Vibe with Landokmai: ในกลิ่นอายของความฝัน

    อูปิม-ลานดอกไม้ ศรีป่าซาง และ แอนท์-มนัสนันท์ กิ่งเกษม รู้จักกันครั้งแรกที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล แม้การพบกันของทั้งคู่คือความบังเอิญ แต่การตกลงเป็นรูมเมทกันนั้นคือความตั้งใจ พวกเธอแบ่งห้องและพื้นที่ในการใช้ชีวิตส่วนใหญ่ร่วมกัน โดยเว้นช่องว่างเฉพาะช่วงที่ต่างคนต่างไปเรียนและทำโปรเจกต์ส่วนตัวบ้างเท่านั้นคล้ายจะไม่เพียงพอ เพราะพวกเธอยังแบ่งปันความฝันด้วยการทำวง ลานดอกไม้ (Landokmai) ด้วยกันอีก
    ลานดอกไม้ มาจากชื่อจริงของอูปิม เพราะแอนท์รู้สึกประทับใจตั้งแต่ได้เห็นชื่อนี้ครั้งแรก จึงนำมาใช้เป็นชื่อวง อูปิมอธิบายว่า ลาน ในภาษาล้านนา แปลว่าต่างหู เมื่อรวมกับคำว่า ดอกไม้ ชื่อวงจึงมีความหมายว่า ต่างหูรูปดอกไม้ เหมือนชื่อของอูปิม
เชียงใหม่ - กรุงเทพฯ - ศาลายา

    อูปิมเป็นคนเชียงใหม่ที่มีพื้นฐานมาจากครอบครัวศิลปินล้านนา เธอจึงซึมซับและเติบโตมาพร้อมกับเพลงล้านนา กลอน กะโลง ซึ่งเป็นเพลงท้องถิ่นของคนเหนือ ส่วนแอนท์เป็นคนกรุงเทพฯ ที่ใช้เวลาฟังเพลงส่วนใหญ่บนรถวันละหลายชั่วโมงเพราะรถติดเวลาไปโรงเรียน โดยเริ่มจากการฟังเพลงไทยป๊อปก่อนที่จะขยับไปฟังเพลงสากล เมื่อทั้งคู่เลือกเรียนดนตรีที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล คนเชียงใหม่และคนกรุงเทพฯ จึงเดินทางมาพบและรู้จักกันที่ศาลายา ก่อนที่จะทำวงลานดอกไม้ด้วยกันในที่สุด

ทำไมถึงตัดสินใจเลือกเรียนดนตรีที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์
อูปิม: มันเป็นสิ่งที่หนูทำมันได้ดีที่สุดค่ะ ตอนเด็กๆ เลือกเรียนสายศิลป์ภาษา ศิลป์คำนวณ ก็รู้ว่าเราไม่เก่งอะไรสักอย่างเลย แต่ปรากฏว่าที่โรงเรียนหนูมีสายศิลป์ดนตรีค่ะ หนูก็เลยเรียนม.ปลายที่นั่น คิดว่ายังไงก็คงเรียนดนตรีไปเรื่อยๆ 
แอนท์: ส่วนตัวหนูชอบดนตรีอยู่แล้วค่ะ ก็เลยคิดว่าอนาคตอยากจะทำอะไรสักอย่างที่เกี่ยวกับดนตรี อย่างน้อยถ้าไม่เป็นนักดนตรี ก็อยากจะอยู่ในแวดวงนี้ ก็เลยเข้าเรียนที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ แต่ก็เลือกเรียนสาขาธุรกิจดนตรีค่ะ
อูปิม: หนูเรียนเพอร์ฟอร์แมนซ์(Performance)ในสาขาป๊อปปูล่ามิวสิก(Popular Music)ค่ะ เรียนเพื่อเป็นศิลปิน
