Keishi Tanaka ศิลปินญี่ปุ่นกับการเดินทางสายดนตรีที่ไม่มีข้อจำกัด

    ในทุกปลายปี happening มักจัดอีเวนต์ใหญ่ ที่รวมทั้งศิลปะ อาหาร งานทอล์ก เวิร์กช็อป และดนตรีไว้ด้วยกัน  แน่นอนว่าไลน์อัพวงดนตรีที่มาเล่นในงานเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ชักชวนคนมาร่วมงาน และเราอยากขอบคุณเหล่าศิลปินมากๆ ที่มาสร้างสีสันให้อีเวนต์ประจำปีอย่างไม่เคยห่างหาย แต่ในปีนี้ งาน happening@house*7 'Art House' ที่จัดเป็นปีที่ 7 ได้มีโอกาสต้อนรับ เคอิชิ ทานากะ ศิลปินญี่ปุ่นอัธยาศัยดี บางคนอาจเคยได้ยินเพลงเขามาบ้าง บางคนอาจไม่รู้จักเขามาก่อน แต่ขอบอกเลยว่าหลังจบโชว์ เคอิชิได้แฟนเพลงชาวไทยใหม่ๆ ไปเพียบ

    ว่าแล้วก็มาทำความรู้จักกับพ่อหนุ่มญี่ปุ่นคนนี้ให้มากขึ้นกันหน่อยดีกว่า!

    ก่อนหน้าวันจัดอีเวนต์ เคอิชิและทีมงานได้มาพูดคุยกับเราอย่างเป็นกันเองที่ออฟฟิศย่าน RCA ซึ่งการมาเมืองไทยครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกของเขา

    เคอิชิเริ่มต้นเส้นทางสายดนตรีด้วยการฟอร์มวงกับเพื่อนๆ สมัยมัธยมศึกษาที่บ้านเกิดเมืองฮอกไกโด โดยยังเป็นแค่วงดนตรีคัฟเวอร์เพลงดังๆ ของศิลปินระดับตำนานในญี่ปุ่น จนกระทั่งเขากับเพื่อนๆ ตัดสินใจย้ายมาที่เมืองโตเกียว เพื่อทำวงดนตรีอย่างจริงจัง กลายเป็นวงป๊อปที่มีชื่อว่า Riddim Saunter

    เขากับเพื่อนร่วมกันทำเพลงและออกทัวร์ไปหลายประเทศเป็นเวลากว่า 9-10 ปี ในที่สุดทั้งหมดก็แยกย้ายไปตามเส้นทางของตัวเอง เคอิชิที่ยังมีแพสชั่นในเส้นทางดนตรีอยู่ ผันตัวเองไปเป็นศิลปินเดี่ยวผู้ทำงานเพลงได้หลากหลายแนว ทั้งเร็กเก้ ป๊อป ร็อก หรือโซล

    ช่วงที่ทำวงกับเพื่อนๆ เขารับหน้าที่แต่งเนื้อเพลงให้วง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษ ก่อนเปลี่ยนแนวทำเพลงภาษาญี่ปุ่นในช่วงโซโล่เดี่ยว เพราะเริ่มอยากสื่อสารกับผู้ชมมากขึ้น บวกกับความที่เขาเป็นศิลปินญี่ปุ่น จึงอยากทำเพลงญี่ปุ่นจริงๆ ด้วย

    และเมื่อเราถามถึงความแตกต่างระหว่างการเป็นศิลปินเดี่ยวกับศิลปินกลุ่ม เคอิชิก็ตอบด้วยรอยยิ้มตาหยี

    "ที่แตกต่างมากที่สุดคือ เวลาทำวงมีสมาชิก 5 คน ก็ได้คำแนะนำจากสมาชิกคนอื่นๆ แต่พอโซโล่ต้องทำคนเดียวทั้งหมด ภาพที่คิดไว้ในหัวก็ตรงกับความเป็นจริง มีอิสระมากขึ้น ส่วนเวลาทำวง จะได้รับอิทธิพลจากสมาชิกอื่นๆ ที่มีเคมีต่างกัน แม้ว่าตอนนี้จะโซโล่ ผมก็ทำวงแบ็กอัพด้วย ทั้งสองอย่างมีทั้งข้อดีข้อเสีย คิดว่าเวลาทำคนเดียวก็สนุกอย่างหนึ่ง ทำกับวงก็สนุกอีกอย่างหนึ่ง" 

