PURPEECH เคยเป็นวงดนตรีที่อยากมีซาวน์เทสต์ดี ก้มหน้าก้มตายืนโชว์เท่ๆ บนเวที แต่แล้วสมาชิกทั้ง 5 ได้แก่ เรฟฟ์-ศราวุฒิ สุยะเขต (ร้องนำ), เซ้นต์-สิทธิโชค ตาสา (กีตาร์), ยีนส์-ภูริช สมชื่อ (คีย์บอร์ด), เจมส์-จักรพรรณ ธนาศุภณัฏฐ์ (กลอง) และ คอมพ์-ทรรศนะ เพ็ญจันทร์ ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า พวกเขาไม่อาจฝืนตัวตนที่อยากสนุกสนาน ยิ้มทักทายกับแฟนเพลง และส่งความสุขให้ผู้ชมที่อยู่ตรงหน้าอย่างใกล้ชิดได้ ในที่สุดวงอินดี้-ป๊อปของพวกเขาก็เติบโตเป็นตัวของตัวเอง ด้วยบทเพลงที่คอยอยู่เคียงข้างและปลอบประโลมคนฟังอย่างอบอุ่น... ซึ่งนั่นก็เท่ไม่น้อยเลย
นับตั้งแต่เพลง ตอนนั้นในวันนี้ ที่วง PURPEECH ปล่อยออกมาเป็นเพลงแรกตอนเดือนมีนาคม 2564 เนื้อร้องและทำนองที่ไพเราะให้อารมณ์ย้อนยุคนิดๆ ของพวกเขาก็เป็นที่รู้จักมากขึ้นเรื่อยๆ เพลง หากจะเพียงขอ (Sincare), ดอกไม้ที่รอให้เธอเก็บ, บังเอิญพบทานตะวัน (.png), อาจเป็นเพราะฉันเอง (me.) ฯลฯ ล้วนประสบความสำเร็จตามกันมา จนรวมผลงานครบ 11 เพลงมาบรรจุในอัลบั้มเต็ม PurfectPeech ในปี 2567 พวกเขายังทำงานเพลงอย่างต่อเนื่อง ออกซิงเกิล ตกกะใจทำได้ลง (Oops.) ที่เพิ่มสีสันของดนตรีด้วยซินธิไซเซอร์และคงความวินเทจไว้ ส่งเพลงโดนใจอย่าง กลัวว่าฉันจะไม่เสียใจ (Fear) ให้อินกันทั้งประเทศ ก่อนจะมีคอนเสิร์ตใหญ่ THE PEECH MAN SHOW เป็นครั้งแรกในเดือนมิถุนายน 2568 ซึ่งบัตรขายหมดอย่างรวดเร็วจนต้องเพิ่มรอบ
สิ่งที่ PURPEECH ฝากไว้ใน THE PEECH MAN SHOW ถ่ายทอดมิตรภาพและความจริงใจให้ผู้ชมสัมผัสได้ตลอดโชว์ยังประทับใจไม่จาง จนต้องจัด THE PEECH MAN SHOW ON TOUR ให้พวกเขาเดินทางไปหาแฟนๆ ทางภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้ กันถึงจังหวัดเชียงใหม่, ขอนแก่น และ หาดใหญ่ สงขลาอย่างทั่วถึง
การเริ่มต้นของ PURPEECH ที่รวมตัวกันทำเพลงที่เชียงใหม่ กระทั่งตัดสินใจร่วมงานกับค่าย MILK! BKK มาทำเพลงที่กรุงเทพฯ นำทางให้พวกเขาออกเดินทางไปไกลกว่าจุดเริ่มต้นมากทีเดียว เราจะพาทุกคนย้อนกลับไปดูเส้นทางสายดนตรีของพวกเขา ที่ทำให้รู้ว่าความฝันที่มีร่วมกันแปรเปลี่ยนเป็นพลังที่ขับเคลื่อนวงไปข้างหน้าได้อย่างไร
ช่วงเวลาที่ไม่เพอร์เฟคของ PURPEECH
PURPEECH เริ่มจากเรฟฟ์และเซ้นต์ทำเพลงคัฟเวอร์ด้วยกัน พร้อมกับตามหาสมาชิกคนอื่นมาร่วมวงไปด้วย
เรฟฟ์เล่าถึงตอนที่ชวนยีนส์และเจมส์มาทำเพลงด้วยกันว่า "เรามองหาคนเก่งก่อน อยากได้พี่คนนี้ อยากได้น้องคนนั้น จนถึงสุดท้ายแล้วรู้สึกว่า ถึงแม้คนที่เราเลือกมาเขาจะเป็นคนเก่งมากๆ ในสายตาเรา แต่เราไม่เคยได้ใช้ชีวิตด้วยกัน ไม่เคยได้มีเวลาร่วมกัน เวลาซ้อมมันก็เลยน้อย สุดท้ายเราก็เลยเอาเพื่อนมาเล่นด้วยกันนี่แหละ ง่ายดี แล้วเราก็เห็นกันมาบ้าง เลยลองชวนๆ ดูว่าอยากทำวงด้วยกันไหมครับ"
เซ้นต์เสริมว่า "ช่วงนั้นเหมือนลองชวนมาอัดเพลงด้วยกัน พอรู้ว่าเคมีมันโอเคนะ มันไม่ได้ยากอะไร ก็เลยมีเป้าหมายว่าทำเพลงกันดีกว่า"
ทั้งสี่คนรู้จักกันตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ที่คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ และเล่นดนตรีกลางคืนร้านเดียวกัน เมื่อเวลาตรงกัน จึงทำงานกลุ่มร่วมกันบ่อยๆ ส่วนคอมพ์เป็นรุ่นน้องที่อยู่คณะศิลปกรรมที่เคยเป็นสมาชิกวงอื่นอยู่ก่อนแล้ว เมื่อวงที่เคยเล่นอยู่แยกย้ายกันไป เลยได้มาเจอกับรุ่นพี่ แล้วเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ PURPEECH ในที่สุด
