ประมวล เพ็งจันทร์ เคยเป็นนักบวชอยู่นานหลายปี เคยเป็นอาจารย์สอนวิชาปรัชญาที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่อยู่หลายปีเช่นกัน ก่อนที่เขาจะยื่นใบลาออกจากการเป็นอาจารย์ในวัย 51 แล้วเริ่มต้นเดินเท้าจากเชียงใหม่กลับสู่บ้านเกิดที่เกาะสมุยเป็นระยะทางกว่า 1,000 กิโลเมตร เขาเขียนบันทึกเรื่องราวการจาริกทั้งภายในและภายนอกในครั้งนั้นและกลายเป็นหนังสือขายดีชื่อ เดินสู่อิสรภาพ แล้วประมวลก็กลายเป็นอาจารย์ของลูกศิษย์ลูกหาจำนวนมากทั่วประเทศไทยที่สนใจเรื่องการค้นลึกลงไปภายในจิตใจของตัวเอง
แต่นอกจากทั้งหมดที่กล่าวมา ประมวลยังเป็นคนรักศิลปะคนหนึ่งที่เคยใช้ช่วงเวลาในชีวิตเพื่อเสพงานศิลปะมาไม่น้อยกว่าใคร โดยเฉพาะงานวรรณกรรมและภาพยนตร์ บางครั้งเวลาที่ถูกเชิญไปบรรยายในที่ต่างๆ เขามักจะเชื่อมโยงข้อคิดจากหนังสือ ภาพยนตร์ หรือกระทั่งประสบการณ์ที่ได้สัมผัสงานศิลปะต่างๆ มาสอดแทรกอยู่ในการบรรยาย
นอกจากการเสวนากับอาจารย์ประมวลในเรื่องธรรมะ เรื่องจิตวิญญาณ หรือเรื่องการตื่นรู้ท่ามกลางสังคมอันวุ่นวายแล้ว เราคิดว่าการพูดคุยกับ ประมวล เพ็งจันทร์ ถึงเรื่อง 'ศิลปะ' ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน
และในช่วงเวลาสั้นๆ ที่ย่างก้าวในชีวิตของเราได้ผ่านมาพบเจอกับก้าวเดินของอาจารย์ประมวล บทสัมภาษณ์ขนาดไม่สั้น ไม่ยาว ชิ้นนี้จึงเกิดขึ้น อาจจะเป็นบทสนทนาที่ยังไม่รู้จุดหมายแน่นอน ยังไม่เห็นเส้นทางแจ่มชัด แต่ไม่กี่ก้าวที่เราได้เดินไปกับ 'ผู้ใหญ่' ท่านนี้ ก็เหมือนกับการได้หยุดพักจากชีวิตอันสับสน แล้วทบทวน ชวนกันคิด ก่อนจะไปต่อ
ก้าวแรกของบทสนทนาเริ่มต้นอย่างนี้...

คำว่า 'ศิลปะ' เป็นคำที่มีนิยามหลากหลายมาก ในความเห็นของอาจารย์ คิดว่า 'ศิลปะ' คืออะไร?
