เมื่อ นะ โพลีแคท กับ เมื่อย สครับบ์ และ Marshall รวมพลังทลายกำแพงทางดนตรี

    ในปีที่ผ่านมา วงการอุตสาหกรรมทางดนตรีมีปรากฏการณ์สนุกๆ เกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะจำนวนคอนเสิร์ตที่กางมือนับนิ้วแทบไม่ได้ เพลงใหม่ๆ จากศิลปินไทยเจ๋งๆ ที่ขยันปล่อยออกมาติดชาร์ต รวมถึงงานเทศกาลดนตรีของทั้งซีนแมสหรืออินดี้ที่ครึกครื้นจนเหล่ามิวสิกเลิฟเวอร์ตบเท้าออกจากบ้านไปร่วมงานเป็นรายเดือน 

    ในฐานะที่แบรนด์เครื่องเสียง มาร์แชล (Marshall) เป็นองค์ประกอบสำคัญในแวดวงดนตรี นอกจากคอยเป็นเครื่องมือซัพพอร์ตเรื่องเสียงในตัวกลางผ่านลำโพง แอมป์ หรือหูฟังแล้ว ปี 2018 ก็นับเป็นปีสำคัญที่มาร์แชลได้ขยับขยายทิศทางตัวเองในการร่วมเป็นส่วนช่วยจุดพลังทางดนตรีและความสร้างสรรค์มากขึ้น เห็นได้จากโปรดักต์เท่ๆ ร่วมยุคสมัยกับโปรเจกต์ทางดนตรีที่แบรนด์ขยันทำกับเทศกาลดนตรีและศิลปินจำนวนไม่น้อยนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงท้ายปี

    "สังเกตว่าเมื่อก่อนเราไม่ค่อยได้ทำมาร์เก็ตติ้ง เราก็ขายของอย่างเดียว แต่ด้วยความที่ปีนี้แบรนด์ปรับตัว ออกโปรดักต์ใหม่ ปกติที่เห็นจะมีลำโพงบลูทูธ 3 รุ่น เราก็ออกใหม่ทั้งซีรีส์ ปรับโฉมทุกอย่าง พอเราอยากจะสื่อสารกับลูกค้า เราก็มานั่งคิดว่าแบรนด์เราไม่ได้อยากพูดเรื่องขายของฮาร์ดเซลล์โต้งๆ มันต้องมันกว่านั้น ปี 2018 เป็นปีที่เราทำงานกับศิลปินเยอะมาก เพราะแรกเริ่ม มาร์แชล ก่อตั้งโดย จิม มาร์แชล (Jim Marshall) เริ่มจากแอมป์ ซึ่งคลุกคลีกับนักดนตรีตั้งแต่เริ่มต้น เป็นของที่อยู่บนเวที เราก็เลยอยากรักษาตรงนี้ไว้ อยากเล่าเรื่องเดิมว่ามาร์แชลมาจากไหนก็เป็นอย่างนั้น ปีที่ผ่านมาเราเลยเริ่มทำ MV กับ The Toys ก่อน เรามองทอยว่าเป็นศิลปินรุ่นใหม่ที่มีความสามารถด้านดนตรีมากๆ เล่นดนตรีได้หลายชนิด เป็นคนน่าสนใจและอินกับดนตรีจริงๆ พอช่วงปลายปี เราก็ทำอะไรมากขึ้น ได้ทำงานกับ นะ วงโพลีแคท และ เมื่อย วงสครับบ์"

    แพน-หทัยชนก อรรถบุรานนท์ ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์แบรนด์มาร์เเชล เริ่มต้นพูดคุยถึงภาพรวมการทำงานเมื่อปีที่แล้ว

    ด้วยความที่แพนมองว่าแบรนด์ก็คือคนคนหนึ่ง และแอตติจูดของมาร์แชลคือ การแหกกฎ หัวขบถ แต่มีความสามารถ มีแนวทางที่กล้าพูดออกมาอย่างชัดเจน ทำให้แบรนด์เริ่มตามหาคนที่มีความคิดเหมือนกันมาเป็นกระบอกเสียงให้ เริ่มจากโปรเจกต์ช่วงเดือนตุลาคมในงานดนตรี Jam Fest ที่มาร์แชลร่วมมือกับ เมื่อย วงสครับบ์ ทำงานศิลปะจากลำโพงบลูทูธที่เสียแล้ว

    "เรามองเรื่อง CSR (Corporate Social Responsibility) ค่อนข้างเยอะ เพราะลำโพงมันไม่ได้รักษ์โลกขนาดนั้น มันมีแบตเตอรี่ ชิ้นส่วนหลายอย่างที่ไม่สามารถย่อยสลายได้เอง ทีนี้เวลาที่ลูกค้าเอาลำโพงมาเคลม เราก็จะเก็บขยะพวกนั้นไว้ แยกชิ้นแล้วทำลาย เพราะฉะนั้นเราจะมีลำโพงพวกนี้เรื่อยๆ อยู่แล้ว เป็นขยะที่ไม่มีประโยชน์ เราก็นำมาทำให้มันมีประโยชน์ละกัน ลองเอามาเล่นดู ไปคุยกับพี่เมื่อย เขาก็โอเค"