ถึงจะมีสมาชิกครบแล้วและทำเพลงเข้าขากันได้อย่างดี แต่ระหว่างทางก่อนที่จะได้มาอยู่ค่าย MILK! BKK พวกเขาก็มีช่วงเวลาที่ต้องเผชิญกับช่วงเวลายากลำบากในแบบของตัวเอง ซึ่งเซ้นต์ยกให้คนที่ลำบากที่สุดคือเจมส์ได้พูดก่อน
"ผมเป็นคนที่ส่งตัวเองเรียนตั้งแต่ปี 1 ก็ทำงานเล่นดนตรีกลางคืน แล้วมันมาพีคช่วงโควิดครับ ช่วงนั้นงานน้อยลงจนดนตรีกลางคืนที่ทำทุกวันไม่มี ผมก็เลยผันตัวไปขับแกร็บครับ ถึงขั้นต้องเอาโน้ตบุ๊กไปขายเพื่อที่จะเอาตังค์ที่ได้ไปสมัครแกร็บ ซื้อเสื้อ ซื้อกระเป๋า ก็ถือว่าดิ้นรนใช้ได้เลย บวกกับช่วงนั้นทำเพลงกันด้วย แต่โชคดีที่การทำเพลงแรกๆ ของพวกเราค่าใช้จ่ายไม่ได้สูงมาก ก็ดีใจที่วันนั้นสู้จนมาถึงทุกวันนี้ครับผม"
เรฟฟ์เล่าถึงการทำเพลงช่วงนั้นว่า "เหมือนเราอยู่ในบรรยากาศการทำงานคล้ายๆ กัน เรียนห้องเดียวกัน เวลาไม่มีงานมันก็ไม่มีเหมือนกันฮะ สุดท้ายตอนทำเพลงแรกๆ ก็มีงบอยู่แค่นั้นจริงๆ ผมถามกันเลยว่าเท่านี้ไหวไหม 200 เนี่ยเอามาแบ่งๆ กันได้อยู่ แล้วจะบอกว่าโชคดีได้ไหมที่เราเรียนดนตรีกัน มันเลยสามารถทำงานระหว่างเรียนได้ แต่ผมเชื่อว่าผู้ปกครองบางคนก็ไม่เห็นด้วย อย่างยีนส์เนี่ย พ่อแม่เขาก็ไม่เห็นด้วยที่จะเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย"
ยีนส์ขอเล่าเรื่องนี้เอง "พ่อแม่ผมบอกว่า ไปเรียนก็เรียนเลย เขากลัวว่าผมจะไม่ตั้งใจเรียน กลัวจะเรียนไม่จบ ห้ามทำงานกลางคืน ตอนแรกผมเรียนดนตรีก็กะจะมาเล่นดนตรีนี่แหละครับ แม่ก็บอกไม่ต้อง แล้วผมก็แอบไปเล่นดนตรีกลางคืน แบบเซ้นต์ชวน" ทุกคนหัวเราะ "แต่สุดท้ายก็ได้ทำ ผมรู้สึกว่าผมหารายได้จากตรงนี้ได้ รายได้ดีเนอะ ใช้ชีวิตสบายก็เลยทำมาเรื่อยๆ จนพอโควิดก็ไม่มีงานเลยครับ"
ถึงเวลาที่เรฟฟ์จะพูดเรื่องตัวเองแล้ว "ผมน่าจะคล้ายๆ เจมส์ครับ ทำงานมาตั้งแต่เด็กๆ กู้กยศ. (กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา) ส่งตัวเองเรียน แม่ส่งเรียนถึงม.6 ได้ แต่ถ้าอยากไปมหาวิทยาลัยก็ลองหางานทำหรือกู้กยศ. สุดท้ายตอนไปมหาวิทยาลัยผมเคยทำงานร้านเซเว่น ช่วงหลังๆ เห็นแฟนคลับที่จำได้ว่าเขาก็เป็นพนักงานเซเว่น ก็ให้กำลังใจเขา เรารู้สึกว่าเป็นงานที่เหนื่อยมาก เหนื่อยกว่าเล่นดนตรีเยอะเลย ผมเห็นเพื่อนหลายๆ คน เห็นเซ้นต์เล่นดนตรีที่ร้านก็เคยถามว่าได้ชั่วโมงเท่าไร ตอนนั้นชั่วโมงละ 300 บาท เรามาเทียบกับตัวเองที่ทำงานเกือบทั้งวันยังได้ไม่ถึงเลย ก็เลยอยากลองดู อยากลองเล่นดนตรีเหมือนเพื่อนให้ได้ เลยเก็บตังค์เพื่อไปซื้อกีตาร์ก่อน ตอนนั้นเซ้นต์นี่แหละเป็นคนพาเพื่อนไปซื้อ"
"เซ้นต์ส่งผมไปซื้อคีย์บอร์ดเหมือนกันครับ" ยีนส์สมทบ