ผมไม่สามารถนิยามในความหมายซึ่งเป็นเชิงวิชาการได้นะ แต่เอาเป็นความรู้สึกของผมก็แล้วกันนะครับ ผมเข้าใจว่าศิลปะคือทางออก หรือทางรอดจากสิ่งที่มันเป็นความบีบคั้นในชีวิต ที่ผมนิยามอย่างนี้ก็คือเมื่อเรามีชีวิตอยู่ เราถูกกำกับและกำหนดโดยข้อเท็จจริง ข้อกำหนดอะไรเยอะแยะมากมาย แม้กระทั่งสังขารร่างกายของเราก็ยังถูกบีบคั้นด้วยสภาพเงื่อนไขต่างๆ มีความหิว ความเสื่อมชำรุดของร่างกาย เป็นต้น พอถึงจุดๆ หนึ่งในความรู้สึกของผมที่ผ่านวัยมาถึงวันนี้ ผมกลับพบว่าศิลปะคือทางออกหรือทางรอด หรือคำตอบอะไรก็ได้
คำว่า ทางออก หรือ ทางรอด ในความหมายของผมก็คือ เมื่อเรามีชีวิตอยู่ไปถึงวันหนึ่ง เราต้องสามารถอยู่เหนือข้อจำกัดของข้อเท็จจริงให้ได้ ถ้าเราตกอยู่ในโลกแห่งข้อเท็จจริงเราจะถูกบีบคั้น จนกระทั่งชีวิตของเราอยู่กับคำถามว่าเราเกิดมาทำไม ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องหิวโหย ต้องตาย แต่จริงๆ แล้วสิ่งเหล่านี้ที่เป็นข้อเท็จจริง ถ้าเรามีจินตนาการที่งดงาม จินตนาการที่มีพลัง เราจะสามารถสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นความหมายที่เป็นพลังเหนือข้อเท็จจริงนั้นได้ แล้วความหมายแบบนี้ศิลปินเนรมิตขึ้นมาได้ แม้ศิลปินเนรมิตสิ่งที่เป็นวัตถุก็จริง แต่ในวัตถุนั้นมันมีความหมายเชิงจินตนาการ มันทำให้เราอยู่เหนือข้อจำกัดบางอย่างได้
ในงานศิลปะที่เลอเลิศบางชิ้น ไม่ว่าจะเป็นทัศนศิลป์ที่สัมผัสด้วยตา หรือว่าดนตรี หรือแม้กระทั่งภาพยนตร์ก็ตาม ผมพบว่ามันมีความหมายยิ่งใหญ่ที่ทำให้มนุษย์เราสามารถธำรงอยู่ในโลกที่มีข้อจำกัด แต่เรากลับมีอิสระ มีพื้นที่ทางจิตวิญญาณที่เปิดกว้าง และในความหมายแบบนี้ ศิลปินคือผู้สร้างทางรอด ทางออก ให้กับเพื่อนมนุษย์
ผมเชื่อว่าถ้าสังคมใดมีศิลปิน แล้วศิลปินได้ทำจิตมุ่งปฏิบัติหน้าที่สร้างสรรค์งานศิลปะ สังคมนั้น แม้ว่าเรื่องอื่นอาจจะต่ำต้อยด้อยค่า แต่ถ้ามีงานศิลปะแบบนี้ สังคมนั้นจะเป็นสังคมที่อุดมสมบูรณ์
คือเรานิยามความงามไม่ได้ แต่ผมอยากบอกว่าความงามคือสุนทรียภาพที่เมื่อปรากฏในใจเราแล้วเรามีพลังที่จะอยู่เหนือข้อจำกัดของข้อเท็จจริง นึกถึงภาพว่าอย่างผมมีข้อจำกัดด้านกายภาพ คือผมแก่แล้ว ผมมีเวลาอยู่บนโลกใบนี้อีกไม่นานแล้ว แต่เพราะผมมีสุนทรียภาพในใจ ผมจึงมีความรู้สึกว่ามันไม่ใช่เป็นประเด็นว่าผมจะอยู่กี่วัน แต่มันเป็นประเด็นว่าผมมีความสุขเป็นล้นพ้นกับเวลาที่อยู่บนโลกใบนี้ ข้อจำกัดของกายผมไม่ได้ทำให้ผมสูญเสีย ผมยังนึกเสียดายว่าตอนสมัยผมเป็นหนุ่มผมไม่มีความสามารถแบบนี้ แต่สมัยผมเป็นหนุ่มผมสามารถที่จะทำอะไรเยอะแยะมากมาย เมื่อสักครู่ก่อนที่จะมานั่งคุยตรงนี้ มีคนเอาของหวานเป็นวุ้นแกะสลักมาให้ผมทาน ความรู้สึกของผมขณะที่กำลังกินของหวานแบบนี้ มันไม่ใช่แค่กินขนมหวาน แต่มันเป็นการสัมผัสความหมายบางอย่าง ที่มันเป็นการสัมผัสอาหารที่เลิศรส ซึ่งไม่ใช้วัตถุอาหาร แต่มันเป็นอาหารในเชิงจินตนาการ มันเป็นวิญญาณอาหาร วิญญาณในที่นี้หมายถึงความรู้แจ้งในความหมายของเราที่สัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ
