เด็กสาวผมยาวพลิ้ว ยีราฟคอยื่น งานคราฟต์สุดน่ารัก ของ Wood you mind ช่างเเกะไม้ชาวไทยในอเมริกา

    น่ารัก ตลก ขี้เล่น และลีลาท่ายากเยอะ คือความรู้สึกที่เกิดขึ้นหลังเห็นงานแกะไม้ของ Wood you mind หรือ ป่าน-อนิวรรต อัครสุทธิกร ศิลปินชาวไทยที่ไปโลดแล่นเป็นช่างแกะไม้ในรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา ทั้งเด็กหญิงผมยาวพลิ้ว เจ้ายีราฟนั่งคอยื่น เจ้าหมึกสายรุ้ง และเจ้ามังกรที่ดูมีกลไกแบบหุ่นยนต์ก็น่ารักน่าจับจนอยากได้มาตั้งไว้บนโต๊ะทำงานสักชิ้น รวมถึงงานแกะไม้ที่เจ้าของคาแรคเตอร์ดีไซน์เป็นคนว่าจ้างให้ป่านแกะให้ก็ทำเอาตารางงานยาวล่วงหน้าไป 3 เดือน จนต้องหยุดรับงานชั่วคราวเพื่อเคลียร์คิวให้เรียบร้อยก่อน
    เบื้องหลังการทำงานแกะไม้ของป่านเกิดขึ้นในสตูดิโอเล็กๆ ริมระเบียงอพาร์ตเมนต์ แต่กลับสร้างรายได้จนเป็นที่น่าพอใจ และภายในเวลาไม่ถึงปีอินสตราแกรม Wood you mind มีผู้ติดตามเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วกว่า 68,000 followers ทว่าเหนือสิ่งอื่นใดมากกว่ารายได้ที่ได้รับ ป่านยืนยันแนวคิดของการทำงานว่า การสร้างงานให้น่ารัก เข้าถึงง่าย และจับต้องได้ สามารถช่วยผู้คนให้พบความสุขมากขึ้น เอื้อให้มีพฤติกรรมที่ดีขึ้นผ่านการดูงานศิลปะ 
    เราจึงใช้โอกาสนี้ชวนป่านคุยผ่านวิดีโอคอลถึงชีวิตในวันวานที่เคยเป็นครูสอนศิลปะในโรงเรียนทอสี การเคยเป็นศิลปินที่ยึดมั่นถือมั่น จนเรียกตัวเองว่าเป็นคนติสต์แตก ก่อนจะเริ่มสนใจธรรมะ ออกบวช ลดอัตตาตัวเองลง และเลือกใช้ศิลปะเพื่อช่วยเหลือผู้คนอย่างทุกวันนี้
ครูศิลปะที่ทำให้เด็กคนหนึ่งอยากเป็น 'ครู'
    "จุดที่จำได้ว่าชอบศิลปะคือตอน ป.3 ป่านไปกวนตีนหัวหน้ากลุ่มเด็กผู้ชาย เขาบอกเพื่อนผู้ชายทั้งหมดว่าห้ามเล่นกับไอ้ป่าน เพื่อนไม่เล่นด้วย เราเลยไปเล่นกับเด็กผู้หญิง แต่บางจังหวะเบื่อที่จะเล่นกับผู้หญิงเลยหากิจกรรมส่วนตัวที่ทำได้จึงเริ่มวาดรูป เราชอบตัวเองเวลาวาดรูป มันสนุก มันมีอีกโลกหนึ่งที่มีจินตนาการ" ป่านย้อนวันวานให้ฟัง แล้วค่อยๆ ไล่เรียงว่าจากความชอบในวัยเด็กนั้น ขยับขยายเป็นความฝัน หลังได้มีโอกาสเรียนวิชาศิลปะกับครูท่านหนึ่งที่โรงเรียนอุดมศึกษา 
    "เขาเป็นคุณครูที่เคยเป็นนักออกแบบมาก่อน เราประทับใจวิธีการสอน ป่านรู้สึกว่าคำพูดมันมีน้ำหนักเหลือเกินเพราะเขาเคยทำงานจริงๆ เรารู้สึกถึงความแตกต่างกับครูศิลปะปกติ เรารู้สึกผ่อนคลาย ทั้งวิธีพูดวิธีคุยในห้องเรียนหรือนอกห้องเรียนทำให้เรารู้จักอาชีพศิลปะอื่นๆ นอกจากการวาดรูป นั่นคืออาชีพนักออกแบบ มันมีอาชีพนี้ด้วยเหรอ  เราถามตัวเองลึกๆ ว่าเราอยากเป็นคนที่ทำให้คนอื่นรู้ว่าต้องทำอะไร ย้อนกลับไปตอนเด็กๆ สนใจวาดรูปนะ แต่ไม่รู้จริงจังกับมันได้หรือเปล่า หากพอมาเจอครูเป้จึงทำให้รู้ว่าเราควรจะเดินไปทางไหน แล้วเราอยากเป็นครูแบบนี้" นับจากที่ป่านได้เรียนศิลปะกับ ครูเป้–ป้องชาติ ประเสริฐยิ่ง ผู้ที่ป่านนับถือเหมือนพ่อคนที่สอง เขาจึงอยากเป็นครูที่อยู่กับการออกแบบไปทั้งชีวิต จึงมุ่งมั่นสอบเข้าคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง สถาบันการศึกษาที่ครูเป้จบมาเช่นเดียวกัน 