"ส่งเจมส์ซื้อกลองด้วยครับ เซ้นต์เป็นคนเชียงใหม่อยู่แล้ว พวกผมมาจากแม่ฮ่องสอน มาจากพะเยา เพิ่งเข้ามาเรียนไงครับ ตอนนั้นเพื่อนก็พาไปซื้อกีตาร์ แล้วเซ้นต์ก็พาไปหาร้านเล่น ร้านนี้รับออดิชั่นนะ ช่วงแรกๆ ไม่ผ่านก็เคยรู้สึกนอยด์กับตัวเองมากๆ แบบนี่ไม่ใช่ทางของเราเลย เพราะผมเป็นคนขี้อายมากๆ" หลังจากนี้เรฟฟ์จะยังคงพูดว่าเขาเป็นคนขี้อายอีกหลายครั้ง "ทุกวันนี้ก็ใช่นะครับ แล้วมีบางร้านที่เขาเชื่อว่าเราทำได้ เขาไม่ได้ต้องการนักร้องที่ต้องเอ็นเตอร์เทนมาก เขาชอบเราแล้วรู้สึกว่าเราทำได้ ตอนนั้นก็เลยเก็บตังค์มาเรื่อยๆ แต่ก็โดนโควิดเหมือนกันฮะ แต่พอได้รู้จักดนตรี รู้จักเพื่อนๆ ก็เหมือนหลุดพ้นจากคำว่าลำบาก คำว่าเหนื่อย ผมพอมีตังค์เอาให้ที่บ้านได้บ้าง เลี้ยงตัวเองได้บ้าง จ่ายค่าเรียนตัวเองได้บ้าง"
ส่วนคอมพ์ที่เป็นรุ่นน้องก็มีเรื่องให้ตัดสินใจครั้งใหญ่เหมือนกัน "ตอนนั้นผมเรียนอยู่ปี 2 เทอม 1 แล้วพี่ๆ เขากำลังจะจบกันครับ ผมก็เริ่มคิดแล้วว่าพวกเขาเหมือนจะมีแพลนย้ายที่อยู่ เรายังไม่จบ แล้วเราต้องทำยังไง ผมก็คิดว่าเราก็จะสู้ครับ ผมยอมแลก ก็เลยแขวนลอยไว้ตรงนั้น ไม่ได้ไปเรียนต่อ แต่ผมคิดว่าถ้ากลับไปเรียน ผมอาจจะเรียนสาขาอื่นที่ไม่ใช่ดนตรีแล้วครับ ไปเรียนอย่างอื่นแทน"
ปิดท้ายด้วยเรื่องของเซ้นต์ "ของผมอาจจะเบาหนักไม่เหมือนกับเพื่อนๆ เพราะความหนักเบามันจะอยู่ที่สถานการณ์ที่แต่ละคนเจอ อย่างของผมจะเป็นเรื่องที่ผมมีมายด์เซตแบบเป็นคนที่มีไฟมากๆ พอมีไฟมันกลายเป็นเพอร์เฟคชั่นนิสต์ แบบว่าเราจะต้องเก่งแบบคนนี้ ต้องเป็นแบบคนนั้นนะ เรามีความสามารถขนาดนี้แล้วเราไม่พอใจ เราจะไปอีกไงครับ ซึ่งจากคำว่าพยายามหรือพัฒนามันกลายเป็นกดดันตัวเองกว่าเดิม แล้วมันกลายเป็นจับผิดตัวเอง แล้วไม่มีความสุขในการใช้ชีวิตครับ จริงๆ คนรอบตัวผมให้กำลังใจผมเยอะมากเลย แต่ผมเลือกที่จะฟังตัวเองและกดดันตัวเองต่อไป ก็เลยมักจะเครียดครับ ตอนโควิดที่งานหายไปหมดก็มักจะน้อยใจอะไรไปเรื่อย ทำไมโควิดวะ ทำไมเราไม่มีงานทำ ซึ่งตอนนั้นเราไม่ได้มีความรู้เรื่องการเงินที่จะเก็บเงินไว้ด้วยซ้ำ น้อยใจลามไปถึงพ่อแม่ ทำไมพ่อแม่ไม่เห็นซัพพอร์ต แต่ที่จริงพอมานึกดูอีกที เขาก็จ่ายค่าเทอมให้เรา ผมรู้สึกว่าปัญหาของผมอยู่ที่ตัวเอง แต่พอได้ทำอะไรกับเพื่อนๆ มันก็หายเครียดลง มันเจ๋งดี เพราะมันทำให้ลืมครับ ไม่มีกินก็ไม่มีกินเหมือนกัน"
การเดินทางสู่ PerfectPeech
จุดเปลี่ยนของวง PURPEECH เริ่มต้นจากการที่ บอล-ต่อพงศ์ จันทบุบผา คลิกไลก์อินสตาแกรมของพวกเขา แล้วหลังจากนั้นไม่นานค่าย MILK! BKK ภายใต้สังกัด What the Duck ก็ติดต่อมา แน่นอนว่า พวกเขาตอบรับทันที
เรฟฟ์อธิบายการทำงานตอนอยู่ที่เชียงใหม่ ก่อนที่จะทำงานกับค่าย MILK! BKK ให้ฟังว่า "เป็นการทำแบบบริสุทธิ์ใจมากๆ อย่างเช่น ถ่ายเอ็มวีหรืออัดเพลง เราว่างเราก็ทำ ไม่มีกำหนด แล้วก็รู้สึกว่าตอนนั้นสนุกนะ สนุกมาก เพื่อนคนอื่นที่เรียนด้วยกันเขายังสงสัยเลยว่าพวกนี้มันทำอะไรกัน เหมือนจู่ๆ เราแบ่งเวลาเฮือกหนึ่งเพื่อไปทำสิ่งนี้ แล้วพอเราทำด้วยความไม่รู้ เราก็ทำแบบโฮมสตูดิโอเล็กๆ เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าซาวน์การ์ดอันไหนดี โปรแกรมเขาใช้ยังไง แต่เราโชคดีมากๆ ที่คนรอบข้างเราดี มีพี่ที่ดี มีเพื่อนที่ดี มีใครหลายๆ คนที่เขาเอาใจช่วย เขาเชียร์เรา อย่างพี่ที่ร้านเหล้าที่เราไปเล่นดนตรี เราถามว่า 'พี่ครับ ผมยืมเก้าอี้ตัวนี้ของพี่ไปถ่ายเอ็มวีได้ไหม' เขาก็แบบ 'เอาไปได้เลย' แล้วตอนนั้นโชคดีมากที่เซ้นต์มีรถด้วย ที่บ้านเซ้นต์ให้อะไรมายืมใช้เยอะ ช่วงแรกที่เราทำเพลงกันที่เชียงใหม่ เราจะปล่อยเพลงกันวันนี้ก็ปล่อยวันนี้เลย เราทำสิ่งนี้โดยไม่หวังเป้าหมายด้วยซ้ำครับ ตอนที่ยังทำงานอยู่ที่เชียงใหม่ มันเหมือนเราสับสน ไม่รู้ว่าก้าวต่อไปมันจะเป็นอย่างไร สิ่งที่เราตัดสินใจไปมันจะดีไหม หรือว่ามันจะไม่ดี ช่วงที่ MILK! ติดต่อมาหลังจากเห็นผลงานของเรา แล้วพี่ๆ เริ่มทักมาเซ็นสัญญา เราก็รู้สึกว่ามีค่ายดีกว่าเราอยู่คนเดียว"