ผมนึกถึงหนังสือเล่มหนึ่งที่บันทึกปัจฉิมวาจาของคุรุที่สำคัญ ในขณะที่นั่งทานของหวานอยู่ผมก็เลยเล่าให้คนที่ทานด้วยกันฟังว่า ผมชอบคุรุท่านหนึ่งที่เป็นพระเซนในประเทศญี่ปุ่น ท่านชรามากจนลุกจากเตียงไม่ได้ อาพาธจนฉันอาหารอะไรไม่ได้แล้ว เมื่อลูกศิษย์เห็นว่าท่านฉันอะไรไม่ลงก็พยายามไปหาอาหารที่ท่านชอบ ลูกศิษย์ไปรู้ว่าท่านชอบเค้กของร้านหนึ่ง จึงไปซื้อเค้กของร้านนี้มาแล้วก็พยายามจะบอกว่า 'หลวงพ่อครับ ฉันเค้กที่หลวงพ่อชอบหน่อยนะครับ' แล้วก็พยายามจะตักเค้กด้วยช้อนเล็กๆ ท่านก็พยายามผงกศีรษะขึ้น แล้วใช้ลิ้นแตะครีมหวานๆ จากเค้ก สัมผัสแล้วก็ยิ้มให้กับลูกศิษย์ แล้วก็มีแววตาสดใส แสดงให้รู้ว่าท่านอยากจะพูดอะไร ตอนนั้นท่านชรามากพูดอะไรไม่ค่อยได้ ลูกศิษย์ก็ต้องก้มตัวลงไปเพื่อเงี่ยหูฟัง ท่านบอกว่า 'เค้กอร่อยมาก' (หัวเราะเบาๆ) แล้วท่านก็ละสังขาร
คำว่า 'เค้กอร่อยมาก' มันกำลังบอกให้รู้ว่าโลกใบนี้มันงดงามน่ะ มันงดงามมาก ความหมายแบบนี้มันเป็นความหมายเชิงจินตนาการ มันเป็นวิญญาณอาหาร ศิลปินกำลังปรุงวิญญาณอาหารให้มนุษย์ได้เสพเสวย คนเราที่มีชีวิตอับจนนี่ ไม่ใช่เพราะเราขาดอาหารที่เป็นข้าว-น้ำนะ นึกถึงคนที่มีฐานะดีๆ มีสตางค์ จะกินอะไรก็ได้ แต่บางทีคนนั้นไม่ได้มีความสุขนะ คนบางคนสิ ไม่ได้มีอะไรมากแต่ก็มีความสุข มีความอิ่มเอิบ อิ่มเอมในชีวิต เพราะเขาได้บริโภควิญญาณอาหาร ซึ่งก็คือสภาวะของจิตที่รู้แจ้ง สัมผัสความงามได้ ในขณะที่จิตที่คับแค้น จิตที่แห้งแล้ง คือจิตที่ไม่สามารถเสพเสวยอาหารที่มันหล่อเลี้ยงความงดงามแบบนี้ได้

งานศิลปะที่ถูกนำไปรับใช้บางอย่าง เช่น เพื่อการพาณิชย์ หรือเพื่อโน้มน้าวทางการเมือง ถือว่าเป็นเรื่องผิดหรือถูกไหม?
คือเราก็นิยามว่าผิด-ถูกไม่ค่อยได้ อย่างเวลาเราพูดถึงอาหาร ถ้าเราบริโภคไม่เป็น อาหารที่บอกว่ามีคุณค่าแต่ถ้ามากเกินก็ไม่ดี อาหารที่มีรสชาติอร่อยแต่ว่าไม่มีคุณค่าทางโภชนาการเลยก็มี ในเชิงศิลปะผมเข้าใจว่าปัจจุบันเราอยู่ในโลกของกระแสที่มันถูกกระตุ้นเร้า พูดถึงศิลปะอาจจะไม่ชัดเจน พูดถึงอาหารอีกทีก็ได้ คือเราอยู่ในโลกที่เราถูกกระตุ้นเร้าให้เราอยากกินอาหารที่มีรสชาติอร่อย แต่ความอร่อยไม่ได้เกี่ยวกับหลักโภชนาการเลย สารชูรสที่ปรุงเข้าไปในอาหารไม่มีคุณค่าใดๆ เลย ผงชูรสนี่อันตรายทั้งนั้น แต่มันเป็นสิ่งเจือปนแล้วเรารู้สึกอร่อย เพราะฉะนั้นในชีวิตจริงๆ ของเรา ผมเข้าใจว่าศิลปะก็เป็นส่วนหนึ่งเหมือนกันที่ถูกเจือปน เป็นพาณิชย์ศิลป์อะไรแบบนี้ มีเจตนาแอบแฝงเพื่อทำให้เรารู้สึกหรือสัมผัสความหมายอย่างหนึ่ง แต่เราต้องใช้เงินซื้อ แต่ผมจะไม่พูดถึงประเด็นนั้น เพราะพวกนั้นมันทำให้ศิลปะที่บริสุทธิ์ถูกทำให้ด้อยค่าไป แต่ก็ยังมีคนที่เป็นศิลปินที่เขาสร้างงานศิลปะเพื่อสุนทรียภาพจริงๆ เพื่อทำให้มนุษย์เราได้เสพเสวยรสชาติของชีวิตที่มันมีความงามเป็นเครื่องชูรส ไม่ได้มีความอยากอะไรที่เป็นลักษณะของการกระตุ้น
