อู่-ไตรเทพ วงศ์ไพบูลย์ JOY กับสรรพเสียงที่โคจรอยู่รอบตัวเขา

    แฟนเพลงรู้จัก อู่-ไตรเทพ วงศ์ไพบูลย์ ในฐานะหนึ่งในผู้บุกเบิก Kidnappers วงดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ป๊อประดับตำนาน คนในวงการภาพยนตร์และโฆษณารู้จักเขาในฐานะนักทำซาวนด์เจ้าของ อพอลโล แลป (2001) รวมถึงการเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท กันตนา ซาวด์ สตูดิโอ ที่อยู่เบื้องหลังผลงานการสร้างสรรค์เสียงในภาพยนตร์ไทยและภาพยนตร์ฮอลลีวูดหลายเรื่อง แต่ความหลงใหลที่มีต่อการสร้างสรรค์เสียงและดนตรีของเขายังไม่หยุดอยู่เท่านี้ เพราะยังมีอีกหนึ่งความฝันในอดีตที่เขากำลังทำให้เป็นจริงขึ้นมา คือ การทำโรงงานผลิตแผ่นเสียงที่ชื่อ ResurRec Boutique Vinyl Lab อีกด้วย
JOY of Music
    "มันเริ่มมาจากแผ่นเสียงครับ ผมฟังตั้งแต่ตอน ป.6 เริ่มจากคุณตาจนมาถึงรุ่นคุณพ่อ เราก็เริ่มฟังเพลงเก่าๆ ก่อน ชอบจนเริ่มเก็บเงินซื้อแผ่นเสียงมาฟัง ฟังตลอดเวลา ตื่นเช้ามาก็ฟัง ก่อนนอนก็ฟัง ถ้าไม่ได้ไปเรียนก็ฟัง เลยคิดว่าอยากมีอาชีพเป็นดีเจตามผับ เพราะจริงๆ ไม่ใช่คนชอบพูด"
    อู่เล่าถึงบรรยากาศการฟังเพลงที่บ้านสมัยก่อนให้ฟัง เขาเริ่มต้นจากแผ่นของวง The Platters (1952) ลำโพงอยู่ห้องนั่งเล่น ขณะที่เครื่องเล่นแผ่นอยู่ในห้องนอน พอเปิดฟังแล้วแผ่นตกร่องก็ต้องขึ้นไปห้องนอนเพื่อยกเข็มอ่านออก หลังจากนั้นจึงเริ่มหยิบแผ่นอื่นๆ ของคุณพ่อมาเปิดฟังไปเรื่อยๆ
    ความหลงใหลของเขาอยู่ในระดับที่ชอบทุกอย่างของแผ่นไวนิล ไม่ว่าจะเป็น รูป รส กลิ่น เสียง เลยทีเดียว
    "ตอนนั้นติดใจที่เพลงมากกว่า ชอบอาร์ตเวิร์กปก เราก็นั่งอ่านนั่งดูข้อมูลของคนทำดนตรี กลิ่นของมันก็ชอบ ถ้าเป็นแผ่นใหม่ก็หอมดี แกะซีลพลาสติกดม เราจะรู้ว่าเป็นแผ่นเก่าจากญี่ปุ่น กลิ่นจะไม่เหมือนที่อื่น มันหอมดี ไม่ชื้นนัก บ้านเมืองเขาอากาศแห้ง แผ่นเก่าเก็บที่อยู่ในห้องเก็บของก็เป็นอีกกลิ่น ตอนนั้นไม่รู้ตัวและไม่คิดว่าตัวเองคลั่งอะไรขนาดนั้น แต่ตอนนี้ย้อนกลับมามอง เราก็เก็บดีเทลได้ประมาณนึง"