เขาบอกว่าปกติพวกเขาจะถ่ายมิวสิกวิดีโอด้วยตัวเอง อาจจะเพราะไม่อยากรบกวนใคร หรือ ช่วงนั้นอาจจะมีอีโก้อยู่บ้าง "ช่วงสามเพลงแรกที่ประสบความสำเร็จครับ เราก็ทำได้นี่หว่า มันมีสิ่งนี้ในหัวเลยนะว่า สำหรับผมคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องพึ่งค่ายใดๆ ก็ได้ตอนนี้ เพราะเราทำเองได้ เหมือนเราโตมาเอง เราเป็นตัวเองนี่แหละดีที่สุดแล้ว คนไม่ได้ชอบเพลงเราอย่างเดียวหรอก คนต้องชอบเอ็มวีเราแน่ แต่พอถึงเพลง ดอกไม้ที่รอให้เธอเก็บ พวกผมทำเพลงเสร็จแล้ว จะถ่ายเอ็มวีกันเองเหมือนเดิม แล้วมันไม่สำเร็จฮะ แต่เราดันลงว่าจะปล่อยเพลงลงสตรีมมิ่งในอีก 7 วัน ผมจำได้ว่าผมส่งข้อความไปหาค่าย 'พี่ครับ พี่ทำเอ็มวีเพลงนี้ให้หน่อยได้ไหมครับ' ทีแรกผมนึกว่าเขาจะพิมพ์มาว่า เวลามันสั้นไปอาจจะไม่ทัน แต่เขาพิมพ์มาคำเดียวว่า 'ได้ครับ' เราก็เลยแบบ เฮ้ย! เรามีค่ายแล้วนี่หว่า แล้วจู่ๆ มันรู้สึกอุ่นใจขึ้นที่มีคนทำให้ อุ่นใจที่มีคนซัพพอร์ตให้ ทั้งๆ ที่เราอยู่ไกลกันมากนะ เราไม่เคยเจอทีมงานด้วยซ้ำอะ พอเอ็มวีเสร็จเขาเอามาให้เราดูพร้อมกับเพลงเรา ผมจำได้เลยว่าเป็นเอ็มวีที่สวยมากๆ ไม่เคยเห็นเอ็มวีของตัวเองที่สวยขนาดนี้มาก่อน ทุกวันนี้ยังจำได้ว่าการทำงานกับค่าย การทำงานร่วมกับคนอื่นมันเป็นอย่างนี้นี่เองครับ พอพ้นเพลงนี้มาได้ ผลตอบรับมันดีขึ้นด้วย เราก็รู้สึกว่าเราใกล้เรียนจบแล้ว เอาสักตั้งดีไหมวะ"
VIDEO
ในมุมของเซ้นต์ เขาอยากให้คนอื่นมาช่วยทำสิ่งที่วงไม่ถนัดตั้งนานแล้ว "จริงๆ ผมอยากจะให้คนอื่นมาช่วยทำตั้งแต่เพลงที่สามหรือเพลงที่สี่ไม่แน่ใจครับ เพราะลึกๆ ผมอยากมีค่ายอยู่แล้ว เรารู้สึกว่าเราถนัดทำเพลงก็ทำเพลงไป ในเรื่องพีอาร์ มาร์เก็ตติ้ง หรือ เอ็มวีที่เราไม่ค่อยถนัด ก็ต้องให้ค่ายเขาช่วย แต่ยุคนั้นกระแสดนตรีอินดี้กำลังมาแรงมากๆ เลยครับ เราก็ไม่ได้อยากแมสขนาดนั้น อยากจะอินดี้เท่ๆ"
"สภาพแวดล้อมกับสื่อที่เราเสพในตอนนั้นทำให้เราคิดแบบนั้นครับ" คอมพ์ก็ยอมรับ
เรฟฟ์เห็นด้วย "ช่วงนั้นอินดี้มันบูมมากครับ จำได้ไหมว่าผมเป็นคนขี้อายและไม่ค่อยพูด ผมดูวงพี่ๆ เขาตอนโชว์ก็ไม่เห็นต้องพูดอะไรเลยก็ได้นี่หว่า ก็เลยทำแบบนั้นด้วย แต่พอถึงจุดหนึ่งก็ไม่อยากเป็นอย่างนี้ ไม่อยากเป็นวงที่ไม่สื่อสารกับคน และก็ไม่อยากเป็นอินดี้เท่ๆ"
"ไม่เข้ากับพวกเราด้วย" เจมส์บอก
ยืนส์บอกว่าช่วงที่เริ่มเป็นตัวเองน่าจะเกิดขึ้นตอนที่พวกเขาเริ่มโชว์ได้สักพัก แล้วทุกคนก็เห็นด้วยว่า การได้โชว์ตามที่ต่างๆ มีผลให้พวกเขาเริ่มรู้ตัวเองและเข้าใจว่าโชว์แบบของ PURPEECH เป็นอย่างไร
การทำงานร่วมกับค่าย MILK! BKK ไม่เพียงมีทีมงานมาช่วยซัพพอร์ตการทำงานด้านต่างๆ ที่พวกเขาไม่ถนัด แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งให้พวกเขาตัดสินใจย้ายมาทำงานเพลงที่กรุงเทพฯ ตามที่ค่ายเคยชวนไว้ด้วย เรฟฟ์บอกว่า พวกเขาเริ่มลาออกจากการเล่นดนตรีกลางคืนทีละร้าน ซึ่งแต่ละร้านก็ยินดีกับการเติบโตของวง PURPEECH ด้วย
