ชายผู้อยู่ข้างหลังภาพของ ทวีพงษ์ ประทุมวงษ์

    หากคุณยังไม่รู้จัก ทวีพงษ์ ประทุมวงษ์

    แนะนำโดยย่อ ทวีพงษ์ คือช่างภาพสายสตรีท (Street Photography) ที่มีสายตาเฉียบคมอันดับต้นของประเทศ ภาพถ่ายของเขามักชวนให้คนดูแล้วรู้สึกฉงนปนอารมณ์ขัน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเขา ทำให้ทวีพงษ์ได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดภาพถ่ายแนวสตรีทระดับโลกต่างๆ และยังเคยถูกยกย่องจาก  Streethunters.net ในปี 2015 ให้เป็น 1 ใน 10 ช่างภาพสายสตรีทที่มีผลงานน่าจับตาที่สุดของโลก

    ที่สำคัญเขาคือช่างภาพสายสตรีทเอเชียคนแรกที่ได้ถูกคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในสมาชิกของ iN-PUBLiC กลุ่มช่างภาพสายสตรีทที่ได้รับการยอมรับระดับโลก!

    เรื่องราวภาพถ่ายและการได้รับรางวัลต่างๆ ของทวีพงษ์ ปัจจุบันแค่เพียงนำชื่อเขาไปเสิร์ชกูเกิลก็มีให้อ่านได้อย่างมากมาย ทว่าเรื่องที่เราจะนำเสนอต่อไปนี้ คืออีกมุมมองหนึ่งที่ยังไม่เคยถูกเผยแพร่ที่ไหน และมีแต่คนใกล้ชิดทวีพงษ์เท่านั้นที่จะทราบว่า ข้างหลังภาพของเขา... มีชายผู้หนึ่ง

    แน่นอน นี่ไม่ใช่เรื่องราว 'ข้างหลังภาพ' นวนิยายอมตะสุดแสนโรมานซ์ (Romance) ระหว่างนพพร กับหม่อมราชวงศ์หญิงกีรติแต่อย่างใด แต่ข้างหลังภาพของทวีพงษ์ คือเรื่องราวโบรมานซ์ (Bromance) ระหว่างเขากับเพื่อนสนิทคนหนึ่ง

    พลิกด้านหลังภาพถ่ายของพงษ์ขึ้นมา เพื่อนของเขาคนนี้คือสายตาอีกคู่ที่คอยให้คำปรึกษา คอยเตือน และคอยช่วยคัดภาพที่ทวีพงษ์ถ่ายมาจำนวนมากในแต่ละวัน หลายภาพที่ทวีพงษ์ได้รับรางวัล ส่วนหนึ่งเพราะผ่านเกณฑ์ของเจ้าของสายตาคู่นี้

    ในด้านคนทำงานศิลปะ การมีผู้ช่วยคอยวิจารณ์งานให้นับว่าไม่ใช่เรื่องแปลกเสียทีเดียว และถือว่าเป็นประโยชน์ยิ่งต่อการพัฒนางานสร้างสรรค์ด้วยซ้ำ

    เพื่อที่จะทำความเข้าใจกระบวนการสร้างสรรค์ภาพถ่ายระดับโลกของทวีพงษ์ การทำความรู้จักกับความสัมพันธ์และวิธีการทำงานร่วมกันระหว่างเขากับเพื่อนคนนี้จึงน่าสนใจไม่น้อย
    และชายผู้อยู่ข้างหลังภาพที่เราพูดถึงอยู่นี้ก็คือ...