    และเมื่อเราถามถึงเหตุผลที่แพนเลือกศิลปินคนนี้ เธอก็ตอบอย่างขันแข็ง

    "ทุกคนรู้จักพี่เมื่อยในบทบาทศิลปินวงสครับบ์ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่รู้ว่าพี่เมื่อยทำงานศิลปะ ทำโปรเจกต์ DOOD เราได้ไปคุยกับ What The Duck ได้รู้อินไซด์มากขึ้น เลยรู้สึกว่ามันว่ะ น่าสนใจ เพราะเรามองหานักดนตรีที่ไม่ได้ทำแค่ดนตรี พอเจอพี่เมื่อย ได้รู้จักเขา รู้จักงานที่เขาทำ รู้เบื้องหลังความคิดในการทำงานของเขา แล้วเราว่าใช่เลย"

    เมื่อยได้ถอดแยกชิ้นส่วนลำโพงออกมาแล้วเพนต์สี ประกอบรวมขึ้นใหม่ เกิดเป็นชิ้นงานศิลปะที่เล่าเรื่องสื่อสารความเป็นตัวเขาออกมา นอกจากความสวยงามที่ทำให้ผู้ร่วมงานไปถ่ายภาพเล่นได้แล้ว ยังถือเป็นการนำขยะมาแปลงร่างเป็นชิ้นงานที่มีประโยชน์ ซึ่งมาร์แชลได้นำมาจัดแสดงต่อในงานเปิดตัวลำโพงรุ่นใหม่ Marshall Home Bluetooth Speaker 2 ที่ห้างเอ็มควอเทียร์ด้วย

    ถือเป็นการส่งเสริมความสามารถด้านอื่นของศิลปินให้กล้าเป็นตัวเองมากขึ้น และตัวผู้สร้างงานอย่างเมื่อยเองก็ดีใจมากที่ได้สร้างสรรค์งานจากความคิดของตัวเองอย่างไร้กฎเกณฑ์ 

    และในช่วงเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา มาร์แชลได้ร่วมงานกับ นะ วงโพลีแคท และ Roshan Jamrock ศิลปินฮิปฮอปชั้นแนวหน้าจากมาเลเซีย ในโปรเจกต์ชื่อ Rule Breakers Collaboration Powered by Marshall ที่เป็นการทำเพลงร่วมกัน โดยจับดนตรีแนวเพลง 8 บิต, ป๊อปยุค 80 และฮิปฮอป มาผสมผสานเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ถือเป็นครั้งแรกที่มาร์แชลได้ครีเอตโปรเจกต์มันๆ ฉีกกรอบกฎเกณฑ์ทางดนตรีเดิมๆ อย่างสิ้นเชิง

    "เรามีโอกาสไปดูรอบที่เขาเล่น Sleeptwice แล้วรู้สึกสนุก แอตติจูดคือการไม่แคร์กรอบของดนตรี เพราะการที่จะทำเพลงขึ้นมา มันไม่ใช่แค่การทำเพลง ทำดนตรี เมโลดี้ เครื่องดนตรีมาตรฐาน แต่นะมีการใช้เสียงจากในเกมบอยเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง แต่งเนื้อเพลงที่ไม่เหมือนคนอื่น เราว่ามันน่าสนใจ พอแชร์แอตติจูดของแบรนด์ที่ตอนนั้นตามหาคนที่มีความเป็นตัวเองมากๆ เชื่อมั่นในสิ่งนั้น คิดว่าเป็นสิ่งที่ดี อยากนำเสนอให้คนอื่นได้สัมผัส ได้ลองฟัง มันเลยเป็นโปรเจกต์"

    แพนอธิบายถึงการเลือก นะ มาเป็นตัวแทนศิลปินฝั่งไทย ซึ่งฝั่งมาเลเซียก็ได้แร็ปเปอร์ฝีมือดี ที่เติบโตในสังคมที่มีการผสมผสานกันของหลายวัฒนธรรมมาร่วมรังสรรค์ผลงานระหว่างประเทศชิ้นนี้

    Summer on the Moon คือเพลงสนุกๆ ที่นะกับ Roshan Jamrock ตั้งใจทำออกมาให้ฟังได้ทั้งกลางวันและกลางคืน ซึ่งนอกจากบทบาทนักแต่งเพลงกับนักร้องนำวงโพลีแคท หนุ่มมากความสามารถคนนี้ยังมีมุมขี้เล่นที่เผยให้เห็นใน Sleeptwice ไซด์โปรเจกต์ทางดนตรีเชิงทดลองของเขา

