงด้วยประการฉะนี้ แต่คำถามสำคัญก็คือ แล้วการกลับไปร้อยเรียงงานทั้งหมดให้กลายเป็นรูปเล่มจะทำอย่างไร... เรื่องนี้คงต้องให้นักออกแบบหนังสือที่มีฝีไม้ลายมือและสนใจเรื่องนี้มาเป็นผู้ลงมือทำ

หนังสือที่เป็นมากกว่าหนังสือ
    ผู้ที่ได้รับมอบหมายในออกแบบหนังสือเล่มนี้คือ แป้ง-ณัฐจรัส เองมหัสสกุล แห่ง Studio Dialogue ซึ่งเป็นสตูดิโอออกแบบที่เคยรับงานหนังสือเล่มสำคัญๆ อย่างเช่นหนังสือ New Heart New World เล่ม 1 และ 2, หนังสือ ประชาธิปก พระบารมีปกเกล้า, หนังสือ Art Talk ของ bacc และงานอัตลักษณ์องค์กรของ Mission To The Moon
    "การเวิร์กช็อปที่อริยาศรมวิลล่าก็เหมือนกับเป็นบทเริ่มต้นของการได้ทำความรู้จักปรัชญาปารมิตาผ่านการนำทางของอาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ ค่ะ"​ แป้งเล่าย้อนถึงตอนที่ได้รับชวนมาร่วมเวิร์กช็อปกับเหล่าศิลปิน "ซึ่งในฐานะที่เราเป็นพุทธศาสนิกชนที่คุ้นเคยกับพุทธศาสนานิกายเถรวาท จึงไม่ได้มีความเข้าใจศาสนาพุทธนิกายมหายานมากนัก การเข้าใจปรัชญาปารมิตาในระยะแรกจึงเต็มไปด้วยอาการของความคิดที่จับต้นชนปลายไม่ถูก สิ่งที่พยายามทำต่อมาคือการต่อชิ้นส่วนเล็กๆ ทั้งหมดเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างภาพในใจต่อความหมายของปรัชญาปารมิตาให้กระจ่างขึ้น"
    "ชิ้นส่วนทางความคิดถูกคัดแยก จัดระบบให้เป็นหมวดหมู่ผ่านแผนผังภาพ (Mind Mapping) คำหลายคำ เช่น ทวิภาวะ, ความเป็นธรรมชาติ, สิ่งนั้นไม่มี, รู้ซื่อๆ ฯลฯ คำเหล่านี้ถูกจดลงบนกระดาษ จนกระทั่งตกผลึกมาเป็นคำว่า 'ศูนยตาวิหารธรรม' แปลตามความเข้าใจของนักออกแบบว่าพื้นที่แห่งความเป็นศูนย์" เธอค่อยๆ บอกเล่าการเรียบเรียงความคิด
    การออกแบบหนังสือเล่มนี้ใช้เวลาหลายเดือน ผ่านการประชุมร่วมกับอาจารย์ประมวลและทีมสำนักพิมพ์ Sook Publishing รวมทั้ง We Oneness หลายครั้ง ผ่านการทดลองเรื่องวัสดุ กระดาษ และเทคนิคทางการพิมพ์ที่ได้รับความร่วมมือจากโรงพิมพ์ภาพพิมพ์หลายหน จนเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง
    "หน้าที่ของนักออกแบบคือการสร้างสรรค์บางสิ่งให้เกิดขึ้น ซึ่งสวนทางกับความเป็นศูนย์ ระยะเวลาทำงานหนึ่งปีเต็มจึงหมดไปกับการออกแบบความเป็นศูนย์นี้ ความเป็นศูนย์ถูกแสดงออกโดยการวางชื่อหนังสือ 'ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร' ด้วยตัวหนังสือสีขาวลงบนพื้นที่สีขาวทอดตัวจากปกหลังมาปกหน้า เมื่อถอดปกด้านหน้าออกก็จะไม่พบภาษาหรือรูปภาพใดๆ นอกจากความเป็นศูนย์ จะเห็นแต่เพียงสัจจะวัสดุที่ทำมาประกอบเป็นหนังสือเล่มนี้ พลาสติก ผ้า กระดาษ และหมึก ทั้งนี้ยังเปิดเผยให้เห็นธรรมชาติโครงสร้างของหนังสืออย่างหมดเปลือกด้วยการเย็บเล่มสันเปลือย ไม่เจียรขอบกระดาษ โดยมีบทสวดปรัชญาปารมิตา 'โอม คะเต คะเต ปาระคะเต ปาระสังคะเต โพธิ สวาหา' ที่ถูกพิมพ์ลงบนที่คั่นหนังสือ เพื่อให้ปรัชญาปารมิตานำผู้อ่านไปตลอดทาง"
    และนี่เป็นเพียงไอเดียส่วนหนึ่งที่แป้งและทีม Studio Dialogue ใช้ร้อยเรียงต้นฉบับ งานศิลปะ และบทเพลงทั้งหมดมาอยู่ในรูปเล่มเดียวกัน หากได้เห็นหนังสือเล่มจริง จะเห็นว่ายังมีรายละเอียดเรื่องการจัดวางเนื้อหา ลำดับภาพ การใช้ฟอนต์ การสอดแทรกปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตรในภาษาต่างๆ ฯลฯ ซึ่งล้วนได้รับการจัดวางมาอยู่ในรูปเล่มเดียวกันโดยผ่านการคิดใคร่ครวญไว้เป็นอย่างดี

ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตรคืออะไร?
    อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะยังมีคำถามค้างใจว่า แล้วตกลง ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร คืออะไรกันแน่?
    อธิบายโดยย่นย่ออีกครั้ง เราก็คงบอกได้เพียงว่า ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร คือพระสูตรบทสำคัญของในพุทธศาสนาฝ่ายมหายานและวัชรยาน หัวใจของ 'ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร' คือ 'ศูนย์', 'ศูนยตา' หรือ 'ความว่าง' ซึ่งพระสูตรบทนี้สำคัญขนาดที่มีการนำมาตีความไปหลายรูปแบบ มีตั้งแต่การเพิ่มเติมรายละเอียดมากมาย (อาทิ ปัญจวิงศตะสาหัสริกา ปรัชญาปารมิตาสูตร-พระสูตรว่าด้วยปรัชญาปารมิตา อันประดับประดาด้วยพระคาถา จำนวน 250,000 พระคาถา) จนถึงพระสูตรที่มีเพียงคำเดียว (คือ อลปากษรปรัชญาปารมิตาสูตร พระสูตรว่าด้วยปรัชญาปารมิตา อันประกอบด้วยอักขระเพียงหนึ่งเดียว) ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นพระสูตรที่กล่าวถึงปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตรทั้งสิ้น และยังมีพระอรรถกถาจารย์ได้รจนาอรรถกถาเพื่ออธิบายปรัชญาปารมิตาสูตรอีกจำนวนมาก เรื่องราวของปรัชญาปารมิตาสูตรจึงมีตั้งแต่ถ้อยคำในคัมภีร์, ภาพวาดหรือรูปเคารพที่เป็นรูปแทนของ 'พระแม่ปรัชญาปารมิตา' ไปจนถึงเรื่องเล่าที่เป็น 'ตำนานธรรม' ที่ถูกเล่าสืบต่อกันมา
    หนึ่งในเรื่องเล่าเกี่ยวกับปรัชญาปารมิตาหฤหัยสูตรที่เราอาจจะคุ้นกันอยู่แต่ไม่รู้ซึ้งถึงความเกี่ยวข้องก็คือเรื่องของ 'พระถังซำจั๋ง' หรือ 'พระอาจารย์เสวียนจ้าง' ผู้เดินทางจากประเทศจีนไปยังชมพูทวีปเพื่อแสวงหาพระธรรมคำสอนที่ยังปรากฏอยู่ในสังคมอินเดียในช่วงเวลาหลังพุทธปรินิพพานแล้ว 1,100 กว่าปี ซึ่งมีบันทึกว่าในการเดินทางฝ่าทะเลทรายและความยากลำบากทั้งหลายนั้น ท่านก็ได้ยึดการสวดท่องคัมภีร์ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตรเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจมิให้หวั่นไหวไปกับอุปสรรคทั้งหลาย
    ความสำคัญของปรัชญาปารมิตาหฤหัยสูตรที่กล่าวถึงในที่นี้เป็นเพียงเสี้ยวส่วนหนึ่งเท่านั้น หากแต่ประสบการณ์ความผูกพันต่อพระสูตรบทนี้ของอาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ ตั้งแต่วัยเยาว์จนย่างเข้าวัยชรา และเรื่องราวในประวัติศาสตร์ที่ท่านได้ค้นคว้ามาตลอดชีวิต รวมทั้งประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้ผ่านการภาวนาพระสูตรบทนี้มาอย่างยาวนาน ทั้งในชีวิตประจำวันและในสถานการณ์สำคัญของชีวิต ก็จะกลายเป็นเรื่องราวเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ให้เราได้เรียนรู้ไปพร้อมกับการถ่ายทอดออกมาเป็นงานศิลปะและบทเพลง ซึ่งน่าจะช่วยทำให้ผู้อ่านได้รู้จักกับปรัชญาปารมิตาหฤหัยสูตรได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น
    และการที่จะเข้าใจได้ มีเพียงหนทางเดียวคือการได้ลองสัมผัส เรียนรู้ และทำความเข้าใจด้วยตัวเอง


    สั่งจองหนังสือ 'ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร หัวใจของการภาวนาเพื่อความรู้แจ้ง' ของอาจารย์ ประมวล เพ็งจันทร์ ฉบับปกแข็ง พิมพ์จำนวนจำกัด ได้ ที่นี่

วรรณวนัช บูรพาเดชะ

บรรณาธิการผู้คัดสรรชิ้นงานเข้าสู่ happening shop, เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก 'ญี่ปุ่นอุ่นอุ่น', นักเขียน ช่างภาพโฟโต้บุ๊ก 'Nagasaki Light' และไกด์บุ๊ก 'Kagawa Memories' นอกจากภาพถ่ายและงานเขียน สิ่งที่เธอสนใจเป็นพิเศษคือการนั่งสมาธิและการโปรยมุขไม่ขำ