แอนท์: หนูชอบที่นี่นะคะ ตอนที่หนูเรียนอยู่กรุงเทพฯ ต้องฝ่าฟันกับรถติด วันหนึ่งเสียเวลากับถนนประมาณ 3 ชั่วโมงค่ะ แต่พอมาอยู่ที่ศาลายารถไม่ได้ติดมาก ไปมาหาสู่กันง่าย อยากไปหาอะไรกินอร่อยๆ ก็เซ็นทรัลไม่ก็หน้าม. รู้สึกว่าคลายความตึงเครียดได้เยอะ แต่ก็มีเครียดเรื่องเรียน เพราะตัวหนูเองที่เลือกเรียนธุรกิจ ส่วนตัวหนูไม่ได้เก่งทางด้านดนตรีที่แบบจะเป็นศิลปินเพอร์ฟอร์แมนซ์
อูปิม: จำได้ว่าตอนเข้ามาเรียนมหิดลใหม่ๆ ทุกอย่างดูน่าทำไปหมดเลยค่ะ ตื่นเต้นค่ะ ตอนนี้ก็ตื่นเต้นน้อยลงแล้ว แต่ก็ยังตื่นเต้นอยู่ค่ะ
ความบังเอิญที่ทำให้รู้จักกันตั้งแต่ครั้งแรกที่เข้ามาเรียนที่นี่มีข้อดีอะไรบ้าง
แอนท์: อย่างแรกเลยก็คือการทำให้เราได้มารู้จักกัน ตอนแรกเราก็ไม่ได้ทำวงมาด้วยกันตั้งแต่แรกนะคะ การมาทำงานร่วมกันหนูมองว่ามันค่อนข้างยากนะ เพราะการที่เป็นเพื่อนกันแล้วมาทำงานด้วยกันมันไม่ใช่ว่าทุกคนจะทำได้ แต่เราก็ผ่านตรงนั้นมาได้
อูปิม: หนูคิดว่ามันก็ดี การทำงานกับแอนท์ แอนท์เป็นคนคอยจัดการดูแลหนูทุกอย่างเลยค่ะ หนูก็เลยรู้สึกว่าดีแล้วที่เป็นเพื่อนคนนี้ที่ได้ทำงานด้วยกัน
อย่างที่เล่าให้ฟังว่าพอมาเรียนที่มหิดลชีวิตทั้งคู่เปลี่ยนไปในระดับหนึ่ง แล้วตอนที่ทำวงด้วยกันต่างจากตอนที่เป็นรูมเมทกันอย่างไรบ้าง
อูปิม: หนูรู้สึกว่าตอนแรกที่เข้ามาเรียนเรายังไม่มีเป้าหมายที่แน่นอนค่ะ พอเราเริ่มกำหนดเป้าหมายว่าเราจะทำวงดนตรีนะ มันเริ่มต้องจริงจังค่ะ เราเริ่มที่จะต้องคุยกันมากขึ้นแล้วว่าเราจะเป็นยังไง เราก็เลยต้องวางแผน ทุกอย่างเริ่มจะต้องมีระบบระเบียบกันมากขึ้น
แอนท์: ช่วงแรกๆ อูปิมจะยังไม่ค่อยชินค่ะ เพราะว่าเขาจะเป็นคนที่ค่อนข้างอินดี้มาก หลายๆ อย่างก็เลยต้องช่วยอูปิมว่าต้องแบบนี้นะ แต่พองานออกมาเราก็หายเครียดเพราะว่าทุกคนชอบ เราก็เลยมีความสุข ดีใจ
เครียดเพราะอะไร
อูปิม: รู้สึกว่ามันเหนื่อยมากกว่า งานที่สาขาก็มีงานวงดนตรีก็ต้องทำ เราต้องแยกและแบ่งเวลาในแต่ละวันเยอะแยะไปหมด
แอนท์: แล้วก็ขั้นตอนการทำเพลงมันค่อนข้างจะเยอะมากเลยค่ะ ก็เลยจะมีความเหนื่อยบ้างว่าตรงนี้เราก็ต้องทำ ตรงนั้นเราก็ต้องทำ เราก็เลยต้องใช้เวลากับมันมากๆ