เจมส์จำวันที่พวกเขาย้ายมาอยู่บ้านเช่าที่กรุงเทพฯ ได้แม่น "ผมจำได้ เดือนพฤษภาคม วันที่ 14 ปี 2565"
แล้วเรฟฟ์ก็บรรยายบรรยากาศวันแรกให้ฟัง "วันแรกที่มาอยู่บ้านเรานอนเรียงกัน เอาผ้าห่มปู เอาหมอนคนละใบนอนกลางห้อง พี่ซาวน์เอ็นจิเนียร์ที่อยู่ด้วยกันมาตั้งนานแกบอกว่า 'ถ่ายรูปนี้ไว้สิเนี่ย อีกหน่อยเป็นตำนานแล้วรูปนี้' ผมก็ถ่าย แต่หายไปแล้วนะ ตอนที่เข้าบ้านครั้งแรกเราจับฉลากห้องกันเลยนะครับ ใครจะได้อยู่ห้องไหน แต่ก็สนุกดีครับ ได้มาอยู่กับเพื่อน เวลาแป๊บเดียวเนอะ มันผ่านไปสองปี สามปี เราได้รู้จักเพื่อนเยอะขึ้น ได้ผ่านปัญหามาด้วยกัน ก็รู้สึกดีมากๆ"
ก่อนที่จะมาอยู่บ้านเช่าหลังเดียวกัน แม้ต่างคนจะต่างมีห้องส่วนตัวแต่ก็ถือว่าใช้เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตด้วยกันมากกว่าที่เคย จากเดิมพวกเขาเป็นเพื่อนที่รวมตัวกันทำเพลง แต่ตอนนี้เขาเหมือนเป็นครอบครัว PURPEECH ไปแล้ว
ยีนส์บอกว่า "ผมคิดว่าการทำงานกับเพื่อนต้องใส่ใจมากๆ เหมือนทั้งหมดนี่เป็นแฟนของผมครับ แบบต้องเทคแคร์ดูแลเหมือนแฟนคนหนึ่งครับ มีความเข้าใจเหมือนครอบครัวเลย แต่ละช่วงแต่ละคนจะมีปัญหาของตัวเอง เราก็เข้าไปปลอบ ไปให้กำลังใจ บางทีก็หาโอกาสอยู่ด้วยกันบ่อยๆ เวลาไปทัวร์ก็พยายามกินข้าวด้วยกัน จะได้พูดคุยกันได้"
เรฟฟ์คิดว่ามิตรภาพของพวกเขามีผลต่อการทำเพลงด้วย "ผมรู้สึกว่าการทำดนตรีเป็นเรื่องรองสำหรับเรามากฮะ พอเราอยู่ด้วยกัน เรารู้จักกัน มันมีอะไรสักอย่างหนึ่งของวงก่อนที่จะออกมาเป็นเสียงดนตรีครับ การที่เรารู้จักกันแล้วอยู่ด้วยกันมันมีผลมากๆ กับเสียงดนตรีของเรา"
"เราทำเพลงกันเองแค่ห้าคน แล้วอารมณ์ของห้าคนนี้เป็นอย่างไรในช่วงนั้น" คอมพ์เสริม
"เพลงก็จะออกมาเป็นอย่างนั้น แล้วยิ่งเราอยู่ด้วยกันเยอะ อยู่บ้านหลังเดียวกัน การทำเพลงมันก็เลยไปในทิศทางเดียวกันได้ ผมคิดว่าสิ่งที่ง่ายที่สุดสำหรับการทำวง PURPEECH ของพวกเราคือ เพราะเราเป็นเพื่อนกัน ก็เลยทำดนตรีง่าย แต่สิ่งที่ยากที่สุดของ PURPEECH ก็คือการเป็นเพื่อนกันนี่แหละครับ" เรฟฟ์สรุปสิ่งที่เริ่มพูดไว้
ซึ่งนอกจากพวกเขาทั้งห้าคนแล้ว คอมพ์ยังพูดถึงโปรดิวเซอร์อีกคนที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว PURPEECH คือ ตน-ต้นหน ตันติเวชกุล ตั้งแต่การเป็นโปรดิวเซอร์เพลง ตกกะใจทำได้ลง (Oops.) และเพลงอื่นๆ หลังจากนั้น แล้วเขายังเป็น Music Director ผู้เรียบเรียงเพลงในคอนเสิร์ต THE PEECH MAN SHOW อีกด้วย
"ไม่เรียกโปรดิวเซอร์ละ เรียกเพื่อนใหม่" เรฟฟ์บอก "ย้อนกลับไปตอนทำงานด้วยตัวเองตั้งแต่ตอนเชียงใหม่ จนมาร่วมงานกับ MILK! แต่ยังอยู่เชียงใหม่ แล้วก็มาอยู่กรุงเทพฯ แบบเต็มตัวนะครับ ผมรู้สึกว่าค่ายมีผลกับเราเยอะมาก แล้วที่เรามีโปรดิวเซอร์แบบที่เราไม่รู้จักคำว่าโปรดิวเซอร์ด้วยซ้ำ เราไม่รู้ว่าจะทำงานกับโปรดิวเซอร์อย่างไร พอมีค่ายมาเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ ก็รู้สึกว่ามีทางหนีทีไล่เยอะขึ้น มีไอเดียดีๆ เยอะขึ้น ผมยังรู้สึกได้ด้วยตัวเองเลยว่าวงเราดูโตขึ้น"
แฟนเพลงที่ทำให้ PURPEECH สมบูรณ์
