คนที่ชอบเข้าพิพิธภัณฑ์เพื่อชมโบราณวัตถุหรือของสะสมล้ำค่าที่นำมาจัดแสดง หรือมักจะไปเดินชมนิทรรศการศิลปะในแกลเลอรี่อยู่บ่อยๆ คงเข้าใจมารยาทระหว่างการชมนิทรรศการอยู่แล้วว่า ไม่ควรสัมผัสชิ้นงาน (ยกเว้นบางนิทรรศการที่ต้องการให้ผู้ชมมีส่วนร่วมกับผลงาน) ไม่ควรถ่ายภาพ หรือในนิทรรศการที่อนุญาตให้ถ่ายภาพต้องงดใช้แฟลช เพื่อลดโอกาสที่ชิ้นงานจะเสื่อมสภาพหรือเสียหาย แต่ในฐานะของผู้จัดนิทรรศการและเจ้าของผลงานยังมีรายละเอียดในการดูแลรักษามากมายกว่านั้น
เมื่อนำชิ้นงานมาจัดแสดงอาจจะมีทั้งป้ายเตือน เชือกกั้น หรือมีกล่องกระจกครอบ การขนย้ายยังต้องมีความเชี่ยวชาญและระมัดระวังเรื่องการห่อเพื่อป้องกันการกระแทกระหว่างขนส่งอีก แล้วเคยสงสัยไหมว่าโบราณวัตถุและศิลปะวัตถุเหล่านั้น เมื่อนำมาจัดแสดงแล้วถูกไปจัดเก็บที่ไหน มีการดูแลรักษาอย่างไร ถ้าเกิดความเสียหายจะสามารถซ่อมแซมได้หรือไม่
happening เดินทางมาหาคำตอบจาก ฝ้าย-พัชรพร เนียมสร้อย นักอนุรักษ์ ผู้ทำงานด้านการอนุรักษ์และซ่อมแซมศิลปะวัตถุอยู่ที่ SAC Conservation Lab โดย SAC Gallery ถึงเบื้องหลังการดูแลรักษาและซ่อมแซมศิลปะวัตถุต่างๆ ซึ่งการพูดคุยกับเธอครั้งนี้ยังทำให้เรารู้อีกด้วยว่า นอกจากผลงานศิลปะราคาแพงหรือของสำคัญทางประวัติศาสตร์ แท้จริงแล้วเราทุกคนต่างเป็นนักสะสมที่มีสิ่งของหรือสิ่งที่มีคุณค่าทางใจ ซึ่งต้องการการดูแลรักษาอย่างเหมาะสมด้วยเช่นกัน

เรียนอะไรเพื่อเป็นนักอนุรักษ์
เมื่อถามถึงเส้นทางการเป็นนักอนุรักษ์ของเธอ พัชรพรพาย้อนไปถึงความสนใจเรื่องประวัติศาสตร์ศิลปะซึ่งเป็นสาเหตุที่เธอเลือกเรียนปริญญาตรีสาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร หลังจบการศึกษาจึงเข้าไปทำงานตำแหน่งผู้ประสานงานและผู้จัดการโครงการนิทรรศการ ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (bacc) จึงมีประสบการณ์เรื่องการจัดการคอลเลกชัน การยืมผลงาน และการดูแลงานนิทรรศการ แต่เมื่อเกิดปัญหางานเสียหายหรือเสื่อมสภาพระหว่างการจัดแสดง เธอต้องค้นหาว่าใครมีบทบาทในการดูแลชิ้นงานศิลปะเหล่านั้น ทำให้รู้จักนักอนุรักษ์ศิลป์ซึ่งถือว่าเป็นคนสำคัญในวงการศิลปะมากแต่ในไทยยังมีจำนวนน้อยและขาดแคลนอยู่ เธอจึงตัดสินใจเรียนต่อสาขาวิชาอนุรักษ์ศิลปกรรมและเข้าใจบทบาทการเป็นนักอนุรักษ์มากขึ้น