อูปิม: คือกว่าจะปล่อยเพลงหนูต้องคิดทำนองเมโลดี้แล้วก็เนื้อร้อง พอเราคิดทำนองเสร็จแล้วก็จะเอาให้แอนท์ดูว่าชอบไหม ลองเปลี่ยนคอร์ดนี้ดีกว่า จากนั้นมันก็จะเป็นขั้นตอนของการนำสิ่งที่เราคิดไปเข้ากระบวนการนั่นก็คือการทำเดโม(demo) ในส่วนนี้เราก็ต้องขอยืมมือนักดนตรีที่เป็นโปรแกรมมาช่วย ที่เขาสามารถช่วยคิดไลน์เบสกีต้าร์ เหมือนเป็นการระดมความคิดของเพื่อนด้วยกันด้วยค่ะ
แอนท์: แล้วมันยากตรงที่เราต้องพูดให้คนอื่นเข้าใจว่าเราต้องการแบบไหน เขาก็จะต้องหาจนกว่าจะตรงใจเราแบบนี้ค่ะ มันก็เลยยาก
พอมาทำเพลงของตัวเองแล้วมีความรู้สึกแตกต่างจากตอนแรกที่คัฟเวอร์เพลงของคนอื่นอย่างไร 
แอนท์: เยอะมากเลยค่ะ เพราะว่าตอนที่คัฟเวอร์เพลงคนอื่นมันไม่ยากเท่าตอนที่ทำเพลงของตัวเอง การทำเพลงเองมันยากมากเลยค่ะ
อูปิม: หนูค่อนข้างรู้สึกว่ามันไม่ได้ปล่อยตัวเราออกมาได้มากที่สุด ตอนที่เราทำเพลงคัฟเวอร์มันคือภาษาของคนอื่น มันคือท่วงทำนองของคนอื่น ซึ่งหนูรู้สึกว่ามันเทียบไม่ได้กับการที่เราร้องเพลงตัวเองแล้วเราภูมิใจมากกว่า ความรู้สึกมันเป็นอย่างนั้นนะคะ
ความสุข- ความฝัน - ความจริง
    เริ่มแรกทั้งคู่คัฟเวอร์เพลง อาวรณ์ ของวง Polycat ลงยูทูบด้วยกัน เสียงร้องที่หวานสดใสของอูปิมถักทอประสานไปกับเสียงกีตาร์ที่อ่อนโยนของแอนท์ เป็นความไพเราะในความเรียบง่ายที่ทำให้คนฟังหลายคนรู้จักพวกเธอ จากนั้นเมื่ออูปิมต้องทำเพลงส่งเป็นการบ้านจึงชวนแอนท์มาเล่นกีตาร์ด้วยกัน เกิดเป็นเพลง เก็บดอกไม้(2562) เมโลดี้เศร้าๆ เคล้ากับเสียงเอื้อนและเนื้อเพลงที่สร้างความหมายของการเก็บดอกไม้ให้กลายเป็นความโศกซึ้ง แล้วถ่ายทอดความเจ็บปวดออกมาได้อย่างงดงาม 
    หลังจากปลดปล่อยความเป็นตัวของตัวเองออกมาในเพลงแรก ทั้งคู่ก็สนุกกับการทำเพลงใหม่ๆ ออกมาให้ฟังกัน ไม่ว่าจะเป็น On the Train(2562), The Diary(2562) เสียงร้องและดนตรีที่ฟุ้งฝันชวนล่องลอยดึงดูดให้แฟนเพลงติดตามไปฟังเล่นสดอยู่เสมอ ซึ่งบรรยากาศเฉพาะตัวที่พวกเธอสร้างขึ้นนั้นอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความอบอุ่น สดใส และสวยงาม ก่อนที่จะเปิดตัวในฐานะศิลปินค่าย What the Duck ด้วยเพลง Please Be True(2563) ซึ่งยิ่งทำให้อยากฟังผลงานใหม่ๆ ของพวกเธออีกเรื่อยๆ เพราะบรรยากาศเฉพาะตัวที่ลานดอกไม้สร้างขึ้นนั้น พิเศษไม่เหมือนใครจนเราอยากให้ลองไปสัมผัสด้วยตัวเองสักครั้ง