สิ่งที่เป็นความหมายของศิลปะที่ผมพูดถึง ผมหมายถึงงานศิลปะที่เกิดขึ้นจากศิลปิน ที่มีจิตหยั่งถึงความงาม แล้วสามารถทำให้ความงามที่อยู่ในใจมาปรากฏเป็นวัตถุ เป็นอาร์ตเวิร์กได้ ศิลปินแบบนี้มีอยู่ตลอดเวลา และคนที่เป็นศิลปินประเภทนี้ สังเกตไหมครับว่าเขามักจะไม่สนใจในเชิงการค้าพาณิชย์เลย เขาจะมีความสุขกับการสร้างสรรค์ความงาม ไม่ว่าจะเป็นนักเขียน หรือคนสร้างหนัง บางทีเขาจะไม่คิดว่ามีคนดูหรือไม่ดูนะ แต่เขามีความรู้สึกว่านี่คือสิ่งที่เขาอยากจะให้คนได้สัมผัส แล้วบังเอิญว่าในชีวิตจริงถ้าสามารถทำสิ่งนี้ออกไปแล้วมันอาจจะเป็นเรื่องสากล มันเป็นสิ่งที่มนุษย์โหยหาอยู่แล้ว มนุษย์กระหายนะ บางทีมนุษย์ไม่รู้ตัวว่าเราโหยหาสุนทรียรส เพราะในขณะที่เรามีชีวิตอยู่ เราจะมีความแห้งแล้ง มีความคับแค้น เพราะถูกบีบคั้นจากภาวะข้อเท็จจริงในโลก
แล้วแน่นอนว่าพอมันมีพลังอะไรแบบนี้มันจึงมีคนที่เขาพยายามสื่อสารทางการเมือง พยายามสร้างงานศิลปะเพื่อตอบโจทย์ทางการเมือง เพื่อปลุกเร้าให้คนมีความรู้สึก แล้วบางทีก็เป็นความรู้สึกที่ก่อให้เกิดความเกลียดชังรังเกียจผู้อื่นที่เป็นปฏิปักษ์ แต่ทางศิลปะจะไม่มีคำว่าเป็นปฏิปักษ์ เพราะพอเราเสพเสวยรสชาติศิลปะแบบที่ผมหมายถึงนี้เราจะมีความรู้สึกที่ดีต่อการที่สัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ในความหมายที่ละเอียดลึกซึ้ง เหนือพ้นผลประโยชน์สวนตัว
ผมคิดว่าจริงๆ แล้วงานศิลปะสามารถตอบโจทย์ทางการเมืองได้ด้วยซ้ำไป เพราะมันสามารถละลายสลายสิ่งที่เป็นตะกอนขุ่นของความรู้สึกขัดเคือง เพราะสุดท้ายแล้วมนุษย์ย่อมมีความเป็นมนุษย์ที่อยู่เหนือเชื้อชาติ เหนือศาสนา และเหนือความคิดทางการเมือง
ผมเคยพูดถึงศิลปะอย่างดนตรี ที่เราเห็นในภาพยนตร์เรื่อง The Pianist (ภาพยนตร์ปี 2002 ของผู้กำกับ โรมัน โปลันสกี้) ที่ในท่ามกลางสงครามที่โหดร้ายรุนแรง เปียโนหลังหนึ่งที่นักเล่นเปียโนสามารถสะกดทุกคนให้ลืมสิ่งที่มันเป็นความคับแค้น ความขัดแย้ง ความโกรธเคือง ให้มาสัมผัสสุนทรียะที่สุดท้ายแล้ว ผมเชื่อว่างานศิลปะเป็นสิ่งที่จำเป็น ไม่ต่างจากอาหารที่มันมีคุณค่าที่เราต้องการ ในชีวิตของคนคนหนึ่ง สุนทรียภาพหรือสุนทรียรสก็คือเครื่องหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณและมิติด้านในที่ลึกซึ้ง
อาจารย์มีอะไรอยากสื่อสารกับศิลปินรุ่นใหม่ๆ ที่กำลังเริ่มสร้างตัวตนและผลงานของตัวเองบ้าง?