"คนอาจจะคิดว่าหน้าที่ของนักอนุรักษ์คือการซ่อมวัตถุโบราณหรือเปล่า จริงๆ พอได้เรียนและลงลึกแล้วจะรู้ว่าเนื้องานกว้างมากค่ะ เป็นเรื่องการดูแลซึ่งต้องดูแลแทบทุกอย่างที่เป็นวัตถุ ทั้งของมีมูลค่าและมีคุณค่า ซึ่งรวมไปถึงสิ่งของต่างๆ ที่คนนิยมสะสม หรือสิ่งของในบ้านที่มีคุณค่าต่อคนในบ้านด้วย"
หลังจากเรียนจบเธอมีโอกาสทำงานกับอาจารย์จิราภรณ์ อรัณยะนาค ผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์ที่มีประสบการณ์การทำงานมากว่า 50 ปี เมื่ออาจารย์สอบถามว่าสนใจทำงานด้านการอนุรักษ์จริงจังไหม เธอจึงได้เข้ามาทำงานที่ SAC Conservation Lab จนถึงปัจจุบัน

ฝ้ายบอกกับเราว่าการศึกษาต่อด้านการอนุรักษ์ศิลปะและวัฒนธรรม ซึ่งถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมนั้น ปัจจุบันประเทศไทยมีเปิดสอนเพียงแห่งเดียวคือ สาขาวิชาอนุรักษ์ศิลปกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นหลักสูตรศิลปศาสตมหาบัณฑิตที่ใช้ระยะเวลาเรียนตามหลักสูตร 2 ปี
ส่วนผู้ที่ไม่ได้คิดจะทำอาชีพด้านนี้จริงจังแต่สนใจเรียนรู้ด้วยตัวเอง ปัจจุบันสามารถศึกษาหาข้อมูลความรู้ในเรื่องการดูแลรักษาขั้นพื้นฐานจากอินเทอร์เนตได้ง่าย เพราะมีทั้งบทความภาษาอังกฤษหรือคลิปยูทูบให้ศึกษาทำตาม ดังนั้นหากมีสิ่งของที่ต้องการดูแลรักษาอยู่ก็มีขั้นตอนพื้นฐานที่ทุกคนสามารถเริ่มต้นทำด้วยตัวเองได้ รวมถึงทาง SAC Conservation Lab จะมีการจัดกิจกรรมบรรยายและอบรมเชิงปฏิบัติการให้คนทั่วไปสามารถเข้ามาเรียนรู้ในหัวข้องานอนุรักษ์ที่สนใจได้เช่นกัน
ขั้นตอนของการอนุรักษ์ซ่อมแซม
ภายใน SAC Conservation Lab เป็นห้องสี่เหลี่ยมมีหน้าต่างรับแสงธรรมชาติอยู่ด้านหนึ่ง บนโต๊ะกลางห้องและโต๊ะริมหน้าต่างมีศิลปะวัตถุหลากหลายประเภท ทั้งภาพวาดสีน้ำมันบนผ้าใบ ภาพสีอะคริลิคบนผ้าใบ ภาพสีฝุ่นบนกระดาษ และพื้นที่โดยรอบยังมีตู้ไม้ ประติมากรรม และชิ้นงานที่ยังไม่นำออกมาจากกรอบวางอยู่ เมื่อฝ้ายนั่งประจำที่แล้วเราจึงเริ่มจากการสอบถามขั้นตอนการทำงานของเธอ
ฝ้ายมองชิ้นงานเหล่านั้นแล้วค่อยๆ เรียบเรียงขั้นตอนการทำงานให้ฟังว่า "เวลาเราได้รับของในการอนุรักษ์มาแล้ว อย่างแรกที่ต้องทำคือเราต้องตรวจสอบสภาพของว่าเป็นวัสดุอะไร ประเภทไหน แล้วตรวจสอบอาการความเสียหายว่าเขามีความเสียหายอะไรเกิดขึ้นบ้าง พูดง่ายๆ คือเราทำหน้าที่เหมือนคุณหมอเลยค่ะ ดูว่าคนไข้มีอาการอย่างไร มีความเสียหายอะไรบ้าง จากนั้นพยายามจำแนกรายละเอียดต่างๆ ออกมาเพื่อทำรีพอร์ตว่าของชิ้นนี้มาถึงในสภาพแบบนี้ แตกหักเสียหายแบบนี้ จดทุกอาการไม่ว่าจะเป็นความเสียหายดั้งเดิมที่มีอยู่แล้วหรือความเสียหายระหว่างทาง เพื่อที่จะสามารถทราบที่มาที่ไปของตัววัสดุและอาการที่เกิดขึ้นได้ หลังจากนั้นเราจึงประเมินจากข้อมูลทั้งหมดเพื่อวางแผนว่าจะทำงานอย่างไร อนุรักษ์ตรงไหน แค่ไหน ส่วนไหนที่ไม่มีความจำเป็นต้องไปรบกวนก็คืออาจจะแค่ทำความสะอาดก็เพียงพอแล้ว"

