mamo - วรมา อำไพรัตน์ ศิลปินผู้เก็บดิน หิน มาทำสีธรรมชาติ

    mamo (มะโม) หรือ โม - วรมา อำไพรัตน์ คือศิลปินเจ้าของลายเส้นหญิงสาวสายหวาน หลังเธอตกหลุมรักขั้นตอนการทำสีจากธรรมชาติ เธอก็เลิกใช้สีจากหลอดในการวาดรูป แล้วหันมาใช้สีจาก ดิน หิน แร่ ที่ทำขึ้นเอง 
    โม ไม่ปล่อยความสนุกของการทำสีธรรมชาติไว้เพียงลำพัง เธอเริ่มทำแบรนด์ชื่อ mamo & things ที่ยึดหลักการว่า จะผลิตของใช้ที่เรียบง่าย ใช้ได้ทุกวัน และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เธอผลิตชุด สตาร์ทเตอร์คิท (starter kit) หรือชุดทดลองทำสีธรรมชาติ ซึ่งเหมาะกับสายทดลองที่อยากเก็บดิน หิน แร่ หรือพืช มาทำสีเองได้ง่ายๆ โดยภายในกล่องมาพร้อมกับอุปกรณ์ครบครัน และไอเท็มลับที่ช่วยให้สีสด และติดกระดาษดีขึ้น ทำให้สินค้าชุดนี้เป็นที่ถามหาของใครหลายคนเลยทีเดียว  
    หลังติดตามอินสตาแกรมของโมมาสักพัก แค่ได้เห็นรูปถ่ายภายในบ้านที่เป็นสตูดิโอทำงานศิลปะ เราก็เกิดตกหลุมรักบ้านของเธอเข้า ทั้งแสงธรรมชาติที่ตกกระทบผนังขาว จนกลายเป็นสีน้ำตาลอุ่น หน้าต่างกว้างที่เปิดรับลมธรรมชาติ กระถางเซรามิกปั้นเองและต้นไม้มินิมอล พาเลทสีจากดินหินพืช และบนชั้นวางของก็มีน้องแมวพุงกลม 3 ตัว นอนอุตุ ก็อยากไปเคาะประตูเยี่ยมบ้านของเธอทันที
    การสนทนาในวันนี้จึงเคล้าเรื่องราวของการทำงานศิลปะจากธรรมชาติ และการออกแบบบ้าน ที่เธอสร้างสรรค์พื้นที่ทั้งสองส่วนให้รวมตัวเป็นหนึ่งเดียวกัน
ศิลปินที่เข้าหาธรรมชาติ
    จุดเริ่มต้นของการทำงานศิลปะโดยเลือกใช้วัตถุดิบธรรมชาติของโม เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว หลังแสดงนิทรรศการ 'Miss Candy Heart' ที่จัดร่วมกับเพื่อน วิน นิมมานวรวุฒิ ซึ่งเป็นนิทรรศการที่ผสมผสานระหว่างดนตรี กวี และศิลปะ เพื่อให้กำลังใจผู้หญิง 
    แม้ตัวงานจะเปี่ยมด้วยกำลังใจ แต่หลังจบงานโมก็สงสัยตัวเองว่าจะเดินทางไปเส้นทางไหนต่อ "เราค่อนข้าง lost มาก เหมือนเป็นซึมเศร้าไปเลย เราไม่รู้จะทำอะไรต่อ เราจะอยากทำแบบเดิมไปเรื่อยๆ ไหม เพราะว่าก่อนหน้านี้เราทำงานเอเจนซี่โฆษณา 3-4 ปี แล้วลาออกมารับงานเอง ก็มีลูกค้าจ้างมาตลอด ให้ทำพวกภาพประกอบสื่อในออนไลน์ ทำของที่ระลึก ทำของตกแต่งร้าน ส่วนใหญ่เป็นการค้าเลย แต่พอมาเจอการทำสีธรรมชาติ เรารู้สึกว่า เราอยากรู้ อยากทำไปเรื่อยๆ มันเลยสนุก" โมเล่าย้อนถึงช่วงเวลาที่กำลังเผชิญกับความสับสนนั้นได้อย่างผ่อนคลายแล้ว