    นอกจากการบันทึกเพลงลงแผ่นซีดีแล้ว ถ้าลองเข้าไปอ่านผลงานในเว็บไซต์ของชายนักดนตรีคนนี้ จะพบว่าเขามีผลงานเป็นหนังสือรวมเนื้อเพลงที่แต่งตั้งแต่ทำวงจนถึงโซโล่ ซึ่งเจ้าบันทึกเนื้อเพลงนี้เปรียบเหมือนเป็นไดอารี่บันทึกอดีตของเขาในรูปแบบเสียงเพลงด้วย

    This Feelin' Only Knows คือชื่อเพลงล่าสุดที่เคอิชิปล่อยเอ็มวีมาให้เราชมกันเมื่อ 8 เดือนที่แล้ว แม้เราไม่ทราบคำแปลเนื้อเพลง แต่ก็พอเดาได้ว่าน่าจะเป็นเพลงมองโลกในแง่ดีแน่ๆ

    "ความหมายคือ การเปลี่ยน หมายถึง ถ้าเราอยู่ที่เดิมๆ อยู่สบาย ไม่ต้องลำบาก ที่ที่เรายืนอยู่ เราก็ทำอะไรมาก่อน มันไม่ใช่ข้อเสีย ข้อไม่ดีนะ แต่ถ้าอยู่ที่เดิมๆ รู้สึกชิลล์ สบายอย่างเดียว มันน่าเบื่อ เลยอยากเปลี่ยนใหม่ พูดได้ว่าเหมือนพัฒนาตัวเองให้ตัวเองก้าวหน้าต่อไป" เจ้าของเพลงอธิบายถึงภาพรวมเนื้อหาเพลงล่าสุดให้เราฟังอย่างตั้งใจ

    ในฐานะที่เคอิชิทำงานเพลงมานานกว่าสิบปี แรกเริ่มเขาร้องเพลงเล่นดนตรีเพื่อความสนุกของตัวเอง จนประสบการณ์ที่สั่งสม และขวบวัยที่ผันผ่าน ทำให้ศิลปินวัย 36 คนนี้ อยากสร้างผลงานเพลงที่ใครสักคนฟังแล้วมีกำลังใจ ได้ความหวังในการใช้ชีวิตต่อไป

    หากเทียบวงการเพลงไทยกับญี่ปุ่นแล้ว วงการเพลงฝั่งนั้นจะมีความแพรวพราวของซาวนด์ที่แปลกประหลาดไปจากที่เราเคยได้ยิน ซึ่งซาวนด์เพลงของเคอิชิก็มีความน่ารักสดใส ฟังแล้วมีเอกลักษณ์ประจำตัว โดยกระบวนการทำเพลงของพ่อหนุ่มคนนี้เริ่มจากการกำหนดคอนเซปต์ก่อน

     "ขั้นตอนนี้ใช้เวลานานที่สุดในการแต่งเพลง แต่พอตั้งคอนเซปต์เพลงได้แล้วก็ราบรื่น จากนั้นก็คิดคอร์ด เรื่องราว แล้วเขียนเนื้อเพลง" เขาเล่าอย่างอารมณ์ดี "ส่วนใหญ่ผมได้คอนเซปต์เพลงจากชีวิตทั่วไป อย่างเวลาไปดูหนัง ดูทีวี ดูข่าว พอรู้สึกอะไรสักอย่าง มีความคิดเกิดขึ้นมาก็ทำเป็นเพลงต่อไป อย่างวันก่อนตอนคุยกับเพื่อนๆ มีเพื่อนคนนึงเล่าว่าทะเลาะกับคนอื่นมา ผมก็ถามว่าทะเลาะในอินเทอร์เน็ตหรือชีวิตจริง ให้ไปเจออีกฝั่งแล้วคุยกันบ้าง แล้วผมก็ทำเป็นเพลงขึ้นมาได้"