    "มันใช่เลย เป็นวัยเรียนที่ป่านมีความสุขมากที่สุด" ป่านเริ่มเล่าชีวิตการเรียนมหาวิทยาลัย "ไปคนแรกของห้องทุกวันจนจบการศึกษา ทั้งวิชาออกแบบ วิชาวาดรูป วิชาประวัติศาสตร์ศิลป์ เราชอบหมด มันยิ่งตอกย้ำจิตวิญญาณความเป็นครูให้ป่านเยอะขึ้น เพราะคุณครูของคุณครูเหล่านั้นก็สอนครูเป้มาก่อน มันเข้มข้น เลยปลูกฝังความเป็นครูของตัวเราเยอะมาก" นับจากวันนั้นป่านก็อยากเป็นครูที่ดีแบบที่ครูเป้เป็น
ศิลปินติสต์แตก ที่เกือบทำลายชีวิตตัวเอง

    หลังเรียนจบเขายังไม่ได้เป็นครูตามใฝ่ฝัน นั่นเพราะช่วงฝึกงานเป็นอาจารย์ฝึกสอน ป่านรู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่ครูในระบบกระทรวงศึกษาธิการ ขณะเดียวกันเขาเริ่มทำงานศิลปะและเป็นฟรีแลนซ์ตั้งแต่อยู่มหาวิทยาลัยปี 2 เมื่อมองเห็นลู่ทางและรายได้ที่เข้ามาจำนวนมาก เขาจึงตัดสินใจทำงานเป็นศิลปินเต็มเวลา

    ป่านเล่าให้ฟังว่า 15 ปีก่อน เขาเปิดร้านขายเสื้อเพนต์ในตลาดนัดทำมือทุกวันเสาร์-อาทิตย์ที่เซ็นทรัลเวิลด์ ขายดีมาก สร้างรายได้ขั้นต่ำเดือนละ 20,000 บาท จึงทำให้เขาจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ ของตัวเองตั้งเเต่อายุ 20 ปี หากด้วยความได้เงินมาง่าย ทำให้เสียวินัยทางการเงิน เเละเต็มไปด้วยอีโก้จนลูกค้าหายไป 
    "คำว่าติสต์แตกที่ทุกคนเข้าใจ ป่านผ่านมาแล้ว ไม่สนใจลูกค้า เกี่ยงงาน เลือกงาน ต้องทำงานตามเงื่อนไขของฉันนะ ลูกค้าจึงเริ่มหายไปเรื่อยๆ เพราะจากปกติที่ขายของเดือนละ 4-8 วัน พอขายแค่วันเดียวได้ค่าใช้จ่ายทั้งเดือนก็จะเหนื่อยไปทำไม เลยขาดๆ หายๆ เราไม่รู้ว่าลูกค้าหายไปจากเรา ยิ่งหลังบวช 6 เดือน ลูกค้าหาย เงินเก็บที่ไม่มีวินัยเริ่มร่อยหรอ จากคนที่รายได้เดือนละสี่ห้าหมื่น เงินเข้าเป็นศูนย์ เงินในบัญชีเหลือหลักร้อยบาท" 
    เมื่อมีปัญหาเข้ามาจึงพยายามหาทางออก เริ่มจากการลดอัตตาตัวเองว่าชีวิตนี้ไม่เป็นครู เพราะไม่สามารถสอนแบบที่ต้องการได้ เลยเลือกทำงานศิลปะ กลับมาสมัครงานครูตามความใฝ่ฝันเมื่อวันวาน หลังนึกย้อนกลับไปในวันที่กำลังบวชแล้วได้คุยกับพระรูปหนึ่งที่แนะนำให้รู้จักกับโรงเรียนทอสีซึ่งเป็นโรงเรียนทางเลือก
    อีกส่วนหนึ่งที่ช่วยให้เขาตัดสินใจมาเป็นครูคือ ขณะบวชป่านคิดขึ้นมาว่า ศิลปะเป็นเรื่องมายา เรื่องหลอกหลวง ไม่ใช่เรื่องจำเป็นของชีวิต เลยตั้งใจว่าหลังสึกออกมาจะเลิกวาดรูป จะตัดขาดกับศิลปะทั้งหมด พอป่านไปปรึกษาอาจารย์ท่านหนึ่งที่เป็นคนแนะนำให้ป่านบวช อาจารย์บอกว่าอย่าเลิก แต่ควรนำทักษะที่เขามีไปช่วยเหลือคนอื่นต่อไป "ถ้าเลิกไปวันนั้นป่านเห็นแก่ตัวมาก ซึ่งศิลปะหลังจากนั้นของป่านกลายเป็น Positive Art จากที่วาดเอาเท่ เอามาโชว์เทคนิค คนเห็นแล้วโอ้โฮ กลายเป็นเปลี่ยนไปช่วยคนอื่น" 