    "มึงช่วยแนะนำตัวกูหน่อยสิ..."
    "เอ้า!?" ทวีพงษ์ถึงกับอุทาน หลังเพื่อนขอโยนให้เขาช่วยแนะนำ ด้วยความเป็นคนไม่ค่อยมีประสบการณ์ถูกสัมภาษณ์
    เพื่อนของทวีพงษ์คนนี้มีชื่อว่า อาจศึก จันทมาศ
    ทั้งสองพบกันครั้งแรกสมัยมัธยมต้นที่โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา
    "ผมย้ายเข้าไปเป็นนักเรียนประจำที่นั่นกลางคันตอน ม.2 ผมเป็นคนที่ชอบวาดรูปมาก และด้วยความที่มีจิตวิญญาณนักแข่ง ตอนนั้นเลยมีความคิดว่า เฮ้ย! ที่นี่มีใครวาดรูปเก่งที่สุดวะ ก็เลยได้รู้ว่าที่นี่เขามีเจ้าถิ่น อยู่ที่หอพักชายตึกนฤมล เราก็เดินไปดูเลยว่าเจ้าถิ่นคนนี้มันจะแน่แค่ไหน ก็เลยได้เจอกับมันครั้งแรกนี่แหละ แล้วแม่งวาดเก่งกว่ากูอีกว่ะ ไม่สามารถสู้ได้" ทวีพงษ์หัวเราะสนุก หลังได้ย้อนความหลัง
    "อาจศึก เขาเป็นคนที่เก่งโคตรๆ คนหนึ่งสำหรับผม เท่าที่โตมาจะมีคนที่ผมรู้จักอยู่ไม่กี่คน ที่รู้เลยว่าเขาเก่งมาก เก่งในทุกๆ ด้าน วาดรูปก็เก่ง ทำอะไรก็เก่งไปหมด"
    "เขินเลย" อาจศึกแทรกขึ้นมาเรียกเสียงหัวเราะ

    เมื่อเข้าสู่ช่วงมหา'ลัย ทวีพงษ์เลือกที่จะเข้าไปเรียนสายนิเทศฯ ขณะที่อาจศึกเรียนสายสถาปัตย์ ทั้งคู่เรียนกันคนละสถาบัน ถึงอย่างนั้นทวีพงษ์ก็ยังคงติดต่อไปหาเพื่อนอยู่เป็นประจำ เพื่อขอคำปรึกษาจากเพื่อนคนนี้ และก็ให้อาจศึกช่วยเขียนสตอรี่บอร์ดให้กับหนังสั้นระดับนักศึกษา ซึ่งพงษ์เคยได้รางวัลชนะเลิศ

    "ไม่เพียงเท่านั้นนะครับ ตอนที่เรียนจะมีวิชาจัดแสง โดยปกติคนอื่นเขาก็ลองออกแบบวางแสงมุมต่างๆ กันในสตูดิโอ แต่ผมไปหามัน 'เฮ้ย มึงเปิดทรีดีโปรแกรมขึ้นมาที แล้วลองดูให้หน่อยดิว่าจะวางแสงยังไงได้บ้าง' เหมือนผมเป็นโรคจิตมาตั้งแต่เด็ก ต้องการความสมบูรณ์แบบ แล้วผมเรียนแถวรังสิต มันอยู่บางมด ผมจะขับรถขึ้นทางด่วนไปหามันบ่อยมาก" พงษ์เล่าถึงเพื่อนเพิ่มเติม

    กระทั่งทั้งคู่เรียนจบออกมาทำงานของตนเอง พงษ์เปิดโปรดักชันเฮาส์รับงานมีเดียต่างๆ ขณะเดียวกันอาจศึกประกอบอาชีพเป็นสถาปนิก ทั้งสองก็ยังคงได้ร่วมงานกันอยู่บ่อยครั้ง

    และด้วยความที่เชื่อมั่นในความเก่งของเพื่อน เมื่อพงษ์เริ่มหันมาสนใจถ่ายภาพแนวสตรีท เขาก็ย่อมต้องการกุนซือที่เก่งกาจ


