งาน Bangkok Illustration Fair ได้รับความสนใจจากศิลปินต่างชาติมากขึ้นทุกปี แต่ละปีจะมีศิลปินจากประเทศใหม่ๆ ที่สมัครเข้ามาเป็นครั้งแรก แล้วมีผลงานโดดเด่นจนได้รับคัดเลือกเป็น BKKIF Artist เดินทางมาจัดแสดงผลงานให้ผู้ชมได้ทำความรู้จักกับพวกเขาอยู่เสมอ ในงาน BKKIF2025 ศิลปินจากประเทศกรีซ AneArt ก็ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งใน BKKIF Artist 2025 แน่นอนว่าผลงานของเขามีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ทั้งลายเส้น โทนสี และภาพวาดดั่งหลุดออกมาจากเทพนิยาย แถมเมื่อได้พบตัวจริงที่เป็นมิตรและยิ้มแย้มอยู่เสมอ ก็ยิ่งทำให้อยากพูดคุยกับเขามากขึ้นด้วย

AneArt นำเสนอเรื่องราวผ่านตัวละครสุดมหัศจรรย์อย่าง โนม เอลฟ์ พ่อมด อัศวิน และสรรพสัตว์ที่ยืนสองขาในรูปแบบคอมมิกส์ โดยนำจินตนาการและเวทมนตร์มาสะท้อนสภาวะทางความคิดและความรู้สึกของตัวเขา มาเชื่อมโยงกับผู้คนในยุคปัจจุบันได้อย่างลึกซึ้ง นอกจากการพัฒนาฝีมือการวาดภาพของตัวเองแล้ว เขายังค้นหาวิธีการเล่าเรื่องที่สร้างประสบการณ์ใหม่ๆ อยู่เสมอ ยกตัวอย่างเล่ม Gnome vs Gnome ที่ผู้อ่านสามารถเปิดจากขวาไปซ้ายหรือซ้ายไปขวาก็ได้ แล้วเรื่องจะมาบรรจบกันตรงกลางเล่ม หรือเรื่อง Inner Forest ที่ไม่มีคำบรรยาย แต่ภาพนำพาให้เราค้นพบตัวตนที่ลึกลับ ซึ่งซุกซ่อนอยู่ในป่าของตัวเราเอง

อเนสติส มาฟรอมมาติส ปาราซิดิส (Anestis Mavrommatis Parasidis) มีบ้านเกิดอยู่ที่เมืองเทสซาโลนิกิ ประเทศกรีซ เขาเติบโตมาในเมืองที่ห้อมล้อมไปด้วยตึกสูง เลือกที่จะศึกษาต่อในภาควิชาประวัติศาสตร์และโบราณคดี คณะปรัชญา มหาวิทยาลัยอริสโตเติลแห่งเทสซาโลนิกิ ก่อนที่จะฝึกฝนการวาดภาพด้วยตัวเอง แล้วสร้างสรรค์ภาพวาดและหนังสือคอมมิกส์โดยใช้ชื่อว่า AneArt
แล้วอะไรทำให้นักศึกษาที่เรียนประวัติศาสตร์และโบราณคดีหันมาเลือกใช้ชีวิตบนเส้นทางสายศิลปะ เราคงต้องเดินทางไปค้นหาเบื้องหลังความฝันนี้พร้อมๆ กับเขาดูสักครั้ง
เด็กชายจากป่าคอนกรีตที่เติบโตมาหลงรักธรรมชาติแห่งป่าเขา
อเนสติสนั่งอยู่ในสตูดิโอของเขาที่เมืองไซปรัส หน้าต่างเปิดรับแสงธรรมชาติเต็มที่ให้เราได้เห็นบรรยากาศห้องทำงานของเขา "ผมมาจากเมืองเทสซาโลนิกิที่อยู่ทางตอนเหนือของกรีซ ซึ่งผมมีสตูดิโอที่หนึ่งอยู่ที่นั่น และอีกแห่งที่นี่ เพราะเรื่องการผลิตอย่างเรื่องงานพิมพ์ที่นี่สะดวกกว่า ผมเลยใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่นี่ สตูดิโอของผมค่อนข้างมินิมอลมาก มีแค่ดินสอ H สีน้ำเงินสองสามแท่งสำหรับสเก็ตช์งานเบื้องต้น ยางลบไฟฟ้าที่ผมชอบมากๆ และแน่นอนไอแพดสำหรับเปิดเพลงแล้วก็ลงสีในตอนท้าย ตอนวาดภาพผมจะใช้โคมไฟสองตัวตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกันเสมอ เพราะส่วนใหญ่ผมชอบทำงานตอนกลางคืน มันช่วยลดเงาเล็กๆ ที่ตกบนโต๊ะทำงานของผมได้ อ่อ… แล้วก็มีโนม กบ และสิ่งมีชีวิตชิ้นเล็กๆ ที่ผมสะสมจากการเดินทางวางอยู่บนโต๊ะด้วย พวกมันยืนอยู่ตรงนั้นเหมือนผู้พิทักษ์ และขณะเดียวกันก็เป็นพยานในการทำงานทุกขั้นตอนของผม" ผู้พิทักษ์เหล่านั้นคงช่วยกระตุ้นจินตนาการในการสร้างสรรค์งานของเขาไม่น้อยเลยทีเดียว
เราขอให้เขาเล่าถึงชีวิตของตัวเองให้ฟังสักหน่อย แล้วก็พบว่าเขามีพื้นฐานการเติบโตที่น่าสนใจ และเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เขาเป็นอย่างทุกวันนี้จริงๆ โดยเฉพาะการที่พ่อกับแม่ของเขาชอบศิลปะมาก ทั้งสองจึงมีส่วนในการสะสมประสบการณ์และพื้นฐานการเสพงานศิลปะให้เขาอย่างมาก
"ผมถือว่าตัวเองโชคดีมาก ผมเป็นลูกคนแรกในครอบครัวที่มีพี่น้องผู้ชายทั้งหมด 3 คน ดังนั้นผมจึงได้สัมผัสประสบการณ์ของลูกคนโตที่ได้รับความสนใจจากพ่อแม่ในช่วงแรกมากหน่อย ผมจำได้ว่าตอนเด็กๆ พวกเขาจะพาผมไปดูละคร ไปพิพิธภัณฑ์ และนิทรรศการศิลปะอยู่เสมอ"
นั่นทำให้เขาชอบการแสดง ชอบไปโรงละคร ชอบนิทรรศการศิลปะ และแม้จะไม่ได้เรียนศิลปะเลย แต่ก็สนใจการวาดภาพและฝึกฝนด้วยตัวเองอย่างจริงจังตั้งแต่เด็ก ในขณะเดียวกันสถานที่ท่องเที่ยวของครอบครัวก็ส่งผลต่อจินตนาการและการสร้างสรรค์งานในปัจจุบันของเขา ที่มักจะมีตัวละครจากเทพนิยายและการใช้ป่าเป็นฉากหลังอยู่เสมอ

"ผมคิดว่ามันมาจากอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญมากและสะท้อนอยู่ในงานศิลปะของผมคือ กิจกรรมในครอบครัว ผมเติบโตมาในเทสซาโลนิกีซึ่งเป็นเมืองที่สวยมาก แต่การออกแบบเมืองเต็มไปด้วยตึกสูง ผมอยู่ในอพาร์ตเมนต์ที่ล้อมรอบด้วยคอนกรีตก็จริง แต่การที่ผมมีพ่อแม่ที่ดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี ทำให้แทบทุกสัปดาห์บ้านเราจะออกเดินทางไปยังป่า ขึ้นไปบนภูเขา เพราะพ่อของผมหลงใหลเรื่องเห็ดมาก จริงๆ แล้วเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเห็ดเลย"
อเนสติสหัวเราะเมื่อพูดถึงความชอบของพ่อ ซึ่งความหลงใหลของพ่อก็น่าจะส่งผลถึงเขามากเหมือนกัน เพราะว่าภาพวาดของเขาก็มีเห็ดอยู่ไม่น้อย