ผมเข้าใจว่ากิจของเขาในเบื้องต้น ถ้ายังอยู่บนวิถีหนทาง ก็คือการเรียนรู้ความเป็นจริงที่มาปรากฏอยู่ในใจของตนเองให้มาก ความเป็นจริงที่อยู่ข้างนอกมีเท่าไหร่ไม่รู้ แต่ถ้าเขารู้ความเป็นจริงที่อยู่ในใจของตัวเอง วันหนึ่งเขาจะสัมผัสความเป็นมนุษย์ที่มันอยู่ในใจ เขาจะเห็นความหมายอะไรบางอย่างที่อธิบายด้วยถ้อยคำไม่ได้ การเห็นแบบนี้มันจะทำให้เขามีพลังต่อคำถามหรือโจทย์ทางสังคมว่า มนุษย์ขาดอะไร แล้วเราจะสร้างสรรค์สิ่งนั้นได้อย่างไร
บางครั้งมนุษย์อาจขาดมิตรภาพ ซึ่งเป็นแก่นแกนหนึ่งที่สำคัญ ไมตรีจิตมิตรภาพเป็นความหมายที่ลึกซึ้งแต่เราอาจจะขาดสิ่งนี้ไป สิ่งนี้ไม่ใช่วัตถุที่จะหยิบยื่นให้กันได้ แต่สิ่งนี้คือความหมายที่จะอยู่ในใจ
ตอนที่ ตอลสตอย (Leo Tolstoy) เขียนวรรณกรรมเรื่อง สงครามและสันติภาพ (War and Peace) เขาเขียนเป็นงานวรรณกรรมซึ่งถือกันว่าเป็นศิลปะเชิงวรรณศิลป์ที่สูงมาก เขาต้องการเขียนเพื่อให้คนได้สัมผัสความรุนแรง ความโหดร้าย ความเจ็บปวดในภาวะสงคราม แล้วความรุนแรงในสงครามมันทำให้เราโหยหาสันติภาพ เพราะฉะนั้นวรรณกรรมเรื่อง สงครามและสันติภาพ มันจึงทำให้เราตระหนักได้ถึงคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ของสันติภาพ
หรือตอนที่สปีลเบิร์ก (Steven Spielberg) สร้างหนังเรื่อง Saving Private Ryan (1998) หนังเปิดฉากด้วยการยิง การทิ้งระเบิด คนตายเกลื่อน แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นความสะเทือนใจก็คือภาพของผู้ชายที่ยืนอยู่ในสุสานเพื่อไปคารวะหลุมศพที่มีชื่อของคนตาย แล้วเรื่องก็เล่าว่าเขาก็คือไรอัน ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นพลทหารแล้วได้รับการช่วยเหลือออกมา ตอนที่ผู้บังคับบัญชาหน่วยกำลังรบถูกสั่งให้ไปปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือพลทหารคนหนึ่ง ที่ติดอยู่ในวงล้อมของข้าศึก ก็มีความเคลือบแคลงว่าทำไมถึงเอากำลังพลที่ได้รับการฝึกปรือมาอย่างดีไปช่วยพลทหารเพียงคนเดียว ไม่คุ้มเลย แต่ความหมายก็คือมันเป็นเพราะผู้บังคับบัญชารู้ว่ามันมีโทรเลขไปถึงหญิงชราคนหนึ่ง ที่สูญเสียลูกชายไปแล้วสองคนในสงคราม มันจะเป็นเรื่องเจ็บปวดสักเพียงใดถ้าหญิงคนนี้จะต้องได้รับโทรเลขอีกฉบับหนึ่งว่าลูกชายคนสุดท้องตายแล้ว ผู้บังคับบัญชาจึงสั่งทหารให้เข้าไปช่วย แล้วทหารก็ตายเป็นจำนวนมาก
แต่วันที่ช่วยพลทหารไรอันออกมาได้ ผู้บังคับกองกำลังรบก็บอกกับพลทหารไรอันว่า 'กลับไปอยู่ในสังคมที่มีสันติ ด้วยความหมายที่รู้คุณค่า ว่าสันติที่เกิดขึ้นนี้ ต้องแลกมาด้วยความรุนแรง ต้องเสียชีวิตคนไปเท่าไหร่' ไรอันจึงกลับไปยืนเคารพหลุมศพเหล่านี้อยู่เสมอ เพราะเขาสำนึกว่าสันติภาพที่เขาได้สัมผัสอยู่ทุกวัน คือการที่คนเหล่านี้เสียชีวิตไปนะ ทีนี้ความหมายแบบนี้ถ้าเราบอกด้วยถ้อยคำธรรมดา บางทีมันสื่อไม่ได้ แต่คนที่สร้างภาพยนตร์ดีๆ มากำกับหนังแบบนี้ มันสามารถสื่อสารได้ดีกว่า

อาจารย์มีศิลปินคนโปรดบ้างไหม?
