ศศิ วีระเศรษฐกุล: เมื่อพระจันทร์เดินทางผ่านวันคืนมากกว่า 10 ปี

    เปล่าครับ คุณไม่ได้กำลังจะอ่านเรื่องการโคจรของดวงจันทร์ในอวกาศแต่อย่างใด

    เรื่องที่เรากำลังจะนำเสนอต่อไปนี้ คือเรื่องราวการเดินทางของชายผู้หนึ่ง ที่ท่องอยู่ในวงโคจรของนักวาดภาพมาเป็นเวลามากกว่า 10 ปี

        หลายคนติดตามผลงานภาพวาดของเขาจากเพจเฟซบุ๊ก Sasi การเดินทางของพระจันทร์

        จำนวนไม่น้อยเป็นแฟนเรื่องราวแสนอบอุ่นจากหนังสือนิยายภาพของเขา อาทิ Sky of Yesterday, Something Sometime Somewhere Everyday (เล่ม 1-3), Home (เล่ม 1-2), เซตหนังสือบันทึกการเดินทางตลอด 34 วันในยุโรป ที่ถูกแบ่งเล่มออกตามคอนเซปต์ Diary จำนวน 2 เล่ม, On Location และ Life

        อีกบางส่วนเป็นลูกศิษย์จากคอร์สสอนวาดภาพในโรงเรียนศิลปะและการออกแบบ วาดสตูดิโอ (Ward Studio) ที่เขาเป็นทั้งครูผู้สอนและผู้ร่วมดูแล

        ชายที่เรากำลังพูดถึงอยู่นี้ก็คือ หยอย-ศศิ วีระเศรษฐกุล นักวาดภาพประกอบ ที่มีแฟนๆ คอยติดตามผลงานอย่างต่อเนื่อง

        โชคดีของเรา ที่แรงดึงดูดบางอย่างชักพาให้เราโคจรมาพบกัน และได้รับเชิญให้ร่วมสำรวจการเดินทางที่ผ่านมาของเขา จนออกมาเป็นบันทึกการเดินทางชิ้นนี้ ที่หน้าแรกเริ่มเรื่องด้วย การเริ่มต้นวาดภาพของ ศศิ วีระเศรษฐกุล...

    "ผมชอบวาดรูปมาตั้งแต่เด็ก เพราะว่าตอนเด็กสุขภาพของผมไม่ค่อยแข็งแรง ทำให้ต้องขาดเรียนบ่อย พอขาดเรียน ผมก็ไม่มีกลุ่มเพื่อนที่สนิท เวลาส่วนใหญ่ในวัยเด็กของผมเลยจะอยู่คนเดียว อ่านหนังสือการ์ตูน แล้วก็จะสร้างตัวละครต่างๆ ขึ้นมาด้วยการวาดภาพ ช่วงนั้นอะไรที่กำลังฮิต ไม่ว่าจะหนังกำลังภายในของจีน หรือมวยปล้ำ ผมก็จะวาดตัวละครเหล่านี้ขึ้นมาพร้อมกับแต่งเรื่องต่างๆ มันเหมือนเราได้เล่นกับเขาผ่านการวาดภาพ เป็นเพื่อนในโลกส่วนตัวของเรา" หยอยเริ่มต้นเล่าเรื่องของเขาด้วยท่าทียิ้มแย้ม

    หยอยเป็นเด็กที่วาดรูปแทบตลอดเวลา ขณะที่เรียนก็วาดลงสมุดเรียน และมักจะถูกส่งเป็นตัวแทนเข้าประกวดวาดภาพเป็นประจำ ทำให้ตลอดวัยเด็กของเขามีการวาดรูปเป็นกิจวัตรประจำวัน พอถึงช่วงชีวิตมหา'ลัย เขาเลือกที่จะศึกษาต่อทางด้านสถาปัตยกรรม ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น (พื้นเพหยอยเป็นคนอุบลราชธานี) ตามคำแนะนำของครูที่โรงเรียน