ครั้งแรกที่แต่งเพลงด้วยกันรู้สึกอย่างไร
แอนท์: เพลงแรกที่แต่งด้วยกันก็เป็นเพลงแรกที่อูปิมแต่งเลยค่ะ ตอนนั้นหนูเล่นกีต้าร์มาเป็นแค่เพลงหลักก่อน แล้วอูปิมก็มาช่วยใส่ทำนองแล้วก็เนื้อร้อง ด้วยความที่หนูเป็นคนขึ้นกีต้าร์เอง หนูก็เลยรู้สึกว่ามันก็โอเคค่ะ แล้วก็รู้สึกว่าเราเป็นคนไทป์เดียวกัน เราเหมือนกันบางอย่างก็เลยคิดว่าน่าจะทำงานด้วยกันได้
เวลาได้นำเพลงของตัวเองไปเล่นให้คนอื่นฟังบ้างรู้สึกอย่างไร
อูปิม: หนูรู้สึกว่ามันหายเหนื่อยเลยค่ะ พอทำเพลงมาแล้วคนเข้าใจในสิ่งที่เราอยากจะเล่า เลยรู้สึกว่าเราทำสำเร็จ อย่างน้อยเราก็ทำให้เขารับรู้ในข้อความที่เราอยากจะบอกได้ ทุกครั้งที่ไปเล่นสดแล้วคนมารอดู ทุกสายตามันก็ช่วยให้เราหายเหนื่อยได้มากๆ เลยค่ะ
แอนท์: เวลาที่เห็นว่ามีหลายๆ คนชื่นชอบพวกเรา เป็นอะไรที่วิเศษมากๆ เลยค่ะ รู้สึกดีใจแล้วก็รู้สึกเกรงใจมากๆ เลย ที่รู้สึกเกรงใจเพราะบางคนมาไกลเพื่อจะดูพวกเรา บางคนมาจากกรุงเทพฯ เพื่อตามไปดูที่ราชบุรี ไปดูที่อยุธยา รู้สึกประทับใจ
ได้รับอะไรจากคนดูที่อยู่ตรงนั้นบ้าง
แอนท์: ความตั้งใจดูของเขามันทำให้เรารู้สึกว่าเราอยากจะตั้งใจถ่ายทอด เราต้องทำตรงนั้นออกไปให้มันดี เพื่อให้เขารู้สึกว่าเขาภูมิใจที่เขาได้ดูเรา
อูปิม: มันก็หลายความรู้สึกค่ะ บางทีเราก็กังวลในใจว่ากลัวทำได้ไม่ดี ถ้าเพี้ยนไปจะเป็นยังไง
แอนท์: อย่างแฟนคลับที่เชียงใหม่ก็จะมีความตั้งใจดูเรา คนเหนืออะเนอะ
อูปิม: ใช่ค่ะทุกคนจะมีความตั้งใจที่จะดูเรา ตั้งใจที่จะมาเจอกับเรา คนฟังเขาก็น่ารักหมดทุกที่เลยค่ะ แต่ก็น่ารักกันคนละแบบ เวลาขอถ่ายรูปหรือการเข้ามาทักทายก็คนละแบบกันค่ะ แต่ก็น่ารักหมด
แอนท์: หนูชอบเวลาที่เอาเพลงไปเล่นแล้วเจอผู้คน มันทำให้รู้สึกว่าฮีลมาก รู้สึกหายเหนื่อยกับทุกอย่างที่ผ่านมา
อูปิม: เหมือนกันเลยค่ะ จริงๆ เวลาไปเล่นข้างนอกแล้วเจอแฟนคลับที่เขาชื่นชมเรา เรารู้สึกว่าสิ่งที่เราทำมาทั้งหมดมันเกิดผลแล้ว เขาชื่นชอบเราและเขาเข้าใจในสิ่งที่เรากำลังบอก เขาก็มีความสุขกับไปเราก็มีความสุขกับไป มันดีมากเลยค่ะ
เป้าหมายในการทำเพลงของลานดอกไม้คืออะไร
