Juli Baker and Summer ทำไมต้องเหลือง ส้ม ชมพู?

    'ตื่นตาตื่นใจ' คงเป็นความรู้สึกแรกของทุกคนที่ได้ก้าวเข้าไปในห้องทำงานขนาดเล็ก ของ ป่าน-ชนารดี ฉัตรกุล ณ อยุธยา ศิลปินสาวเจ้าของผลงานสีสันสดใสนาม Juli Baker and Summer ผนังด้านหนึ่งของห้องที่เธอทาสีเหลืองด้วยตนเองมีรูปวาดของเธอและภาพผลงานศิลปะที่เธอชอบแปะติดไว้ตั้งแต่พื้นจรดเพดาน ทำให้ผนังด้านนี้มีสีสันหลากหลายจากผลงานจำนวนมาก มุมหนึ่งมีเปียโนตั้งไว้ อีกมุมคือเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่เธอไว้เล่นและฟังคลายเครียด ท่ามกลางของสะสมของวงดนตรี เดอะ บีเทิลส์ (The Beatles) ที่ครอบครัวของเธอตั้งโชว์และประดับไว้เต็มบ้าน

    เด็กหญิง Juli Baker and Summer เติบโตมาท่ามกลาง จอห์น เลนนอน, พอล แม็กคาร์ตนีย์, จอร์จ แฮร์ริสัน และ ริงโก้ สตาร์ (2 คนหลังคือสมาชิกโปรดของเธอ) ตั้งแต่เด็กป่านสนใจการวาดรูปเป็นพิเศษจนพ่อแม่ของเธอพาไปสมัครเรียนศิลปะ 'สีสัน' ที่โดดเด่นออกมาในผลงานแทบทุกชิ้น ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้คู่สีสดๆ ตามใจชอบอย่างไม่คิดพะวงในทฤษฎี คือเอกลักษณ์ของเธอ

    ความหลงใหลในการเลือกใช้สีสันตามใจฉันเช่นนี้ เคยทำให้เธอถูกมองว่า 'แปลก'

ตอนเราอยู่ประมาณอนุบาลสอง แม่เล่าให้ฟังว่าครูให้วาดภาพเหมือนแล้วเราระบายสีผมทุกคนที่เราวาดเป็นสีชมพูหมดเลย จนครูคิดว่าเรามีปัญหาเรื่องสีเลยเรียกผู้ปกครองไปพบ

    "ตอนเราอยู่ประมาณอนุบาลสอง แม่เล่าให้ฟังว่าครูให้วาดภาพเหมือนแล้วเราระบายสีผมทุกคนที่เราวาดเป็นสีชมพูหมดเลย จนครูคิดว่าเรามีปัญหาเรื่องสีเลยเรียกผู้ปกครองไปพบ" ป่านเล่าด้วยน้ำเสียงติดตลก 

    พอถามถึงเรื่องการเลือกใช้สีในพาเลต ป่านก็นิ่งคิดสักครู่แล้วส่ายหน้ายิ้มๆ

    "มีคนเคยถามเยอะ เราไม่ได้มีหลักการอะไรเลย ที่มหาวิทยาลัยเคยสอนว่าคู่สีควรใช้ยังไง แต่พอทำงานจริงมันไม่ทันได้คิดถึงทฤษฎีพวกนั้น เหมือนใช้เซนส์ แล้วแต่รูปด้วย อย่างเช่น บางรูปเราอยากให้มันดูวุ่นวายมาก เราก็ใช้สีเยอะๆ ไปเลย หรือบางทีแค่ในจานสีเหลือสีนี้มากกว่า ก็จะพยายามใช้สีนั้น จะได้ประหยัดสี จริงๆ มันก็แค่นั้นเอง แต่เราชอบสีเหลืองกับสีส้มงานเลยจะมีสองสีนี้เยอะ สีชมพูก็เช่นกัน"

    เมื่อเข้าสู่ระดับมหาวิทยาลัย แม้ป่านจะชอบการวาดรูป แต่เธอเลือกที่จะเรียนต่อด้านแฟชั่นในรั้วจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากความชอบวาดเสื้อผ้าต่างๆ ให้กับตัวละครที่เธอวาด ประกอบกับการอยากตามรอยรุ่นพี่โรงเรียนที่ชื่นชอบอย่าง อุ้ง-กมลนาถ องค์วรรณดี แฟชันนิสต้าสาวแนวหน้าของไทย การเรียนเกี่ยวกับเสื้อผ้าต่างๆ ไม่ใช่สิ่งที่ป่านคาดคิดไว้ตอนแรก และมันก็ไม่สนุกสนานเท่ากับการวาดรูป อย่างไรก็ตาม เธอถือว่ามันเป็นการฝึกฝนทักษะการใช้ศิลปะกับด้านอื่นๆ

    นอกจากการเป็นฟรีแลนซ์รับงานวาดต่างๆ เมื่อมีเวลาว่าง ป่านจะเข้าร่วมกิจกรรมช่วยเหลือเด็กๆ ในหลายโอกาสเป็นประจำอย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้ง เช่น การสอนวาดรูปให้กับเด็กออทิสติก เป็นการใช้ศิลปะบำบัด, วาดรูปบนกำแพงโรงเรียนอนุบาลให้กับน้องๆ จากคำชักชวนของ เพลง-ต้องตา จิตดี จากวงดนตรี พลาสติก พลาสติก (Plastic Plastic) ซึ่งป่านเคยเป็นผู้วาดภาพปกอัลบั้มให้ กิจกรรมเหล่านี้ป่านอธิบายว่าเป็นการแบ่งปันสิ่งที่เธอรัก ให้สามารถสร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้เด็กๆ และเป็นการให้ที่ทำให้เธอเองรู้สึกอิ่มใจได้ทุกครั้ง