    "ผมเป็นรุ่นที่ยังคาบเกี่ยวเรื่องข้อมูลค่อนข้างเยอะ ทำให้ครูแนะแนวที่โรงเรียนค่อนข้างจะไม่อัพเดต ตอนที่ผมเข้าไปปรึกษา เขาเห็นว่าเราชอบวาดรูป ก็เลยเสนอให้เข้าเรียนสถาปัตย์ ซึ่งตอนเด็กนอกจากวาดรูป ผมก็ชอบวิชาคณิตศาสตร์ด้วย เลยคิดว่าการเลือกเข้าคณะสถาปัตย์น่าจะรอด และทำให้ผมผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปได้เร็วที่สุด โดยที่ไม่รู้เลยว่าคณะสถาปัตย์เขาเรียนเกี่ยวกับอะไร คิดแต่ว่าอยากจะผ่านช่วงนี้ไปให้เร็วๆ จะได้ไม่ต้องเครียด

    "ตอนที่ผมเรียน มันสามารถสอบเทียบเอนทรานซ์ได้ตั้งแต่ชั้น ม.5 พอตัดสินใจจะเข้าคณะสถาปัตย์ ผมก็เลยไปเรียนพิเศษวาดภาพกับครูที่โรงเรียน เขาก็สอนวาดไห วาดหม้อ ตอนไปสอบเข้า ผมก็พกดินสอ EE ไปแท่งเดียว มองไปที่คนอื่น ไม่มีใครเขาพกแบบผมไปสักคน นักเรียนที่นั่งสอบข้างกัน แต่ละคนเปิดกล่องดินสอออกมาอย่างกับขุมทรัพย์ พวกเด็กที่เขาติวสถาปัตย์มา เขาจะมีพวกอุปกรณ์สีไม้ เหลา วางเรียงสี มาอย่างเรียบร้อย ส่วนผมไปพร้อมกับดินสอแท่งเดียวกับคัตเตอร์อันละบาทไว้เหลา ก็รู้แล้วล่ะว่าไม่ติดแน่นอน แล้วพอเห็นข้อสอบก็เลยเพิ่งจะมารู้เอาตอนนั้นเหมือนกันว่าคณะสถาปัตย์คืออะไร เลยได้รู้ว่าคณะนี้เขาไม่ได้เขียนไห เขียนหม้อนะ" เขาหัวเราะร่าเริงให้กับตัวเองในวัยเยาว์

    หลังไม่ประสบความสำเร็จครั้งแรก เขากลับมาแก้ตัวอีกครั้ง หยอยใช้วิธีการซื้อหนังสือติวรวมข้อสอบสิบปีย้อนหลัง และเอามาคัดลอก

    "ตอนนั้นตัดสินใจซื้อมาลอก อ่านก็ไม่เข้าใจ แต่เห็นเขาบอกว่าต้องวาดภาพพวกนี้ได้ ถึงจะติด เราก็เลยลอกตามทุกหน้าที่มีในนั้น เหมือนการก๊อบปี้โดยการใช้มือวาด ไม่ได้ใช้เครื่องถ่ายเอกสาร วิธีการลูกทุ่งสุดๆ" ...วิธีการนี้สัมฤทธิ์ผล 

    ชีวิตในรั้วสถาปัตย์ของหยอยเป็นไปอย่างมีความสุข หยอยสารภาพให้ฟังว่านี่เป็นช่วงที่เขาเลิกวาดรูปเล่น ด้วยเพราะอินกับวิชาที่ได้เรียน และหันมาสนใจวาดทางสถาปัตย์อย่างจริงจัง ช่วงที่เรียนชั้นปีที่ 3 เขาเคยได้รับรางวัลชนะเลิศการออกแบบที่อยู่อาศัยให้กับคนชรา ที่จัดโดยสหประชาชาติ ซึ่งเป็นรายการที่มีนักศึกษาด้านสถาปัตย์จากทั่วโลกส่งผลงานเข้าประกวด เขาสำเร็จการศึกษาออกมาด้วยคะแนนเกียรตินิยมอันดับ 2 และมีโอกาสเข้าทำงานเป็นสถาปนิกในบริษัทสถาปนิกชื่อดังแห่งหนึ่ง