ขั้นตอนแรกนี้คือการประเมินสภาพ (Examination) ที่จะตรวจสอบผลงานศิลปะหรือวัตถุอย่างละเอียด ตั้งแต่ประเภทของวัสดุ ซึ่งอาจจะประกอบไปด้วยโครงสร้าง พื้นผิว ความแข็งแรง แล้วจึงตรวจสอบความเสียหายต่างๆ จดบันทึกไว้ หลังจากนั้นเธอจึงจะนำข้อมูลในรีพอร์ตนี้มาวางแผนการทำงานต่อไป
สำหรับฝ้ายจะมีการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติมเพื่อความแน่ใจและความปลอดภัยในการดำเนินงานขั้นต่อไป เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญมีประสบการณ์มากกว่าอาจจะสามารถระบุประเภทของวัสดุได้แม่นยำกว่านั่นเอง
"บางครั้งเราต้องให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจสอบจากการทำงานขั้นแรกของเราอีกครั้งเพื่อความปลอดภัยค่ะ เพราะต้องยอมรับว่าอาจจะมีวัสดุที่เราไม่รู้จัก ต่อให้เราหาข้อมูลของวัสดุแล้ว แต่ถ้าจุดไหนที่เกิดความลังเลต้องปรึกษาและเช็คทุกอย่างจนแน่ใจ ซึ่งพื้นฐานของการอนุรักษ์ซ่อมแซมคือ การดูแลป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหาย ถ้าอาการไหนที่ไม่มีความจำเป็นจะต้องไปรบกวนเราต้องปล่อยให้เขาอยู่สภาพนั้นจะเป็นการปลอดภัยที่สุด"
ต่อไปคือขั้นตอนการทำความสะอาด (Cleaning) การทำความสะอาดผลงานศิลปะหรือวัตถุต่างๆ นั้นจะมีทั้งการทำความสะอาดในขั้นต้น เช่น ทำความสะอาดฝุ่นละออง กำจัดแมลง หรือนำสิ่งแปลกปลอมบางอย่างออกเพื่อไม่ให้ชิ้นงานเป็นอันตรายในอนาคต ซึ่งเธอมีคำแนะนำในการทำความสะอาดง่ายๆ สำหรับคนที่สะสมของทั่วไปในบ้านด้วย
"อุปกรณ์พื้นฐานในการทำงานอาจจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับอาการและวัสดุแต่ละประเภทนะคะ แต่ฝ้ายแนะนำว่าสำหรับบุคคลทั่วไป การทำความสะอาดเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ แต่ต้องทำอย่างปลอดภัย คนที่อยากเริ่มต้นดูแลของสะสมสิ่งที่ง่ายคือการปัดฝุ่นค่ะ สมัยก่อนเราอาจจะคุ้นเคยกับการใช้ไม้ขนไก่ใช่ไหมคะ แต่การปัดฝุ่นสิ่งของที่เป็นชิ้นอย่างฟิกเกอร์ เราอาจจะต้องเปลี่ยนเป็นแปรงขนอ่อน คือเพิ่มความใส่ใจอีกนิดหนึ่ง เพราะไม้ขนไก่อาจจะใหญ่กว่าวัตถุที่เราต้องการดูแลทำความสะอาด