    ครูป่านของเด็กๆ จึงกลายมาเป็นครูคนใหม่ของโรงเรียนทอสี

ครูศิลปะที่อยากให้เด็กๆ มีความสุขกับศิลปะ

    ช่วงเวลา 2 ปีที่เป็นครูศิลปะ ป่านบอกว่าเขาเติบโตขึ้นแตกต่างกับสมัยเป็นศิลปินติสต์แตกลิบลับ เก็บเงินเก่ง วางแผนชีวิตอย่างละเอียด และรู้จักการวางตัวเป็นตัวอย่างที่ดีทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน ทั้งการกระทำและคำพูด เพื่อไม่ให้นักเรียนอคติกับวิชาศิลปะ

    "หลังสึกออกมา ป่านเปิดคอร์สศิลปะให้ผู้ใหญ่บ้าง คำพูดที่เจอบ่อยๆ คือ เขาชอบวาดรูปนะ แต่ต้องเลิกไปเพราะคุณครูดุ หรือเพื่อนวาดสวยกว่าแล้วโดนเปรียบเทียบ หรือคะแนนไม่ดี มันเป็นตัวแปรสำคัญที่ป่านสัมผัสได้ว่ามันมาจากอย่างอื่นที่ไม่ใช่ตัวเขา โดยเฉพาะจากคุณครู หน้าที่ของครูศิลปะในวัยประถมนั้นง่ายมาก อย่าทำให้มันติดลบ เราต้องพูดแต่คำพูดบวก ไม่มีติดลบใดๆ ทั้งการกระทำทางตรงหรือทางอ้อม" 

    ป่านเลือกเดินทางเป็นครูศิลปะตามที่ตัวเองเชื่อ แล้ววันหนึ่งป่านได้มองเห็นว่าเด็กๆ รักเขามากแค่ไหนในวันที่ตัดสินใจลาออก แล้วหันมาทำโรงเรียนสอนศิลปะชื่อ สอนศิลป์ และสร้างแบรนด์เซรามิกของตัวเอง

    "ป่านไม่คิดว่าจะทำให้เขารักได้นะ ป่านมั่นใจว่าป่านรักเขาได้ แต่ไม่ได้คาดหวังว่าเขาจะรักเรา บทเรียนสุดท้ายที่อยากฝากให้เด็กๆ คือ วันที่ป่านลาออก ป่านตั้งใจไว้อย่างนั้นเลย เธอจะต้องรู้จักการจากลา หากมันหนักหน่วงที่เขารักเราด้วย ป่านลำบากใจมากนะ มันทำใจยาก ลังเลเหมือนกัน เดินออกมาจากห้องเรียนวันสุดท้ายเข่าทรุดเลย จะอยู่ต่อดีไหม หรือไม่ลาออกดีไหม"

ทฤษฎีคนจุดไฟ และการค้นพบ 'อิคิไก' ความหมายของการมีชีวิตอยู่
    หลังเลิกเป็นครูสอนศิลปะในรั้วโรงเรียน ป่านยังทำหน้าที่ครูสอนศิลปะในโรงเรียนของตัวเองควบคู่ไปกับสตูดิโอเซรามิก แม้จะไม่มีความเชี่ยวชาญด้านเซรามิกมาก่อน แต่เขาตัดสินใจสั่งทำเตาราคาเหยียบแสนที่ต้องใช้เวลากว่าจะมาส่ง โดยระหว่างนั้นเขาหัดฝึกปั้นจากการดูยูทูบ หากมีข้อสงสัยจึงปรึกษาผู้รู้จนกว่าจะสำเร็จ
    "ถ้าทำแบบนี้ทุกวัน ไม่เป็นให้มันรู้ไป ป่านใช้ทฤษฎีนี้เสมอเรียกมันว่า 'ทฤษฎีคนจุดไฟ' ป่านมีความเชื่อว่าคนจุดไฟคนแรกไม่ได้เรียนหรอก ต้องทำอะไรสักอย่างจนไฟติด ถ้าเราใช้ทฤษฎีนี้อาจจะช้าหน่อยแต่ทำเป็น ซึ่งผลพวงของมันป่านเรียกว่า First-hand knowledge คนจุดไฟคนแรกจะรู้ว่าจุดยังไง เพราะพลาดมาเยอะ สิ่งที่เขาจุดได้ไม่ใช่เพราะเขาจุดได้ แต่เขารู้วิธีที่จุดไม่ได้ เหมือนป่านรู้วิธีที่จะปั้นไม่ได้ ป่านจึงปั้นได้ ถ้าปั้นพลาดนิดหนึ่งรู้เลยว่าจะแก้ยังไง" 