    "ตอนที่ทำงานสถาปนิกได้สักประมาณ 3 ปี ผมรู้สึกว่าตัวเองอินกับหน้าที่ตรงนี้มาก ทำอะไรเกี่ยวกับสถาปนิกเต็มไปหมด ซึ่งมันเป็นงานที่หนัก มันเหนื่อยมาก ช่วงหนึ่งผมทั้งทำงาน ทั้งเที่ยว ไปดื่มกับเพื่อนๆ เต็มไปหมด มันเหมือนชีวิตเราพีคไปหมด ไม่มีจุดสมดุล พอมีวันว่าง วันหยุด เราก็จะมานั่งงง ไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี กลายเป็นว่าว่างแล้วรู้สึกผิด ก็เลยเกิดคำถามขึ้นกับตัวเองว่า แล้วจะพักผ่อนยังไง ถึงจะเรียกว่าพักผ่อนจริงๆ"

    สำหรับหยอย คำตอบที่เขาได้ก็คือ ...การกลับมาวาดรูปเล่นอีกครั้ง


แต่ละคนเขาก็จะมีเซฟโซนไม่เหมือนกัน บ้างก็ไปปาร์ตี้ ไปออกกำลังกาย ไปท่องเที่ยว สำหรับผม เซฟโซนของผมคือการวาดรูป... มันเหมือนเราได้ลืมเรื่องรอบตัวไปชั่วขณะ เหมือนเรานั่งสมาธิ ได้อยู่กับลมหายใจของตัวเอง

    "งานสถาปนิก มันค่อนข้างซีเรียส มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเราคนเดียว ยังมีลูกค้า และอะไรต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ตอนที่รู้สึกตัวว่าชีวิตกำลังเสียสมดุล มันเหมือนผมกลับไปในช่วงวัยเด็ก ตอนที่ไม่สบาย ไม่ได้ไปเรียน ไม่มีเพื่อน ไม่มีอะไรเลย พอได้อยู่คนเดียว มันเลยทำให้เรานึกถึงเพื่อนที่สนิทมากๆ คนหนึ่ง ที่เราเผลอลืมเขาไป ยิ่งทำงานหนักเท่าไหร่ ก็ยิ่งคิดถึงเขามากเท่านั้น จนในที่สุดผมก็กลับไปหาเพื่อนสนิทคนนี้ ผมตัดสินใจกลับมาวาดรูปเล่นอีกครั้ง ซึ่งพอได้วาดแล้วผมรู้สึกได้ทันทีเลยว่าตัวเองกำลังสนุก แต่ละคนเขาก็จะมีเซฟโซนไม่เหมือนกัน บ้างก็ไปปาร์ตี้ ไปออกกำลังกาย ไปท่องเที่ยว สำหรับผม เซฟโซนของผมคือการวาดรูป... มันเหมือนเราได้ลืมเรื่องรอบตัวไปชั่วขณะ เหมือนเรานั่งสมาธิ ได้อยู่กับลมหายใจของตัวเอง ทำให้เรารู้สึกได้พักผ่อน" เขาพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

        พอรุ่นพี่ที่ออฟฟิศมาเห็นภาพวาดของเขา ต่อมาหยอยเลยได้รับหน้าที่เป็นผู้เขียนโปสเตอร์ต่างๆ ในออฟฟิศ ตั้งแต่รณรงค์ทำความสะอาดจนถึงป้ายสุขสันต์วันเกิดผู้บริหาร กระทั่งวันหนึ่งเพื่อนของเขาที่เป็นนักวาดภาพประกอบให้กับ a day เข้ามาชวนให้เขาลองส่งผลงานเข้าไปให้ทางนิตยสาร a day ที่กำลังมองหานักวาดภาพประกอบให้กับคอลัมน์ใหม่ลองพิจารณา นั่นเองจึงเป็นจุดเริ่มต้นการเป็นนักวาดภาพประกอบของเขา โดยคอลัมน์แรกที่เขาได้วาดให้ก็คือคอลัมน์ shoo-be-doo-be-doo-da-day ของ ญามิลา นามปากกาของ อ้วน-วิรัตน์ โตอารีย์มิตร นักเขียน คอลัมนิสต์ เจ้าของร้านหนังสือ Booktopia ที่จังหวัดอุทัยธานี