การใช้แปรงขนาดเล็กหรือพู่กันขนอ่อนจะทำให้สิ่งของปลอดภัย แต่ถ้าหากเป็นชิ้นที่ต้องการการดูแลมากกว่านั้น เช่น มีคราบสกปรกฝังแน่น อาจจะต้องใช้วิธีการทำความสะอาดในขั้นสูง แนะนำให้ปรึกษานักอนุรักษ์หรือผู้เชี่ยวชาญ เพราะถ้าทำความสะอาดผิดวิธีจริงๆ จะยิ่งทำให้อาการความเสียหายหนักกว่าเดิม"

กระบวนการต่อไปคือ การอนุรักษ์เชิงป้องกัน (Preventive) ขั้นตอนนี้นับว่าเป็นหัวใจสำคัญของการอนุรักษ์ เพื่อช่วยป้องกันการเสื่อมสภาพและยืดอายุของวัตถุต่างๆ ให้คงสภาพไว้ได้ยาวนานที่สุด
เธอยกตัวอย่างให้ฟังว่าบางกรณี การนำผลงานไปเข้ากรอบเพื่อแขวนจัดแสดงก็มีส่วนทำให้ผลงานเสื่อมสภาพได้เหมือนกัน เพราะวิธีการและวัสดุในการเข้ากรอบที่ไม่เหมาะสมกับประเภทของผลงาน "ถ้าชิ้นไหนมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนกรอบจริงๆ เราจะต้องเลือกเอาวัสดุใหม่ที่ไม่เป็นอันตรายกับผลงาน และต้องไม่ส่งผลให้เกิดอันตนายในอนาคตด้วย นอกจากเปลี่ยนกรอบใหม่ เราอาจจะปรับปรุงการเข้ากรอบเดิม ตรวจเช็คความสมบูรณ์เรียบร้อยให้ปลอดภัยมากกว่าเดิมค่ะ"
พร้อมเสริมด้วยว่าการซ่อมหรือการเตรียมความพร้อมเพื่อจัดเก็บกับเพื่อดูแลรักษาก็มีรายละเอียดที่ต่างกัน "บางครั้งเราต้องเตรียมความพร้อมเพื่อให้เขามีสภาพแวดล้อมที่ดีค่ะ สมมติว่าจะเตรียมทำความสะอาดซ่อมแซมเพื่อจัดแสดง แล้วชิ้นงานเป็นภาพสีน้ำ เราต้องแนะนำให้เจ้าของคอลเลกชันหรือเจ้าของผลงานให้ใส่กระจกกรองแสง และให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่าการจัดแสดงต้องใช้แสงสว่างเท่าไรถึงจะปลอดภัย แต่ถ้าเป็นการซ่อมแซมเพื่อจัดเก็บ เราต้องคิดเรื่องบรรจุภัณฑ์ ก่อนที่จะจัดเก็บต้องมีการขนส่ง ซึ่งต้องมีการกันกระแทก แต่ถ้าเก็บไว้ในคลังเป็นปีๆ จะต้องเลือกวัสดุบรรจุภัณฑ์ที่ไม่เป็นอันตรายซึ่งจะก่อให้เกิดความเสียหายกับชิ้นงานในอนาคต รวมถึงอาจจะต้องนัดให้มีการตรวจเช็คสภาพอีกครั้งเป็นรายเดือนหรือรายปีด้วยค่ะ"
การทำงานที่คำนึงถึงคุณค่าที่แท้จริงของชิ้นงาน
ผลงานศิลปะหรือโบราณวัตถุที่ดำรงอยู่ผ่านกาลเวลาย่อมมีเรื่องราวและคุณค่าทางประวัติศาสตร์เฉพาะของตัวเอง ดังนั้นในฐานะนักอนุรักษ์เธอจึงให้ความสำคัญกับที่มาและเรื่องราวของวัตถุแต่ละชิ้น ซึ่งมีส่วนต่อการวางแผนการทำงานเพื่อไม่ให้การดูแลรักษาหรือการซ่อมแซมไปลดทอนคุณค่าของวัตถุนั้นๆ ลงไปด้วย