    แต่ก็มีบางเพลงที่ศิลปินคนนี้แต่งขึ้นเป็นพิเศษ อย่างเพลงหนึ่งในอัลบั้มที่ 2 (Alley) ที่นักร้องอารมณ์ดีแต่งให้เพื่อนของเขาที่กำลังจะแต่งงาน แต่แล้วเขาก็นำเพลงนี้มาบรรจุในอัลบั้ม เพื่อส่งต่อความสุขแก่แฟนเพลงที่อยากใช้เพลงนี้ประกอบงานแต่งบ้าง

    เมื่อการพูดคุยดำเนินมาถึงช่วงท้าย เคอิชิก็ได้แจ้งข่าวดีแก่เราว่า เขาเพิ่งอัดเพลงอัลบั้มใหม่เสร็จไปเมื่อสองวันก่อนบินมาที่ไทย ซึ่งตอนนี้เหลือแค่กระบวนการมิกซ์ มาสเตอริ่งเท่านั้น จุดที่น่าสนใจคือ ชายคนนี้บอกกับเราว่า เขาทำอัลบั้มเพื่อการเล่นสด หลังจากออกอัลบั้มแล้ว เขาจะตระเวนทัวร์ในญี่ปุ่น ทั้งนี้ เคอิชิยังเปิดกว้างสำหรับพื้นที่ในการโชว์ ไม่ว่าจะเวทีใหญ่ หรือร้านกาแฟ ต้องการศิลปินเดี่ยวหรือเป็นวง เขาก็พร้อมแสดงทั้งหมด เพราะการเล่นดนตรีสดกลายเป็นความสุขของเขาไปแล้ว

    และในอีก 10-20 ปีข้างหน้า ศิลปินที่เรากำลังนั่งคุยอยู่ก็คงอายุมากขึ้นตามกาลเวลา แต่เขายังยืนยันว่าจะเล่นดนตรีต่อไปเรื่อยๆ พร้อมกับไม่ตีกรอบตัวเองให้เป็นแค่ศิลปินประเภทใดประเภทหนึ่ง เขาอยากเป็นศิลปินที่ทำงานเพลงได้หลากหลายแนว และโชว์ได้ไม่จำกัดสถานที่

    ในวันงาน happening@house*7 'Art House' เคอิชิคว้ากีตาร์โปร่งขึ้นเวทีแสดงเดี่ยวและเอาคนดูได้อยู่หมัด ทุกคนต่างปรบมือและส่งเสียงให้กำลังใจศิลปินญี่ปุ่นคนนี้ ก่อนที่เขาจะกระโดดลงมาร้องเล่นเต้นระบำไปกับผู้ชมด้านล่าง สร้างความประทับใจให้คนภายในงานไม่น้อย

    แม้หลายๆ คนจะฟังเนื้อเพลงของเขาไม่ออก สื่อสารกันไม่ค่อยถนัด แต่ด้วยท่วงทำนอง รอยยิ้ม ความสดใส และพลังงานแห่งความตั้งใจของเคอิชิ ใครๆ ย่อมต้องสัมผัสถึงสารที่เขาต้องการสื่อได้แน่นอน

    หวังว่าการกล่าวอำลาครั้งนี้จะไม่ใช่ 'ซาโยนาระ' ที่ไม่รู้ว่าจะได้เจอกันเมื่อไหร่ แต่เป็นการ 'บ๊ายบาย' เพื่อกลับมาเจอกันใหม่อีกครั้ง

Favorite Something
  •   One Flew Over the Cuckoo's Nest (1975)
  •   Broke - Samm Henshaw
  •   Truman Capote
  •   Samm Henshaw

เดือนเพ็ญ จุ้ยประชา

นักเขียนและกองบรรณาธิการที่พบเจอตัวได้ตามหอศิลป์และร้านหนังสือ ชอบกินแซลมอนและชาบู อยากแก่ไปเป็นคุณป้าใจดีและมีฝูงแมวห้อมล้อม