        ต่อมาเมื่อบริษัทสถาปนิกของเขาเปิดสำนักพิมพ์ ลายเส้น (Li-Zenn) ขึ้นมา เขาก็มีโอกาสได้เป็นหนึ่งในนักวาดภายในหนังสือของสำนักพิมพ์ที่ชื่อ I'm an Ar(t)chitect. (2552) ซึ่งภายในเล่มนี้มี คิด-สมคิด เปี่ยมปิยชาติ เจ้าของสำนักพิมพ์ Fullstop ซึ่งกลายมาเป็นสำนักพิมพ์ที่ได้ร่วมงานกันมาจนถึงปัจจุบัน

         "ผมมีโอกาสได้พบกับพี่คิดครั้งแรกในงานเลี้ยงปิดเล่มหนังสือ เลยได้รู้ว่าพี่คิดเขาทำสำนักพิมพ์อยู่ ตอนนั้นเรามีต้นฉบับนิยายภาพอันหนึ่ง และเหมือนของร้อน โดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสำนักพิมพ์ของพี่คิดเขาพิมพ์งานอะไรอยู่ แต่พอได้ยินคำว่าสำนักพิมพ์แล้ว ก็เลยถามพี่เขาว่าลองเสนอได้ไหม เห็นเขาชอบวาดรูปเหมือนกัน กลายเป็นว่าพี่คิดเขาก็เปิดไฟเขียว เอาด้วยกับสิ่งที่ผมเสนอ"

         แล้วก็กลายมาเป็นหนังสือนิยายภาพผลงานเดี่ยวเล่มแรกของหยอยโดยสำนักพิมพ์ Fullstop ที่มีชื่อว่า Memories for You (2552)

         "พอทำภาพประกอบมาถึงจุดหนึ่ง ผมก็รู้สึกว่าตัวเองมีเรื่องที่จะเล่า และก็พอเล่าเป็นภาพได้ แล้วพอดีตอนนั้น ผมกำลังอกหัก ก็เลยเอาความรู้สึกนี้มาใส่ลงไปในเรื่อง แต่ปรากฏว่าตอนที่พิมพ์ออกมามันเงียบสนิทเลยครับ จำได้เลยว่าไปงานหนังสือครั้งแรก ด้วยความตื่นเต้นก็ไปเกือบทุกวัน นั่งอยู่หลายชั่วโมง จำได้คร่าวๆ ว่าขายได้ไม่มากเท่าไร เวลาใครหยิบขึ้นมาดู ผมก็จะทำท่านี้ (ท่าปล่อยพลังคลื่นเต่า) สะกดจิตให้เขาซื้อ... ซื้อสิ... ซื้อ... นั่งเกร็งทำท่านี้ทั้งวัน" เขาหัวเราะสนุก

          "เป็นความโชคดีของผม ที่พี่คิดเขามีความคิดที่ค่อนข้างต่อยอด เขาเชื่อว่าถ้าเราทำต่อเนื่องไป สักวันก็จะมีคนเห็น เขาเชื่อว่าเราสามารถพัฒนาได้กว่านี้ แม้เล่มแรกจะยังไม่ดีเท่าไหร่ แต่พอผู้ใหญ่เขายังให้โอกาส และเรารับโอกาสนั้นมา เราก็ต้องสนองเขาให้ได้ดีที่สุด ถ้าเราไม่พัฒนา เราหยุด มันก็หยุดด้วย..."

         หยอยกลับมาพัฒนาโปรเจกต์เล่มต่อไปของเขา โดยขุดเอาไดอารี่เรื่องราวต่างๆ ที่เขาเขียนสะสมเก็บไว้ทั้งหมด นำขึ้นมาคัดกรองเพื่อทำหนังสือเล่มต่อไป และนำค่าเรื่องที่ได้จากเล่มก่อนมาซื้อนิยายภาพต่างๆ เพื่อศึกษาวิธีการเล่าต่างๆ เขาใส่ทุกอย่างที่มีลงไปในเล่มที่ 2 นี้ โดยเชื่อว่านี่คือเล่มสุดท้ายที่เขาจะมีโอกาสได้ทำ ใช้เวลาพัฒนาให้มันออกมาดีที่สุด และตั้งชื่อหนังสือเล่มนี้ไว้ว่า Sky of Yesterday (2555)

        ทว่าด้วยความที่หยอยจริงจังกับเล่มนี้อย่างมาก นั้นจึงทำให้เขาใช้เวลาร่างดราฟต์ต่างๆ เป็นเวลานาน จนหยอยคิดว่ามันน่าจะนานเกินไป จึงตัดสินใจไปปรึกษาพี่คิดว่าพอจะมีทางไหนบ้างที่จะให้มีหนังสือออกมาให้ทันงานหนังสือที่จะมาถึง...

