BeenBean : มอนสเตอร์เรขาคณิตที่อยากเป็นมิตรกับผู้คน

    กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีสัตว์ประหลาดตัวหนึ่งซ่อนตัวอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คน ตาของมันกลมโตและมีปากกว้าง แต่เจ้าสัตว์ประหลาดตัวนี้ดูจะแปลกเสียหน่อย เพราะมันไม่ใช้ฟันไล่กัดใคร ไม่สามารถพ่นไฟได้เหมือนมังกรในหนัง แต่กลับอยู่ในรูปทรงสี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม วงกลม ซิปขนาดใหญ่ทำหน้าที่เป็นปาก พร้อมจะเก็บทุกอย่างไว้ในท้องของมัน!

    ใครอ่านมาถึงตรงนี้คงเริ่มสงสัยว่า นี่มันสัตว์ประหลาดประเภทไหนกัน เจ้าตาโตตัวนี้ คือ ผลงานการสร้างสรรค์ของ พีช- ปภาวินท์ ทรัพย์รุ่งเรือง เธอหยิบเอารูปลักษณ์ของสัตว์มาผสมผสานกับรูปทรงเรขาคณิต กลายเป็นกระเป๋าใส่ของขนาดน่ารัก มาสกิ้งเทปหลากสี ไปจนถึงกระดาษโน้ตหน้าตาสุดกวน ภายใต้แบรนด์ที่มีชื่อว่า BeenBean แบรนด์อุปกรณ์เครื่องเขียนที่อยากเป็นมิตรต่อผู้คน

    แต่ก่อนที่เจ้าสัตว์ประหลาดตัวนี้จะถือกำเนิดขึ้นมา มันเองก็เคยมีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับสัตว์โลกธรรมดาอย่างที่เราคุ้นตากันมาก่อนนะ 

ก่อนสัตว์ประหลาดจะตื่นตัว

    หลังจากที่พีชจบการศึกษาจากรั้วจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ เธอทำงานประจำเป็นสถาปนิกอยู่พักใหญ่ ก่อนตัดสินใจไปเรียนต่อปริญญาโทด้านการสร้างแบรนด์ที่ประเทศอังกฤษเป็นเวลา 1 ปี นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่เธอได้รู้จักกับเพื่อนๆ ที่ชื่นชอบรูปลักษณ์ของสัตว์เช่นเดียวกับเธอ

    "ตอนเรียนจบปริญญาโท เรารู้สึกร้อนวิชา พอกลับมาก็เลยชวนเพื่อนมาทำแบรนด์ด้วยกัน ส่วนตัวเราอยากลองทำอะไรที่เป็น Mass Production (การผลิตจำนวนมาก) บ้าง เพราะสมัยเรียนเราทำงานคราฟต์เป็นส่วนใหญ่ แต่พอถึงเวลาจริงๆ เพื่อนก็ไม่ว่างกันแล้ว รวมถึงความเห็นไม่ค่อยตรงกันด้วย เราก็เลยขอเอาไอเดียตรงนี้มาทำต่อ เพื่อนก็บอกว่าเอาเลย เราก็เลยทำเป็นซีรีย์สัตว์ออกมา ถ้าใครมาทันจะรู้ว่า สินค้าช่วงแรกของเราจะเป็นสัตว์หมดเลยค่ะ"

     แผ่นติดเสื้อรูปสัตว์ (Patch) ถือเป็นก้าวแรกที่ทำให้ BeenBean เป็นที่รู้จักของกลุ่มแฟนๆ ชาวต่างชาติ จากการที่เธอมีโอกาสไปออกบูทตามอาร์ทมาร์เก็ตในประเทศต่างๆ ทั้งสิงคโปร์ ฮ่องกง และญี่ปุ่น

     "มันเริ่มมาจากเรามีเพื่อนที่สิงคโปร์ เราก็ถามเขาว่า มีมาร์เก็ตไหนน่าสนใจบ้าง บวกกับพลังของโซเชียลมีเดียด้วย เลยทำให้เรามีลูกค้าเป็นคนไต้หวัน ฮ่องกง เป็นส่วนใหญ่"

    พีชบอกกับเราว่า จริงๆ แล้วตัวเธอไม่ได้ชอบเจ้าแผ่นติดเสื้อนี้เท่าไหร่นัก ประกอบกับโรงงานที่ทำให้ประจำกำลังจะปิดตัวลงเพราะพิษเศรษฐกิจ และปัญหาในการฝากขายในร้านที่สิงคโปร์ นั่นจึงเป็นจุดพลิกผันของแบรนด์ BeenBean ต้องปรับตัวครั้งใหญ่