อย่างที่เกริ่นไว้ตอนต้นว่า PURPEECH เคยเป็นวงดนตรีที่อยากมีซาวน์เทสต์ดี ก้มหน้าก้มตายืนโชว์เท่ๆ บนเวทีแบบวงอินดี้รุ่นพี่ แต่ถ้าหากใครเคยไปดูโชว์ของพวกเขาจะสัมผัสได้ถึงความรู้สึกอบอุ่นและพลังงานดีๆ ที่สมาชิกทั้งห้าส่งถึงทุกคนจริงๆ
"ช่วงแรกในหัวผมนี่ Solitude Is Bliss อย่างเดียวเลยครับ ต้องมีซาวน์ดูเทสต์ดี" คอมพ์ย้อนนึกถึงความรู้สึกในการโชว์แรกๆ ของเขา
ส่วนเรฟฟ์บอกว่า "ของผมต้องทำให้เหมือนตอนที่ซ้อม ต้องเป๊ะประมาณหนึ่ง"
"ช่วงแรกๆ เขียนสคริปต์ให้เขาเลยครับ ช่วงนี้พูดตรงนี้ ช่วงนี้พูดอันนี้ แล้วก็เขินอายครับ มีความกังวลมากเลย ยิ่งโชว์แรกๆ ไม่กล้าสบตาคนดู แล้วก็กังวลว่าสิ่งที่เล่นจะเล่นผิดเล่นถูก กว่าจะคุ้นเคยกับสิ่งนี้ก็ใช้เวลานานอยู่" เจมส์เล่าแบบยิ้มๆ
เซ้นต์เสริม "แรกๆ เราก็วางไว้อย่างนั้นเนอะ เราเท่อยู่แล้ว ก้มหัวไม่ได้ทักทายคนดู แอคๆ ครับ"
ก่อนที่ยีนส์จะสรุปให้ฟังตามสไตล์เด็กหน้าห้องของวง "เวลาเราไปโชว์เราจะรู้เองว่าอะไรที่มันฝืน เราก็จะปรับให้เข้ากับตัวเราเรื่อยๆ ในแต่ละโชว์ครับ โชว์ถัดไปก็จะปรับขึ้น แล้วก็ผมรู้สึกว่าอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนที่ทำให้เล่นแล้วมีความสนุก หรือเปลี่ยนมาเป็นตัวเองมาขึ้นคือ ค่ายผมส่งพวกผมไปเรียนการแสดงครับ เขาก็สอนให้เราปลดปล่อยออกไปเลย ไม่ต้องมาคิดท่าไว้ก่อนว่า เดี๋ยวจังหวะนี้เราทำท่านี้ เราก็ปล่อยไปตามอารมณ์ได้เลย"
"ผมชอบคำนี้ที่ครูซอเขาสอนว่า สิ่งที่น่าอายที่สุดมันจะเกิดขึ้นในคลาสเรียนการแสดงนะ ข้างนอกมันจะไม่น่าอายแล้ว เพราะสิ่งที่น่าอายที่สุดเราจะทำกันที่นี่แหละ ผมก็เลยอายอยู่" เรฟฟ์พูดแล้วก็หัวเราะให้กับความขี้อายของตัวเอง ซึ่งเขามองว่าเป็นสิ่งที่ต้องพยายามอย่างมาก
" มันต้องเอาชนะกำแพงครับ ผมเป็นนักร้องนำด้วย เหมือนผมเป็นปากของวง ต้องสื่อสารกับคนดูให้ได้ ถ้าเรายังเป็นอย่างนี้อยู่ ยังเล่นกีตาร์แล้วยังเขินๆ อายๆ อย่างนี้อยู่ แล้วบางคนเขาจะมาเจอเราแค่ครั้งเดียว ผมคิดอย่างนี้ตลอดเลยฮะว่า คนเราจะเจอกันได้แค่ครั้งเดียว เราต้องเอาให้สุด ช่วงที่ไปเล่นดนตรีตอนโชว์แรกๆ ครับ คำถามที่มันเกิดขึ้นในหัวคือ เขามาดูเราจริงหรือเปล่าวะ เขารู้จักเราจริงหรือเปล่า ก็เรายังมีไม่กี่เพลงอยู่เลย เขาจะเข้าใจในสิ่งที่เราเล่นหรือเปล่าวะ แต่ช่วงหลังๆ ผ่านมาก็รู้สึกว่า แบบนี้แหละ เอาแบบเรามาเจอกันครั้งเดียว รู้จักกัน ไม่รู้จักกัน ไม่เป็นไร ขอให้เราสนุกไปด้วยกันในวันนี้ก็พอแล้ว ก็เลยดีขึ้น แล้วก็ทำลายกำแพงตัวเองที่แบบผมเป็นคนขี้อายมากๆ อีกรอบ อีกรอบหนึ่ง แล้วก็ถ้าเราไม่พูด หมดนี่ไม่คุยแล้วนะครับ" เรฟฟ์ทบทวนตัวเองแล้วหันมองเพื่อนที่อยู่รอบๆ "ใช่ หมดนี่ไม่คุยแล้ว แล้วผมก็อยากพาตัวเองให้ทะลุออกมาจากวงอินดี้เท่ๆ ให้ได้ครับ ไม่อยากเป็นวงอินดี้ที่ก้มหน้าก้มตาเล่นแล้ว ครั้งแรกเมื่อก่อนเคยชอบวงแบบนั้นนะ รู้สึกว่าเท่มากๆ แต่พอกลับไปดูที่ตัวเองโชว์เมื่อก่อน ผมรู้สึกว่าทำไมเราไม่พูดกับเขานะ ทำไมเราไม่ทำอันนั้นอันนี้นะ บางคนอยากมาฟังเราแบบที่เราสื่อสารกับเขาด้วยซ้ำ ประมาณนั้นฮะ ทุกวันนี้ก็ทำได้ละ ผมเคยร้องไห้ตอนโชว์อยู่ปีหนึ่งครับ ดีใจที่คนร้องเพลงเราได้ แล้วก็สัญญากับตัวเองว่าจะไม่ร้องไห้ละ ก็ทำได้แล้วมั้งครับ"