    ป่านเล่าเสริมว่าช่วงแรกที่ทำเซรามิกไม่ได้ขายดีตั้งแต่แรก การมองการตลาดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เขาเล็งเห็นว่าถ้าปั้นจาน แก้ว แจกัน คนคงซื้อไม่บ่อยนัก แต่ถ้าปั้นกระถางต้นไม้คนน่าจะซื้อเยอะ เพราะคนส่วนใหญ่เลี้ยงแคคตัสกันหลายต้น ทำให้ช่วงเวลา 2 ปีที่ทำร้าน กระถางต้นไม้ขายดีมาก เผาบ่อยจนเตาพัง 
    "สิ่งที่ป่านได้มากกว่าเรื่องของเงินและสกิล คืออิคิไก ทำให้ป่านรู้ความหมายของการมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร มันมีแรงที่จะตื่นขึ้นมาในตอนเช้า มันทำให้คนที่นอนดึกมาตลอดอยากตื่นเช้า อยากลุกขึ้นมาทำงาน อยากทำงานเพราะมีความสุข ไม่ได้อยากทำงานเพราะได้เงิน พอเรามีเหตุผลที่จะตื่น มันเลยมีเหตุผลที่ทำให้เรานอน ทำให้ป่านไม่ตั้งนาฬิกาปลุกตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา มันสะดุ้งตื่นขึ้นมาเอง ถ้าตื่นเช้าวันมันยาวขึ้น ป่านจึงเป็นศิลปินที่ทำงานตอนเช้า ไม่ได้ทำงานกลางคืน" 
ละทิ้งงานทั้งหมดที่ไทย เพื่อตามคนรักไปอยู่อเมริกา
    เมื่อเตาพัง ป่านเริ่มมองหาลู่ทางอื่นๆ ระหว่างรอช่างมาซ่อม เขานึกถึงงานแกะไม้ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เคยทำตอนเด็ก
    "ป่านรู้สึกว่ามันอยู่ในจิตสำนึก ตอนอยู่ ม.ปลายชอบเอาดินสอมาแกะเล่น เราเคยดูทีวีแชมป์เปี้ยนตอนแข่งแกะไม้ แล้วมีคนญี่ปุ่นคนหนึ่งเอาคัตเตอร์มาแกะเป็นเหลี่ยมๆ เหมือนที่ป่านทำในปัจจุบันนี้แหละ ป่านแกะดินสอเป็นหัวสโนว์แมนง่ายๆ แล้วแจกเพื่อน คนที่เป็นเวรกวาดห้องก็จะโกรธมาก เพราะมันร่วงเต็มพื้น" นับเป็นอีกครั้งที่ป่านหยิบทฤษฎีคนจุดไฟมาใช้ เพียงเปลี่ยนจากเซรามิกมาเป็นงานแกะไม้ เขาดีไซน์รูปทรงแหวกแนวด้วยตนเอง ผลงานจึงมีความแปลกตาไม่เหมือนใคร 
     "มีความในใจที่ไม่ค่อยเล่าให้คนอื่นฟังเท่าไร ป่านต้องการเรียนรู้ว่ามันพลาดตรงไหนได้บ้าง ทุกตัวที่ป่านทำ ไม่ได้ทำเพราะสเก็ตช์ไว้แบบนั้น แต่เป็นเพราะอยากรู้ว่าถ้ารับน้ำหนักแบบนี้ มันห้อย มันเอียง มันจะเป็นยังไง ช่วงแรกจึงไม่รับออร์เดอร์ เพราะป่านกำลังเรียนรู้ แต่ตั้งใจไว้แล้วว่าวันหนึ่งต้องรับ ถ้าหากป่านรับเลยเมื่อเจองานแปลกๆ จะทำไม่ได้ ซึ่งช่วงนั้นป่านเรียนรู้ทุกกระบวนท่ามาหมดแล้ว พอตอนนี้เจออะไรแปลกๆ ทำได้หมด" ป่านเผยความในใจให้ฟัง มิน่าเล่าถึงเห็นงานแกะไม้ของป่านมีอะไรห้อยโหน หรือมีวัสดุอื่นๆ เข้ามาผสม
    ขณะที่ป่านกำลังไปได้สวยกับงานแกะไม้ คนรักของป่านก็ได้รับข้อเสนอจากบริษัทให้มาทำงานที่อเมริกา ป่านคิดทันทีว่าจะไม่ตามมาด้วย เพราะกำลังไปได้สวยกับงาน แล้วไม่รู้ว่าถ้ามาอเมริกาจะเจออะไร อีกอย่างต้องมาอยู่อพาร์ตเมนต์ทำงานแกะไม้คงไม่สะดวก หากแต่เหตุผลที่ใช้ตัดสินใจทั้งหมดก็พังทลายลงทันที เมื่อตอนบอกลาคนรักที่สนามบิน 