    แต่แล้วดนตรีที่เขาชื่นชอบก็นำไปสู่งานดีเจเปิดแผ่นในผับ Disco Duck ที่พัทยาทุกวันศุกร์และเสาร์ ได้เงินเดือนตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ แล้วดีเจรุ่นพี่ก็แนะนำให้รู้จักอาชีพที่ทำงานด้านเสียงอื่นๆ จากนิตยสาร Mix ซึ่งทำให้เขารู้ว่ามีอาชีพอื่นที่สามารถทำในระยะยาวได้อย่างการเป็น ซาวนด์เอนจิเนียร์ เป็นต้น
    "ผมสัญญากับพ่อแม่ไว้ว่าต้องเรียนให้จบปริญญาตรีก่อน ตอนนั้นเอนทรานซ์ติดคณะมนุษยศาสตร์ วรรณคดีอังกฤษ ไปเรียนก็รู้แล้วว่าเราไม่ชอบแน่ๆ แต่ก็เรียนไปจนจบ แล้วเริ่มศึกษาด้วยว่ามีที่ไหนสอนอาชีพแบบนี้บ้าง ตอนนั้นมีแค่ 2 ที่ในโลกที่เป็นหลักสูตรปริญญาตรีคือ อเมริกากับออสเตรเลีย โชคดีที่คุณอาเป็นกงสุลใหญ่อยู่ที่อเมริกา คุณพ่อเลยยอมให้ไป"
    อู่เล่าให้ฟังว่าเขาสนุกกับการเรียนมาก ใช้เวลา 3 ปีก็จบการศึกษา จึงยังเหลือเวลาเรียนอีก 1 ปี ช่วงแรกเขาได้เรียนการบันทึกเสียงในสตูดิโอและการทำเพลง ปีที่เหลือจึงเลือกเรียนเมเจอร์ที่สองกับสามคือ Acoustic Design ที่ลงลึกเรื่องการสะท้อนของเสียงเชิงฟิสิกส์มากขึ้น เข้าใจเรื่องการบันทึกเสียงในห้อง การออกแบบห้องอัด ออกแบบโรงละคร และ Audio for Visual ที่เป็นเสียงประกอบภาพ
    โดยระหว่างเรียน เขาชอบไปที่ร้านขายเครื่อง Synthesizer (เครื่องสังเคราะห์เสียง) ทุกวัน จนได้งานเป็นพนักงานขายที่สามารถสอนให้ลูกค้ารู้จักวิธีการใช้เครื่องได้ด้วย เวลานี้เองที่เขาชอบเพลงแนวอิเล็กทรอนิกส์ป๊อป ก่อนที่จะกลับมาทำงานในห้องอัดเสียง Gecko Studio ที่เมืองไทย ซึ่งเขามีส่วนร่วมในการสร้างและเลือกซื้อเครื่องต่างๆ เข้ามาเพราะเคยเรียนออกแบบห้องอัด ซึ่งเขาใช้ช่วงที่ห้องอัดว่างมาทำเพลงวง Kidnappers ของตัวเอง แล้วออกอัลบั้มแรก สแลง มาให้เราได้รู้จักกัน
JOY of Sound
    แล้วการทำงานอัดเสียงภาพยนตร์ของเขาก็เริ่มต้นขึ้น เมื่อดิสนีย์ตามหาบุคลากรด้านการอัดเสียงมาทำเรื่อง สโนว์ไวท์กับคนแคระทั้งเจ็ด เวอร์ชันวิดีโอ ที่จะทำการพากย์ภาษาไทยเป็นภาษาที่สอง เขาจึงมีโอกาสเดินทางไปฝึกที่ต่างประเทศ แล้วผันตัวมาทำเสียงในภาพยนตร์ในที่สุด