แต่ถ้าใครได้ไปคอนเสิร์ต THE PEECH MAN SHOW ก็คงเห็นแล้วว่าเรฟฟ์ยังคงกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ นอกจากเขาแล้วคนอื่นๆ ก็มีน้ำตาด้วย แต่มันเป็นน้ำตาแห่งความตื้นตันและความสุขที่ได้รับกลับมาจากผู้ชมจริงๆ
พวกเขาถึงแฟนคลับของวงที่เรียกว่า ชาวพีช ว่า "น่ารักมากครับ" ถ้ามีโอกาสพวกเขาก็อยากอยู่ถ่ายรูปกับทุกคนหลังจบโชว์เหมือนเดิม แต่อาจจะมีบางงานที่ทำงานหนักแล้วไม่สามารถอยู่ถ่ายรูปกับทุกคนได้จริงๆ และหวังว่าถ้ามีโอกาสก็อยากให้มาเจอกัน แปะมือกันก็ยังดี
พีชสีม่วงที่เติบโตไปด้วยกัน
นับตั้งแต่ช่วงแรกที่ติดตาม PURPEECH เห็นเขาโชว์ในงานเล็กบ้างใหญ่บ้าง จนถึงวันที่พวกเขามีคอนเสิร์ตใหญ่ของตัวเองแล้ว เราได้เห็นพัฒนาการด้านการทำงานเพลงและการแสดงดนตรีที่เติบโตขึ้นมาก ยิ่งเมื่อเขามีโอกาสเดินทางไปพบกับแฟนเพลงทั้งภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคใต้ ใน THE PEECH MAN SHOW ON TOUR แล้ว พวกเขามองเห็นตัวเองเป็นอย่างไรบ้าง
น้องเล็กที่สุดของวงอย่างคอมพ์รับหน้าที่ตอบก่อน "สำหรับผมน่าจะเป็นเรื่องการมองโลกครับ ด้วยความที่เราเป็นเด็กเนิร์ด มันทำให้เรากดดันตัวเองสูง แบบว่าเราต้องทำให้ได้อย่างนั้น สิ่งที่ทำต้องออกมาเพอร์เฟค ทำเต็มที่ เราคิดว่ามันดีสำหรับเราแล้ว แต่จริงๆ มันคือการกดดันตัวเองเกินไป พอทำเกินตัวแล้วทำให้ถึงไม่ได้ ก็โทษตัวเอง ติตัวเอง เลยทำให้เรากลับมามองว่า อย่างน้อยเรามีความสุขกับความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ ได้ เราใช้ชีวิตอย่างไรอยู่ที่การมองโลกครับ" เขายังบอกว่าได้รับสิ่งนี้มาจากการทำงานกับพี่ๆ ในวงด้วย "มาจากประสบการณ์ที่ผ่านมาและพี่ๆ ด้วยครับ เพราะพี่ๆ เขาใช้ชีวิตได้อยู่ในลู่ทางที่ดีครับ" แล้วก็ยิ้มอย่างขี้เล่นให้เราเดาว่าลู่ทางที่ดีนั้นเป็นแบบไหน ...ก็น่าจะเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับน้องคนนี้ได้จริงๆ นั่นแหละ
"ส่วนผมหน้าที่การงานเติบโตอย่างเห็นได้ชัดเลยครับ" เซ้นต์พูดถึงความเติบโตด้านการทำงานของเขาบ้าง "ผมค่อนข้างที่จะรู้เป้าหมายชัดเจนว่าทำอะไรอยู่นะครับ แล้วก็เหมือนน้องคอมพ์เลย ผมก็รู้สึกว่าเรามองโลกในแง่ดีขึ้นนะครับ เมื่อก่อนผมเป็นคนที่ไม่ค่อยมีเหตุผลเลย เป็นคนเครียด กดดันตัวเอง ตอนนี้ก็มีอยู่บ้าง แต่เราก็แค่คิดว่าเราเป็นมนุษย์มีหัวใจ ไม่สามารถหยุดคิดได้ แต่เราแค่หาอย่างอื่นมาทำให้ลืมความคิดแย่ๆ หรือพูดคุยกับเพื่อนก็ได้ ผมรู้สึกว่าผมดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนเยอะเลย ทำงานได้ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อน แล้วดีกว่าตัวเองเมื่อ 2-3 เดือนที่แล้วด้วยซ้ำ ผมก็จะมองอย่างนี้ตลอดนะครับว่าวันนี้เราดีกว่าตัวเองเมื่อก่อนขึ้นเยอะเลยครับ"
เรฟฟ์เองเคยตั้งคำถามว่าตัวเองเหมาะกับตำแหน่งนักร้องนำหรือเปล่า ก็เล่าถึงมุมมองที่เปลี่ยนแปลงของตัวเองว่า "ช่วงแรกๆ ผมไม่ได้มีความสุขกับการได้ออกไปร้องเพลงอะไรขนาดนั้น ผมชอบเขียนเพลงหรืออะไรมากกว่าครับ แต่ช่วงหลังๆ ก็พบว่า เฮ้ย! เรายังมีแฟนคลับที่น่ารัก แล้วเรายังมีเพื่อนที่ดี ยังมีใครหลายคนที่ชอบในสิ่งที่เราไม่มั่นใจในตัวเองเลยด้วยซ้ำ สิ่งที่เติบโตในตัวผมได้ชัดเจนที่สุดคือ ความมั่นใจ ความภูมิใจ ความดีใจที่ตัวเองได้เป็นแบบนี้ฮะ เลยรู้สึกว่า PURPEECH