"อีกด้านหนึ่งของชีวิตผมจึงได้รู้จักกับธรรมชาติ มันเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับผม เป็นที่ที่ผมสามารถจินตนาการถึงสิ่งมีชีวิตต่างๆ และมีความสุขกับชีวิตได้ แม้กระทั่งทุกวันนี้ เวลาที่อยู่ในสวน ผมยังจินตนาการถึงโนม กบ หรือภูตนางฟ้าอยู่เลย ป่าจึงเหมือนสถานที่สำหรับหลีกหนีของผม เป็นที่ที่ผมรู้สึกเป็นอิสระ ได้แสดงความรู้สึก และได้ค้นหาบางอย่าง จริงๆ แล้วมันคือการค้นหา 'เวทมนตร์' เพราะผมคิดว่าเวทมนตร์เป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับเด็ก และนี่คือสิ่งที่ผมพยายามจะจดจำและพยายามเชื่อมโยงมันกับชีวิตในวัยผู้ใหญ่ของผม เวทมนตร์เป็นสิ่งสำคัญสำหรับผมจริงๆ"

ขณะที่น้องชายแต่ละคนของเขาก็แตกต่างกันมาก น้องชายคนรองเป็นคนเมือง และมีความละเอียดอ่อนที่แตกต่างไป ส่วนน้องชายคนเล็กก็ส่งอิทธิพลต่อมุมมองการใช้ชีวิตของเขามากเลยทีเดียว
"น้องชายคนเล็กของผมเป็นออทิสติก ผมคิดว่านี่น่าจะเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในชีวิตของผมเลย เพราะเขาเปลี่ยนมุมมองของผมต่อชีวิตและความเป็นจริงไปมาก เขาไม่ได้เข้าใจหรือทำตามกฎเกณฑ์ทางสังคมแบบทั่วไป เขาเลยแสดงความรู้สึกที่แท้จริงออกมาตลอด การที่เขาไม่สามารถแสร้งทำเป็นอย่างอื่นได้ ซึ่งมันมีอิทธิพลกับผมมาก เขาสอนผมว่าความจริงของโลกนั้นเกิดจากประสบการณ์ที่แตกต่างของแต่ละคนมารวมกัน เขาสอนผมให้เป็นตัวของตัวเองและซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเอง ดังนั้นผมคิดว่าการผสมกันของปัจจัยทั้งหมดนั้นแหละ ที่ทำให้ผมเป็นผมในวันนี้"
นักศึกษาประวัติศาสตร์และโบราณคดีที่เลือกทำงานศิลปะและวาดคอมมิกส์
อเนสติสเล่าให้ฟังว่า เขาชอบวาดรูปมาตั้งแต่เด็ก "ครอบครัวของผมจะมีช่วงเวลาวาดรูปด้วยกัน เราจะออกไปที่ระเบียงแล้ววาดรูปด้วยกัน" ซึ่งเขานำจินตนาการที่ถูกกระตุ้นจากการเที่ยวป่ามาวาดเป็นตัวละครแฟนตาซีที่ตัวเองชื่นชอบอย่าง พ่อมด อัศวิน เอลฟ์ สัตว์นานา เห็ดในป่า ฯลฯ
เมื่อมาผสานกับอิทธิพลจากพ่อที่เป็นนักสะสมคอมมิกส์ด้วยแล้ว ความชื่นชอบในการวาดรูปและการอ่านคอมมิกส์จึงเติบโตไปพร้อมๆ กัน