    "วงการเพลงมันเป็นขาลง แต่ตัวเราในฐานะคนทำเพลง เราก็ยังอยากทำ เลยขอเขามาเปิด อพอลโล แลป เป็นห้องอัดเล็กๆ กับพี่เมย์ Kidnappers (ภควัฒน์ ไววิทยะ) เน้นไปทางเพลงและเสียงประกอบโฆษณาทีวี ไม่ให้แย่งลูกค้ากัน ก็เป็นยุครุ่งเรือง เป็นงานที่หาเลี้ยงชีพได้มาสิบปี ส่วนการทำเสียงในหนังกับกันตนา เขาเป็นหนึ่งในลูกค้าที่เราเคยทำเพลงให้พี่เต้ (ปิยะรัฐ กัลย์จาฤก) พี่ตั้ม (จาฤก กัลย์จาฤก) ก็เลยชวนว่าอยากทำที่กันตนาไหมเพราะมีเครื่องเสียงอยู่แล้ว ผมก็อยากทำเนื่องจากเราได้อัพเลเวลมาอีกเลเวลหนึ่ง เพราะเป็นห้องอัดใหญ่ เลยตกลงกับพี่เขาว่าเราจะไปดูแลแผนกเสียงให้ แต่ผมขอไม่ปิดอพอลโลนะ ฟอร์แมตเราคือทีวีเป็นจอเล็ก แต่กันตนาจะเป็นจอใหญ่ จอหนัง"
    หน้าที่ของเขาคือทำทุกเสียงที่คนดูได้ยินในภาพยนตร์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเสียงหยิบจับ เสียงเท้าเดิน เสียงปิดประตู เสียงสตาร์ทรถ เสียงทะเล เสียงบรรยากาศในห้อง ฯลฯ เว้นแต่เสียงบทสนทนาของตัวละครที่จับด้วยไมค์แคบเพื่อให้เสียงชัดที่สุดในกระบวนการถ่ายทำอยู่แล้ว การออกแบบเสียงเหล่านี้เป็นสิ่งที่ซัพพอร์ตเรื่องราวให้คนดูสามารถรู้สึกกับภาพยนตร์ที่กำลังชมอยู่มากขึ้น
    คุณภาพของการทำงานส่งผลให้เขาได้ร่วมงานกับ หว่องกาไว ผู้กำกับระดับโลกชาวฮ่องกง และคว้ารางวัลสูงสุดในฐานะคนทำเสียงมาได้ในที่สุด 
    "เรื่องแรกที่ทำกับหว่องกาไวคือ Ashes of Time Redux (2008) หลังจากนั้นก็เป็นเรื่อง The Grandmaster (2013) แต่ต้องบอกก่อนว่างานนี้ผมไม่ได้ทำคนเดียว ทำเป็นทีม มีคนออสเตรเลียมาช่วยด้วย เขาชื่อ Robert Mackenzie เรื่องนี้เราได้รางวัล Best Sound Design จาก Hong Kong Film Award และ Motion Picture Sound Editors (M.P.S.E) จาก Golden Reel Award ซึ่งรางวัลหลังนี่คือออสการ์สำหรับคนทำเสียง ที่คนทำเสียงเท่านั้นมาเป็นกรรมการ และประกาศก่อนรางวัลออสการ์"
JOY of Dream
    แม้จะประสบความสำเร็จในฐานะคนทำเสียงภาพยนตร์และยังไม่ทิ้งงานเพลงที่รัก แต่เขาก็ยังมีอีกความฝันที่เคยคิดอยากจะทำ นั่นคือการทำแผ่นเสียง
    "พอทำงานได้สักสิบปี เราเริ่มอยู่ตัว ชีวิตสบายขึ้นก็เลยย้อนกลับมาว่าเรายังชอบทำแผ่นเสียงอยู่ แล้วถ้าชีวิตนี้เราสามารถทำแผ่นเสียงเองได้ มันจะสุดแล้วอะ (หัวเราะ) ก็ไปรู้มาว่ามีคุณลุงคนหนึ่งอยู่ที่ต่างจังหวัดในเยอรมนี เขามีเครื่องเขียนแผ่นเรียกว่า Vinyl Dubplate เขียนแผ่นต่อแผ่น เขาทำขายและสอนวิธีทำ ผมก็เลยติดต่อเขาไป ไปเรียนสองอาทิตย์กว่าและซื้อเครื่องของเขากลับมาทำต่อ เราก็ถือเป็นหนึ่งในสองคนของเอเชียที่ทำแผ่นแบบนี้ได้ อีกคนหนึ่งอยู่ที่ญี่ปุ่น"
