สรุปประเด็นที่คนรักศิลปะควรได้ฟัง จากเสวนา หวัง/สิ้นหวัง ของพื้นที่ศิลปะในประเทศไทย

    พอเริ่มเข้าสู่ช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีเมื่อไร ทั้งหอศิลป์ พิพิธภัณฑ์ ย่านชุมชน และสถานที่จัดงานต่างๆ มักจะพร้อมใจกันจัดนิทรรศการด้านศิลปวัฒนธรรมกันอย่างคึกคัก เหตุผลส่วนใหญ่เนื่องจากฤดูฝนที่เริ่มผ่านพ้นไปแล้วอากาศเริ่มเย็นสบาย เหมาะสำหรับการเดินเที่ยวชมผลงานศิลปะ ทำกิจกรรมสร้างสรรค์ และรับฟังดนตรี ซึ่งเป็นเวลาที่เข้าใกล้เทศกาลเฉลิมฉลองและส่งท้ายปีเข้าไปทุกที
    ขณะที่ปลายปี 2563 คนไทยมีโอกาสรับชมนิทรรศการและผลงานดีๆ จากศิลปินไทยและศิลปินระดับนานาชาติมากมาย เช่น เทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2020 (Bangkok Art Biennale 2020) เทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ 2020 (Chiang Mai Design Week 2020) และนิทรรศการดีๆ อีกมากมาย เพียงแต่พื้นที่ศิลปะในประเทศไทยกลับกระจุกตัวอยู่เฉพาะพื้นที่ในกรุงเทพมหานครและหัวเมืองใหญ่ไม่กี่จังหวัดเท่านั้น ไม่เว้นกระทั่งพื้นที่ซึ่งมีการจัดแสดงงานศิลปะร่วมสมัยมาอย่างต่อเนื่องโดยไม่เก็บค่าเข้าชมอย่าง หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (bacc) ซึ่งก็มีปัญหาใหญ่อย่างการที่หอศิลป์แห่งนี้ยังไม่ได้รับเงินอุดหนุนจากกรุงเทพมหานครมา 3 ปีแล้ว 
    กิจกรรมเสวนา 'หวัง / สิ้นหวัง ของพื้นที่ศิลปะในประเทศไทย' เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2563 ที่จัดโดยทางหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครร่วมกับองค์กรพันธมิตร ได้แก่ เจแปนฟาวน์เดชั่น กรุงเทพฯ ,สถาบันไทยศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, หอภาพยนตร์ (องค์กรมหาชน), มิวเซียมสยาม, Pathumwan Art Routes (PARs) และ happening ถูกจัดขึ้น เพื่อเป็นเวทีสนทนาแลกเปลี่ยนและตั้งคำถามถึงความสำคัญของพื้นที่ศิลปะ รวมถึงบทบาทหน้าที่ด้านศิลปวัฒนธรรมของภาครัฐว่าควรมีส่วนในการสนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดพื้นที่ศิลปะอย่างไร เพราะพื้นที่ศิลปะคืออีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญสำหรับการเผยแพร่ผลงาน การแลกเปลี่ยนแนวคิด การให้ความรู้ความเข้าใจด้านศิลปะ และเป็นสถานที่บ่มเพาะความหวัง ซึ่งไม่ควรถูกกีดกันหรือจำกัดให้กลายความสิ้นหวังอีกต่อไป

    ภายในงานมีวิทยากรผู้เกี่ยวข้องและทำงานอยู่ในแวดวงศิลปะร่วมสมัยมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์และสถานการณ์ของวงการศิลปะในปัจจุบัน 4 ท่าน ได้แก่ ชลิดา เอื้อบำรุงจิต ผู้อำนวยการหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน), ดร.วิภาช ภูริชานนท์ อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, อาทิตย์ ประสาทกุล นักการทูต กระทรวงการต่างประเทศ นักสะสมงานศิลปะ และ โนริฮิโกะ โยชิโอกะ ผู้อำนวยการบริหาร เจแปนฟาวน์เดชั่น กรุงเทพฯ โดย ศศพินทุ์ ศิริวาณิชย์ เป็นผู้ดำเนินรายการ

    happening ขอสรุปประเด็นสำคัญที่วิทยากรแต่ละท่านกล่าวไว้ในเสวนาครั้งนี้ เพื่อให้คนที่สนใจเรื่องศิลปะได้รับรู้และนำไปคิดใคร่ครวญต่อ ดังนี้

    ชลิดา เอื้อบำรุงจิต ให้ความเห็นว่าศิลปะเป็นพื้นฐานที่สำคัญของความเป็นมนุษย์ ขณะที่ประเทศไทยมียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แต่ในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีนั้นแทบไม่มีที่อยู่สำหรับศิลปะเลย ดังนั้นเธอจึงสะท้อนคำถามกลับไปยังภาครัฐว่า สำหรับองค์กรซึ่งมีหน้าที่รับใช้ยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อบ่มเพาะสุนทรียศาสตร์ มีส่วนในการสร้างความบันเทิงเพื่อความผ่อนคลายและสุขภาพจิตที่ดี จะสามารถทำงานและเชื่อมโยงกับคนในสังคมได้อย่างไร