เป็นส่วนหนึ่งที่ปักหมุดไว้ในชีวิตละกันว่า ถ้าไม่มี PURPEECH ผมอาจจะไม่ได้เป็นคนที่ภูมิใจในตัวเองขนาดนี้ ไม่ได้เป็นคนที่ตั้งใจขนาดนี้ก็ได้ด้วยซ้ำ ยังภูมิใจอยู่เสมอว่า เราทำได้ว่ะ เรามาไกลอยู่นะ แล้วก็ดีใจที่ได้เห็นเพื่อนๆ โตขึ้นด้วย ดีใจที่ได้เห็นแฟนคลับบางคนที่เขามาบอกเราว่า หนูฟังเพลงพี่ตั้งแต่มัธยมนะ จนตอนนี้เรียนจบแล้ว บางคนเป็นครูแล้ว บางคนได้ขึ้นวอร์ดเป็นพยาบาลอย่างที่เขาตั้งใจแล้ว มันเลยเหมือนไม่ได้เติบโตแค่ตัว แต่เติบโตในหัวใจด้วย"
"เห็นเขามีความสุข เราก็มีความสุขด้วย" คอมพ์เสริม
สิ่งที่ยีนส์รู้สึกอย่างเห็นได้ชัดเป็นเรื่องชีวิตของเขาเอง "ผมรู้สึกตั้งแต่เด็กจนโตผมขอเงินพ่อแม่มาตลอดครับ หรือแม้กระทั่งตอนที่เริ่มเล่นดนตรีกลางคืนผมก็ยังใช้เงินพ่อแม่อยู่ แล้วใช้เงินที่ตัวเองหามาด้วย พอเริ่มมีวง PURPEECH ผมยังได้เงินจากทั้งพ่อแม่ ได้จากเล่นดนตรีกลางคืน แล้วยังได้จากวง PURPEECH ด้วย เมื่อก่อนผมเป็นเด็กที่เหมือนเด็กแหง่ มีพ่อแม่คอยประคบประหงมอยู่ แต่พอเข้ามาสู่ชีวิตการทำงานจริงๆ ที่ไม่ได้ขอเงินใคร แล้วใช้เงินตัวเองล้วนๆ ก็รู้สึกว่าโตขึ้นจากเมื่อก่อนที่เป็นเด็กน้อยของพ่อแม่ครับ รู้สึกว่าใช้เงินเป็น ทุกวันนี้เริ่มปรับและทำอะไรเป็นมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน"
ปิดท้ายด้วยเจมส์มีทั้งความคิดที่เปลี่ยนไปและการบริหารจัดการชีวิตตัวเองที่ดีขึ้นด้วย "ผมเหมือนเพื่อนๆ ก็โตขึ้นเยอะเลยครับ อย่างที่ผมบอกว่าผมส่งตัวเองเรียนตั้งแต่เด็กใช่ไหมครับ แต่ว่าพอมาทำงานจริงๆ จากที่เมื่อก่อนแบ่งค่าใช้จ่ายไว้ใช้ พอโตขึ้นรายจ่ายมันก็เยอะขึ้น หนี้ก็เยอะครับ รู้สึกว่ามันมีอะไรที่เยอะกว่าเมื่อก่อนมากเลย ทั้งปัญหาหรือการจัดการเงินแต่ละเดือน เราต้องจัดสรรอย่างไร ผมรู้สึกว่าตัวเองเก่งขึ้นเยอะครับ และในพาร์ทดนตรีก็พัฒนาขึ้นกว่าเมื่อก่อน ผมเป็นคนที่ตีกลองไม่เก่ง แล้วก็เล่นดนตรีไม่เก่งเลย แต่ต้องขอบคุณเพื่อนๆ ที่เชื่อใจผมครับ ผมก็พยายามพัฒนาตัวเองขึ้น อาจจะยังไม่ได้เก่งมากขนาดนั้น แต่ว่าพยายามอยู่ครับ พยายามจะพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ"
"ผมคิดว่า PURPEECH ใช้คำว่าโตไปด้วยกันได้แบบเต็มที่มากๆ ทั้งแฟนคลับและทั้งวงด้วย เพื่อนห้าคนนี้ก็โตไปพร้อมกับ PURPEECH นี่แหละ" เรฟฟ์ปิดท้าย
ทุกคนได้ทบทวนถึงการเติบโตของตัวเองแล้วก็พบว่ามีบุคคลอีกมากมายที่มีส่วนช่วยสนับสนุนพวกเขาอยู่ ไม่ว่าจะเป็นพี่ๆ จากร้านเหล้าที่เชียงใหม่ที่ให้โอกาส คอยสอนวิธีการอัดดนตรี และให้ยืมอุปกรณ์ประกอบมิวสิกวิดีโอ ทีมงานในค่าย MILK! BKK อีกมากมายที่พวกเขาร่ายชื่อมาเยอะแล้วก็ยังพูดได้ไม่ทั่วถึงทั้งหมด อีกทั้งไม่ลืมที่จะขอบคุณกันและกันด้วย
การได้มาพบและพูดคุยกับพวกเขา ทำให้รู้ว่าการเดินทางของ PURPEECH จะไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้ เพราะวง PURPEECH จะยังเติบโตและมีอนาคตไปอีกยาวไกล ด้วยความฝันและมิตรภาพที่เป็นพลังขับเคลื่อนของพวกเขาทั้งห้า
หลังจากนี้จะยังมีน้ำตาแห่งความสำเร็จให้พวกเขาได้ซึมซับไว้ในใจอีกนับครั้งไม่ถ้วนอย่างแน่นอน
ขอบคุณ โครงการ Dadfa ลาซาล 33 เอื้อเฟื้อสถานที่ในการสัมภาษณ์และถ่ายภาพ และภาพบรรยากาศคอนเสิร์ต THE PEECH MAN SHOW จากค่าย MILK! BKK