6 ผู้กำกับไทย กับคำถามจากใจถึง ฮิโรคาสุ โคเรเอดะ

    เดือนตุลาคมปี 2026 เป็นครั้งที่สองที่ผู้กำกับชาวญี่ปุ่น ฮิโรคาสุ โคเรเอดะ (Hirokazu Kore-eda) มาเยือนเมืองไทย ซึ่งครั้งแรกก็คือในปีเดียวกันนี้เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี่เอง ในครั้งนั้นเป็นการมาโปรโมทภาพยนตร์เรื่อง Sheep in the Box (2026) ส่วนคราวนี้เป็นการมาโปรโมทภาพยนตร์เรื่อง Look Back (2026) ที่สร้างจากมังงะของ ทัตสึกิ ฟูจิโมโตะ (Tatsuki Fujimoto) …สรุปก็คือปีนี้เขามีภาพยนตร์เข้าฉายถึง 2 เรื่อง!

    ไม่ใช่เพียงแค่นั้น ฮิโรคาสุ โคเรเอดะ ยังเป็นผู้กำกับที่มีภาพยนตร์ใหม่ให้ชมแทบทุกปี ที่น่าทึ่งก็คืองานของเขาอยู่ในมาตรฐานสูงลิ่ว แถมยังมีประเด็นลึกซึ้ง เขาชอบเล่าเรื่อง 'ครอบครัว' ในภาพยนตร์หลายๆ เรื่อง แต่โคเรเอดะก็เคยทำหนังสืบสวนสอบสวน หนังฝรั่งเศส หนังเกาหลี รวมทั้งหนังที่เกี่ยวกับประเด็นเรื่อง AI และยังเคยทำซีรีย์ของ Netflix ที่เกี่ยวกับชีวิตของเกอิชาอีกต่างหาก

    หนังของ ฮิโรคาสุ โคเรเอดะ ยังกวาดรางวัลมาแล้วไม่น้อย (อาทิ Like Father, Like Son ที่ได้รางวัล Jury Prize จากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ และ Shoplifters ที่ได้ปาล์มทองคำจากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ 2018 และรางวัลภาพยนตร์เอเชีย​ สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม) และที่สำคัญที่สุดที่คนทำหนังหลายๆ คนอาจจะอยากเป็นอย่างเขา คือโคเรเอดะยังมีแฟนประจำคอยติดตามผลงานของเขาอย่างใจจดใจจ่อและพร้อมจะเปิดใจรับชมงานใหม่ๆ ของเขาอยู่เสมอ

    โคเรเอดะตัวจริงดูเป็นคนสุภาพ เราทักทายและแนะนำตัวกันตามธรรมเนียม ก่อนที่จะเริ่มต้นสนทนากันถึงงานชิ้นล่าสุด

    "สิ่งที่ผมน่าจะรู้สึกประทับใจหรือว่ารู้สึกถึงเสน่ห์ของเรื่องนี้มากๆ ก็คือมันเป็นมังงะที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับคนที่เป็นคนสร้างสรรค์งานว่าเหตุใดถึงยังสร้างสรรค์งานอยู่ แล้วรู้สึกว่ามันมีประเด็นที่มันซิงค์กับตัวผมมากๆ ในช่วงนั้นด้วย คือตอนที่ผมเจอเรื่องนี้ มันเป็นช่วงโควิดพอดี เป็นช่วงที่งานทุกอย่างมันหยุดหมดเลย เพราะฉะนั้นมันเป็นสถานการณ์ที่ตัวผมเองก็ได้ตั้งคำถามกับตัวเองเหมือนกันว่า 'เอ๊ะ เราจะทำงานต่อไปได้อย่างไร หรือจะทำไปทำไม' อะไรประมาณนี้ครับ" ผู้กำกับวัย 64 พูดช้าๆ อย่างใคร่ครวญ

    สำหรับแฟนๆ ของโคเรเอดะ อาจจะพอรู้กันอยู่แล้วว่าเขาเป็นนักดูหนังตัวยง และในลิสต์หนังโปรดของเขาก็เต็มไปด้วยงานภาพยนตร์ของผู้กำกับชั้นครู เช่น มิกิโอะ นารูเสะ (Mikio Naruse) ผู้กำกับชาวญี่ปุ่นยุคคลาสสิก, โฮ่ว เซียวเซียน (Hou Hsiao-hsien) ผู้กำกับชาวไต้หวัน, เคน โลช (Ken Loach) ผู้กำกับชาวอังกฤษ, แบร์นาร์โด แบร์โตลุชชี (Bernardo Bertolucci) ผู้กำกับชาวอิตาลี หรือ ฌาคส์ เบ็คเกอร์ (Jacques Becker) ผู้กำกับชาวฝรั่งเศส เป็นต้น แต่เพราะเราได้คุยกับเรื่องมังงะที่ก็เป็นที่มาของภาพยนตร์หลายๆ เรื่องของเขา เลยได้รับรู้ถึงนักวาดมังงะคนโปรดของโคเรเอดะไปด้วย