    "ตอนนั้นที่ส่งภาพไปให้มันดู เหมือนเราคาดหวังจะได้เสียงเชียร์ เนื่องจากมันก็เป็นคนที่ชอบอะไรคล้ายๆ กัน ก็เลยดูซิว่าจะชอบรูปเดียวกันหรือเปล่า" พงษ์อธิบายจุดเริ่มต้นที่ให้เพื่อนช่วยคัดภาพ
    "แต่บางครั้งมันก็ไม่ตรง" อาจศึกแทรกขึ้นมา "พอไม่ตรง ก็เกิดการถกเถียงกัน 'เฮ้ย ยังไงวะ' นู่นนี่นั่น ซึ่งผมว่ามันเป็นกระบวนการสำคัญมากในการเรียนรู้ว่ารูปที่ดีเป็นยังไง ช่วงแรกที่พงษ์เริ่มถ่าย มันถ่ายเยอะมาก โดยเฉพาะตอนที่มีกิจกรรมถ่ายภาพสตรีท 365 วัน พงษ์ส่งมาให้ช่วยเลือกทุกวัน แต่จะเป็นรูปที่เขาคัดมาแล้ว ประมาณหลักร้อยต่อครั้งได้"
    "คือตอนนั้นกล้องมันเริ่มมี Wi-Fi ส่งรูปเข้ามือถือละ ทีนี้เวลาผมถ่ายรูปเสร็จแต่ละวันปุ๊บ ก็จะหาที่นั่งพัก และคัดรูปที่เราถ่ายแต่ละวันประมาณพันรูปลงมือถือ แล้วส่งให้อาจศึกไปรอบแรก แล้วผมก็จะขับรถกลับบ้าน ระหว่างนั้นก็จะโทรไปกวนจาร์วิส (ชื่อเล่นที่เขาตั้งให้อาจศึก โดยล้อเลียนจากหนัง Iron Man) ที่กำลังทำงานประมวลผลทั้งหมด แล้วก็จะเหลือรูปที่คัดแล้วมาโฟกัสคุยกันประมาณ 4-5 ใบ เหมือนเราสร้างงานประจำอีกอันให้เขาเลย" พงษ์หัวเราะ
    "ผมไม่ได้เรียนถ่ายรูปมา เป็นแค่คนที่ชอบถ่ายรูปทั่วไป ไม่ได้ศึกษาลึกซึ้งอะไร ผมเลยคิดว่ามุมมองของผม เหมือนแทนสายตาคนนอกที่ได้เห็นภาพถ่ายของพงษ์ และเราก็เป็นคนที่ชอบอะไรป๊อปๆ ภาพที่เราเลือก มันก็เลยจะเข้าใจง่าย เข้าถึงคนได้เยอะ แต่ช่วงต่อมาผมก็เริ่มไปดูภาพถ่ายแนวสตรีทอื่นๆ เพิ่มเติม หนึ่งเพราะด้วยความอยากรู้อยากเห็น สองคือเวลาที่พงษ์เขาถ่ายมา ผมเชื่อว่าเขาจะถ่ายมาหลากหลายแนว ผมกลัวว่ารูปเจ๋งๆ บางรูปมันจะหายไป เพราะมัวแต่ดูรูปที่ชอบอย่างเดียว" อาจศึกอธิบายมุมมองของเขา
    หากใครที่ได้ตามผลงานภาพถ่ายของทวีพงษ์อยู่บ้าง คงทราบดีว่าภาพ 2 ภาพด้านบนนี้ คือภาพถ่ายที่ทำให้ทวีพงษ์ได้รางวัลชนะเลิศระดับโลก ซึ่งก็เกิดมาจากการเลือกของอาจศึก
    "คือจริงๆ รูปพวกนี้จะโดดออกมาเลยจากจำนวนรูปอื่นๆ ที่พงษ์ถ่ายมาในวันนั้น ซึ่งพงษ์ก็เห็นภาพนี้ แต่เขาก็จะมีความไม่มั่นใจ เลยมาถามเราว่ามันเจ๋งจริงๆ หรือเปล่า ซึ่งนี่เป็นความลำบากของทวีพงษ์ เนื่องจากว่ามันเป็นคนที่มีสกิลล์ค่อนข้างสูงมากแล้ว แต่ละวันรูปที่พงษ์ถ่ายมา ถ้าเป็นคนอื่น ผมว่าก็เป็นรูปที่แจ่มแล้วล่ะ โดยทั่วไปนะ แต่พงษ์มันโรคจิต 'ไม่ได้ ไม่ผ่าน' วันๆ บอกแต่ว่า 'ไม่ได้ๆ' ส่งมาให้ผมดู ผมก็รู้สึกว่ามันดีแล้วนี่หว่า หรือบางทีช่างภาพเขาก็จะมีความจดจ่อกับการถ่ายภาพตรงหน้ามาก บางภาพเขาอาจจะถ่ายมาอย่างยากลำบากมากเลยกว่าจะได้มา เขาก็จะมีความอินกับภาพนั้นเป็นพิเศษ แต่ด้วยความที่ผมเป็นเหมือนสายตาคนนอก ผมไม่รู้หรอกว่าพงษ์ได้แต่ละภาพมายังไง ดังนั้นผมถึงสามารถคัดแต่ละรูปทิ้งได้ง่ายๆ เลยก็ได้ ผมว่าบางทีช่างภาพเขาอาจจะต้องทิ้งภาพที่ถ่ายมาไว้สักพัก แล้วค่อยกลับมาดูอีกทีก็น่าจะดี" อาจศึกอธิบายเบื้องหลังการคัดเลือกภาพ