   "ตอนนั้นเรารู้สึกว่า Mass Production อาจไม่เหมาะกับเราเท่าไหร่ เลยตัดสินใจว่าจะเลิกทำแล้ว เพราะโรงงานเขาก็ไม่รับทำแล้วเหมือนกัน ด้วยความที่สินค้าของเรามันอันเล็กมาก ไปถามโรงงานที่ไหน เขาก็ไม่รับทำ เขาบอกว่า 'มันเล็กเกิน ทำยังไงก็ไม่สวย' แต่เจ้านี้เขารับทำ เราเข้าไปคุยกับเจ้าของเอง โรงงานเขาเป็นห้องแถวเล็กๆ สองห้อง สุดท้ายน่าจะทนพิษเศรษฐกิจไม่ไหว เขาก็เลยแจ้งเราว่าจะอยู่อีกแค่ครึ่งปีนะ"

    หลังจากกลับมาคิดทบทวนอยู่นาน พีชก็ตัดสินใจกลับมาทำสินค้าทำมือตามที่เธอถนัด

    "ตอนนั้นเราทำพวงกุญแจรูปกบออกมา มันเป็นกบที่ตวัดลิ้นออกมาเก็บกุญแจ แล้วก็เริ่มมาเป็นผ้าผูกกระเป๋ารูปงู ต่อมาก็เป็นนก ตอนนั้นเราคิดว่า ถ้ากบกินกุญแจ แล้วงูมากินกบ นกมากินงูต่อ กินทับกันไปเรื่อยๆ น่าจะสนุกดี" เธอหยุดหัวเราะก่อนพูดต่อ "ความคิดใจร้ายจัง"

ในวันที่สัตว์ประหลาดบุกโลก

    พีชเล่าย้อนไปถึงช่วงที่เรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศอังกฤษ มีอยู่เทอมหนึ่งที่อาจารย์ให้เธอวิเคราะห์โครงสร้างของรูปทรงเรขาคณิต เธอพูดตลกว่า ตอนนั้นไม่เข้าใจจริงๆ ว่าจะทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร แต่เธอก็ใช้ความรู้เหล่านั้นมาพัฒนาชิ้นงาน เจ้างูน้อยจึงกลายร่างเป็นสัตว์ประหลาดตาโตสุดน่ารัก

    "ตอนนั้นคิดว่า ไหนเราลองเอาสิ่งที่เฟลตอนเรียนกลับมาทำใหม่ดูซิ ก็ทำเป็นกระเป๋าทรงเรขาคณิต พอเห็นซิปก็มองว่ามันมีรูปร่างคล้ายปากจัง ลองเอาหน้างูที่มีใส่เข้าไปซิ เอ้า พอดีเลย! เป็นความบังเอิญที่ลงตัว มันจึงกลายเป็นเอกลักษณ์ที่คนจดจำ BeenBean ได้"

    เมื่อเจ้าสัตว์ประหลาดตัวน้อยเกิดขึ้นมา จุดยืนของแบรนด์ก็เปลี่ยนไป พีชหวังให้สินค้าของเธอเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างรอยยิ้มให้กับผู้พบเห็น ขณะเดียวกัน เธอเลือกใช้สีพื้นฐานอย่างสีปฐมภูมิและทุติยภูมิ แตกต่างจากแบรนด์ในท้องตลาดที่ใช้สีสันหลากหลาย

    "เราอยากให้ของของเราเป็นงานที่คนเห็นแล้วแอบอมยิ้ม ไม่ต้องซื้อก็ได้นะ แค่เห็นแล้วแบบ 'มันกวนอะ มันคืออะไร' อีกอย่างหนึ่งที่เราพยายามทำอยู่คือ เราไม่อยากเป็นแบรนด์ที่คนเอาไปใช้แล้ว มันตะโกนชื่อแบรนด์ออกมาเลย เราอยากให้มันมีความโดดเด่นออกมาจากความจืด แต่ไม่เยอะเกินไป"

    หญิงสาวยังบอกอีกว่า ส่วนตัว เธอไม่อยากให้สัตว์เหล่านี้มีรูปลักษณ์ตายตัว จึงสร้างเป็นมอนสเตอร์ ที่สามารถเปลี่ยนรูปแบบไปตามจินตนาการได้ นั่นเป็นเหตุผลว่า ทำไมเจ้าสัตว์ประหลาดตัวนี้ถึงพลิกแพลงไปอยู่ในสิ่งของอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งกระดาษโน้ต และมาสกิ้งเทปเซตอวกาศที่เธอใช้ชื่อคล้องจองกันว่า Among the cloud, Over the moon, Under the sea