    "ป่านคิดว่างานกับคุณภรรยา คุณภรรยาสำคัญกว่า วันนั้นที่มาส่งสนามบิน ไม่ต้องใช้ความคิดเลย สัญชาตญาณบอกว่าเราต้องมา ระหว่างที่มองหน้ากันป่านทำหน้าเศร้าไม่ได้ แล้วเขาทำหน้าเศร้าไม่ได้ เพราะเรารู้ว่าไม่สามารถแสดงความเศร้าใส่กันได้ เป็นความรู้สึกประหลาดมาก มันเหมือนร้องไห้อยู่ในใจแต่ร้องออกมาไม่ได้ เราอยากให้เขาเห็นภาพเรายิ้ม เขาก็ทำแบบนั้นเหมือนกัน พอเขาถึงอเมริกาปุ๊บ รีบโทรหากันปรากฏว่าเป็นเหมือนกัน เราเก็บทรงไม่อยู่ เราคิดเหมือนกันว่าควรจะอยู่ด้วยกัน ป่านรู้สึกว่าโอเคเราเสียสละได้ ป่านเคยทิ้งงานที่รักไปแล้วครั้งหนึ่ง เพราะงั้นป่านยอมทิ้งอีกรอบหนึ่งได้"
    ป่านนึกย้อนกลับไป ลึกๆ ในหัวใจของเขารู้อยู่แล้วว่าต้องตามภรรยาไปอเมริกา ก่อนที่ภรรยาจะเดินทางหลายเดือนจึงหยิบโครเชต์กลับมาฝึก ค่อยๆ ถักเป็นตัวนั้นตัวนี้อีกครั้ง เพื่อมองหาลู่ทางว่าไปอเมริกาจะทำอะไรได้บ้าง 
    "คนต่างประเทศเขาเล่นไหมพรมกัน เรารู้สึกว่ามันควรจะขายได้ เลยกลับมาซ้อมทั้งๆ ที่ยังไม่รู้ว่าจะมาหรือเปล่า แต่ป่านก็ทำ ถ้าดูเฟซบุ๊กย้อนหลัง จะเห็นป่านอยู่ร้านกาแฟนั่งถักโครเชต์แทบทุกวัน ตอนทำกับข้าว กินกาแฟ รอโอนเงิน ขึ้นรถไฟฟ้าก็ถัก พกติดตัวตลอด ซ้อมไว้ก่อน แล้วก็ได้มาจริงๆ เลยขนอุปกรณ์ไหมพรมมาทั้งหมด"
เปิดตลาดสินค้าทำมือที่อเมริกาด้วยการถักโครเชต์
    หนึ่งเดือนแรกที่อเมริการะหว่างรอข้าวของจากบริษัทขนส่ง ป่านใช้เวลาหมดไปกับการดูซีรีส์เกาหลี และเล่นเกม Animal Crossing แล้วทันทีที่ไหมพรมถูกส่งมา เขาจึงเริ่มถักตัวละครที่ชอบในเกม แล้วโพสต์เข้าไปในกลุ่มเฟซบุ๊กคนไทย ปรากฏว่ามีคนไทยที่อยู่อเมริกาสนใจสั่งซื้อ แล้วหลังจากนั้นจึงมีออร์เดอร์เข้ามาเรื่อยๆ จนเริ่มมีลูกค้าชาวต่างชาติ
    ป่านเริ่มรับออร์เดอร์ถักโครเชต์มาเรื่อยๆ  ซึ่งขายดีมาก ในแต่ละวันป่านถักได้ประมาณ 3 ตัว แต่ด้วยความที่สินค้ามันเพิ่มมูลค่าไม่ได้ ทำท่าแอคชั่นหลายท่าไม่ได้ รวมถึงสีของไหมพรมที่บางสีขาดตลาดบ้าง ไม่สามารถผสมสีได้ตามต้องการ ทำให้ป่านเลิกถักโครเชต์แล้วมองหาหนทางกลับมาทำงานแกะไม้ "ด้วยความทะเยอทะยาน และความดื้อของป่านที่อยากจุดไฟต่อ ป่านคิดว่าไหมพรมเป็นงานที่ตั้งใจว่าจะทำตอนไม่เหลือแรงแล้ว เราคงไม่สามารถแกะไม้จนแก่ได้หรอก ป่านเชื่อว่าก่อนจะตายคงไม่นั่งตอกไม้ แต่คงเป็นตาแก่นั่งเก้าอี้โยก กับแมว แล้วถักไป เราจึงไม่อยากถักมันตอนนี้แม้ไหมพรมจะเป็นงานอาร์ตที่ชอบมากที่สุดนะ"

    ช่วงระหว่างวางแผนที่จะหยุดงานไหมพรม ป่านลองซื้อไม้ชิ้นเล็กมาแกะ เพื่อทำความรู้จักกับลักษณะนิสัยของไม้ให้มากขึ้น แถมเขายังคิดเเผนสำรองเเอบเตรียมอุปกรณ์แกะไม้ติดกระเป๋ามาจากเมืองไทย ดังนั้นเมื่อกลับมาแกะไม้อีกครั้ง ไฟที่เคยจุดรอไว้ก็ลุกโชน "ฟืนมันร้อนอยู่แล้ว มันจุดติด อย่างน้อยถ้าป่านทำไม้แล้วไม่รุ่งก็ยังกลับมาทำไหมพรมได้ จึงลองเสี่ยงดู ป่านทำไหมพรมอยู่ 2 เดือนนะ พอเดือนที่ 2 ก็ซุ่มทำงานไม้ เพราะคิดว่าเปิดตัวต้องทำให้ใหญ่ ไม่สามารถทำแค่ 1 ชิ้น แล้วเอาไปเร่ขายว่ามีใครสนใจบ้าง ป่านทำที 7 ตัวเลย มาพร้อมกันทีเดียวเหมือนร้านขายของที่มีสินค้ามาให้เลือกเยอะๆ แล้วก็ได้รับการตอบรับ ปังเลย หลังจากนั้นก็ไม่เคยหยุดทำ"