        "ตอนนั้นผมเริ่มเปิดเพจ การเดินทางของพระจันทร์ (https://www.facebook.com/sasi.sketchbook) แล้ว ซึ่งผมไว้ใช้เขียนไดอารี่คำคมต่างๆ ไว้คอยเตือนตัวเอง เวลาทำงานเหนื่อยๆ คือตอนนั้นถ้าใครเล่นเฟซบุ๊กจะรู้ว่า มันคือช่วงที่คำคมกำลังฮิตมากๆ ใครจะตั้งสเตตัสอะไรก็เป็นคำคมกันหมด แต่ของผมเป็นคำคมที่มีภาพประกอบด้วย ก็เลยคุยกับพี่คิดว่า ถ้าเอาอันนี้มาเขียนเป็นเรื่องก่อนจะได้ไหม เลยกลายเป็นว่าผมออกผลงานเล่ม Something Sometime Somewhere Everyday (2554) ออกมาคั่นก่อน เป็นเรื่องราวในชีวิตประจำวันของตัวละครชื่อ 'คุณกระต่าย' และ 'หนูหนุ่ย' "

        "พอเล่มนี้ออกไป มันเหมือนจะดีขึ้น มันขายได้มากขึ้น อาจเป็นเพราะช่วงนั้นหนังสือคำคมมันกำลังฮิต ใครมีคำคมเด็ดๆ ได้รวมเล่มแน่นอน เลยมีหนังสือแบบนี้ออกมาเยอะมาก แล้วก็ช่วงนั้นหนังสือภาพกำลังเป็นที่สนใจ มันใหม่ พอหนังสือ Something Sometime Somewhere Everyday มันขายได้แบบไม่ต้องไปนั่งตัวเกร็งสะกดจิตเหมือนเล่มแรก ผมก็เลยมีความมั่นใจที่จะลุยต่อ หลังจากนั้นก็เลยกลับมาก้มหน้าก้มตาทำเล่ม Sky of Yesterday ให้เสร็จ"

    "ผมใช้เวลาเขียน Sky of Yesterday เกือบ 3 ปี เพราะคิดว่านี่จะเป็นเล่มสุดท้ายของผมแล้วแน่ๆ ผมจะจบที่เล่มนี้ เป็นเล่มที่ผมใส่อะไรลงไปเยอะที่สุด ตอนแรกผมคิดจะทำออกเป็น 4 เล่ม เป็นเรื่องราวของ 4 คู่ ที่ไม่เหมือนกัน แต่มีอะไรบางอย่างที่คล้ายกัน และเติมเต็มซึ่งกันและกัน แต่ตอนนั้นดูจากเวลา เนื้อหา ปรึกษาพี่คิดแล้วว่าถ้าสี่เล่มน่าจะไม่เหมาะ ก็เลยกลับมาแก้ใหม่รวบจนเหลือเป็นเล่มเดียว เพราะตัวผมแก้ไปแก้มามันเลยไม่เสร็จสักที แต่พอทำออกมาแล้ว เล่มนี้กลายเป็นเล่มที่ผมรักที่สุด ยังคงโหยหา และทำอีกไม่ได้แล้ว เพราะว่าตอนนั้นผมยังสามารถอยู่กับตัวเอง คุยกับตัวเองค่อนข้างเยอะได้ แต่เดี๋ยวนี้มันมีข้อมูลจากรอบข้างเข้ามาเยอะไปหมด ซึ่งผมไม่สามารถควบคุมได้ มันเลยไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป"

    สำหรับใครที่เป็นเจ้าของหนังสือ Memories for You และ  Sky of Yesterday คงจะทราบดีว่าหนังสือสองเล่มนี้มีแผ่นซีดีที่มีเพลงชื่อเดียวกับตัวเล่มแถมมาด้วย