"พ่อของผมชอบหนังสือคอมมิกส์มาก เขามีคอลเล็กชันหนังสือคอมมิกส์มากมาย ผมจำได้ว่าผมได้หนังสือเล่มแรกตอนอายุประมาณ 6 ขวบ นั่นทำให้ผมได้รู้จักโลกของหนังสือคอมมิกส์ตั้งแต่เด็กและผมก็รักมันมาก ผมยังจำความรู้สึกตื่นเต้นตอนที่ได้อ่านหนังสือเหล่านั้นครั้งแรกได้เลย ที่บ้านมีคอลเล็กชันหนังสือมิกกี้เมาส์เยอะมาก ที่ผมสามารถไปค้นหาและหยิบมาอ่านได้ มันเป็นโอกาสที่ดีมากสำหรับผมในการค้นพบโลกที่มีสีสัน เต็มไปด้วยตัวละครสนุกๆ มีตัวละครที่มีชื่อเสียงอยู่ในหนังสือและหน้ากระดาษ พอโตมาผมก็เริ่มสะสมหนังสือคอมมิกส์มากขึ้น แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไปตอนที่ผมเริ่มเป็นวัยรุ่น ผมเริ่มอ่านคอมมิกส์สำหรับผู้ใหญ่มากขึ้น มันมีเรื่องราวที่ซับซ้อนมากขึ้น ลึกขึ้น ผมเริ่มรู้จักกับคอมมิกส์จากฝรั่งเศส เบลเยี่ยม บางเรื่องมีความเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์และมีงานภาพที่น่าทึ่งมาก ผมรู้สึกประหลาดใจและตื่นเต้นกับเรื่องราวเหล่านี้มาก แล้วก็เริ่มอ่านมากขึ้นเรื่อยๆ มันทำให้ผมเริ่มมองเห็นว่า ผมเองก็สามารถทำอะไรแบบนี้ได้

"ตอนนั้นผมเรียนโบราณคดีในมหาวิทยาลัย แล้วก็เรียนประวัติศาสตร์ศิลปะด้วย มันทำให้ผมได้เห็นอะไรๆ เกี่ยวกับศิลปะมากขึ้น ทุกคืนผมใช้เวลาหลายชั่วโมงค้นคว้าเกี่ยวกับการ์ตูน ส่วนใหญ่เป็นของฝรั่งเศส อิตาลี สเปน ผมพยายามฝึกตัวเอง วาดตัวละครหลายแบบ แล้วก็วาดตัวละครของตัวเองด้วย ตอนเรียนมหาวิทยาลัยมีจุดเปลี่ยนสำคัญคือ ช่วงปี 2013 ผมเข้าร่วมกับกลุ่มคอมมิกส์ครั้งแรก แล้วหลังจากปี 2015 เป็นต้นมา มันก็กลายเป็นสิ่งเดียวที่ผมทำ ผมเริ่มโฟกัสไปที่การวาดการ์ตูนและงานภาพประกอบเป็นหลัก ผมเริ่มเข้าร่วมเทศกาลคอมมิกส์และนิทรรศการมากมายอย่างต่อเนื่อง ส่วนใหญ่จะจัดในกรีซแและในยุโรป"
ระหว่างที่เขาเริ่มฝึกฝนและพัฒนาสไตล์การวาดภาพของตัวเองในช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัย เขาก็มีโอกาสเข้าร่วมทีมผู้จัดงานคอมมิกส์คอมในกรีซ แล้วก็บอกว่านั่นเปลี่ยนชีวิตของเขาไปเลย
"ตอนนั้นผมยังเด็กมากแล้วก็มีความทะเยอทะยานสูง มีนักวาดคอมมิกส์ชาวฝรั่งเศสที่ผมชื่นชอบมากคนหนึ่งชื่อ ดาวิด พรูดอม (David Prudhomme) ที่ผลงานของเขาเปลี่ยนมุมมองของผมต่อคอมมิกส์ไปเลย ผมมีไอเดียบ้าบิ่นว่าจะชวนเขามาที่เทศกาลนี้ แล้วเขาก็ตอบรับและมาจริงๆ หลังจากที่ได้เจอเขา ผมรู้สึกเหมือนตกหลุมรัก ผมตื่นเต้นมาก แล้วมันก็เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ หลังจากนั้นผมก็เริ่มสร้างสไตล์ของตัวเองขึ้นมา เริ่มทดลองมากขึ้น แล้วก็เริ่มใช้ดินสอ จนถึงตอนนี้ผมก็ยังใช้ดินสอวาดภาพอยู่ เพราะก่อนหน้านั้นผมใช้ปากกาจุ่มหมึก (Dip pen) แต่ตอนนี้ผมใช้แค่ดินสอกราไฟต์"
