สุทธิชาติ ศราภัยวานิช: จากนักสืบหัวปลาหมึกสู่นักปลูกต้นไม้ที่ไม่เหมือนใคร

    ในประวัติศาสตร์การ์ตูนไทยร่วมสมัย ปฏิเสธไม่ได้ว่าการ์ตูนเรื่อง Joe the Sea-cret Agent เป็นหมุดหมายสำคัญหมุดหนึ่งของวงการ การ์ตูนเรื่องนี้เล่าเรื่องของโจ นักสืบหัวปลาหมึกที่อยู่ในโลกที่สัตว์น้ำกลายพันธุ์และอาศัยอยู่ร่วมกับมนุษย์ ตีพิมพ์ในนิตยสาร Katch ของ บอย โกสิยพงษ์ ถือเป็นไฮไลต์อย่างหนึ่งของนิตยสาร และเป็นตำนานในหมู่คนรักการ์ตูนไทย

    สุทธิชาติ ศราภัยวานิช คือผู้สร้างสรรค์การ์ตูนเรื่องนั้น ผ่านจากวันที่แจ้งเกิดด้วยนักสืบหัวปลาหมึกมาร่วม 20 ปี เขากลายเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ...และกลายเป็นนักปลูกต้นไม้

    บทสัมภาษณ์ชิ้นนี้เกิดขึ้นในงาน happening Art Market: Plant Station 2 ที่บูทชื่อ Sea-cret Garden ซึ่งเขาเอาต้นไม้ที่ปลูกเองมาจำหน่าย

    ต่อไปนี้คือเรื่องราวการเดินทางและการทดลองของสุทธิชาติ

    "ตอนเด็กๆ ผมชอบวาดเล่นลงสมุด ผมเป็นคนไม่ชอบวาดพวกฮีโร่นะ เพราะดีไซน์มันแบบเดียวกัน แต่ชอบพวกสัตว์ประหลาดเพราะมันไม่ซ้ำแบบ ผมก็จะมาวาดเล่นลงสมุด นั่นก็คือจุดเริ่มต้น แล้วก็วาดมาเรื่อยๆ เก็บใส่สมุดไว้ดูเล่น แล้วมันก็กลายเป็นพอร์ตที่ส่งไปถึงพี่บอย ตอนนั้นแกตั้งบริษัท B-Boyd Characters พอดี เพื่อนผมไปทำอยู่ก่อน ก็เลยชวนผมไปทำ พอมีหนังสือ Katch พี่บอยก็เห็นว่ามีคาแรกเตอร์ตัวหนึ่งที่ผมวาดเล่นเป็นปลาหมึก แกก็เลยชวนให้ไปครีเอตต่อ นั่นคือจุดเริ่มต้นของโจครับ" สุทธิชาติเล่าถึงจุดเริ่มของเขาในแวดวงนักเขียนการ์ตูนอาชีพ

    จริงๆ สุทธิชาติอยากเขียนการ์ตูนมาตั้งแต่สมัยเรียนอยู่มหาวิทยาลัยแล้ว แต่เทรนด์ของการ์ตูนไทยตอนนั้นมักจะเน้นเรื่องความเป็นไทย ในขณะที่สุทธิชาติสนใจวัฒนธรรมญี่ปุ่นมากกว่า โอกาสจากบอย โกสิยพงษ์ ที่คลั่งไคล้ญี่ปุ่นเหมือนกันจึงเป็นดั่งหนทางที่เหมาะควร

    "ตอนนั้นเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราจะเขียนได้นานเท่าไหร่ ไม่รู้ว่ามันจะเป็นที่นิยมหรือป่าว ผมก็ปล่อยทุกอย่างที่อยากเห็นน่ะครับ" เขาหัวเราะกับเหตุผลที่ Joe the Sea-cret Agent ดูเป็นการ์ตูนที่มีพลังล้นเหลือ "ผมคิดว่าจริงๆ แล้วเขียนสักปีนึงก็แฮปปี้แล้ว อย่างน้อยก็เคยได้เขียน ก็ปรากฏว่ามันก็มีคนที่ชอบเหมือนกัน มันก็ไปได้เรื่อยๆ เขียนต่อเนื่องอยู่เกือบ 10 ปีนะ จริงๆ ผมก็ไม่ค่อยมั่นใจนะว่ามันจะมีคนชอบอะไรแบบนี้ คือหลายคนจะเรียกมันว่า การ์ตูนไอเดีย บางคนเรียกการ์ตูนครีเอต แต่สำหรับผม มันคืองานแบบที่ผมอยากอ่าน"