    "เหตุผลที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะว่าหนังสือสองเล่มนี้ ผมได้ยินเสียงเพลงมาก่อนที่จะเขียน ทุกครั้งที่ผมนั่งทำงาน ผมจะเปิดเพลงคลอเบาๆ และเหมือนมันมีจังหวะอะไรบางอย่างเข้ามา ผมเลยพยายามจะถ่ายทอดลงไป ถ้าเกิดไม่มีเพลงจะไม่ครบ สังเกตว่า Memories for You พระเอกจะเล่นกีตาร์ ส่วน Sky of Yesterday นางเอกจะเล่นกีตาร์ ซึ่งผมจะได้ยินเพลงที่ตัวละครเล่นมาก่อน ช่วงนั้นผมน่าจะอินกับพวกหนังญี่ปุ่น ซึ่งหนังญี่ปุ่นส่วนใหญ่มันจะมีความนิ่ง แต่เพลงประกอบมันจะเพราะ แค่ได้ยินเสียงเปียโนตอนเริ่มก็รู้แล้วว่าเรื่องนี้มันจะประมาณไหน ตอนที่เขียน เลยคิดขึ้นมาว่า ถ้าคนอ่านได้ยินด้วยก็คงจะดี พอดีกับที่พี่เขยของผม ซึ่งอยู่ห้องข้างๆ กัน ทุกเช้าผมมักจะได้ยินเขาเล่นกีตาร์เป็นประจำ ก็เลยตัดสินใจให้พี่เขยช่วยเล่นเพลงที่ประกอบหนังสือออกมาให้หน่อย ซึ่งพี่คิดก็ใจดีให้มีแผ่นแถมมาในตัวเล่ม"

    เมื่อผลงานเล่ม Sky of Yesterday ออกมา ชื่อของเขาก็กลายเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง และเริ่มมีแฟนๆ ก่อตัวมากขึ้น จากหนังสือ และผลงานที่เขาทยอยโพสต์ลงในเพจเฟซบุ๊ก Sasi การเดินทางของพระจันทร์

     อีกผลงานหนึ่งที่ได้รับความนิยมและเป็นที่กล่าวถึงอย่างมากของเขาก็คือเล่ม Home (2557)

        "ที่มาของเล่ม Home เกิดจากครั้งหนึ่งที่ผมได้กลับไปบ้านที่ต่างจังหวัด หลังจากไม่มีเวลากลับบ้านเลย อ้างนู่น อ้างนี่ตลอด พอดีขณะกำลังเก็บบ้าน ผมไปเจอกล่องกล้องฟิล์มของพ่อ พอเปิดออกมา เจอภาพถ่ายในครอบครัวต่างๆ ที่พ่อถ่ายไว้ ผมน้ำตาไหลออกมาเลย ไม่ได้เห็นภาพเหล่านี้ตั้งนานแล้ว มันเจ๋งมากเลย แล้วพ่อผมจะเป็นคนไม่ค่อยพูดอะไร ก็บอกว่า ถ่ายไปตั้งเยอะ ทำไมเอ็งเพิ่งจะมาดู กล้องตัวนี้เป็นมรดกตกทอดมาจากคุณปู่ของผม ทุกวันนี้กล้องตัวนี้ก็ไม่อยู่แล้วนะครับ พ่อเล่าให้ฟังว่า...ช่วงที่พ่อไปเรียนต่อ พ่อไม่มีตังค์ก็เลยตัดสินใจขายไป...

        "พอได้เห็นภาพถ่ายต่างๆ มันก็เลยเป็นแรงบันดาลใจขึ้นมาว่า เราในฐานะที่เป็นสถาปนิก เราอยากจะทำยังไงก็ได้ให้ความทรงจำในภาพนั้นมันกลับคืนมาให้ได้มากที่สุด ผมเลยเอาฟิล์มของพ่อทั้งหมดมานั่งเรียง คือถึงแม้ว่าเราจะอยู่มาตั้งแต่เด็ก แต่เราก็ไม่สามารถจำรายละเอียดมันได้ทั้งหมดหรอก ก็อาศัยภาพถ่ายเหล่านี้มานั่งแกะ ทำยังไงก็ได้ให้รายละเอียดมันออกมาเหมือนตอนนั้นมากที่สุด คนที่อ่านทั่วไปอาจจะไม่รู้ แต่คนในครอบครัวผมจะรู้เลยว่าภายในเล่ม ผมแกะกระทั่งลายขาโต๊ะ ตอนที่ทำผมกลับไปบ้านคุยกับคนนู้นคนนี้ เพื่อเก็บรายละเอียดบางอย่าง ซึ่งเรื่องพวกนี้มันขายไม่ได้หรอก เพราะมันเป็นเรื่องส่วนตัวมากๆ อย่างเช่น ไก่ กับ สุนัข ตอนนั้นชื่อว่าอะไร เรากลับไปหาจนเจอ นอกจากนั้นเรายังต่อโมเดลบ้านขึ้นมาด้วย มันเลยใช้เวลาค่อนข้างนานในการทำ ตัวเล่ม Home ก็เลยถูกแบ่งขายออกเป็น 2 เล่ม และเป็นอีกเล่มที่มีคุณค่าต่อผมมากๆ มันเหมือนกับได้เอาบ้านหลังเก่ากลับมาทุกรายละเอียดจริงๆ"