ฝ้ายเล่าย้อนไปถึงสมัยเรียนให้ฟังว่า "มีวิชาหนึ่งเรียนเรื่องจรรยาบรรณของนักอนุรักษ์ที่อาจารย์จะยกตัวอย่างต่างๆ สมมติมีเก้าอี้อยู่ตัวหนึ่งที่ตั้งอยู่แล้วเกิดเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ทำให้เก้าอี้นั้นมีรอยหัก รอยแตก รอยบาก เราจะอนุรักษ์ซ่อมแซมเขามากแค่ไหน ซ่อมให้รอยหายไปไหม สมานรอยแตกหักไหม หรือว่าจะทำอย่างไรถึงจะพอดี เพราะถ้าเราซ่อมจนเหมือนใหม่เลย ประวัติศาสตร์ของมันอาจจะหายไป หรือเราควรซ่อมแต่ทิ้งรอยไว้เพื่อให้คนอื่นมาเจอแล้วรู้สึกสงสัยว่าทำไมมันถึงมีรอย แล้วเมื่อเกิดคำถามขึ้นเรื่องราวก็จะตามมาทีหลัง หรือแม้กระทั่งการซ่อมวัตถุในพิพิธภัณฑ์ ถ้าเราซ่อมจนใหม่มากเกินไป ความเป็นมาของเขาก็อาจจะหายไปด้วย เพราะฉะนั้นในกระบวนการทำงานจะต้องอ้างอิงถึงจุดตั้งต้น เราอาจจะต้องทำการบ้านหนักเพื่อไม่ให้วัตถุนั้นเสียคุณค่าดั้งเดิมไป"
นักอนุรักษ์จึงต้องศึกษาถึงประวัติศาสตร์ของศิลปะวัตถุหรือโบราณวัตถุนั้นว่าเกิดขึ้นในสมัยไหน ยุคนั้นงานช่างใช้ลวดลายอะไร ยุคนั้นมีสมัยนิยมอย่างไร ต้องพิจารณากระทั่งว่าหากมีรอยที่ขาดหายไป จะต่อเติมหรือไม่ เมื่อต่อเติมแล้วจะทับลายเส้นดั้งเดิมของศิลปินเดิมไหม ไม่เช่นนั้นชิ้นงานอาจจะกลายเป็นลายมือหรือลายเส้นของนักอนุรักษ์ไป สิ่งนี้เป็นพื้นฐานที่นักอนุรักษ์ต้องคำนึงถึงอยู่เสมอ
เมื่อฟังรายละเอียดของการซ่อมแซมที่ต้องพิจารณาและวางแผนอย่างหนักแล้ว เราจึงสงสัยว่าหลังจากผลงานศิลปะวัตถุหรือโบราณวัตถุถูกซ่อมแซมแล้วจะส่งผลต่อมูลค่าของวัตถุนั้นหรือไม่
เธอตอบทันทีว่า "ถ้าพูดตรงๆ เลย คิดว่ามีผลต่อราคาค่ะ แต่ในทางกลับกัน ถ้าไม่ซ่อมก็มีผลกระทบเหมือนกัน ปัจจัยต่างๆ ขึ้นอยู่กับลักษณะอาการของความเสียหายด้วยนะคะ สำหรับชิ้นงานที่เคยผ่านการซ่อมแซมเราจะระบุไว้ว่าซ่อมอะไรบ้าง มากน้อยแค่ไหน ซึ่งถ้าซ่อมน้อยหน่อยอาจจะไม่มีผลกระทบต่อมูลค่ามาก แต่ถ้าเกิดว่าต้องทับลายเส้นของศิลปินอันนี้มีผล เคยมีกรณีที่ภาพเขียนบนแคนวาสผ้าใบเป็นรอยกรีดขาด ถ้าซ่อมแน่นอนว่าจะต้องมีการเย็บประสานผ้าใบจึงต้องมีการรีทัชทับลายเส้นนิดหน่อย อันนี้มีผล แต่ถ้าไม่ซ่อมรอยขาดก็จะอาการหนักขึ้นเพราะจะหย่อนขาดเพิ่มขึ้นและเสื่อมสภาพไปเรื่อยๆ ค่ะ"

การอนุรักษ์ที่ดีที่สุดเริ่มต้นจากการป้องกัน