    ถือเป็นนักวาดการ์ตูนในตำนานคนหนึ่ง มีงานเรื่อยๆ แต่ไม่ได้สม่ำเสมอ เขามีเหตุผลที่เป็นเช่นนั้น

    "ถ้าพูดตรงๆ คือมันไม่ซับพอร์ตชีวิตน่ะครับ การ์ตูนของผมมันไม่ค่อยเข้าหาตลาด ใครนิยมอะไรผมก็จะไม่ไปเขียนอย่างนั้นน่ะครับ" เขาหัวเราะเบาๆ "เพราะฉะนั้นในแง่การดำรงชีวิตมันอยู่ไม่ได้ มันจะมีช่วงหนึ่งที่ทิ้งช่วงไป พอพี่บอยเขาปิด Katch มันก็เริ่มขาดช่วง แม้จะมีเล่มอื่นๆ อย่าง Boom มารับช่วง แต่มันก็จะหายไป แล้วผมเป็นคนชอบเขียนงานแบบมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อ่าน คือเป็นรายเดือนก็ยังดี แต่ให้เขียนแบบรวมเล่มเลยก็รู้สึกว่าไม่ใช่ จนตอนหลังผมไปเจออีกอาชีพหนึ่งที่ซัพพอร์ตชีวิตได้คือการเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยรังสิต คณะดิจิตอล อาร์ต ก็เลยมีช่วงที่ผมเป็นอาจารย์แต่เขียนเรื่องโจลง Boom ของเครือเนชั่นไปพร้อมๆ กัน ช่วงนั้นก็จะเหนื่อยมาก"

    Joe the Sea-cret Agent มีพิมพ์รวมเล่มออกมาทั้งหมด 9 เล่ม และมีเวอร์ชั่นเว็บอีกเล็กน้อย สุทธิชาติยังมีงานเรื่อง สูญ ออกมาอีกเล่มกับสำนักพิมพ์ Let's Comic และเขายังไปแจมวาดการ์ตูนในหนังสือหลายเล่มที่รวมนักวาดหลายๆ คนไว้ในเล่มเดียวกันของสำนักพิมพ์ Fullstop รวมทั้งมีงานชิ้นโบแดงอีกเล่มเป็นหนังสืออาร์ตบุ๊กเล่มอลังการชื่อ ห้องทดลองของสุทธิชาติ กับสำนักพิมพ์แห่งเดียวกันด้วย นี่คืองานที่เขาค่อยๆ ทำไปพร้อมกับการเป็นอาจารย์