    ตลอดระยะเวลาการเป็นผู้ช่วยเลือกภาพให้กับทวีพงษ์มาตั้งแต่เขาเริ่มต้นถ่ายสตรีท หรือมากไปกว่านั้นคือ ตลอดระยะเวลามากกว่า 20 ปี ที่ทั้งสองเป็นเพื่อนกันมา แน่นอนว่าสายตาของเพื่อนคนนี้ย่อมมองเห็นความเปลี่ยนแปลงของชีวิตและผลงานของทวีพงษ์ได้อย่างชัดเจน

    "ผมไม่แน่ใจว่าจะอธิบายยังไงดี ตลอดระยะเวลาที่ดูภาพถ่ายของพงษ์มา ความเปลี่ยนแปลงที่ผมเห็นก็คือ เรื่องมุมมอง มันลงล็อกขึ้น จากเดิมที่ดูไม่ค่อยชัดเจน ปนกันไปหลายๆ แนว ตอนนี้ถ้าใครสังเกตภาพถ่ายช่วงหลังของพงษ์ จะเห็นว่ามีความเป๊ะในแนวทางบางอย่างของตัวเขาเอง รูปส่วนใหญ่หลังๆ มันเริ่มชัดเจนแล้วว่าจะมีอารมณ์ขัน มีความลี้ลับ ที่กลายเป็นแนวของเขาชัดเจนขึ้นมา คือบางคนเขาถ่ายแนวขำขันก็ขำขันไปเลย บางคนก็ชอบลี้ลับแบบหลอนๆ ไปเลย แต่ของพงษ์จะมีแนวที่ทั้งขำขันและแอบหลอนๆ ไปด้วย แต่เอาเข้าจริงมันก็ไม่อาจจำกัดได้ขนาดนั้น เพราะว่าภาพถ่ายสตรีทมันไม่สามารถควบคุมอะไรได้ในทุกวัน เพียงแต่ว่าแนวโน้มภาพถ่ายส่วนใหญ่ของพงษ์ตอนนี้ ตามที่ผมเห็นจะเป็นแบบนี้ และก็ดีใจที่มีคนชอบผลงานภาพถ่ายของพงษ์"

    เรื่องราวข้างหลังภาพของพงษ์ยังไม่จบ เขายังคงกดชัตเตอร์เก็บภาพต่างๆ มานำเสนอให้เราได้ชมต่อไป ซึ่งถึงแม้บนภาพถ่ายนั้นอาจไม่มีภาพของอาจศึกและพงษ์ให้เราได้เห็น แต่ทว่าเรื่องราวมิตรภาพข้างหลังภาพของพวกเขาก็ยังดำเนินต่อไป


อนิรุทร์ เอื้อวิทยา

นักเขียน และ ช่างภาพ อิสระ ปัจจุบันชนแก้วอยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูงที่จังหวัดเชียงใหม่

เดือนเพ็ญ จุ้ยประชา

นักเขียนและกองบรรณาธิการที่พบเจอตัวได้ตามหอศิลป์และร้านหนังสือ ชอบกินแซลมอนและชาบู อยากแก่ไปเป็นคุณป้าใจดีและมีฝูงแมวห้อมล้อม