ซึ่งการได้ออกไปพบเจอผู้คนในงานเทศกาล รับฟังความรู้สึกของผู้คนที่มีต่องานของเขา ก็ทำให้เขามีความมั่นใจมากขึ้น
"ผมคิดว่าการที่มีผู้คนเข้ามาหาผม ซื้องานของผม คุยกับผมเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ผมคิดว่านี่คือก้าวแรกของการเป็นศิลปิน คุณต้องขายสิ่งที่คุณทำได้"

ศิลปะ ภาพวาด และการเดินทางที่นำไปสู่โลกใบใหม่
นึกภาพย้อนกลับไปในช่วงวัยรุ่นที่อเนสติสเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในปี 2012 ก่อนหน้านั้นประเทศกรีซประสบวิกฤตทางการเงินและเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว การที่นักศึกษาคนหนึ่งจะตัดสินใจเลือกทำสิ่งที่รักเป็นอาชีพจึงเป็นเรื่องยาก แต่ผลตอบรับและการพูดคุยกับคนที่ซื้อผลงานของเขาจากงานคอมมิกส์คอนทำให้มองเห็นความเป็นไปได้ในการวาดรูปเลี้ยงชีพ
"ในช่วงเวลานั้นผมแทบมองไม่เห็นความเป็นไปได้เลยว่าเราจะสามารถทำสิ่งที่รักเป็นอาชีพได้เหมือนในยุคของพ่อแม่เรา ดังนั้นการที่มีคนชอบงานของผม มันทำให้ผมเริ่มเห็นความเป็นไปได้ว่าการวาดรูปเป็นอาชีพได้จริง เพราะมันเป็นสิ่งที่ผมทำได้ดี และผมรักมันจริงๆ มันเหมือนกับการค้นพบโลกใหม่ของผมเลย"

ทั้งในฐานะของคนที่เคยนำผลงานไปขายในอาร์ตแฟร์ เดินทางไปร่วมงานเทศกาลคอมมิกส์ต่างๆ ในยุโรป และเป็นหนึ่งในผู้จัดงานเอง เขาจึงมีโอกาสเดินทางเยอะ เขาบอกว่าแม้แต่งานแฟร์ในยุโรปแต่ละประเทศก็มีความแตกต่างกันมาก นอกจากนั้นเขายังมีโอกาสได้เดินทางไปร่วมงานแฟร์ในประเทศญี่ปุ่นด้วย
"ผมคิดว่านี่เป็นสิ่งที่ดีมากสำหรับผู้ชม ในยุโรปคุณจะได้เห็นอิทธิพลจากการ์ตูนอเมริกันและมังงะญี่ปุ่น รวมถึงการใช้เทคนิคในการทำงานที่แตกต่างและสไตล์ผลงานที่หลากหลาย ขณะเดียวกันยังได้สัมผัสกับความชื่นชอบในวัฒนธรรมและอารยธรรมดั้งเดิม บางคนทำงานสไตล์ที่ดิบ ใต้ดิน และเป็นตัวของตัวเองมาก บางคนเลือกใช้เทคนิคการวาดภาพด้วยจุด บางคนใช้เส้นที่คมชัดซึ่งเป็นลักษณะของนักวาดยุโรป ผมขอยกตัวอย่างที่สเปน ผมเคยไปร่วมงานที่สเปนมาเมื่อไม่กี่ปีที่แล้ว ที่นั่นศิลปินมักจะทำงานไตล์กราฟิกสีสันจัดจ้าน ใช้เทคนิคการเพ้นต์ด้วยแอร์บรัช ขณะที่งานวาดมือก็มีลายเส้นที่ละเอียดและน่ามหัศจรรย์

"ในเอเชียผมได้ค้นพบงานที่แตกต่างออกไป แน่นอนว่าผมเห็นอิทธิพลจากมังงะ แต่ก็ได้เห็นงานแบบประเพณีดั้งเดิม (Tradition work) การออกแบบลายต่อเนื่อง (Motif) การใช้สีสันสดใส เหมือนอย่างที่ผมเห็นในงาน Bangkok Illustration Fair ซึ่งผมได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ ในงานนี้ ศิลปินหลายคนมีสินค้าหลากหลายและมีคนนำคาแรกเตอร์ของตัวเองมาผลิตเป็นฟิกเกอร์ ซึ่งเราไม่ค่อยได้ทำในยุโรป ผมชอบมากๆ นั่นคือสิ่งที่แตกต่างกันมาก"