    "มาถึงตอนนี้ผมเป็นอาจารย์มาเกือบๆ 10 ปีแล้ว มันตลกดีนะ ก่อนนั้นผมจำได้ว่าผมเคยไปบรรยายที่ศิลปากรครั้งนึง เพราะอาจารย์เขาเป็นรุ่นพี่ผมเขาชวนไปเพราะเห็นผมเขียนการ์ตูน ผมไปบรรยายในคลาสการ์ตูน แล้วโอ้โห...ผมพูดอะไรไม่ได้เลยนะ เหงื่อแตกพลั่กหน้าชั้น" เขาหัวเราะเสียงดัง "ผมจำได้ว่าสอนเสร็จออกมา ผมบอกตัวเองว่ากูไม่เป็นอาจารย์แน่นอน แต่อาจารย์ท่านนี้ก็ชวนอยู่เรื่อยๆ ทุกปีนะ แล้วผมขี้เกรงใจ ผมไม่อยากปฏิเสธเท่าไหร่ ก็เลยไปทุกครั้ง หลังๆ ก็ไปคุมคลาสหนึ่งเดือนบ้าง แล้วก็เริ่มไปบรรยายตามเวทีต่างๆ ช่วงนั้นงานแบบนี้มันเยอะครับ ไปตัดสิน เป็นกรรมการบ้าง มันก็ต้องขึ้นพูด แล้วจนถึงจุดหนึ่งอาจารย์ที่ ม.รังสิตก็ชวนเป็นอาจารย์ประจำ ผมก็คิดว่ามันมั่นคง ช่วงนั้นผมก็มีครอบครัวแล้วลูกยังเล็ก ก็คิดว่ามีงานตรงนี้ไว้ดีกว่า แล้วอีกใจหนึ่งก็ให้มันรู้ไปเลยว่าอาชีพนี้เราเป็นได้หรือไม่ได้ เหมือนหักดิบครับ ก็ค้นพบว่า เออ...เอาเข้าจริงแล้ว ผมก็ชอบนะ เพราะมันได้ถ่ายทอด ได้อัพเดตตัวเอง และก็ได้ดีไซน์คลาส จริงๆ ผมใช้ความรู้จากการเขียนการ์ตูนไปใช้ อย่างในการบรรยาย สไลด์ของผมนี่ผมบรรยายไม่ได้ถ้าไม่มีสไลด์นะ คือผมดีไซน์สไลด์เหมือนเขียน Comic น่ะ จะมีช่วงเกริ่น ช่วงไคลแมกซ์ มีมุก เปิดให้เซอร์ไพรส์อะไรอย่างนี้"

    สุทธิชาติสอนวิชา Drawing, Comic, Graphic Novel, การออกแบบตัวละคร ไปจนถึงพื้นฐานแอนิเมชั่น เป็นความหลากหลายที่ทำให้ได้ค้นพบแนวทางของเด็กเฉพาะกลุ่ม

    "คือในความเป็นนักเขียนการ์ตูน ผมก็ยังมีความเป็นเด็กอยู่นั่นแหละ" เขายิ้ม "ผมยังลิงก์กับเด็กได้อยู่ คือสิ่งที่ชอบหรือสิ่งที่อ่านมันต่างกันนะครับ แต่ผมเข้าใจความรู้สึกของการที่เราชอบอะไรที่แบบไม่ค่อยเหมือนใคร คือขึ้นชื่อว่าคณะศิลปะนะครับ สาขาที่ผมสอนชื่อ สาขาคอมพิวเตอร์อาร์ต แต่ว่าเราสามารถเอาการ์ตูนมาเขียนในวิชาดรอว์อิ้งได้ ผสมผสานกันได้ คือนักศึกษาของผมหลายคนเขาออกมาจากคณะที่แบบเป็นทางจิตรกรรมเลยก็มีนะ เพราะว่าเขาดันไปชอบคอมพิวเตอร์กับการ์ตูน เลยไม่ได้ไปทาง Tradition แล้วเขาก็จะมารวมกันที่คณะผมน่ะ แล้วผมว่า ผมก็ลิงก์กับอะไรตรงนี้ได้นะ" เขาเล่าถึงความสุขของการเป็นอาจารย์

    สอนหนังสือมาร่วมทศวรรษ นักศึกษาเปลี่ยนข้ามรุ่นไปแล้ว ตั้งแต่วันที่การหาความรู้ทางอินเตอร์เน็ตยังไม่สะดวกนัก จนถึงวันที่หาอะไรก็ได้ในโลกออนไลน์ เขามองความเปลี่ยนแปลงอย่างสนอกสนใจ