แอนท์: จริงๆ เป้าหมายของพวกเราก็แค่อยากให้ทุกคนมีความสุขเวลามาดูเรา มันทำให้รู้สึกว่าตัวเองคอมพลีตประมาณหนึ่งแล้วในตอนนั้น อย่างหลายๆ คนตามมาดูเราเล่นสดแล้วก็ต้องตามมาดูอีกมีเยอะมาก ซึ่งเราก็รู้สึกดีใจมากๆ รู้สึกว่าตัวเองเริ่มทำได้แล้วนะ 
อูปิม: หนูก็คงทำเพลงไปเรื่อยๆ ค่ะก็ไม่ได้คิดหรือวางเป้าหมายยังไง เพราะชีวิตนี้ก็คงอยากทำเพลงไปจนกว่าจะไม่มีใครฟังแล้ว
แล้วความหมายของคำว่าความสุขสำหรับแต่ละคนคืออะไร
อูปิม: ความสุขของหนูคือการที่หนูได้ทำในสิ่งที่รู้สึกว่าได้ทำแล้วดี ได้ทำในสิ่งที่อยากทำแล้วพอทำออกมาแล้วมันดีมันก็มีความสุข เหมือนตอนที่ทำเพลงอยู่ เหมือนตอนที่ร้องเพลงอยู่ เหมือนตอนที่ใช้ชีวิตอยู่ในตอนนี้ หนูกล้าพูดนะคะว่าช่วงชีวิตหนูตอนนี้ก็มีความสุขนะคะ
แอนท์: หนูชอบเรื่องของการปล่อยวางมากกว่า หนูรู้สึกว่ามันไม่มีอะไรแน่นอนหนูเลยไม่กล้าที่จะมีความสุขกับทุกๆ อย่างมากขนาดนั้น หนูจะรู้สึกอนิจจังทุกครั้ง รู้สึกว่าโลกนี้มันไม่มีความแน่นอนเลย ก็เลยรู้สึกว่าจะมีความสุขในทุกครั้งที่ตัวเองหัวว่าง ในเวลาที่หนูไม่ต้องคิดอะไรเลย หนูรู้สึกมีความสุขมากเวลาที่ไม่ต้องคิดมาก
บุคลิกของวงลานดอกไม้เป็นแบบไหน 
อูปิม: หนูใช้เป็นคำว่าช่างฝันได้ไหม แต่ว่ามันก็อาจจะหมายถึงแค่หนูคนเดียว ไม่ได้รวมแอนท์ด้วย แต่เพลงที่ทำมันก็ช่างฝันไงคะ 
แอนท์: หนูจะไม่ใช่สาวช่างฝันแบบอูปิมค่ะ หนูจะเป็นพวกประเภทคิดแล้วทำ อยู่ในความเป็นจริง แต่ถ้าพูดถึงลานดอกไม้ก็อาจจะเป็นสาวช่างฝันที่ลงมือทำ 
เหมือนเป็นส่วนผสมระหว่างความฝันกับความเป็นจริงนะ แล้วสำหรับตัวเองคิดว่าความจริงหมายถึงอะไร
อูปิม: ความจริงสำหรับหนูเป็นสิ่งที่จริงที่สุดบนโลกใบนี้ ไม่ว่ายังไงมันก็เป็นความจริง คือยังไงมันไม่ใช่เรื่องโกหกแน่ๆ คือเราเปลี่ยนมันไม่ได้ และทุกคนต้องระลึกถึงความจริงเสมอ ต้องยอมรับความจริงเสมอ 
แอนท์: ส่วนหนูค่อนข้างจะรู้สึกว่าคำนี้เป็นคำที่หนูชินแล้วค่ะ หนูเป็นคนที่ค่อนข้างอยู่กับความจริง แล้วก็ทำอะไรอยู่บนความเป็นจริงอยู่แล้วค่ะ ด้วยความที่หนูเป็นคนคิดมากเวลาที่จะทำอะไรก็เลยต้องมีเหตุผลจะต้องมีความจริงที่มันเกิดขึ้นมาพัวพันอยู่ด้วยตลอด อาจจะเป็นคนที่ตึงเครียดไปบ้างนิดหน่อยเพราะความจริง 
ถ้าอย่างนั้นความฝันของทั้งคู่หมายถึงอะไร