เนื่องจากผมไม่ค่อยได้เสพงานศิลป์แบบที่เป็นไฟน์อาร์ตมากนัก ผมมักจะเสพผ่านภาพยนตร์ ผ่านหนังสือ ผมเป็นคนชอบหนังสือ ยิ่งหนังสือที่มันคลาสสิก ที่มันเป็นตำนาน อย่าง เหยื่ออธรรม (Les Miserables ประพันธ์โดย วิกตอร์ อูโก) เพียงแค่เปิดฉากที่บอกว่า 'พระสังฆราชเป็นอย่างไรที่แท้จริงเราไม่รู้ แต่พระสังฆราชปรากฏอยู่ในจิตใจของผู้คนอย่างไร เราจะเปิดเผยให้ท่านรู้' แล้วก็ดำเนินเรื่องผ่านตัวเอกที่หนีออกจากคุก หนาวเหน็บ ไปพักอยู่ในวัดของพระสังฆราชที่เอื้อเฟื้อ ให้อาบน้ำ ทำซุปร้อนๆ ให้กิน แต่ตอนที่เขาจะหนีจากไปเขาก็หยิบเอาแจกันไปข้างหนึ่ง เพราะเขารู้ว่าเขาต้องใช้เงินในการที่จะหนีจากเมืองนี้ให้ได้ สุดท้ายเขาก็โดนตำรวจจับ ตำรวจเห็นแจกันก็รู้ว่าเป็นของวัด ก็เลยเอาไปถามพระสังฆราช พระสังฆราชกลับบอกว่า 'ฉันยกให้เขา ดูสิ เขาสมถะสันโดษ ฉันยกแจกันให้เขาทั้งสองชิ้นเลย' (หัวเราะ) มันจึงเป็นความตรึงใจของตัวเอก ต่อมาเมื่อเขาได้ดิบได้ดีก็ยังรำลึกถึงความดีงามนี้ไม่เคยเสื่อมสูญ นึกถึงเวลาเราอ่านงานแบบนี้นะครับ
หรืออ่าน ดอนกิโฆเต้ฯ (ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า ขุนนางต่ำศักดิ์นักฝัน หรือ Don Quixote ประพันธ์โดย มิเกล เด เซร์บันเตส) ที่เป็นสุดยอดของอัศวินเลย คนหัวเราะว่าเขาเป็นคนเพี้ยน เป็นคนบ้า แต่ในใจของเขาคือรู้สึกว่าตัวเองเป็นอัศวินที่ปราบอธรรม ความหมายแบบนี้เราอ่านแล้วจะรู้เลยว่ามันเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงชีวิตจิตใจเราแท้ๆ เลย นี่คืออาหารของวิญญาณที่ผมได้เสพมา ขอโทษเถอะถ้าผมจะบอกว่าแม้ผมจะยากจนข้นแค้น ผ่านชีวิตที่ลำบาก แต่ผมโชคดีที่ผมได้เสพงานศิลปะทั้งวรรณศิลป์และงานอื่นๆ พอผมเสพสิ่งนี้แล้วมันเป็นพลังในตัวผม ผมต้องขอบคุณศิลปินไม่ว่าแผนกไหน ฝ่ายไหน ที่สร้างงานศิลปะให้ผมได้สัมผัส