    "ส่วนตัวผมยังรู้สึกเลยว่า เดี๋ยวนี้ถ้าจะแค่เรียนเอาทักษะ มันก็มีคอร์สสั้นๆ ที่เราเรียนแล้วสามารถทำงานได้เลยนะ แต่การเรียนมหา'ลัย 4 ปีเหมือนเด็กได้ทดลองน่ะ" เขาพูดถึงบทบาทของสถาบันการศึกษา "เด็กได้ทดลองสร้างตัวตนหรือค้นหา คือถ้าจะเอาแต่เรียนทักษะ ผมว่ามันจะไม่ค่อยได้อะไร แล้วมันนานไป แต่ถ้าพยายามค้นหาตัวเองและก็สร้างงานของตัวเอง ข้อดีของการเรียนมหา'ลัยคือการได้คอมมิวนิตี้นะ ได้เพื่อน ได้อาจารย์ มันจะเกิดสังคม มันเป็นความสัมพันธ์กัน นี่เป็นข้อดีอย่างหนึ่ง และผมก็คิดว่ามันได้ลองผิดลองถูก คือสมมติว่าแบบเราจบ ม.6 แล้วเราคิดว่าเรามีสกิลล์แล้วเราจะไปทำอาชีพอะไรเลยก็ได้ แต่ถ้าพลาดแล้วมันพลาดเลยไง ผมคิดว่าถ้ายังมีเวลา มีโอกาสที่จะเรียน 4 ปี ให้ได้ทดลอง นี่คือน่าจะเป็นคำตอบของการเรียนมหาวิทยาลัยยุคนี้"

    แต่อย่างที่กล่าวไว้ตอนแรก ว่าเรามาพบกับเขาในบทบาทใหม่คือการเป็นคนขายต้นไม้ ประเด็นการสนทนาจึงถูกย้ายไปเป็นเรื่องการปลูกต้นไม้บ้าง

    "คือพอซื้อบ้านเสร็จแล้ว ผมก็ปลูกต้นไม้เหมือนทุกคนน่ะ ปลูกริมรั้ว ปลูกต้นไม้ให้ร่มเงา ปลูกต้นไม้ใหญ่ตามสูตร แล้วมันก็รกบ้าง ต้องตัดบ้าง บางทีผมก็รำคาญเหมือนกันนะ เพราะดูแลคนเดียว แต่ทีนี้พอมีโควิด 19 นี่แหละครับ แล้วผมหยุดอยู่บ้าน สอนออนไลน์อยู่ที่บ้าน แล้วงานมันหมดน่ะ งานบ้าน งานสอน งานดูแลลูก ก็ทำหมดแล้ว พอว่างก็มานั่งเปิดยูทูบดู แล้วก็เปิดไปดูวิดีโอทำบอนไซอะไรนี่แหละ ผมก็สงสัยมานานแล้วว่าบอนไซมันทำยังไงนะ ทำไมมันต้องเล็ก ทำไมมันต้องบิดอะไรขนาดนั้นด้วย ผมก็เปิดดูคลิปต่อคลิป ผมก็ค้นพบว่ารอบบ้านที่ผมปลูกมั่วๆ ซั่วๆ ไว้มันเต็มไปด้วยต้นไม้ที่มันทำบอนไซได้ เช่น ต้นไทร หรือต้นหม่อนมัลเบอร์รี่ ซึ่งผมมีอยู่ทุกต้นเลย ผมก็เลยลองดู เครื่องมือก็ไม่ต้องอะไร อย่างมากก็เอามาหยิบตัด เปลี่ยนกระถาง แล้วก็ทำมาเรื่อยๆ 3-4 เดือน คือตอนแรกไม่ได้กะออกบูทขายอะไรเลยนะครับ แต่พอทำเสร็จแล้ววางไว้ มันไม่น่าเชื่อนะว่ามันไม่ค่อยมีดินแล้วมันอยู่ได้น่ะ ผมก็ค้นพบว่าจริงๆ แล้วต้นไม้มันต้องการแค่ ราก อากาศ อาหาร น้ำ ดินนี่มันเป็นแค่ตัวอุ้มเฉยๆ น่ะครับ ทีนี้ปลูกไปปลูกมามันเริ่มเต็มบ้าน ภรรยาก็เริ่มบ่นแล้ว แล้วพอดีผมเห็นในเฟสบุ๊กว่าทาง happening จัดงานนี้ ก็เลยลองมาขายดู" เขาหัวเราะสนุก "จริงๆ แล้วหลังๆ ผมรู้สึกมองว่าโลกทุกวันนี้มันเปลี่ยนแปลงเร็ว เร็วมากเลย อะไรๆ ก็พร้อมจะเปลี่ยนไปในพริบตา ผมก็คิดว่าถึงจะทำเล่นๆ แต่ต่อไปอาจจะไปเป็นอีกทางหนึ่งที่อาจจะไปต่อยอดเป็นอะไรก็ได้นะครับ"