    โดยพื้นฐานโมเป็นศิลปินที่ชอบค้นหาเทคนิคการใช้สีใหม่ๆ เธอใช้สีน้ำ สีอะคริลิค และสีกวอชในการทำงานศิลปะมาก่อน เมื่อได้ยินเรื่องการทำสีธรรมชาติ โมจึงเริ่มหาข้อมูล จนไปเจอโรงเรียนสอนศิลปะ Tool School of Visual art เปิดคลาสสอนสีไทยธรรมชาติ 
    "ครูที่สอนชื่อครูเย้ (ดลฤดี บุญแก้ว) เขาเรียนจิตรกรรมไทยมา เราประทับใจมาก เพราะไม่เคยมองมุมนี้มาก่อนว่า สีธรรมชาติอยู่ในจิตรกรรมไทยมานาน สมัยก่อนที่ยังไม่มีสี เขาก็เพนท์วัด เพนท์วัง โดยใช้ชาด ต้นรงทอง ใช้เม็ดมะขาม เราเรียน 2 วัน ก็รู้สึกสนุก จากที่เราใช้สีอื่นๆ มา ไม่เคยใช้สีธรรมชาติมาก่อน เราก็ชอบโทนสี มันสวย" 
    หลังเรียนคลาสสีไทยจบ โมศึกษาการทำสีธรรมชาติเพิ่มเติมจากตำราอินเดีย กับครูแซนด์ - สุวัลญา ศักดิ์สมบัติ ศิลปินสีธรรมชาติ ได้เดินลงสวนไปเลือกวัตถุดิบจากพืช ดอกไม้ ใบไม้ ผลเมล็ด รวมทั้งได้เล่นสนุกกับวัตถุดิบที่ครูแซนด์นำมาจากอินเดีย ทำให้เธอหลงรักสีธรรมชาติมากเข้าไปใหญ่ 
    ไม่ช้าไม่นาน สายตาของโมก็มองหาวัตถุดิบมาทำสีอยู่เสมอ ดิน หิน กลายเป็นวัตถุดิบหลักที่เธอเลือกเก็บ และกลายเป็นของฝาก ที่เพื่อนนำมาให้เมื่อนัดเจอกัน รู้ตัวอีกทีหลอดสีก็หายไป แล้วบ้านก็เต็มไปด้วยสีธรรมชาติ
บ้านที่เอื้อกับการอยู่กับธรรมชาติ
    เมื่อเริ่มต้นจริงจังกับสีธรรมชาติ ก็เป็นช่วงที่โมกับคนรัก (เอ็ม - ชานัน แดงรุ่งโรจน์) ย้ายจากบ้านที่เป็นตึกแถว 2 ชั้น ย่านเจริญนคร ออกมาหาบ้านที่มีพื้นที่มากขึ้น เพราะการทำงานอยู่บ้านทั้ง 2 คน ทำให้ขนาดพื้นที่ไม่ตอบโจทย์การใช้ชีวิต และทันทีที่เดินเข้ามาในบ้านสวนริมคลองย่านบางมด โมก็ยืนยันกับสามีว่า "ซื้อที่นี่นะ จะย้ายมาอยู่" เธอหันไปสบตาเอ็มขณะเล่าให้เราฟัง
    "เราชอบบรรยากาศการเข้ามาในบ้าน เข้ามาแล้วมันเย็น ลมดี ทำสวนได้ ชอบโครงสร้างกับการวางผัง ชอบพื้น เราชอบผนังที่นี่มาก มันหนา เราเคยอยู่ห้องแถวที่ผนังบางหน่อย เป็นอิฐแดงมาก่อน อันนี้ดูแข็งแรง น่าจะอยู่แล้วสบาย คิดว่าพอถึงหน้าร้อน ก็น่าจะอยู่ตรงนี้ได้" 
    โมกับคนรักเริ่มต้นรีโนเวทบ้าน ถอดรื้อบางส่วนที่ผู้เช่าเดิมต่อเติมกั้นห้องเพื่อทำออฟฟิศออก แล้วยึดหลักการทำบ้านให้คล้ายบ้านเดิมที่ดีไซเนอร์ออกแบบไว้ให้ใกล้ชิดธรรมชาติมากที่สุด แม้ทั้งคู่จะไม่มีความรู้ทางสถาปัตย์ ก็ใช้วิธีวาดภาพและวัดพื้นที่แต่ละเมตรอย่างละเอียด เพื่อให้คุยกับช่างได้เข้าใจมากขึ้น ผนังหลังบ้านที่เชื่อมกับสวนถูกทุบออกบางส่วน เพื่อให้สามารถเดินข้ามหน้าต่างไม้บานกว้างลงไปยังพื้นที่สวนริมคลองได้เลย อีกทั้งเป็นการดึงแสงและลมธรรมชาติให้เข้ามาในพื้นที่บ้านให้มากที่สุด ส่วนผนังโค้งที่ก่อขึ้นมาใหม่ เมื่อเจอแสงธรรมชาติช่วงบ่าย ก็งดงามจนเรารู้สึกเหมือนกำลังนั่งอยู่ในคาเฟ่สไตล์เกาหลีสักที่