"การป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายเป็นหัวใจสำคัญมากกว่าการซ่อมแซมอีกค่ะ" ฝ้ายตอกย้ำหัวใจของการอนุรักษ์ให้เราฟังอีกครั้ง "ถ้าเราพูดคำว่าอนุรักษ์ บางครั้งมันอาจจะฟังดูยิ่งใหญ่ ต้องเป็นผู้มีความรู้เท่านั้นถึงจะทำได้ แต่จริงๆ แล้วใจความของการอนุรักษ์คือความเอาใจใส่ว่าศิลปะวัตถุชิ้นนั้นเป็นมาอย่างไรและจะทำอย่างไรให้เขาปลอดภัย ซึ่งทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ ที่สำคัญในการป้องกันทุกคนทำได้"
ศิลปะวัตถุมีหลายประเภท เช่น จิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ ถึงกระนั้นวัสดุและสีที่นำมาใช้สร้างสรรค์ผลงานแต่ละชิ้นก็มีความแตกต่างกัน ดังนั้นการป้องกันเบื้องต้นคือการศึกษาวิธีการเก็บรักษาและเลือกวิธีรักษาสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับวัสดุนั้นๆ
"เราอาจจะเริ่มจากการแบ่งประเภทวัสดุของเขาค่ะ" ฝ้ายค่อยๆ อธิบายถึงความแตกต่างของศิลปะวัตถุให้ฟัง "ยกตัวอย่างเช่นการแบ่งเป็นวัสดุธรรมชาติกับวัสดุสังเคราะห์ หรือตอนเรียนอาจารย์จะสอนให้จำแนกระหว่าง อินทรียวัตถุ กับ อนินทรียวัตถุ หรือ ออร์แกนิก (Organic) กับ อินออร์แกนิก (Inorganic) ของที่เป็นอินทรียวัตถุจะเสื่อมเร็วกว่า เพราะเป็นของธรรมชาติที่เกิดมามีอายุของเขา เมื่อเข้าใจในข้อจำกัดพื้นฐานของวัสดุแล้ว ฉะนั้นเป็นหน้าที่ของเราที่จะเลือกวิธีการเก็บรักษาทำให้เขามีอายุยืนยาวมากที่สุด"
เธอยกตัวอย่างพร้อมเปรียบเทียบประเภทงานศิลปะบนกระดาษกับผ้าใบให้ฟัง "งานศิลปะบนกระดาษเราจะมีวิธีการดูแลที่ใส่ใจกับการควบคุมอุณหภูมิและความชื้น ความชื้นเท่าไรจึงจะสามารถเก็บกระดาษได้อย่างปลอดภัย หากเป็นงานจิตรกรรมที่เป็นสีน้ำจะต้องใส่ใจเรื่องแสงด้วย เพราะถ้าโดนแสงมากจะทำให้สีจางลง ขณะที่งานศิลปะบนผ้าใบจะมีความทนทานกว่า แต่มีรายละเอียดเรื่องประเภทของสี เช่น งานสีน้ำมันพอเก็บไปนานๆ จะมีเรื่องชั้นสีแตก ดังนั้นจึงต้องดูรายละเอียดชนิดของวัตถุและชนิดของผลงานด้วย"

การดูแลรักษาของรักของสะสมทุกคนทำเองได้
ปัจจุบันไม่ได้มีเฉพาะนักสะสมผลงานศิลปะเท่านั้นที่มีคำถามถึงวิธีดูแลศิลปะวัตถุ แต่เหล่านักอ่านที่สะสมหนังสือ นักฟังเพลงที่ครอบครองเทปคาสเส็ตต์ ซีดี แผ่นเสียง กลุ่มแฟนคลับที่มีคอลเลกชันของสะสมทั้งอัลบั้มและโปสเตอร์ต่างๆ ของศิลปินไอดอล ผู้ที่ชื่นชอบการต่อกันพลา นักสะสมฟิกเกอร์โมเดล ฯลฯ ซึ่งล้วนมีมูลค่าและคุณค่าทางจิตใจก็อยากรู้วิธีเก็บรักษาของสะสมของพวกเขาเหมือนกัน
"ตอนนี้มีกลุ่มนักสะสมเริ่มมาขอคำปรึกษาว่าต้องจัดเก็บอย่างไรให้ปลอดภัยค่ะ หรือแม้กระทั่งโปสเตอร์ของศิลปินที่เรารักยับทำอย่างไรได้บ้าง ซึ่งจริงๆ เราให้บริการได้หมดเลยนะคะ ถึงบอกว่าเราทำงานกับนักสะสมทุกคนจริงๆ"