งานแกะไม้ที่อยากส่งต่อความสุขให้ผู้อื่น
    Wood you mind โลดแล่นอยู่ในตลาดทำมือของอเมริกา เต็มตัว นับจากเดือนกันยายนปี 2563 ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนอเมริกา 95% คนไทย 4% และอีก 1%  เป็นคนชาติอื่นๆ เช่น อังกฤษ บราซิล ฝรั่งเศส และอิตาลี กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ของป่านเป็นนักสะสมและนักออกแบบเกม ซึ่งนำตัวคาแรคเตอร์ที่ออกแบบไว้มาให้ป่านแกะให้ ระหว่างทางป่านไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเอง พยายามเรียนรู้สิ่งใหม่เรื่อยๆ ภายใต้ออร์เดอร์ของลูกค้า ทุกวันนี้เขาวางตารางงานตัวเองไว้หลวมๆ ทำวันละ 1 ชิ้น ใช้เวลาทำงาน 5-6 ชั่วโมง หรือ 30 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ยึดใช้หลักการค่อยๆ ทำ ทำด้วยความผ่อนคลายซึ่งเห็นผลได้ชัดเจนว่างานเสร็จเร็วกว่า และยังมีเวลาว่างเสาร์-อาทิตย์ ไว้ใช้โยกออร์เดอร์หากวันไหนป่วย หรือเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพิ่มเติม 
    "เราวางแผนชีวิตไม่ใช่เพราะต้องการความสะดวกสบาย หรือตอบโจทย์ Work-Life Balance แต่ในความเป็นจริง ป่านเป็นนักวางแผนระยะยาว ป่านต้องทำงานไปถึงแก่ ซึ่งพอเป็นมนุษย์ใช้แรงแลกเงินสิ่งสำคัญมากที่สุดคือสุขภาพ ถ้าเอาเวลาของวันพรุ่งนี้มาใช้ อัดไปเลย ช่วงนี้ได้งานเยอะ ทำไปเลย 10-15 ชั่วโมง ค่อยไปนอนเสาร์-อาทิตย์ ถามว่าทำได้ไหม ทำได้ แต่ 3 ปี อาจจะตายเลย ป่านคิดเผื่อไว้ถ้าตายตอนอายุ 90 ปี จะเป็นคนอายุ 90 ปี ที่ทำงานตลอดเวลา จึงต้องทำงานให้พอดี นอนให้พอดี และโดยพื้นฐานเราต้องรู้จักแรงของตัวเองก่อน ประมาณ 4-5 โมงเย็น มือจะเริ่มล้าแล้ว เราจะไม่ฝืน อีกเรื่องคือป่านทำงานตอนเช้า ไม่ใช่เรื่องเท่ไรนะ รู้สึกว่ามันอ้างอิงกับความเป็นสัตว์กินพืชของเรา มันควรออกมาใช้ชีวิตตอนเช้า พลังจากแสงอาทิตย์ก็เป็นวิตามิน แล้วพอแสงเริ่มจางเป็นสัญญาณให้เราเลิกงานโดยไม่ต้องดูนาฬิกา ใช้เวลาของธรรมชาติ ใช้ชีวิตในแบบที่คนควรจะใช้ กลับไปสู่ความสามัญ ความง่ายที่สุด ไม่ต้องให้มันบังคับเราว่าต้องเริ่มตอนไหน จบตอนไหน"  
    เมื่อมองดูชิ้นงานของป่าน จะเห็นว่ามีตัวหญิงสาว และยีราฟ ที่ป่านแกะเป็นท่วงท่าต่างๆ อยู่บ่อยครั้ง เราจึงอดสงสัยไม่ได้ว่านี่คือซิกเนเจอร์ของป่านหรือเปล่า "ป่านไม่ใช่คนที่โฟกัสเรื่องคาแรคเตอร์ หรือเอกลักษณ์เลยยังตอบไม่ได้นะ ช่วงนี้ป่านชอบวาดเด็กผู้หญิง แต่เชื่อว่าคงไม่วาดไปตลอดแน่นอน มันอาจติดอยู่ในจิตสำนึกบางอย่าง ถ้าย้อนลึกไปกว่านั้นป่านถูกเลี้ยงดูโดยคุณแม่และพี่สาว เพราะฉะนั้นจึงมีความเป็นผู้หญิงอยู่หน่อยหนึ่ง ได้เดินโซนเครื่องสำอาง เดินโซนเสื้อผ้าผู้หญิง โดนคุณแม่จับแต่งตัวตั้งแต่เด็กๆ รวมถึงตอนประถมก็ไม่ได้เล่นกับเด็กผู้ชาย เล่นกับเด็กผู้หญิง น่าจะทำให้หลงเหลือติดตัวมา"