        ขณะเดียวกัน ระหว่างที่หยอยทำงานหนังสือในช่วงเวลาที่ว่างจากการงานประจำเป็นสถาปนิก รุ่นพี่ที่สนิทด้วยในออฟฟิศคนหนึ่งก็ชวนเขาลาออกมาด้วยกัน

        "พี่ที่มาชวนผม ผมสนิทกับเขามาก เพราะว่าเขาเป็นคนเดียวในออฟฟิศที่วาดรูปเล่นเหมือนผม คนอื่นเขาไม่ค่อยวาดรูปเล่นกัน เราเป็นสองคนที่ไลฟ์สไตล์เหมือนกัน คุยกันได้ทุกเรื่อง ตอนที่ตัดสินใจออกก็ไม่ได้คิดอะไรมากเลย คิดแค่ว่าถ้ามันอยู่ตรงนี้แล้วไม่ได้เจอคนแบบเรา งานก็เหนื่อย เหงาก็เหงา แล้วพอดีพี่เขามาตบไหล่ชวนเราไปด้วยกัน แค่นั้นผมก็ตัดสินใจไปด้วย พ่อแม่กุมหัวเลย ลูกกูนี่เด็กแนวมาก" เขาหัวเราะสนุก ก่อนเล่าต่อ "ตอนนั้นผมทำสถาปนิกมา 6 ปี ออกมาก็ยังไม่รู้จะทำอะไร โชคดีที่ตอนทำงานออฟฟิศเราตั้งใจ เป็นที่รักของผู้ใหญ่ เขาก็เลยเอ็นดู ตอนออกมาก็เลยโยนงานให้ เราเลยมีงานสถาปนิกเป็นฟรีแลนซ์อยู่บ้าง แล้วตอนนั้นมีรุ่นน้องคนหนึ่งที่ออกมาก่อน เขาเปิดโรงเรียนสอนภาษาจีนและจะขยายทำเพิ่มเป็นโรงเรียนติวสถาปัตย์ เขาก็ชวนผมกับรุ่นพี่มาสอน มันก็เลยพอประคับประคองชีวิตต่อไปได้"

        นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นครูสอนวาดภาพของหยอย ทว่าไม่นานจากนั้น รุ่นน้องที่เปิดโรงเรียนก็ตัดสินใจเลิกทำ หยอยกับรุ่นพี่จึงตัดสินใจร่วมกันดูแลโรงเรียนนี้ต่อจนมาถึงปัจจุบันที่เรารู้จักกันในชื่อ วาด สตูดิโอ (Ward Studio) 

        พอมาดูแลเอง หยอยตัดสินใจผันตัวออกจากการเป็นครูสอนติวเอนทรานซ์ มาคิดคอร์สใหม่ของตนเอง โดยตั้งชื่อหมวดคอร์สเอาไว้ว่า Hobby 30+ ซึ่งประกอบไปด้วยคอร์ส วาดรูป 30+ และ สีน้ำ 30+