    "เราอยากล้อกับผนังโค้งหน้าบ้าน โดยได้อินสไปร์มาจากร้านที่เกาหลี ชื่อ Cosmic Mansion ซึ่งเป็นร้านเทียน เขาก็วางดิสเพลย์สินค้าไว้ ตอนแรกเราคิดว่าจะเอาเก้าอี้มาวาง ไว้นั่งดูสวน แต่คิดว่าเก้าอี้มันเยอะเกินไป ตรงอื่นก็มีที่นั่งพอ เลยไม่ได้ใช้ และเราอยากให้ทุกมุมในบ้านเป็นแปลนที่ถึงกันหมด คนทำกับข้าว สามารถคุยกับคนที่กินข้าวไปด้วย คนทำกาแฟ ก็สามารถมาเสิร์ฟตรงโซฟานี้ได้ ไม่อยากให้ห้องครัวเป็นพื้นที่ปิด" 
    อีกมุมน่ารักของบ้าน ซึ่งโมบอกว่าโต๊ะไม้ตัวนี้เคยเป็นโต๊ะกินข้าวมาก่อน แต่ตอนนี้ถูกวางด้วยอุปกรณ์และวัตถุดิบสีธรรมชาติที่เธอใช้ในการทำแบรนด์ mamo & things ในกระปุกเต็มไปด้วยพิกเมนต์ของดินขาว ดินสีน้ำตาลอ่อน ครามผง รงทอง ไพล แก่นฝาง ครั่ง แก่นมะเกลือ ดินสีส้มจากอิฐมอญ ดินสีเทา หรือดินสีเขียว รวมทั้งมีดินที่เธอใช้ปั้นเซรามิกเป็นของใช้ และงาน Sculpture ที่มีฟอร์มแปลกๆ ไม่เหมือนใคร
    บนชั้นสองแบ่งเป็นห้องทำงานและห้องโถงกว้าง เป็นที่อยู่ของครอบครัวแมวพันธุ์บริติช ช็อตแฮร์ พ่อแม่ลูกชื่อ เจ้าก้อนหิน ก้อนทราย และบลู พื้นที่ดูโปร่ง ปลอดภัยต่อแมว และยังเต็มไปด้วยชั้นเก็บของที่โมเก็บวัตถุดิบในการทำสีธรรมชาติ  รวมถึงของตกแต่งจากงานศิลปะที่เธอเพนท์เอง  
    "เป็น mission หลังแต่งงานเลยนะที่จะเลี้ยงแมว ตอนทำบ้านก็นึกถึงแมวด้วย" 
    เรามองไปรอบๆ ก็เห็นว่าจริง บางมุมมีคอนโดแมว มีโอ่งดินเผา ถ้วยใส่อาหารแมวเธอก็ปั้นเซรามิกเอง แม้แต่ชั้นวางของแบบล้อลากในห้องทำงานที่ตอนนี้วางอะไรไม่ได้แล้ว เพราะเจ้าแมวตัวกลม 3 ตัว สลับกันยึดเป็นที่นอน
บ้านที่ขับเคลื่อนให้ทำแบรนด์ทุกๆ วัน
    ศิลปินบางคนอาจแยกบริเวณทำงานกับบริเวณพักผ่อนออกจากกัน แต่โมเลือกสร้างพื้นที่สองสิ่งนี้ไว้ด้วยกัน และทุกมุมของบ้าน ก็ล้วนให้เธอขับเคลื่อนทำแบรนด์ mamo & things ได้สนุกสนานไปเรื่อยๆ 
    โมเล่าถึงลักษณะการทำงานที่บ้านของเธอให้ฟังว่า "เราจะมีกระบะไม้อันหนึ่ง เป็นแบบล้อลาก ใส่ของไว้ สามารถลากไปได้หมด ส่วนใหญ่จะลากมาตรงโต๊ะกินข้าวเพื่อมาปั้นดิน บางทีก็ไปทำงานในสวน" 