     "แบรนด์มาสกิ้งเทปส่วนใหญ่ เขาจะชอบทำเป็นรูปตัวการ์ตูนหลายๆ ตัว ฉีกตรงไหนก็จบได้ แต่เรารู้สึกว่า มันยังไม่มีใครเล่านิทานในนั้น มันอาจจะไม่ใช่นิทานเรื่องยาว แต่มันเป็นท่อนสั้นๆ เทปของเราจะฉีกตรงไหนก็ได้เหมือนกัน แต่เราคิดมาแล้วว่า ถ้าเราฉีกตรงนี้ ตัวละครที่โดนฉีกออกไปก็จะไม่เศร้า ถ้าต้องแยกจากเพื่อน เราคิดเป็นเหมือนประโยคบอกเล่าเล็กๆ ต่อกัน"

    ขณะที่มาสกิ้งเทปชุด Monster faces พีชหยิบเอาหน้างูตัวเดิม มาสร้างสรรค์ต่อให้มีลูกเล่นมากกว่าเก่า ด้วยการวาดหน้าและปากหลายแบบ ให้คนเลือกฉีกมาจับคู่กัน เกิดเป็นหน้าแบบใหม่ขึ้นมา

    "มันคล้ายกับเกมกระดาษที่เราเล่นตอนเด็ก เราต้องเลือกเบอร์เพื่อใส่หน้าตา ทรงผม เสื้อผ้า เราก็เอาตรงนั้นมาเป็นแรงบันดาลใจ แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดมาก่อนคือ เราเอาเทปไปให้เพื่อนคนญี่ปุ่น แล้วเขามีลูกเล็กประมาณ 1-2 ขวบ เขาฉีกหน้าพวกนี้แปะบนโต๊ะ และสอนให้ลูกรู้ว่า 'อันนี้คือหน้าเศร้านะ' 'อันนี้คือหน้ายิ้ม' เขาบอกเราว่ามันดีมากเลย เรื่องนี้มันนอกเหนือจากที่เราวางแผนไปไกลมาก ไม่คิดว่างานของเราจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นในทางนี้ได้ เลยรู้สึกขอบคุณเขามากจริงๆ"

    นอกจากนี้ เธอยังมีสินค้าเซตอื่นๆ ออกมาให้แฟนๆ เลือกใช้ตามความชอบอีกหลายอย่าง ทั้ง มาสกิ้งเทปลาย Thai Thai, บุ๊คมาร์กเทปแบบลอกออกได้ สติกเกอร์รูปกบ และสินค้าล่าสุดอย่าง กระเป๋าเก็บกุญแจรูปปลาวาฬสุดน่ารัก

เบื้องหลังการเติบโตของเจ้าสัตว์ประหลาด

    หากเปรียบเทียบแบรนด์ BeenBean เป็นบ้านสักหนึ่งหลัง บ้านของเจ้าสัตว์ประหลาดหลังนี้ คงเป็นบ้านขนาดกำลังพอดี มีชิ้นงานของหญิงสาวเป็นข้าวของเครื่องใช้ และมีการตลาดเป็นโครงสร้างใหญ่ที่ทำให้บ้านยืนอยู่ได้ แม้ในวันที่พายุพัดเข้ามา

    "ตอนแรกทำแบรนด์เพราะอยากทำของน่ารัก แต่สิ่งที่เรียนรู้จริงๆ คือ มาร์เก็ตติ้งก็สำคัญเหมือนกัน เราไม่เคยได้ลองใช้ไมโครอินฟลูเอนเซอร์เลย เราต้องขอบคุณคนๆ นั้นมากที่เอางานเราไปรีวิวในทวิตเตอร์ คนไทยเลยรู้จักมากขึ้น จากวันที่คนฟอลโลวเราแค่ 600 คน 400 คนเป็นคนต่างชาติ ก็ขยับมาเป็นหลักพันเลย ตอนนั้นก็เลยเริ่มคิดว่า มาร์เก็ตติ้งก็เป็นสิ่งที่สำคัญเหมือนกัน"

    หญิงสาวยอมรับว่า ช่วงแรกที่แบรนด์ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในหมู่คนไทย มีบางวันที่เธอรู้สึกท้อใจบ้างเหมือนกัน

    "ช่วงที่เราเริ่มทำแบรนด์นี้ เราไม่มีลูกค้าชาวไทยเลย เราเคยถามตัวเองว่า ของเราห่วยรึเปล่า ทั้งๆ ที่ของคนอื่นก็ดูคล้ายกัน แต่ทำไมของๆ เราถึงไม่มีใครรู้จักเลย แต่สุดท้ายก็ตั้งสติได้ว่า การเปรียบเทียบตัวเองมันทำได้ แต่อย่าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นเลย เพราะการทำแบรนด์ของแต่ละคน เป้าหมายก็ไม่เหมือนกันแล้ว"