    อนาคตต่อไปป่านอยากทำงานศิลปะที่สามารถสร้างประโยชน์ให้ได้มากกว่าที่เป็นอยู่ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการตัดสินใจไปเรียนต่อปริญญาโทที่เมืองอัมสเตอร์ดัม ในคอร์ส Dirty Art Department เพื่อค่อยๆ ขยับเป้าหมายของชีวิตคือการเปิดโรงเรียนสอนศิลปะให้เข้าใกล้ความจริงมากขึ้น 

เรารู้สึกว่าจริงๆ แล้วศิลปะมันจำเป็นกับคนทุกเพศทุกวัย ความคิดสร้างสรรค์มันจำเป็นกับทุกอาชีพ แต่ในความคิดเรา ประเทศไทยยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับการศึกษาศิลปะมากพอ เราเลยอยากเปิดโรงเรียนสอนศิลปะ

    เด็กๆ เป็นช่วงวัยที่ป่านคิดอยากให้เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของโรงเรียนสอนศิลปะของคุณครูจูลี่ฯ จากการได้คลุกคลีกับเด็กๆ ที่ทำให้ได้เห็นถึงการเลือกใช้สีที่ปราศจากกฎเกณฑ์ รูปวาดที่จินตนาการยังมีความบริสุทธิ์เพราะยังไม่โดนตีกรอบด้วยสังคมรอบข้าง ด้วยเหตุนี้คุณครูจูลี่จึงมีความหวังว่าศิลปะจะมีส่วนช่วยสร้างให้เด็กๆ ได้เติบโตไปในทิศทางที่เหมาะสมได้เมื่อถามถึงรูปแบบโรงเรียนในฝันของเธอ คุณครูสอนศิลปะก็หลุดยิ้มเขิน ก่อนเล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น "อยากให้เป็นที่ที่สบายๆ ให้ความรู้สึกเหมือนบ้าน อาจจะมีคอร์สวันอาทิตย์ให้เด็กมาเรียนได้ฟรี ไม่อยากคิดแพงมาก อยากให้ทุกคนมาเรียนได้ แล้วก็อาจจะมีร้านค้าเล็กๆ อยู่ด้านหน้า ขายพวกของตกแต่งบ้านที่เป็นสินค้าที่เราอยากจะขยับขยายทำขึ้นมาในอนาคต"

    นอกจากบทบาทการเป็นนักวาดภาพประกอบและบทบาทคุณครูในอนาคต นักเขียนก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ป่านเคยลองทำมาแล้ว จากการถูกชักชวนให้เป็นคอลัมนิสต์เขียนงานลงใน Cheeze Magazine ในหัวข้อเกี่ยวกับแฟชั่นและภาพยนตร์ที่เธอถนัด ทำให้ป่านสามารถจับปากกามาได้หลายปีแม้ในช่วงแรกจะไม่มีความมั่นใจเลยก็ตาม ถัดมาคืออาชีพแม่ค้า จากการต่อยอดเอาลายเส้นของตัวเองมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ และเปิดเป็นร้านค้าในอินสตาแกรม ซึ่งป่านตั้งข้อสังเกตถึงบรรดาลูกค้าของจูลี่ฯ ว่า มีบุคลิกลักษณะไม่ต่างจากเธอ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัวหรือความชอบ นี่คือตัวอย่างบทบาทที่หลากหลายไม่แพ้สีสันของเธอบนผลงาน

    ด้วยแรงสนับสนุนจากครอบครัว รสนิยม ความคิดสร้างสรรค์ เพลงที่ชอบ ศิลปินที่เสพ ทุกอย่างล้วนหล่อหลอมจนสร้างตัวตนของป่านที่สดใสไม่แพ้สีสันในผลงาน วันนี้ Juli Baker and Summer กำลังพิสูจน์ความสามารถและยืนยันด้วยรอยยิ้มว่าจะไม่หยุดพยายามพัฒนาในสิ่งที่เธอรัก และทำความฝันของเธอให้เป็นจริง บนเส้นทางศิลปะของเธอที่หลายคนมองว่าแปลก ทว่าเป็นเอกลักษณ์ที่น่าจดจำ

    และแม้ว่าเส้นทางต่อไปของศิลปินสาวคนนี้จะเป็นอย่างไร เธอจะลากเส้นพู่กันของเธอไปตรงไหนบ้าง มั่นใจได้เลยว่า เมื่อพู่กันของเธอวาดผ่านไปที่ใดก็ตาม สถานที่แห่งนั้นจะต้องเต็มไปด้วยสีสันสดใสไม่ต่างอะไรกับดอกไม้นานาพันธุ์ที่บานสะพรั่งในฤดูกาลของ Juli Baker and Summer

Favorite Something
  •   Amelie (2001), Flipped (2010), La La Land (2016)
  •   Here Comes The Sun - The Beatles, Put Your Records On - Corinne Bailey Rae, ต่อให้ใครไม่รัก - Project H
  •   เด็กหญิงมะม่วง โดย วิศุทธิ์ พรนิมิตร, The Selby in Your Place - Todd Selby, Humans of New York - Brandon Stanton
  •   Ken Done, David Hockney, Henri Matisse

ขวัญข้าว ดอกลำใย

เกิดและโตที่เชียงใหม่ ชอบเขียนจนเลือกเรียนงานเขียนและฝึกงานที่ได้ลองเขียน ชอบกับการพบเจอผู้คน เพราะรู้สึกว่าอ่านประสบการณ์ชีวิตของคน สนุกพอๆ กับอ่านหนังสือ

อนิรุทร์ เอื้อวิทยา

นักเขียน และ ช่างภาพ อิสระ ปัจจุบันชนแก้วอยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูงที่จังหวัดเชียงใหม่