    "เราทำงานได้ทุกที่ พักได้ทุกที่" เอ็มพูดเสริม "เราต้องการทุกพื้นที่ให้สะดวกสบาย เรามีโน้ตบุ๊กเครื่องเดียว ในบ้าน ทำงานได้ละ ที่เหลือของโมหมดเลย"
    "เออ ใช่ ที่เหลือของเราหมด" โมหัวเราะเห็นด้วยกับคนรักของเธอ
    หากจะเรียกว่าการย้ายบ้านมาอยู่บ้านสวนริมคลอง ช่วยในการขับเคลื่อนแบรนด์ mamo & things ก็ไม่ผิดนัก โมพบว่า เธอปลูกต้นไม้ทำสวนทุกวัน ต้นครามที่ปลูกไว้กำลังแตกใบใหม่เรื่อยๆ หรือเมื่อเธอปั่นจักรยานไปเที่ยวหรือออกกำลังกายรอบโซนบางมด เธอจะสะพายเป้ไปด้วย เผื่อเอาไว้เก็บวัตถุดิบจากธรรมชาติมาทำสีทันทีที่พบเจอ
    "แถวนี้มีดินและหินแปลกๆ เยอะ มันจะมีโซนหนึ่งที่มีดินสีเขียว ปกติดินจะสีดำ แดง หรือเหลือง จะหาได้ง่าย แต่สีเขียวมันแปลกดี ไม่เคยเจอ เก็บมาเยอะเลย เพราะกลัวหาไม่ได้แล้วสีนี้ หรือตอนไปเที่ยวเขาใหญ่ ดินจากภูเขาเป็นดินสีแดงหมดเลย แต่เราได้กลับมา 3 เฉด แล้วเป็นสีที่สวย ออกสีแดง สีแดงตุ่นๆ และสีส้ม" 
    เทคนิคการทำสีธรรมชาติของโมมี 3 แบบ คือ การคั้นสดเหมือนทำกับข้าว ใช้สีที่ทำจากพืช มาบดให้เป็นผง และใส่สารเคมีผสมนิดหนึ่ง ให้อยู่ได้นาน และอย่างสุดท้ายคือการบดดิน หิน แร่ ให้เป็นผงป่นๆ ซึ่งเธอชอบใช้ดิน หิน แร่ มากเป็นพิเศษ เพราะสามารถเก็บได้นานโดยสีไม่ซีดลง 
    "เราไม่รู้ว่าทำออกมาแล้วสีจะเป็นยังไง เหมือนเรามีความทรงจำกับสีที่ได้มา อันนี้มาจากตรงนี้ อันนี้เพื่อนเอามาให้ แล้วเราชอบกระบวนการทั้งหมดตั้งแต่เก็บ เราได้ไปสัมผัสกับต้นตอของมัน ในถิ่นฐานตามธรรมชาติ เหมือนเป็นความสัมพันธ์ (relationship) ของเรากับธรรมชาติ ก่อนหน้านี้เราไปเที่ยวอย่างเดียว แต่ตอนนี้เราได้ลงมือทำ ได้สร้างสิ่งใหม่จากสิ่งที่เราเก็บมา เหมือนการออกไปผจญภัยที่ไม่รู้ว่าจะได้อะไรกลับมา ถ้าได้เริ่มทำแล้ว สายตาเราจะสอดส่ายหาตลอด"
    เมื่อได้สีที่หลากหลายมากขึ้น เธอผลิตชุดสตาร์ทเตอร์คิท (starter kit) หรือชุดสำหรับคนทดลองอยากทำสีธรรมชาติออกมาวางขาย ภายในกล่องบรรจุพิกเมนต์สีถึง 9 สี มีคู่มือการทำสีที่ชวนออกไปเก็บใบไม้ ดิน ดอกไม้ ผลไม้ มาลองทำด้วยตนเอง พร้อมมีอุปกรณ์ครบครันทั้ง จานสี พู่กัน โกร่งบดยา ผ้าขาวบาง และ Gum Arabic หรือยางไม้ ไอเท็มที่ช่วยให้สีสดและติดกับกระดาษ