    ดร.วิภาช ภูริชานนท์ พูดถึงบทบาทของพื้นที่ศิลปะว่าไม่เพียงแต่เป็นพื้นที่ในการจัดแสดงผลงานศิลปะเท่านั้น หากแต่ยังมีความหมายในเชิงพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการแสดงออกทางความคิดและสุนทรียภาพในด้านต่างๆ ซึ่งหลายครั้งหอศิลป์เป็นสถานที่ซึ่งเปิดให้เกิดการแลกเปลี่ยน ถกเถียง และความคิดเห็น และเปิดโอกาสให้ผู้คนสามารถรับรู้ถึงความหลากหลายที่มีอยู่ในสังคมได้ โดยไม่สร้างปัญหาความขัดแย้ง

    อาทิตย์ ประสาทกุล เป็นนักการทูตจากกระทรวงการต่างประเทศ ที่เคยทำงานและจัดกิจกรรมทางศิลปะเพื่อเชื่อมโยงความเข้าใจระหว่างคนต่างวัฒนธรรม พูดถึงประสบการณ์ส่วนตัวของเขาว่า ปัจจุบันบทบาทของผู้ที่เกี่ยวข้องกับศิลปะสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ทั้งบทบาทของศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงาน ที่แปรเปลี่ยนเป็นภัณฑารักษ์ หรือผู้ชมงานที่สามารถเข้ามาเป็นผู้สร้างสรรค์ผลงานได้เอง ดังนั้นจึงควรมีการสื่อสารให้คนทั่วไปรู้และเข้าใจบทบาทของความเป็นศิลปะมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การมีส่วนร่วมของประชาชนต่อกิจกรรมทางศิลปะมากขึ้นด้วย

    โนริฮิโกะ โยชิโอกะ ผู้อำนวยการบริหาร เจแปนฟาวน์เดชั่น กรุงเทพฯ แสดงความคิดเห็นในฐานะของผู้ทำงานด้านการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมญี่ปุ่นในประเทศไทยว่า สำหรับประเทศญี่ปุ่นเองเรื่องศิลปวัฒนธรรมก็เป็นส่วนที่ได้รับงบประมาณยากมาก เพราะไม่ค่อยมีคนเข้าใจว่าทำไมเรื่องแบบนี้ต้องใช้งบประมาณของรัฐบาลหรือสังคม แทนที่จะให้เอกชนเป็นคนทำ แต่สำหรับประเทศญี่ปุ่น ในรัฐธรรมนูญระบุไว้ว่าประชาชนทุกคนต้องได้รับโอกาสด้านศิลปวัฒนธรรมอย่างเท่าเทียมกัน จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องให้โอกาสประชาชนในการสร้างสรรค์และรับชมผลงานศิลปะด้วย
    หลังจากการแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากวิทยากรบนเวที มีการแสดงข้อคิดเห็นจากแขกรับเชิญ 4 ท่าน ได้แก่ ลักขณา คุณาวิชยานนท์ ภัณฑารักษ์ และอดีตผู้อำนวยการหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร, รศ.ฤทธิรงค์ จิวากานนท์ ผู้อำนวจการสถาบันไทยศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ธีระวัฒน์ มุลวิไล ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม B-Floor, วีรพร นิติประภา นักเขียนเจ้าของผลงานหนังสือรางวัลซีไรต์ 2 สมัย และ ฆัสรา ขมะวรรณ มุกดาวิจิตร ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาองค์ความรู้พิพิธภัณฑ์ มิวเซียมสยาม ซึ่งแต่ละท่านแสดงความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ไว้ว่า

    สำหรับ ลักขณา คุณาวิชยานนท์ ภัณฑารักษ์และอดีตผู้อำนวยการหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ไล่เรียงตั้งแต่การเรียกร้องของภาคประชาชนและเครือข่ายศิลปินให้พื้นที่แห่งนี้เป็นหอศิลป์ กระทั่งเปิดให้บริการมาเป็นระยะเวลา 12 ปีแล้ว แต่เมื่อกรุงเทพมหานครตัดงบประมาณทำให้ทางมูลนิธิต้องระดมทุนด้วยตัวเองมาตลอด ขณะเดียวกันสัญญากับทางกรุงเทพมหานครยังมีข้อจำกัดที่ทำให้หอศิลป์ไม่สามารถเก็บค่าเข้าชมงานได้ ดังนั้นเมื่อไม่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจึงเป็นปัญหาในการบริหารจัดการพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง ถึงกระนั้นเธอยังมีหวังว่าจะสามารถผลักดันให้เกิดนโยบายสนับสนุนให้เกิดพื้นที่ศิลปะจากภาครัฐจริงๆ

    รศ.ฤทธิรงค์ จิวากานนท์ ชี้ประเด็นของความสำคัญที่รัฐและเอกชนควรหันมาให้ความสำคัญต่อผู้เข้าชมงาน ไม่ใช่ทุ่มงบประมาณเพื่อสนับสนุนศิลปินผู้สร้างสรรค์งานเท่านั้น เพราะในมุมมองของคนสร้างงานศิลปะแล้ว เขาต้องการผู้ชม ดังนั้นหากนโยบายของภาครัฐมองมาที่ความสำคัญของผู้เสพงานบ้างจะทำให้สามารถจัดสรรไปสู่ประชาชนอย่างแท้จริงได้