    "แต่ถ้าบอกว่าซิกเนเจอร์คือยีราฟ ไม่ผิดนะ น่าจะเป็นตัวโปรดที่สุดตัวหนึ่ง ป่านมีความหลังฝังใจกับมัน เพราะแฟนคนก่อนหน้า เขาชอบยีราฟ เรารักกันดีมากจนเกิดเหตุให้เลิกรากันไปแล้วป่านเศร้ามาก ป่านคิดว่าจะทำยังไงให้มันหายเศร้า มูฟออนให้ไวที่สุด เลยเอาเขามาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างศิลปะ เอายีราฟมาวาด ทำตัวเองยุ่งๆ จะได้ลืม ถือเป็นช่วงที่พัฒนาฝีมือเยอะมาก ทำงานศิลปะเป็นบ้าเป็นหลังเพื่อจะได้ไม่คิดมากเรื่องความรัก ยีราฟจึงเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ที่บ่งบอกเรื่องราวเหล่านี้" แม้จุดเริ่มต้นของยีราฟจะเศร้าไปหน่อย แต่เมื่อมองชิ้นงานบอกได้คำเดียวว่า น่ารักมาก
    อีกหนึ่งร่องรอยในผลงานของป่าน เราเห็นเขาบันทึกในเฟซบุ๊กไว้ว่า คือการมองเห็นความไม่สมบูรณ์เช่นรอยแตกของไม้ที่ทิ้งไว้แบบไม่ตั้งใจ เพื่อแสดงให้เห็นว่าไม่มีสิ่งใดสมบูรณ์ ซึ่งคือความจริง แต่มันสมดุลได้เมื่อร่องรอยความผิดพลาดบ่งบอกถึงความกล้าที่จะเปิดเผยความบกพร่องของตน นำไปสู่การแก้ไขที่จะสร้างความดีงามในใจ 
    "งานไม้สื่อได้ชัด มันอธิบายได้ทำไมถึงเป็นทรงนี้ ถึงเป็นรอยตรงนี้ เป็นกระบวนการคิดมาหมดเลย ป่านไม่ได้ให้ความสำคัญกับเอกลักษณ์หรืออัตลักษณ์ แต่มันปรากฏอยู่บ่อยๆ กึ่งบังเอิญ กึ่งตั้งใจ"
    หลังลูกค้าได้รับชิ้นงาน เรามองเห็นภาพความประทับใจจากลูกค้าที่ส่งมาบอกว่า ได้ยิ้มอย่างมีความสุขเมื่อมองมันทุกวัน หรือบางคนก็ส่งทิปมาให้เป็นจำนวนเท่าราคาสินค้าด้วยซ้ำ ป่านเผยความรู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้แน่ใจว่าไม่ได้คิดไปเอง การสร้างความสุขคือหนึ่งในหน้าที่ของศิลปะ และเขารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ทำหน้าที่นั้น
    "ความใส่ใจผู้อื่น ความปรารถนาดีที่เราจะให้ผู้อื่นผ่านงานศิลปะ ป่านเรียกว่าความจริงใจที่จะส่งต่อสิ่งดีๆ คนจะจำได้ไหม คนจะชอบป่านไหม อันนั้นเป็นหนังกำพร้า เป็นเศษของผลพลอยได้ เพราะประเด็นหลักคือความต้องการมอบสิ่งดีๆ ให้เขา ป่านพยายามทำอาร์ตที่ยิ่งใหญ่ให้อยู่ในฟอร์มที่จับต้องได้ น่ารัก เด็ก คนเข้าถึงง่าย แต่มันซ่อนความหมายให้คนมีพฤติกรรมที่ดีขึ้น เป็นคนที่ดีขึ้น ป่านเชื่อถึงขั้นว่า ศิลปะมันทำให้โลกนี้ดีขึ้น"
ก้าวต่อไปของ Wood you mind
    หลังเริ่มมีฐานลูกค้า สิ่งต่อไปที่ป่านทำคือผลิตชิ้นงานจากดีไซน์ของตัวเองมากขึ้นโดยไม่รบกวนเวลาจากออร์เดอร์หลัก เขาทดลองวางขายในเว็บไซต์ Etsy ประมาณ 4-5 ชิ้น ผลคือขายหมดภายในหนึ่งชั่วโมง ล่าสุดลงไป 15 ชิ้น ขายหมดในเวลาไม่ถึง 5 นาที  จึงเริ่มมองเห็นทางว่าผลงานสามารถไปต่อได้ ถือเป็นจุดหนึ่งที่ช่วยเพิ่มยอดขาย ป่านมองว่าถ้าขายสินค้าที่ออกแบบเองสามารถควบคุมดีไซน์ให้ใช้เวลาผลิตน้อยที่สุด จากเดิมที่ใช้เวลาทำของลูกค้าตัวละ 3 ชม. เหลือเพียงตัวละ 1 ชม.