เมื่อถามว่ามีสิ่งใดที่เขาชื่นชอบในการไปเยือนเทศกาลต่างๆ บ้าง เขาก็ตอบว่า การได้รับประสบการณ์ที่ประเมินค่าไม่ได้
"ผมแค่มีความสุขที่ได้เข้าร่วมเทศกาลต่างๆ แล้วได้เจอศิลปินเหล่านั้น การได้เห็นผลงานที่หลากหลายของศิลปินจากวัฒนธรรม ความเชื่อ และมุมมองด้านศิลปะที่แตกต่าง มันน่าสนใจมาก เพราะศิลปะเป็นส่วนหนึ่งของโลกเรา ผมจำได้ว่าเดินไปรอบงาน BKKIF แล้วผมอยากทำความรู้จักกับทุกคน

"ผมชอบเดินทาง แล้วมันมีเอกลักษณ์มากๆ เหมือนเราพาตัวเองเดินทางไปอีกฟากหนึ่งของโลกแล้วเขาซื้อเสื้อทีเชิ้ตของเราไปใส่ เขานำผลงานไปตกแต่งไว้บนผนังห้องของพวกเขา แล้วมันเป็นคอมมูนิตี้ที่ใหญ่มาก ผมได้รับมิตรภาพที่ประเมินค่าไม่ได้ มีบางเทศกาลที่ผมไปเข้าร่วมทุกปีเพื่อเจอเพื่อนๆ แล้วผมก็ได้อัพเดทว่าเพื่อนศิลปินมีผลงานอะไรใหม่ๆ ออกมา เพราะผมไม่ได้เป็นคนที่โฟกัสอยู่ที่การทำงานศิลปะของผมอยู่คนเดียว ผมชอบสะสมผลงานที่มีสไตล์และเทคนิคหลากหลาย ผมชอบอ่านคอมมิกส์ มันทำให้ผมมีชีวิตชีวา
"ในกรีซทุกคนสนับสนุนกัน ที่อิตาลีทุกคนตื่นเต้นกับผลงานของคุณ บางครั้งก็มีคนเดินเข้ามาแสดงความคิดเห็นที่ล้ำค่า อย่างงาน BKKIF ผมรู้สึกประหลาดใจกับคนที่เข้าชมงานมาก พวกเขาถามคำถามที่น่าสนใจ บางคนอ่านคำอธิบายของผมบนเว็บไซต์แล้วเข้ามาถามถึงสิ่งที่ผมเขียนไว้ว่าหมายความว่าอะไร พวกเขาวิเคราะห์และชอบที่จะวิพากษ์ผลงาน เขาถามว่าผมใช้เทคนิคอะไร ทำไมถึงใช้เครื่องมือนี้ แล้วใช้กระดาษอะไร บางครั้งผมเองยังไม่รู้เลยว่าจะตอบเขาว่าอะไร ผมประหลาดใจที่คนไทยถามคำถามแบบนี้ ผมชอบมาก อาจจะเพราะลักษณะนิสัยของคนแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน ตอนที่ผมไปญี่ปุ่น พวกเขาค่อนข้างขี้อาย เขาไม่ถามอะไรแบบนี้"
อเนสติสรู้จักงาน BKKIF จากการเดินทางด้วยเหมือนกัน เขาบอกว่าเพื่อนศิลปินชาวอิตาลีรู้จักงาน BKKIF จากงาน Bologna Children's Book Fair ทำให้เขาส่งผลงานสมัครเข้ามาแล้วมีโอกาสได้รับคัดเลือกเป็น BKKIF Artist 2025