    "มันมักจะมีเรื่องที่พูดเหมือนกันเวลาเกี่ยวกับเพลง ผมอยากจะเบรกมันออกไป เสียงเกมไม่ต้องเกี่ยวกับเกมก็ได้ แล้วโปรเจกต์ Sleeptwice มันทำอะไรก็ได้ มีความอยากจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับเค้ก กัญชาก็ได้ มีมุมนี้อยู่ ไม่มีใครบังคับเรา คิดว่าไม่ต้องทำเพลงไปเสิร์ฟใคร คนที่อยู่ในซีน 8 บิต ส่วนใหญ่เป็นเด็กเนิร์ด ผมอยากให้คนธรรมดาฟังเพลง 8 บิตด้วย อย่างในเทศกาลดนตรีก็จะมีคนทั่วไปที่เป็นมิวสิกเลิฟเวอร์ อยากให้เขามาฟังด้วย ผมเลยทลายกำแพงด้วยการเอาฮิปฮอปมารวม แซมเพิลจากแผ่นเสียง และเรื่องที่เขียนก็ไม่เกี่ยวกับเกมเลย" นะพูดถึงความอิสระของการทำเพลงนี้

    แม้ว่าจะมาจากคนละประเทศและต่างวัฒนธรรม พูดกันคนละภาษา แนวเพลงต่างกัน ทว่าศิลปินทั้งคู่กลับทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น อาจเพราะด้วยพื้นฐานเพลงที่นะแต่งส่วนใหญ่ก็มีกรู๊ฟชัดเจนอันเป็นอิทธิพลจากฮิปฮอป จึงทำให้ทั้งสองคนมีเคมีที่เข้ากันได้ดี

    และนี่ก็คือวิธีการสื่อสารแบรนด์ของมาร์แชล ที่ต้องการหาคนที่มีแนวคิดร่วมกันมาพูดแทน ทั้งยังเป็นการสนับสนุนอุตสาหกรรมดนตรีในไทยให้มีความหลากหลาย

    เห็นได้ชัดเจนเลยว่าปีที่ผ่านมา มาร์แชลมีบทบาทมากขึ้นในแวดวงดนตรี หรือแม้แต่ในกลุ่มมิวสิกเลิฟเวอร์ที่ฟังเพลงทุกวันอย่างพวกเรา ทางแบรนด์ก็มีลำโพงคุณภาพหน้าตาเท่ๆ ออกมาให้เราว้าวอยู่เรื่อยๆ เจ้าตัวเก่งตลอดกาลเห็นจะเป็นรุ่นไหนไปไม่ได้ นอกจากรุ่น Stanmore ลำโพง Home Series ตัวกลาง ที่ตอบโจทย์การใช้งานกับพื้นที่หลากหลายขนาดได้ลงตัวที่สุด แถมรูปร่างหน้าตาของมันก็ใช้เป็นเครื่องประดับบ้าน ถ่ายภาพลงอินสตาแกรมได้ไม่เขินใคร

    ส่วนแผนการปีนี้ มาร์แชลยังคงมุ่งมั่นตั้งใจทำงานกับศิลปินต่อไป ทำหน้าที่ซัพพอร์ตทั้งทางเครื่องมือกับโปรเจกต์ทางดนตรีต่างๆ ฝั่งตัวโปรดักต์ก็มีทั้งหูฟังกับลำโพงเจ๋งๆ รอปล่อยอีกเพียบ ใครเป็น #MarshallPeople นี่พลาดไม่ได้เลย

    'สำหรับศิลปิน มาร์แชลอยากเป็นอะไรในชีวิตพวกเขา' เราตั้งคำถามแก่ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์แบรนด์มาร์เเชล ที่คลุกคลีปลุกปั้นทำการตลาดมาตลอดปี 2018 เธอนิ่งคิดสักพัก ก่อนตอบอย่างอารมณ์ดี

    "เรามองว่า อยากเป็นหนึ่งในสมาชิกในวง อยากทำให้ศิลปินรู้สึกสบายใจ คือต่อให้ศิลปินเล่นคนเดียวก็ยังต้องใช้เครื่องดนตรีหลายชนิด ไม่ใช่หนึ่งชิ้นแล้วจบ ในการทำเพลงทำดนตรี มันมีคนเดียวไม่ได้ ต้องมีหลายคน หลายเครื่องดนตรี เวลาเราทำงาน เราก็อยากซัพพอร์ตในมุมนั้น ทุกโปรเจกต์ของเรา เราจะคิดว่าเราทำประโยชน์ให้นักดนตรีได้ยังไงบ้าง ไปอยู่ตรงไหนได้บ้าง"

    และนี่คือตัวอย่างหนึ่งของการสร้างสรรค์แบรนด์ที่ใช้การเลือกทำงานกับศิลปินจริงๆ โดยดึงจิตวิญญาณของแบรนด์กับศิลปินที่มีร่วมกันมานำเสนอได้อย่างมีชั้นเชิงน่าสนใจ

    หลังจากนี้มารอดูกันดีกว่าว่าปี 2019 มาร์แชลจะทำอะไรสนุกๆ มาให้เราตื่นเต้นอีก