    ในฐานะของผู้สร้างสรรค์งานด้านการแสดง ธีระวัฒน์ มุลวิไล บอกเล่าถึงสถานการณ์ของคนทำงานละครเวทีว่า หากมีพื้นที่ซึ่งสนับสนุนให้คนสร้างสรรค์งานมีพื้นที่นำเสนอผลงาน อย่างเช่นที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครแห่งนี้ได้เปิดพื้นที่ให้กับศิลปินละครเวทีอยู่เสมอ จะเป็นการแบ่งเบาภาระของศิลปินได้มาก ซึ่งพื้นที่การแสดงผลงานนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการแสดงละครเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้สร้างสรรค์ศิลปะแขนงอื่นๆ ด้วย เพราะทางศิลปินเองก็ไม่ค่อยรู้นโยบายของทางภาครัฐ และไม่รู้สิทธิ์ขั้นพื้นฐานของศิลปินที่ควรได้รับว่าเขาจะสามารถเรียกร้องอะไรได้บ้าง ดังนั้นวันนี้เขาจึงได้รับมุมมองว่าศิลปินควรได้รับการสนับสนุนทางใดบ้างเหมือนกัน

    วีรพร นิติประภา กล่าวว่า เรื่องความสำคัญของศิลปะควรเป็นสิ่งที่รู้มาตั้งนานแล้ว โดยไม่ต้องมานั่งพูดคุยกันอย่างวันนี้ เพราะในฐานะของนักเขียน ซึ่งเป็นคนกรุงเทพฯ โดยกำเนิด หากให้เขียนฉากให้ตัวละครรักกันยังนึกไม่ออกว่าจะให้เขาไปเดินคุยกันตรงไหน มีสถานที่ไหนบ้างให้คู่รักสามารถตกหลุมรักกันบ้าง หากไม่ใช่ท้องฟ้าจำลองหรือหอศิลป์ เพราะที่เหลือเป็นห้างสรรพสินค้าหมด ดังนั้นความเป็นเมืองต้องมีมากกว่าแค่สวนสาธารณะ เพราะสิ่งที่จะยืนยันความเป็นมนุษย์ของเราในยุคที่ต้องแข่งขันกัน AI คือความเป็นมนุษย์ที่มีมูลค่ามหาศาล ไม่เพียงแต่มูลค่าทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่เป็นมูลค่าของความเป็นมนุษย์ ซึ่งสถานที่อย่างหอศิลป์ที่เดินทางสะดวกอยู่ใจกลางเมืองแบบนี้ มันเป็นสถานที่ให้ประสบการณ์และการเรียนรู้ชีวิตที่หลากหลาย ที่ไม่เพียงโอบอุ้มศิลปินแต่ยังโอบอุ้มมนุษย์ทุกคนอีกด้วย

    ฆัสรา ขมะวรรณ มุกดาวิจิตร แบ่งปันประสบการณ์ของตัวเองว่าในอดีตที่ไม่ค่อยมีพื้นที่ศิลปะทำให้เธอไม่เข้าใจศิลปะและไม่รู้สึกคุ้นเคยเมื่อเข้าไปเดินหอศิลป์หรือพิพิธภัณฑ์เลย จนกระทั้งได้เดินทางไปต่างประเทศที่บนถนนเส้นหนึ่งมีทั้งหอศิลป์ พิพิธภัณฑ์ และงานศิลปะในสวน ทำให้เห็นความหลากหลายของพื้นที่ศิลปะที่ผู้คนสามารถเลือกได้ว่าสะดวกใจที่จะไปเสพศิลปะในพื้นที่แบบไหน ดังนั้นเมื่อตัวเองมีโอกาสจัดนิทรรศการ LGBT ขึ้นที่มิวเซียมสยาม แล้วผู้ชมงานซึ่งมีความหลากหลายทางเพศซึ่งเป็นส่วนสำคัญหลักของงานเข้ามาชมงานแล้วผ่อนคลาย เขารู้สึกว่าสถานที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ปลอดภัยที่จะแสดงออกตัวตนของเขาได้ จึงเห็นว่านี่คือความสำคัญที่พื้นที่ศิลปะสามารถให้กับผู้คนได้
    หลังจากจบกิจกรรมครั้งนี้แล้ว เราเห็นว่ายังมีความหวังสำหรับพื้นที่ศิลปะในประเทศไทยอยู่ เพราะอย่างน้อยที่สุดก็เริ่มมีการรับรู้และเข้าใจถึงความสำคัญของพื้นที่นี้แล้ว แต่แน่นอนว่าปัญหาและความไม่เข้าใจความสำคัญของศิลปะยังคงมีอยู่ และก้าวต่อไปของคนรักศิลปะจึงยังไม่ใช่เรื่องง่ายดาย
    แต่เรายังต้องก้าวต่อไป ทำเพื่อวงการศิลปะ และเพื่อประเทศไทยต่อไป