เธอยกตัวอย่างการดูแลโปสเตอร์ที่มีรอยยับว่า "วิธีการเบื้องต้นลองใช้น้ำหนักทับก่อนค่ะ ถ้าหากใช้ของที่มีน้ำหนักทับแล้วไม่หายไม่ควรใช้เตารีดนะคะ เตารีดสำหรับรีดเสื้อผ้าที่บ้านจะร้อนเกินไป บางอาการที่ต้องใช้ความร้อนเข้าช่วยจะมีอุปกรณ์ที่มีหัวร้อนเล็กๆ สำหรับงานอนุรักษ์โดยเฉพาะที่ใช้ให้ความร้อนได้ อีกปัญหาหนึ่งที่เจอบ่อยๆ คือ สก็อตเทป หรือ เทปใส ต้องไม่ใช้เลยค่ะ เพราะสก็อตเทปคือตัวที่ทำให้โปสเตอร์พังในอนาคต เพราะปัญหาจากกาวของสก็อตเทปที่เสื่อมสภาพ"
ดังนั้นคนรักหนังสือที่ซื้อหนังสือแล้วมีการห่อปกที่ใช้เทปใสด้วยจึงต้องระวังเช่นเดียวกัน เพราะตัวสารจะแยกตัวจนเกิดเป็นกาวเยิ้มมาติดกระดาษทั้งเนื้อในและหน้าปกหนังสือ เมื่อเวลาผ่านไปแม้จะหายเหนียวแล้ว แต่ยังทิ้งรอยด่างไว้บนกระดาษอยู่
วิธีการดูแลหนังสือของคนรักการอ่านคือ การจัดเก็บหนังสือในสถานที่เหมาะสม หลีกเลี่ยงการจัดเก็บในที่ที่อุณหภูมิและความชื้นสูงจนเกินไป อากาศถ่ายเทได้สะดวก เพื่อสามารถระบายความชื้นได้ ที่สำคัญคือป้องกันแมลง "ของบางอย่างมีอายุไขของเขาชัดเจนนะคะ ยกตัวอย่าง งานกระดาษบางชนิดที่เนื้อกระดาษมีความเป็นกรดอยู่แล้ว ตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต เช่น กระดาษหนังสือพิมพ์ สำหรับคนที่ตัดข่าวมาเก็บ ต้องยอมรับว่าสภาพกระดาษจะเสื่อมไปเรื่อยๆ จากความเป็นกรดในเนื้อกระดาษ วันหนึ่งเขาจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอยู่แล้ว ไม่แนะนำให้เคลือบพลาสติกจะทำให้เสียหายมากกว่าเดิมและแก้ไขไม่ได้ แรกสุดคือไม่ต้องพยายามเปลี่ยนแปลง เพราะเป็นปัญหาที่มาจากตัววัสดุตั้งต้นแต่แรก ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็หยุดไม่ได้ แต่ทำได้เพียงทำให้เขาเสื่อมช้าที่สุด โดยการเลือกจัดเก็บในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม"

อากาศบ้านเราที่มีลักษณะร้อนชื้นย่อมส่งผลต่องานศิลปะและของสะสมอยู่แล้ว เธอย้ำว่าสำหรับศิลปะวัตถุประเภทต่างๆ กระดาษ ภาพถ่าย และหนังสือ อุณหภูมิสูงไม่ใช่สาเหตุหลักเพียงอย่างเดียว แต่ความชื้นจะทำให้เกิดอาการเสื่อมได้เช่นกัน
เมื่อพูดถึงความชื้นแล้ว ของสะสมที่มีคุณค่าสำหรับทุกคนอีกอย่างน่าจะเป็นภาพถ่าย ซึ่งหลายบ้านน่าจะเป็นเหมือนกันคือ จัดเก็บใส่กล่องหรืออัลบั้ม แล้วใส่ตู้ไว้อย่างแน่นหนาจนลืมนำออกมาเปิดดูให้อากาศถ่ายเทบ้าง ฝ้ายบอกว่าภาพถ่ายซ่อมยากเพราะเป็นเรื่องของเคมีและเนื้อกระดาษของภาพถ่าย รวมถึงเทคนิคในการล้างอัดภาพ วัสดุที่เลือใช้ของแต่ละยุคสมัย ดังนั้นหากเสียแล้วจะคืนสภาพให้กลับมาดังเดิมยากมาก