"ผมชอบ BKKIF มาก ในความคิดผม ผมคิดว่านี่คือหนึ่งในเทศกาลภาพประกอบที่ดีที่สุดที่ผมเคยเข้าร่วมมาก ทุกองค์ประกอบในงานดีมาก ไม่ว่าจะเป็นการคัดเลือกศิลปิน การตกแต่งสถานที่จัดงาน ข้อมูลที่ให้ศิลปิน การสื่อสาร การติดตั้งงาน และทีมงานก็ช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกดีมากๆ ผมเคยไปมาแล้วหลายเทศกาล โดยเฉพาะงานที่จัดที่กรีซ บางครั้งวัตถุประสงค์ที่ไปก็เพื่อที่จะทำงาน แต่ผมได้สร้างมิตรภาพไว้ที่ BKKIF งานนี้สร้างประสบการณ์เฉพาะตัว ทำให้ผมเริ่มคิดถึงการทำผลงานที่หลากหลายขึ้น เหมือนกับที่ผมบอกว่าชอบฟิกเกอร์ ผมก็กลับมาบอกเพื่อนๆ ว่าเราน่าจะลองทำฟิกเกอร์กันบ้างนะ ผมคิดว่างานนี้คัดสรรศิลปินที่หลากหลายมาร่วมงานได้น่าสนใจมาก"

การเดินทางที่กระตุ้นความคิด จินตนาการ และเวทมนตร์ที่ทำให้ศิลปะยังดำเนินต่อไป
การมาร่วมจัดแสดงผลงานใน BKKIF2025 ที่กรุงเทพฯ ไม่ใช่เป้าหมายเดียวของเขา ไหนๆ ก็ได้มาประเทศไทยแล้ว เขาจึงถือโอกาสท่องเที่ยวที่เชียงใหม่ กระบี่ และเดินทางต่อไปยังอุทยานแห่งชาติเขาสกด้วยเลย
"ตอนที่ผมเที่ยวเมืองไทยกับแฟน เราเดินทางไปอ่าวนาง จังหวัดกระบี่ ประมาณ 4 วัน ธรรมชาติที่นั่นน่ามหัศจรรย์มาก ผมรู้สึกว่าตัวเองได้รับการเยียวยา แล้วได้เดินทางต่อไปยังอุทยานแห่งชาติเขาสกด้วย ที่เชียงใหม่ก็ดีมากๆ ผมได้ขึ้นไปเที่ยวภูเขาอยู่ 3 วัน การได้ไปเดินเขาทำให้จินตนาการผมทำงาน เหมือนผมได้กลับไปวัยเด็กในตอนที่เดินป่ากับครอบครัว ตอนที่เราได้สำรวจสิ่งมีชีวิตและพืชต่างๆ ผมได้จินตนาการถึงสัตว์ในเทพนิยายต่างๆ ผมชอบธรรมชาติมากจริงๆ ธรรมชาติทำให้ผมรู้สึกถึงอิสระและรู้สึกดีมาก ธรรมชาติเป็นพื้นที่ที่ทำให้เราลืมเรื่องสงคราม ความทุกข์บนโลกใบนี้ แล้วทำให้ผมกลับมามีสมดุลอีกครั้ง"
เมื่อนับจากวันที่เขาเป็นนักศึกษาคณะประวัติศาสตร์และโบราณคดีที่หลงใหลในการวาดภาพ ศิลปะกลายเป็นสิ่งที่นำพาเขาเดินทางไปสัมผัสกับศิลปะและวัฒนธรรมต่างๆ บนโลกใบนี้ได้จริงๆ

"ผมชอบประวัติศาสตร์และเรื่องราวในอดีต นั่นคือเหตุผลที่ผมเรียนโบราณคดี ผมตื่นเต้นเวลาที่ได้ค้นพบสิ่งใหม่ๆ และสิ่งสำคัญคือการสำรวจและสังเกต ผมเริ่มต้นค้นพบเรื่องราวต่างๆ ในหนังสือและเรียนรู้ที่จะสร้างโลกใบใหม่ขึ้นด้วยการวาดรูปจากจินตนาการของตัวเอง ผมคิดว่าเหตุผลหลักที่ผมแสดงความเป็นตัวเองออกมาผ่านการวาดภาพและการลงสี เพราะมันเป็นเหมือนการได้สร้างประสบการณ์ ได้ถ่ายทอดความคิดของผมออกมา และเป็นการสร้างอนาคตของโลกใบนี้ด้วยการวาดภาพ"
เส้นทางการเป็นนักวาดคอมมิกส์ของเขาขับเคลื่อนด้วยความรักและความเชื่อก็คงไม่ผิดนัก อย่างที่เขาเคยเล่าให้ฟังว่า เศรษฐกิจในประเทศไม่ค่อยดีนัก การเป็นศิลปินอาจจะไม่ใช่แผนที่ดี และตัวเขาก็หาเงินจากการวาดภาพได้ไม่มาก แต่เขาก็ยังทำมันอยู่