    การทำโรงงานผลิตแผ่นเสียงมีต้นทุนสูง เขาจึงพักความฝันนี้ไปก่อน ระหว่างนั้นยังทำงานเพลงประกอบภาพยนตร์ ทำมาสเตอริ่ง และมีความสุขอยู่กับการได้ทำเสียงทุกวัน กระทั่งมีคนรู้จักที่อยากทำโรงงานผลิตแผ่นเสียง จึงเกิดเป็น ResurRec Boutique Vinyl Lab ที่สามารถผลิตแผ่นเสียงแบบครบวงจรขึ้น โดยเน้นคุณภาพและการทำงานอย่างพิถีพิถันทุกขั้นตอน ตั้งแต่การทำมาสเตอริ่งเพื่อให้ได้เสียงสมบูรณ์แบบ ทั้งระดับความดัง-เบา โทนเสียง ความลึกของมิติเสียง และใช้การตั้งค่าทางเทคนิคเพื่อให้ผลงานแต่ละชิ้นสามารถถ่ายทอดอารมณ์เพลงถึงคนฟังอย่างดีที่สุดด้วยฟอร์แมตของแผ่นเสียง นอกจากนั้นยังพร้อมออกแบบหน้าปก แพ็กเกจ และจัดจำหน่ายอีกด้วย
    "จุดเด่นของโรงงานเราคือ เน้นคุณภาพที่เสมือนฟังจากต้นฉบับ และการเลือกสรรกระบวนการผลิตในขั้นตอนต่างๆ เพื่อดึงคาแรกเตอร์ของเสียงที่ดีในระบบแอนะล็อกออกมาให้ได้มากที่สุด
    "ชื่อ ResurRec เป็นคำล้อเลียนภาษาอังกฤษที่แปลว่า ฟื้นคืนชีพ (resurrect) แต่มันสะกดคนละแบบ คือโรงงานผลิตแผ่นเสียงในโลกนี้มีอยู่ 2 ประเภท อย่างหนึ่งคือ ผลิตทีละเยอะๆ เป็นหลักหมื่นต่อวัน กับอีกอย่างคือพวกที่เรียกตัวเองว่า บูติก คือเน้นคุณภาพ ไม่ได้เน้นปริมาณ เรามองว่าคนที่ซื้อไปต้องได้แผ่นคุณภาพดี และผมทำงานด้านนี้เป็นอาชีพอยู่แล้ว ถ้าเสียงไม่ดีเราก็เสียชื่อ แล้วเรามีความสามารถ มีห้องอัดที่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามันดีจริง ซึ่งคนทำแผ่นในโลกนี้มีน้อยที่ที่คอนเนกต์กับห้องอัด มันเหมือนเป็นโรงงานพลาสติก เขาอาจไม่ได้ทำการเทสต์ ไม่ได้ผ่านการมาสเตอริ่งแบบนี้ จุดเด่นของเราคือเราเน้นที่คุณภาพ เสมือนฟังจากแผ่นมาสเตอร์ หรือถ้าไม่เหมือน มันก็ต้องสามารถดึงคาแรกเตอร์ของแผ่นเสียงออกมาได้ เพราะเราเป็นคนหนึ่งที่ได้ยินความต่างของแผ่นเสียง เทป และไฟล์ดิจิทัล"