    พีชค่อยๆ ปั้นแบรนด์ขึ้นมาควบคู่กับการทำงานที่บ้านไปด้วย เรานึกสงสัยว่า เธอสามารถจัดการสิ่งต่างๆ มากมายด้วยตัวคนเดียวได้อย่างไร เธอยิ้มน้อยๆ แล้วตอบกลับมาว่า เธอเองก็ยังจัดการมันได้ไม่ดีมากนัก

    "เรื่องระบบหลังบ้าน มันแปลกใหม่มากสำหรับเรา เรื่องทำบัญชี เรื่องทำ seo ก็ยังต้องเรียนรู้อีกเยอะค่ะ ด้วยความที่เราทำกิจการที่บ้านด้วย ช่วงไหนยุ่งเราจะยุ่งมาก ถ้ามีเวลาว่างเราจะเอาสมุดเล่มเล็กๆ ข้างตัวมาจดไอเดียไว้ อาจจะได้ใช้หรือไม่ได้ใช้ก็ตาม พอตอนกลางคืนหรือตอนที่เรามีสติก็ค่อยมานั่งลิสต์ว่า จะทำอะไรต่อไป เป็นแพลนระยะยาว จริงๆ มันก็ดีนะ สมมติถ้าเราไม่ได้กลับมาทำที่บ้าน เรายังเป็นดีไซน์เนอร์ต่อไป ไม่รู้เรื่องหลังบ้าน ไม่เข้าใจว่า HR เขาทำงานยังไง หรือฝ่ายขายที่ต้องคอยไปพรีเซ้นท์งาน คงคิดแต่เรื่องดีไซน์อย่างเดียว ทั้งที่จริงๆ แล้วมันมีอะไรหลังบ้านเยอะมาก"

    นอกจากผลงานของพีชอาจสร้างความสุขและคุณค่าทางใจให้กับผู้คน ขณะเดียวกัน ก็ช่วยให้เธอมองเห็นภาพกว้างของการทำงานได้มากกว่าที่เคย ในอนาคตพีชหวังว่าแบรนด์ BeenBean จะสามารถผลิตชิ้นงานด้วยตัวเอง เพื่อลดการผลิตในปริมาณสินค้าในสต็อกที่มากเกินจำเป็น

    "โรงงานส่วนใหญ่ MOQ ค่อนข้างสูง ตัวเราไม่ได้เป็นแบรนด์ใหญ่ อัตราการขายของอาจจะช้า สมมติเราต้องการผลิตแค่ 70 ชิ้น แต่โรงงานบังคับทำ 300 ชิ้น แต่เราขายได้ 100 ชิ้น เราไม่อยากเก็บ 200 ชิ้นนั้นไว้จนเก่า เราไม่อยากให้มันเป็นขยะหรือขายไม่ได้ ถ้าเรามีเครื่องพิมพ์เอง เครื่องตัดกระดาษเอง เรามีที่เย็บเล่มกระดาษเอง คอร์สอาจจะเพิ่มขึ้น แต่มันจะไม่มีขยะแล้ว"

    อีกด้านหนึ่ง หญิงสาวมองว่า เมื่อเราผลิตสินค้าในปริมาณที่พอดี นอกจากจะไม่ต้องสต็อกของเก็บไว้จนเก่าแล้ว ยังช่วยลดการเกิดขยะให้กับโลกอีกด้วย

    แม้บทสนทนาในครั้งนี้จะจบลงแล้ว แต่เจ้าสัตว์ประหลาดยังคงส่งมอบความสุขและรอยยิ้มให้กับผู้พบเห็นเช่นนี้เสมอไป

นิษณาต นิลทองคำ

กองบรรณาธิการที่กำลังใช้ชีวิตอย่างสนุกสนาน ชอบคุยกับผู้คน ท้องฟ้า และเสียงดนตรี เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการฟังเพลง ที่บางทีก็ปล่อยให้เพลงฟังเรา

วรรณวนัช บูรพาเดชะ

บรรณาธิการผู้คัดสรรชิ้นงานเข้าสู่ happening shop, เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก 'ญี่ปุ่นอุ่นอุ่น', นักเขียน ช่างภาพโฟโต้บุ๊ก 'Nagasaki Light' และไกด์บุ๊ก 'Kagawa Memories' นอกจากภาพถ่ายและงานเขียน สิ่งที่เธอสนใจเป็นพิเศษคือการนั่งสมาธิและการโปรยมุขไม่ขำ