"คนมักจะกลัวความชื้นเข้ามา แต่ไม่ได้คิดถึงว่าความชื้นจะถ่ายเทออกไปอย่างไรค่ะ ดังนั้นจึงเกิดเชื้อราข้างในบรรจุภัณฑ์ได้ สำหรับภาพถ่ายสิ่งที่ต้องระวังคือการจัดเก็บในอัลบั้ม พลาสติกที่ใช้มีอายุการใช้งานของมัน รวมถึงอัลบั้มกาวด้วย เพราะกาวสามารถทำให้ภาพเสียหายได้เหมือนกัน มีวัสดุหนึ่งที่แนะนำเรียกว่า ไมล่าร์ (Mylar Film) เป็นแผ่นพลาสติกใส วิธีการง่ายมากคือ ตัดขนาดแบบเผื่อให้ขนาดใหญ่กว่าภาพที่ต้องการออกมา 2 แผ่น แล้วนำมาประกบหน้า-หลัง พอแปะแล้วตัวฟิล์มจะดูดประกบกันอยู่แล้วในระดับหนึ่ง ถ้ากลัวว่าจะหลุด ใช้เทปสองหน้าช่วยยึดตรึงตรงขอบได้ค่ะ แต่รูปที่เราใส่ลงไปต้องไม่สัมผัสกับตัวเทปสองหน้า อันนี้ปลอดภัย เก็บได้ แต่จะมีงานบางประเภทที่ใช้ไมล่าร์ไม่ได้ เช่น งานที่ใช้สีฝุ่น เพราะว่าเขามีแรงดึงระหว่างแผ่นฟิล์มพลาสติกใช่ไหมคะ พอเราดึงแผ่นฟิล์มออกจากกันปุ๊บ สีโรยลงมาเลย"
สิ่งที่เธอย้ำนักย้ำหนาตั้งแต่ต้นจึงเป็นเรื่องการดูแลสภาพแวดล้อม การรักษาความสะอาดของสิ่งที่เก็บสะสม "อาจจะต้องใส่ใจการเลือกวิธีเก็บค่ะ เช่น เก็บในแฟ้ม ในกล่อง ในตู้ แล้วลองคิดต่อไปอีกนิดว่า ตู้นี้ปลอดภัยไหม แมลงเข้าไปได้ไหม ในระยะยาวมีอะไรที่เป็นอันตรายบ้าง ข้อมูลเบื้องต้นพวกนี้สามารถหาได้เพราะอยู่รอบตัวเราค่ะ เป็นการอนุรักษ์ขั้นต้นที่ต้องใช้คำว่า สำคัญที่สุด ก่อนที่ความเสียหายจะเกิดขึ้น สภาพแวดล้อมจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก ต้องทำให้ปลอดภัยที่สุด"

ฝ้าย พัชรพร ตอกย้ำถึงหัวใจของการอนุรักษ์ให้เราฟังอีกครั้งว่า "จุดประสงค์ของการอนุรักษ์จริงๆ คือ เราต้องการให้ของสิ่งนั้นมีสุขภาพที่แข็งแรง และต่ออายุเขาได้อีก แต่บางทีการที่ไปรบกวนเขาจนเกินไป ทำจนดูใหม่เอี่ยม บางทีอาจทำให้คุณค่าหรือเรื่องราวบางอย่างของเขาหายหรือเปลี่ยนแปลงไปเลยก็ได้ หรือแม้กระทั่งการที่ทำให้ดูใหม่จนเป็นการรบกวนชิ้นงานมากเกินไป อาจเกิดผลเสียต่อศิลปะวัตถุนั้นๆ ในอนาคตก็ได้"
ดังนั้นหน้าที่ของนักอนุรักษ์และนักสะสมจึงไม่เพียงดูแลรักษาวัตถุที่มีคุณค่า ทั้งการเป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรมหรือต่อความรู้สึกของตัวเอง แต่ยังต้องรักษาเรื่องราวที่ของสิ่งนั้นบอกเล่าไว้อีกด้วย