    โดยเขาต้องการถ่ายทอดคาแรกเตอร์ของเสียงในขั้นตอนการผลิตให้เหมาะกับฟอร์แมตของแผ่นเสียงอย่างที่ควรจะเป็นจริงๆ ซึ่งก่อนจะออกมาเป็นแผ่นได้นั้นเขายืนยันว่า "มันต้องเริ่มจากเพลงที่ดีก่อน เพลงที่ดีก็คือการแต่งที่ดี เรียบเรียงดี นักดนตรีเก่ง บันทึกเสียงดี มันต้องผ่านทุกขั้นตอนก่อน ทุกขั้นตอนที่ดีต้องมาประกอบกันทั้งหมด พอบันทึกเสียงดี คนมิกซ์ดาวน์ คนบันทึกเสียงแต่ละเสียงรวมกันเก่ง มาสเตอริ่งเอนจิเนียร์ดี แล้วทำได้ถูกต้องในฟอร์แมตของแผ่นเสียง มันถึงจะดี" 
    แล้วแผ่นเสียงอัลบั้มแรกที่ ResurRec Boutique Vinyl Lab จะผลิตขึ้นคือ Be My World ซึ่งบอย โกสิยพงษ์ ร่วมกับ บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย นำเพลงพิเศษของบีเอ็มดับเบิลยูมาลงแผ่นเสียง ร่วมกับเพลงลับที่เพิ่งถูกค้นพบของบอย ซึ่งเป็นเพลงจากเทปรีล (Reel Tape) เมื่อครั้งที่บันทึกสดจากห้องอัดในสถานีวิทยุ โดยที่ยังไม่เคยถูกบันทึกลงอัลบั้มไหนมาก่อน
    "เรารีสตอร์ Be My World จากเทปรีล โดยถ่ายเสียงจากเทปรีลลงเครื่องก่อน มันจะมีตำหนิอยู่บ้างเนื่องจากมันเก่าแล้ว แล้วเราก็เอามาตัดต่อให้มีคุณภาพที่น่าฟัง เพลงในนี้เป็นเวอร์ชันที่มีชีวิต มีความสดมากๆ เหมือนเราได้ยินเขาร้องในห้องบันทึกเสียงในอดีต ตัวตนของเขาที่อาจจะยังไม่มีชื่อเสียง มันคือความสดและชีวิตเขาที่ถูกบันทึกไว้ และจะถูกนำมาเล่นอีกรอบ
    "ผมประทับใจที่เขาตั้งใจทำผลงานให้ดีทุกขั้นตอน ผมขออะไรไปได้หมด ปกก็เห็นว่าตั้งใจทำ ตั้งใจออกแบบ ตั้งใจกันดีทุกคน ทั้งขั้นตอน วิธีคิด วิธีนำเสนอ รู้สึกดีที่จะมีอะไรแบบนี้ Be My World น่าจะเป็นแผ่นเสียงแผ่นแรกที่ถูกผลิตในเมืองไทยในยุคใหม่นี้"
    และเป็นหน้าที่ของเขาที่จะต้องทำงานอย่างพิถีพิถันเพื่อให้แผ่นเสียงอัลบั้มที่มีความพิเศษอยู่แล้วน่าฟังและมีเสน่ห์ในแบบไวนิลให้ได้ โดยไม่ทำลายบรรยากาศความสดที่อัดในสถานีวิทยุที่อยู่ในนั้น ไม่ว่าจะเป็นการลดเสียงนอยซ์ให้พอเหมาะกับลักษณะของห้องที่คาดว่าน่าจะมีลักษณะแบบไหน สร้างความต่อเนื่องให้เหมือนอัดจากห้องเดียวกัน แม้ว่าแต่ละเพลงอาจจะออนแอร์คนละสถานี มีการสร้างเสียงสะท้อนให้เป็นเสียงของห้องให้มีความรู้สึกมากขึ้น
    ในการทำแผ่นเสียงอัลบั้มนี้ยังทำให้เขาย้อนความทรงจำไปในสมัยที่ทำอัลบั้มแรกของ Kidnappers ด้วยเหมือนกัน