        "ไอเดียของคอร์สนี้มันมีที่มาจากเพื่อนผมคนหนึ่ง เขาอยากวาดรูปเป็นบ้าง เลยให้ผมช่วยสอน ซึ่งวันนั้นเขาบอกว่ามันสนุกดี เพราะว่าผมไม่ได้สอนเรื่องทักษะเลย สิ่งที่ผมสอนเขาเป็นแค่การแนะนำไอเดียว่ามองยังไงให้มันสนุก เขียนยังไงให้มันผ่อนคลาย ทำยังไงก็ได้ให้คุณรักในสิ่งที่คุณทำ ต่อมาคนที่มาเรียนในคอร์สก็เลยไม่ได้รู้สึกเหมือนมาเป็นนักเรียน เรียกว่ามาเป็นเพื่อนกันมากกว่า คือคนที่มาเรียน เขาก็มีแรงผลักดันข้างในบางอย่าง แต่เขาไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง สำหรับผม ผมจะไม่เอาสกิลใส่เขา หรือบอกว่าเส้นนี้ผิด เส้นนี้ถูก ต้องวาดยังไง ผมจะบอกแค่ไอเดียกลับไป และเล่าเรื่องการวาดภาพที่ผมทำอยู่ทุกวันนี้ มันก็เลยเติบโตมาเป็นคอร์ส 30+ ต่างๆ ซึ่งตัวเลขนี้หมายถึงอายุ เป็นผู้ใหญ่ที่อยากจะหาความสุขจากการวาดรูป เขียนเส้นเบี้ยวก็ขอให้มีความสุข มีความสุขกับสิ่งที่ตัวเองทำ ส่วนใหญ่นักเรียนในคอร์สนี้เลยจะมาเป็นเพื่อนกันมากกว่า เป็นรุ่นๆ เดียวกับผม เขาทำงานมาเหนื่อยๆ ก็มาวาดรูปเล่นกัน เหมือนได้มาพักผ่อน ...หลังๆ ก็ไม่ค่อยวาดรูปละ มาคุยกันมากกว่า" คุณครูหยอยหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

        ถึงตรงนี้ นี่คือหน้ากระดาษสุดท้ายที่เราได้บันทึกการเดินทางของเขาเอาไว้ ตลอดบันทึกการเดินทางที่ผ่านมา ทำให้เราเห็นว่าเด็กชายหยอยได้เติบโตขึ้นมาจากเด็กที่ต้องอยู่โดดเดี่ยว สร้างเพื่อนในจินตนาการขึ้นมาจากการวาดภาพ มาสู่คุณครูที่สามารถสอนลูกศิษย์ให้มีความสุขได้จากการวาด นอกจากนั้นตัวเขาเองยังเป็นนักวาดภาพมากฝีมือที่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวและความสุขลงในผลงานเล่มต่างๆ ส่งต่อสู่ผู้อ่านมาเป็นเวลามากกว่า 10 ปี และดูเหมือนว่าการวาดภาพนี่เองที่นำพาให้เขาได้พบเจอกับมิตรภาพต่างๆ ที่ทำให้เงาสะท้อนของกระต่ายบนดวงจันทร์ไม่ได้โดดเดี่ยวเช่นครั้งยังเด็กอีกต่อไป

        และตราบใดที่ดวงจันทร์ยังไม่หยุดโคจร เชื่อว่าทุกคนต่างก็ยังรอคอยที่จะได้อ่านผลงานจากบันทึกการเดินทางของพระจันทร์อยู่เรื่อยไป

Favorite Something
  •   April Story (1998), Hana and Alice (2004), แฟนฉัน (2546), เพื่อนสนิท (2548), Only Yesterday (1991)
  •   Sweet Memories - Olivia Ong, Home (2006) - Naimi & Goro, ทะเลลิฟท์ - วัชราวลี, Come Away With Me (2002) - Norah Jones
  •   The Arrival (2006) - Shaun Tan, Dragon Ball (1984) - Toriyama Akira, Rooftops of Paris (2010) - Fabrice Moireau
  •   Toriyama Akira, Hayao Miyasaki, Mitsumasa Anno, Yu Aoi, ลุลา (Lula)

อนิรุทร์ เอื้อวิทยา

นักเขียน และ ช่างภาพ อิสระ ปัจจุบันชนแก้วอยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูงที่จังหวัดเชียงใหม่

เดือนเพ็ญ จุ้ยประชา

นักเขียนและกองบรรณาธิการที่พบเจอตัวได้ตามหอศิลป์และร้านหนังสือ ชอบกินแซลมอนและชาบู อยากแก่ไปเป็นคุณป้าใจดีและมีฝูงแมวห้อมล้อม