    ลองสำรวจต้นไม้ของสุทธิชาติ แล้วก็พบว่ามันแปลกประหลาดไม่น้อย มีความเฉพาะกลุ่มเหมือนกับการ์ตูนของเขานั่นล่ะ สุทธิชาติไม่ได้ขายต้นไม้ประดับที่ฮิตๆ กัน แต่ต้นไม้ของเขาเป็นไม้ธรรมดาที่อาจพบได้ตามข้างทาง แต่ผ่านการดัด และการจับคู่กับกระถางได้อย่างน่าสนใจ

    "คือการเก็บต้นไม้มาเลี้ยง ญี่ปุ่นเขาจะเรียกกันว่า ยามาโดริ แต่มันเป็นการเก็บต้นไม้ในป่า คือเข้าป่าไปและเห็นต้นไม้มันมีรูปร่างแปลกๆ เเล้วเขาก็จะเอาต้นมาเลี้ยง ถือเป็นบอนไซที่ไม่ต้องดัดเอง ผมมาคิดว่าบ้านเรามีต้นไม้ตามข้างทางเยอะนะ กรุงเทพฯ มันไม่มีป่า แต่พวกต้นโพธิ์ต้นไทรนี่เราเห็นตลอด แล้วผมว่าบางต้นมันก็สวยนะ ผมก็เลยเริ่มจากต้นสองต้น จนหลังๆ นี่กลายเป็นว่าเห็นไม่ได้เลย ถ้าไม่มีคนเห็นผมแถวนั้นผมก็จะก้มลงไปดึงเลย" เขาหัวเราะสนุกอีกครั้ง "เพราะจริงๆ มันก็ไม่มีเจ้าของอะไร แต่ถ้ามีคนเห็นผมตอนที่เก็บต้นไม้ก็คงแปลกๆ เหมือนกันนะครับ"

    นอกจากต้นไทรและโพธิ์ต้นเล็กๆ ในกระถาง ซึ่งเป็นกระถางมือสองที่เขาไปเลือกมาเองแล้ว (กระถางเล็กๆ บางชิ้นน่ารักมากๆ ) เรายังพบต้นศุภโชคต้นเล็กๆ ที่บรรจุอยู่ในกระถางรูปร่างประหลาดอีกด้วย

    "ต้นศุภโชคเป็นต้นไม้ใหญ่ที่มหา'ลัย แล้วลูกมันตกลงพื้น ผมเห็นนานแล้ว พวกผลแห้งแบบนี้เขาชอบขายตามจตุจักรฮะ ผมก็เลยเก็บต้นอ่อนมาลองปลูก่อน แล้วผลแห้งๆ มันเหมือนกระถาง ก็เลยเอาต้นไปใส่ในกระถาง เป็นศุภโชคในศุภโชคครับ มาออกบูทครั้งแรกทำมา 3 ชิ้น ก็ขายหมดนะฮะ"

    โดยสรุปก็คือ ต้นไม้ของสุทธิชาติก็มีความแปลกประหลาดคล้ายกับการ์ตูนของเขานั่นเอง

    "ใช่ๆ คือมันมีความแปลกประหลาดครับ" เขายอมรับโดยดี "คือก่อนจะมาเป็นการเก็บต้นไม้ปลูก ผมก็เคยไปซื้อตามร้านต้นไม้แล้วก็เอามาทำทรง แต่ผมว่ามันไม่ค่อยน่าตื่นเต้นน่ะ ทำสักต้นสองต้นผมก็เบื่อแล้ว แต่แบบนี้ แต่ละต้นพอเราเก็บมาแล้วอยู่ได้สักพักแล้วจะเห็นทรงมัน จัดทรงมัน ก็รู้สึกดีครับ เป็นการจัดคอมโพสต์อย่างหนึ่งเหมือนกัน"