    "ประเด็นไม่ได้เอาร่ำรวยหรือโชว์เท่นะ แต่มันเอาไปบอกคนอื่นได้ว่ามันทำแบบนี้ได้ ป่านจะเปิดสอนอาร์ตที่เขาไปประกอบอาชีพได้ ทำน้อยแต่แพง มันเป็นมืออาชีพ มันจะโลกสวยแบบศิลปินไม่ได้ ศิลปินไทยส่วนหนึ่งที่อยู่ได้ เพราะการสอน นี่คือเหตุที่ป่านตั้งเป้าเรื่องการสอน เพราะเอาเข้าจริง ป่านก็อาจอยู่ไม่ได้เหมือนกันที่ไทย" 
    เมื่อมองเห็นเส้นทางของป่าน ตั้งแต่การเขียนบึนทึก การทำคลิปในยูทูบแชนแนลชื่อ Glaugh ล้วนเป็นการฝึกฝนการกลั่นกรองความคิด ฝึกการพูดซึ่งเป็นหนึ่งในคุณสมบัติของการสอน 
    "ป่านมีความเชื่อว่า ถ้าเราเป็นคนดี ตั้งใจทำสิ่งดีๆ ควรได้รับผลตอบแทนที่ดี ป่านไม่ได้ตั้งใจทำเป็นธุรกิจจ๋า ยังอยู่ในเส้นทางของการสอนนะ ไม่เคยลืม ป่านเคยเจอครูเป้ คนที่ทำงานมาก่อนแล้วกลับมาสอน ป่านเลยตั้งใจว่าจะเป็นศิลปินที่ไปท่องยุทธจักร แล้ววันหนึ่งกลับมาเป็นคนสอนศิลปะที่มีน้ำหนัก ตอนนี้เลยเรียกว่ามาเรียนรู้" 
    ปัจจุบันป่านปิดรับงานชั่วคราว เพื่อเคลียร์คิวที่ยาวไปถึงเดือนกันยายน หากไม่ปิดก่อนคาดว่าจะยาวไปถึงเดือนกันยายนปีหน้าแน่ เพราะหลังจากมีอินฟลูเอนเซอร์ชาวต่างชาติเอางานไปแชร์ก็มีออเดอร์พุ่งพรวดอย่างรวดเร็ว และมีผู้ติดตามในอินสตราแกรมเพิ่มขึ้นถึง 68,000 followers ในเวลาไม่กี่เดือน ใช้เวลารวดเร็วเกินกว่าที่เขาเคยวางแพลนไว้ 4 ปี  อีกต่างหาก
    ช่วงสุดท้ายของการพูดคุย ป่านบอกเราว่า เขาเชื่อว่าศิลปะใครทำเยอะยิ่งชนะ ใครยิ่งขยันยิ่งชนะ เขาจึงศึกษามากกว่าทุกคนในทุกด้านทุกมิติ ทั้งการทดลอง การศึกษาลูกค้า  การดูงาน การตลาด เพื่อวันข้างหน้าจะนำความรู้ที่เก็บเกี่ยวมาส่งต่อให้บุคคลอื่นนำศิลปะไปสร้างความสุข และนำไปประกอบอาชีพได้
    หากวันวานครูเป้สร้างคนแบบป่านขึ้นมา เชื่อว่าวันข้างหน้า...เมื่อป่านกลับเมืองไทยเขาจะเป็นครูป่านที่สร้างลูกศิษย์ขึ้นมาสมกับความตั้งใจแน่นอน
Favorite Something
  •   3 Idiot (2009), PK (2014), Finding Nemo (2003), WALL-E (2008)
  •   The girl from ipanema - Stan Getz, Desafinado - Antonio Carlos Jobim, Take five - Dave Brubeck Quartet, นักประดาน้ำ - terracotta
  •   Future ปัญญาอนาคต - ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา, Sapien - Yuval Noah Harari, The Little Book of Ikigai: The secret Japanese way to live a happy and long life - Ken Mogi, คู่มือมนุษย์ - พุทธทาสภิกขุ
  •   ถวัลย์ ดัชนี, Vincent Van Gogh, Claude Monet, Pablo Picasso, Wassily Kandinsky

กมลพร สุนทรสีมะ

อดีตเติบโตมากับกองบรรณาธิการนิตยสารสำหรับเด็กเเละครอบครัว เชื่อมั่นในพลังมหัศจรรย์ของเด็กๆ ชอบดอกไม้ พืชใบเขียว มีหอศิลป์เป็นที่ชุบใจ ติดชาเย็นหวานน้อย พอๆ กับกลิ่นกระดาษ อนาคตอยากเลี้ยงลาบาดอร์ สีน้ำตาล