อูปิม: ความฝันก็คือเป็นสิ่งสวยงามค่ะ รู้สึกว่าคนเราไม่มีใครอยากที่จะฝันร้าย แต่ต่อให้มันเป็นฝันร้ายหนูก็ว่ามันก็ยังดีที่เราได้มีความฝัน หนูแค่รู้สึกว่าคนเราพอมีความฝันต่อให้มันจะร้ายหรือดีอย่างน้อยมันก็ทำให้เรามีความฝัน เพราะถ้าชีวิตเราอยู่แต่กับความจริง เราก็มีแต่ความจริง  มันไม่ค่อยน่าตื่นเต้นหนูว่าอย่างนั้นนะ 
แอนท์: หนูรู้สึกว่าความฝันมันเป็นเหมือนแรงผลักดันให้ความเป็นจริงด้วยค่ะ มันไม่ได้เป็นเพียงแค่ความฝัน มันเหมือนกับการที่เราฝันในสิ่งๆ หนึ่งมันก็อาจจะกลายเป็นความจริงได้เหมือนกัน แต่รู้สึกว่าหลักๆ แล้วคนเราพอมีความฝันมันก็จะมีแรงผลักดันค่ะ แล้วอีกอย่างคือความฝันมันไม่มีขีดจำกัดเราจะคิดแบบไหนก็ได้ เราสามารถฝันว่าเราอยากจะเป็นแบบไหนก็ได้ หนูว่าความฝันมันมีแรงมันมีพลังงานบางอย่าง
แม้ว่าคาแรกเตอร์ของสองคนจะต่างกัน อะไรคือจุดที่ทำให้วงลานดอกไม้ลงตัวและทำงานด้วยกันได้
แอนท์: มันคือความตรงข้ามกันค่ะ เหมือนหนูจะเป็นคนที่ระบบระเบียบ แต่อูปิมก็จะเป็นคนที่อาจจะไม่ค่อยมีแบบแผน ซึ่งบางทีมันมีประโยชน์ มีทั้งข้อดีและข้อเสีย อย่างบางทีที่หนูเป็นคนตึงเครียดเกินไป อูปิมจะเป็นคนที่ผ่อนคลาย บรรยากาศมันอาจจะดูดีขึ้นบ้าง แต่อูปิมก็เป็นคนที่ไม่มีระบบแบบแผนพอที่จะทำงานเองได้ หนูก็จะเป็นคนที่วางแผนแล้วก็ทำให้เกิดขึ้นค่ะ 
อูปิม: มันเหมือนกับว่าแอนท์จะคิดเยอะมากๆ จนได้คำตอบแบบนี้ ส่วนหนูจะเป็นคนที่ไม่คิดอะไรเลย แต่ได้คำตอบเดียวกัน สุดท้ายเราก็มาเจอกันอยู่ดี ทั้งนิสัยทั้งความคิดทุกๆ อย่างเลยค่ะ 
แอนท์: ความคิดน้อยมันจะเหมือนดาบ 2 คมเลยค่ะ แต่จะมีสิ่งหนึ่งที่หนูชอบเกี่ยวกับอูปิม เพราะในความคิดน้อยนั้นอาจจะทำให้เขาเป็นคนทำอะไรไม่รอบคอบ แต่ว่ามันก็ทำให้อูปิมไม่เก็บอะไรมาคิดเยอะ และเป็นคนที่มีความสุขมากๆ ค่ะ ซึ่งหนูว่าที่คนส่วนใหญ่เป็นในตอนนี้คือเก็บอะไรมาคิดเยอะก็เลยเครียดแล้วทุกข์ไปเอง ข้อดีของอูปิมที่เป็นคนไม่คิดมากก็เลยอยู่กับหนูได้ ถ้าเราต่างเป็นคนคิดเยอะด้วยกันทั้งคู่ หนูก็คิดว่าไม่รอดแน่ๆ
คอนเสิร์ตในฝันที่ลานดอกไม้อยากไปเล่นเป็นแบบไหน 
แอนท์: ก็อาจจะเป็นสถานที่ที่คนสามารถมาได้ง่ายๆ เพราะถ้าให้เขาไปถึงศาลายาก็อาจจะไม่มา เป็นเวทีน่ารักๆ หนูชอบอะไรที่น่ารักๆ 