"ผมไม่แน่ใจว่าผมวาดรูปเพราะผมเชื่อในศิลปะไหม ผมมีความเชื่อในศิลปะในหลายๆ แง่ แต่ที่ผมวาดรูปเพราะมันสำคัญสำหรับผม คุณรู้จักคำว่า Carpe dium (หรือ Seize the day) ไหม ผมคิดว่าการตีความคำนี้ในปัจจุบันผิดไป การคิดว่าจงคว้าโอกาสในวันนี้ไว้ ทำให้พวกเขาเห็นแก่ตัว ไม่สนใจคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นต่อไปหรือคนรอบข้าง พวกเขาโฟกัสแค่ตัวเอง ขณะเดียวกันสิ่งนั้นก็ทำให้พวกเขาทำลายตัวเองและสิ่งรอบข้างไปด้วย อย่างน้อยการเป็นศิลปินสำหรับผมก็ทำให้ผมรู้สึกถึงความมีชีวิตและมีความสุข มีสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้น บางครั้งผมก็มีโอกาสได้ทำงานร่วมกับคนอื่นด้วย แต่มันยากมาก โดยเฉพาะทุกวันนี้มันยากที่จะหาคนที่แชร์คุณค่า ความคิด หรือการทำงานร่วมกันได้"

นักวาดหนังสือคอมมิกส์ทั่วโลกเผชิญกับงานหนักและกำลังทำสิ่งที่ยากเหมือนๆ กัน เราคุยกันเรื่องสุขภาพ ที่เขาไม่ค่อยมีเวลาออกกำลังกายมากนัก รายได้ที่ไม่แน่นอน แต่นอกจากนั้นคือกระบวนการทำงานที่ต้องต่อสู้กับตัวเองอย่างยากลำบาก
อเนสติสบอกว่า การวาดรูปมันยากมาก ขณะที่เขาเห็นเพื่อนหลายคนเลิกวาดรูปแล้วหันไปทำงานอื่น เขาก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนโชคดีมากที่ยังสามารถทำสิ่งนี้อยู่ ด้วยการตอบรับจากคนที่ติดตามผลงานของเขา และการสนับสนุนจากคนในแวดวงคอมมิกส์
"การทำหนังสือคอมมิกส์มันเจ็บปวดนะ มันยากกว่าจะทำให้สำเร็จแต่ละเล่ม ผมใช้เวลาเยอะมากในกระบวนการทำงาน ผมจะต้องทำซีนาริโอ สเก็ตช์ ลงลายเส้น ลงสี ตีพิมพ์ทั้งปวดหลังจากการนั่งอยู่ที่โต๊ะวันละหลายชั่วโมง แต่หนังสือคอมมิกส์ก็เป็นก้าวใหญ่สำหรับผม มันเหมือนภารกิจที่สำคัญสำหรับผม เวลาที่ไปร่วมงานเทศกาลต่างๆ ผมจะต้องมีผลงานใหม่ และจะพยายามทำผลงานให้ออกมามีคุณภาพที่ดีที่สุดให้ได้ ที่ผ่านมาผมโชคดีมากในช่วงเริ่มต้นทำงาน เมื่อผลงานของผมออกสู่สายตาผู้คน มีคนชอบงานของผม ทำให้ผมมีงานจ้างงานบ้าง ผมมีโอกาสได้ทำภาพประกอบ ด้วยเหมือนกัน แล้วเทศกาลส่วนใหญ่ที่ผมเข้าร่วมจะเปิดรับความหลากหลาย เทศกาลหนังสือคอมมิกส์ก็สามารถก็นำผลงานภาพประกอบและสินค้าอื่นๆ ไปขายได้ด้วยเหมือนกัน ผมเลยคิดว่าผมสามารถทำงานศิลปะได้มากกว่าหนึ่งอย่าง"

ตราบใดที่เขายังวาดภาพอยู่ ผลงานของเขาก็ยังจะร่ายเวทมนตร์ที่ทำให้เส้นทางการเป็นศิลปินของเขายังดำเนินต่อไปในโลกแห่งความเป็นจริงได้อย่างแน่นอน