    ทุกวันนี้สุทธิชาติยังเป็นอาจารย์ เป็นนักวาดการ์ตูนที่มีผลงานออกมาบ้าง วาดแล้วโพสต์ในโลกออนไลน์บ้าง แล้วก็เป็นนักปลูกต้นไม้ที่สนุกสนานกับการลองอะไรใหม่ๆ และเราอาจจะเห็นเขามาออกบูทขายต้นไม้บ้าง หากมีจังหวะเวลาที่เหมาะสม

    "การมานั่งแล้วก็มีคนมาซื้อต้นไม้ต่างจากขายการ์ตูนเยอะนะครับ การ์ตูนมันจะเป็นเรื่องรสนิยมเยอะมากเลย ว่าคุณชอบการ์ตูนแบบที่ผมทำอยู่ไหม แต่ต้นไม้ผมว่ามันค่อนข้างเปิดกว้างกว่า ใครๆ ก็ชอบต้นไม้ ก็เป็นอีกฟีลหนึ่งดีนะ"

    ชีวิตคือการทดลอง ...สุทธิชาติไม่ได้บอกเราอย่างนั้น แต่เขาแสดงให้เราเห็นอย่างนั้น

Favorite Something
  •   Pulp Fiction (1994), Shawshank Redemption (1994), ลุงบุญมีระลึกชาติ (2010), Amacord (1973), Forrest Gump (1994), Sonatine (1993), Hanabi (1997), The Blind Side (2009), The General (1926), Wild Tales (2014), Princess Mononoke (1997), Spirited Away (2001)
  •   Ten, VS ของ Pearl Jam, ทุกอัลบั้ม Southern All Stars, Loser ของ Beck, Blood Sugar Sex Magic และ Stadium Acadium ของ Red Hot Chilli Pepper, Into the New Era ของ F.Hero
  •   Norwegian Wood, 1Q84 ของ ฮารูกิ มูราคามิ, หนึ่งร้อยปีแห่งความโดเดี่ยว ของ กาเบรียล การ์เซีย มาเกวซ, ขอชื่อสุธีสามสี่ชาติ ของ ประภาส ชลศรานนท์, มังกรหยก 2, 8 เทพอสูรมังกรฟ้า, กระบี่เย้ยยุทธจักร ของ กิมย้ง, ฤทธิ์มีดสั้น, วีรบุรุษสำราญ ของ โกวเล้ง, พล นิกร กิมหงวน ของ ป.อินทรปาลิต, The Stand, IT ของ สตีเฟน คิง
  •   นักเขียนการ์ตูน: โอโทโมะ คัตสึฮิโร่, Moebius, ทาคาฮาชิ รูมิโกะ, อาดาจิ มิตสุรุ ฯลฯ ศิลปิน: Takashi Murakami, KAWS, James Jean, Yoshitomo Nara, Andy Warhol ฯลฯ ศิลปินเพลง: Pearl Jam, Southern All Stars (Japan), Beck, Red Hot Chilli Pepper ฯลฯ

วิภว์ บูรพาเดชะ

ผู้ก่อตั้งนิตยสาร happening, บรรณาธิการบริหารนิตยสาร happening, กรรมการบริหารหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (bacc), นักเขียน, นักแต่งเพลง, นักฟังเพลง และนักอ่านตัวยง

วรรณวนัช บูรพาเดชะ

บรรณาธิการผู้คัดสรรชิ้นงานเข้าสู่ happening shop, เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก 'ญี่ปุ่นอุ่นอุ่น', นักเขียน ช่างภาพโฟโต้บุ๊ก 'Nagasaki Light' และไกด์บุ๊ก 'Kagawa Memories' นอกจากภาพถ่ายและงานเขียน สิ่งที่เธอสนใจเป็นพิเศษคือการนั่งสมาธิและการโปรยมุขไม่ขำ