อูปิม: แต่คอนเสิร์ตในฝันของหนูจริงๆ หนูอยากทำคอนเสิร์ตแบบที่ไปยากๆ ในหน้าหนาวค่ะ อันนี้ในความฝันนะคะ หนูรู้สึกว่าถ้าเกิดว่ามันเป็นหน้าหนาวแล้วทุกคนขึ้นไปดูคอนเสิร์ตเราบนภูเขาแบบนี้ เบียร์ซักกระป๋อง มันต้องเท่มากแน่ๆ เลย แต่ถ้าในความเป็นจริงก็คือไทยคงไม่มีหน้าหนาวแล้ว แต่ในจินตนาการก็คงจะเป็นแบบนั้นค่ะ
ความกลัว - ความหวัง - ความรัก
    การเริ่มทำวงลานดอกไม้ของอูปิมและแอนท์ เปรียบเสมือนการสร้างหนทางเพื่อสามารถใช้ชีวิตอย่างที่ฝันในโลกแห่งความจริงได้ แถมพวกเธอยังพาคนฟังร่วมทางไปพร้อมๆ กับเสียงเพลงของพวกเธออีกด้วย
    เพียงแต่ในหนทางนั้นไม่ได้มีแค่ความสุขและการเผชิญหน้ากับความเป็นจริงโดยมีความฝันเป็นแรงผลักดันเท่านั้น ยังมีอีกหลายเรื่องราวที่พวกเธอจะต้องเผชิญและอาจจะต้องสัมผัสกับความกลัว ความหวัง หรือความรัก เราจึงถามพวกเธอว่ามีความรู้สึกต่อสิ่งเหล่านี้อย่างไร
ความกลัว
อูปิม: ความกลัวเหรอคะ มีค่ะ เอาตรงๆ ทุกวันนี้ก็ยังจัดการกับความกลัวไม่เก่ง อย่างตัวหนูเองก็ยังไม่รู้ว่าจะรับมือกับความกลัวยังไง ไม่อยากกลัวค่ะ แล้วก็ไม่ชอบความกลัว รู้สึกว่าถ้าเราไม่รู้สึกกลัวชีวิตเราน่าจะมีความสุขมากขึ้นอะไรแบบนี้ 
แอนท์: สำหรับหนู หนูมองว่าความกลัวเป็นอุปสรรคอย่างหนึ่ง ความกลัวเป็นปัญหาอย่างหนึ่งซึ่งหนูก็ก้าวผ่านมันมาได้เหมือนกัน เพราะเชื่อว่าทุกคนจะต้องมีช่วงเวลาที่ตัวเองกลัวอยู่แล้ว เลยรู้สึกว่ามันก็เป็นแค่ปัญหาหนึ่ง พอเราผ่านมาได้ก็เหมือนเรากำจัดปัญหาหนึ่งทิ้งไป หนูเลยเป็นคนที่ไม่มีความกลัวเท่าไหร่ 
อูปิมกลัวอะไรบ้าง 
อูปิม: กลัวผีค่ะ(หัวเราะ) หนูก็ไม่รู้จะอธิบายถึงความกลัวของหนูยังไง หนูรู้สึกว่าหนูเป็นคนที่จินตนาการเยอะมั้งคะ ถ้าหนูกลัวอะไรบางอย่างมันสามารถทำให้กลายเป็นจริงได้เลย เหมือนกับว่าพอหนูกลัวสิ่งนี้มันก็จะยิ่งเห็น เหมือนมันจะยิ่งคิดแล้วหนูห้ามความคิดไม่ได้ ปกติหนูจะเป็นคนไม่คิดมาก แต่ถ้ากลัวอะไรก็จะยิ่งคิดมาก ก็จะคิดถึงแต่เรื่องนั้นเยอะมากค่ะเพราะว่าเราจินตนาการตลอด อย่างช่วงนี้ก็ยังหยุดที่จะจินตนาการกับตัวเองไม่ได้ค่ะ แต่โชคดีตรงที่มีแอนท์ เพราะเขาจะดึงหนูไว้หน่อย 
แล้วแอนท์มีวิธีการจัดการกับความกลัวอย่างไร 