    "ตอนที่พี่บอยทำเบเกอรี่ มิวสิค ผมทำ Gecko Studio ช่วงนั้นโมเดิร์นด็อกออกอัลบั้ม Kidnappers ก็ทำอัลบั้มอยู่เหมือนกัน พี่บอยแต่งเพลงให้เพลงนึงชื่อ ความลับ การทำงานครั้งนี้เลยได้ตอบแทนพี่บอยที่แต่งเพลงให้ตอนนั้นด้วย ผมรู้สึกเหมือนเราเป็นเด็กอีกครั้ง เป็นยุคแสวงหาของเรา คือเรามีอาชีพที่เราทำ ที่เราชอบแล้ว แต่เรายังไม่ได้ประสบความสำเร็จ ผมเชื่อว่าพี่บอยก็มีความรู้สึกแบบเดียวกัน ถึงต้องไปโปรโมตทุกที่ทุกสถานีวิทยุ เป็นความทรงจำสำหรับคนในวงการทุกคนที่จะออกเพลงหนึ่งเพลง ต้องมีแผ่นตัดส่งสถานีวิทยุ ต้องมีตารางนัดเพื่อไปทัวร์ให้เขาสัมภาษณ์ สมัยนี้ไม่มีแล้ว มันคือการจะโพสต์ยูทูบตอนกี่โมง ปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนทำเพลงกับดีเจหรือคลื่นวิทยุซึ่งเป็นสื่อกลางถึงคนฟัง เราต้องไปหาเขาก่อน เขาฟังเพลงเรา เข้าใจเรา ชอบเพลงเรา แล้วเขาเป็นผู้นำเสนอให้คนฟังทั้งประเทศ ตอนนี้มันไดเรกต์ถึงคนฟังโดยตรง คนฟังกดเลือกได้เลยว่าจะฟังใคร ก็ดีตรงที่ไดเรกต์กับศิลปินเลย แต่การนำเสนอมันไม่ชัดเจนเท่าสมัยนั้น พี่บอยเขาแต่งเพลงอะไรยังไงก็จะมีคนพูดให้เราฟังตลอด เป็นอีกความทรงจำที่ดี โชคดีที่เกิดทัน"
    ในทุกช่วงของชีวิตไม่ว่าเขาจะทำอะไร สิ่งที่โคจรอยู่รอบโลกของอู่คือเสียงและดนตรีเสมอ
    สำหรับคนที่เสียงเป็นโลกทั้งหมดของเขานั้น การเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์อัลบั้มแผ่นเสียงที่จะได้มอบประสบการณ์การฟังเพลงคุณภาพให้กับผู้ฟัง ย่อมเป็นสุขไม่น้อย



    Be My World เป็นอัลบั้มเอ็กซ์คลูซีฟที่จะเปิดให้เจ้าของรถยนต์ BMW ผู้เป็นสมาชิกโปรแกรม The Ultimate JOY Experience หรือ โปรแกรม JOY ได้จองก่อนใครในช่วงกลางเดือนกันยายนนี้ ก่อนที่จะวางจำหน่ายให้บุคคลทั่วไป ผ่านช่องทางการจัดจำหน่ายของแฟตแบล็คเรคคอร์ดในเดือนตุลาคม

    ผู้สนใจสามารถติดตามความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับอัลบั้มแผ่นเสียง Be My World และโปรแกรม JOY ได้ทางเฟซบุ๊ก The Ultimate JOY Experience

ดุสิตา อิ่มอารมณ์

นักเขียน ผู้ใช้พื้นที่ในเวลาว่างไปกับการอ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง ขี่จักรยาน อ่านการ์ตูน เล่นเลโก้ ฯลฯ โดยเชื่อเต็มหัวใจว่าเวลาที่หมดไปกับความรื่นเริงนี้สามารถเติมเต็มชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