    สำหรับงานเซรามิก โมเคยปั้นเมื่อสมัยเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่สหรัฐอเมริกา เมื่อบ้านหลังปัจจุบันตั้งอยู่ใกล้กับโรงเรียนรุ่งอรุณ เธอจึงมีโอกาสกลับมาปั้นเซรามิกอีกครั้ง โดยลงเรียนปั้นเซรามิกกับครูแจ๋ แห่ง Atpotterhouse ร่วมกับนักเรียนรุ่นเล็ก ที่ฝีมือล้ำหน้า เธอได้เห็นผลงานจินตนาการของเด็กที่น่าตื่นเต้น อย่างก็อตซิล่า เรือดำน้ำ หรือปราสาทเลยทีเดียว 
    "ที่โรงเรียนของครูแจ๋ มีเตาใหญ่มาก เราบอกครูว่า ขอฝากของที่ปั้นมาเผาด้วยได้ไหม เลยได้กลับมาปั้นอีกครั้ง เราชอบทำของใช้ ของที่มันมีฟังก์ชั่น เช่น พวกที่ใส่ของ ถาด ตะกร้า จานสี ของใช้ห้องน้ำ หรือของที่ลูกค้าต้องการใช้เฉพาะ เช่น คนที่ทำเล็บ เขาบอกว่าต้องการจานสีแผ่นแบนๆ ขนาดเล็ก แล้วหาซื้อไม่ได้ เราก็ทำให้"
    นับตั้งแต่การทำงานศิลปะ ทำอาหาร ทำขนม จนไปถึงการแต่งบ้าน โมล้วนทำเองทุกขั้นตอน เชื่อมทุกสิ่งทุกอย่างเข้ากับธรรมชาติ สนุกกับการทดลองจับนั่นผสมนี่ เหมือนได้ทำอาร์ตเทอราพีทุกวัน
    "สิ่งที่อยู่ในทุกๆ วัน มันโอเคมากเลย เท่าที่เคยทำมาในชีวิต เพราะเหมือนว่าไม่ต้องทำงาน เราเข้าใจคนที่เขาบอก ว่าไม่ต้องทำงานเลยเป็นยังไง แต่เราก็ต้องสร้างงาน สร้างอาชีพให้ตัวเอง เราไม่ใช่คนใช้เงินเยอะอยู่แล้ว" 
    ก่อนลากลับ เรารู้สึกเหมือนเธออย่างหนึ่งว่า บ้านหลังนี้ เต็มไปด้วยพลังของอาร์ตเทอราพี การที่ได้อยู่บ้านใกล้ชิดธรรมชาติ มีสวน มีน้ำในคลองใสสะอาด เหมือนเติมพลังชีวิตชีวา เอื้อความรู้สึกผ่อนคลายขึ้นทุกวัน  
    ออกจะเขินถ้าต้องกล่าวต่อหน้าไปหน่อย แต่อยากบอกเธอตรงนี้ว่า 
    "อยากมาเรียนทำสีน้ำธรรมชาติ และปั้นเซรามิกด้วยทุกวันจัง"

    ติดตามสินค้าและเวิร์กชอปทำสีธรรมชาติของ mamo & things ได้ทางอินสตาแกรม @mamoandthing และ @mamolism

Favorite Something
  •   Love Actually
  •   Bob Dylan
  •   The Prophet - คาลิล ยิบราน
  •   Henri Matisse

กมลพร สุนทรสีมะ

อดีตเติบโตมากับกองบรรณาธิการนิตยสารสำหรับเด็กเเละครอบครัว เชื่อมั่นในพลังมหัศจรรย์ของเด็กๆ ชอบดอกไม้ พืชใบเขียว มีหอศิลป์เป็นที่ชุบใจ ติดชาเย็นหวานน้อย พอๆ กับกลิ่นกระดาษ อนาคตอยากเลี้ยงลาบาดอร์ สีน้ำตาล

ดุสิตา อิ่มอารมณ์

นักเขียน ผู้ใช้พื้นที่ในเวลาว่างไปกับการอ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง ขี่จักรยาน อ่านการ์ตูน เล่นเลโก้ ฯลฯ โดยเชื่อเต็มหัวใจว่าเวลาที่หมดไปกับความรื่นเริงนี้สามารถเติมเต็มชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