แอนท์: หนูจะถามตัวเองค่ะว่าทำไมถึงกลัว เรากลัวเพราะอะไร แล้วก็ไปแก้ที่ต้นเหตุเลยค่ะ เหมือนสมมุติว่าเรากลัวการเรียนวิชานี้ ก็จะถามตัวเองว่าเรากลัวทำไม เรากลัวเพราะว่าเราทำได้ไม่ดีใช่ไหม ถ้าเรากลัวว่าเราทำได้ไม่ดี เราก็ต้องทำให้มันดีแล้วก็ลงมือทำเลยค่ะ หนูคิดว่าความกลัวมันเกิดจากสิ่งที่เราไม่มั่นใจมากกว่า เพราะฉะนั้นเราต้องทำให้มันมั่นใจเราถึงจะหายกลัว 
ความหวัง
อูปิม: หนูมองว่าความหวังมันเป็นคำที่หนูมีมันมาทั้งชีวิตเลย มันเป็นคำที่อยู่กับตัวหนูเยอะมาก คือพอเรามีความหวังมันทำให้เรารู้สึกมีกำลังใจในการที่จะทำสิ่งหนึ่งหรือหลายๆ อย่าง ทุกๆ ครั้งที่เรามีความหวังมันทำให้เรารู้สึกว่าอย่างน้อยเราก็เชื่อว่าเราจะทำมันได้ หรือว่าเราจะลองทำมันดู หนูรู้สึกว่าการมีความหวังเหมือนเป็นการให้กำลังใจตัวเอง 
แอนท์: หนูรู้สึกว่าความหวังมันเป็นสเต็ปต่อจากความฝัน เหมือนพอเราฝันเราก็หวังให้มันเป็นจริง ประมาณนั้นมากกว่า ทุกคนน่าจะต้องมีความหวังเป็นของตัวเองอยู่แล้ว 
คำสุดท้าย ความรัก 
อูปิม: ความรักเป็นสิ่งที่งดงามค่ะ รู้สึกว่ามันมีพลังมากๆ เลยค่ะ การมีความรักมันมีพลัง รู้สึกว่าต่อให้มันเป็นการรักในแบบที่ดีหรือการรักในแบบที่ไม่ดี ยังไงก็ตามทั้งหมดมันเป็นพลังทำให้คนได้ใช้ชีวิต ทำให้เราได้เรียนรู้และใช้ชีวิตมากขึ้น ถ้าเป็นมนุษย์ที่ไม่มีความรัก หนูไม่รู้ว่ามันจะเรียกว่ามนุษย์ได้หรือเปล่า เพราะว่าทุกคนบนโลกใบนี้ต้องเคยรักบางสิ่ง หนูคิดแบบนั้นค่ะ 
แอนท์: หนูมองว่าความรักมันเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อน ความรักเป็นเหมือนแรงผลักดันให้เราได้ทำอะไรที่อยากทำสักอย่างในตอนนี้ อย่างน้อยถ้าเราไม่ได้รักในงานที่ทำอยู่ เราก็รักในคนที่เราต้องดูแลเพื่อให้เขายังอยู่ได้ ความรักเป็นเหมือนแรงผลักดันแล้วก็มองอีกแง่หนึ่ง แล้วความรักคือความเข้าใจด้วยค่ะ นี่คือสิ่งที่สำคัญ
Favorite Something
  •   About Time(2013), The Sound of Music(1965)
  •   เธอคือความฝัน - พราว, Marigolds - Emily King
  •   ปรัชญาชีวิต - คาลิล ยิบราน, ขุนเขาเกาสมอง - ขุนเขา สินธุเสพ เขจรบุตร
  •   ฮยอกโอ

ดุสิตา อิ่มอารมณ์

นักเขียน ผู้ใช้พื้นที่ในเวลาว่างไปกับการอ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง ขี่จักรยาน อ่านการ์ตูน เล่นเลโก้ ฯลฯ โดยเชื่อเต็มหัวใจว่าเวลาที่หมดไปกับความรื่นเริงนี้สามารถเติมเต็มชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