    "ผมชอบเรื่อง Umimachi Diary ของ อากิมิ โยชิดะ (Akimi Yoshida) ที่ผมเอามาทำภาพยนตร์ Our Little Sister" เขาตอบเรื่องมังงะที่ชอบ โดยใช้เวลาค่อยๆ นึกเช่นเคย "แล้วก็มี 'หนุ่มน้อยทะลุมิติ' (A Wonder Boy) ของ คาซูมิ ยามาชิตะ (Kazumi Yamashita) คนนี้เขียนเรื่อง 'ป๋าอัจฉริยะ ยานางิซาว่า' (Tensai Yanagisawa Kyoju no Seikatsu) ด้วยครับ นอกจากนี้ก็มี ฟูมิโกะ ทาคาโน (Fumiko Takano) คนนี้ผลงานอาจจะไม่เยอะแต่ชอบครับ ผมได้เจอผลงานของนักเขียนมังงะท่านนี้ช่วงอายุยี่สิบกว่าๆ แล้วรู้สึกทึ่งกับผลงานมาก …ถ้าเป็นนักเขียนมังงะในยุคนี้จะติดตามอ่านผลงานใหม่ของ ไทโย มัตสึโมโตะ (Taiyou Matsumoto) เสมอ (ผู้เขียนเรื่อง Sunny) และยังมีอีกเรื่องที่ชอบ คือ 'วันแสนธรรมดาในบ้านหลังน้อย' (Hirayasumi) ผลงานของ เคโกะ ชินโซ (Keigo Shinzo) ที่เพิ่งถูกนำมาทำเป็นละครโทรทัศน์ด้วย"

    และเมื่อพูดถึงเรื่องการได้รับพลังใจจากงานต่างๆ ของคนทำงานสร้างสรรค์แล้ว เราคิดว่างานของโคเรเอดะเองก็ส่งอิทธิพลหรืออย่างน้อยก็คือความประทับใจให้กับผู้กำกับภาพยนตร์ไทยหลายคนดีเดียว และไม่ว่าอย่างไร การได้แลกเปลี่ยนความเห็นกันระหว่างคนทำงานด้านเดียวกันก็ดูเป็นเรื่องน่าสนใจและอาจมีข้อมูลที่คนรักภาพยนตร์ได้ประโยชน์ไปด้วย เราจึงไปขอคำถามจากผู้กำกับภาพยนตร์ไทย 6 คน มาให้ ฮิโรคาสุ โคเรเอดะ ลองตอบ โดยให้แต่ละคนถามได้ 1-2 คำถาม

    และต่อไปนี้คือคำถาม-คำตอบของเหล่าผู้กำกับที่เราชื่นชอบผลงานของพวกเขาทุกคน

บรรจง ปิสัญธนะกูล

ผลงาน: ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ [Shutter] (2004), พี่มาก…พระโขนง [Pee Mak] (2014), แฟนเดย์ แฟนกันแค่วันเดียว [One Day] (2026), ร่างทรง [The Medium] (2021), คุณยายวรนาฏ [Inherit] (2026) ฯลฯ

คำถามจากบรรจง

    "ทำอย่างไรคุณถึงมีพลังและไอเดียทำหนังได้ทุกปี?"

คำตอบของโคเรเอดะ

    "ผมไม่รู้เหมือนกัน (คิดนาน) …ผมไม่มีช่วงเวลาที่เหนื่อยล้าหรือตันเลย (คิดนาน) แต่การทำหนังนี่แหละที่ทำให้ผมสุขภาพแข็งแรง จริงๆ มีคนถามเรื่องนี้เยอะนะครับ (หัวเราะเบาๆ) ตัวผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ถ้าสมมติว่าผมไม่ได้ทำหนัง ผมน่าจะป่วย อย่างน้อยก็คือป่วยทางใจนะ ผมคิดว่าการทำหนังทำให้ผมสุขภาพดีครับ"

นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์

ผลงาน: Mary Is Happy, Mary Is Happy (2013), ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ [Heart Attack] (2015), ฮาวทูทิ้ง.. ทิ้งอย่างไรไม่ให้เหลือเธอ [Happy Old Year] (2019), พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา) [Human Resorce] (2025) ฯลฯ

คำถามจากนวพล

    "ถ้าได้ย้อนกลับไปทำงานสารคดีโทรทัศน์ (television documentary) เหมือนสมัยแรกๆ ตอนนี้คุณอยากทำหัวข้ออะไรบ้าง?"

คำตอบของโคเรเอดะ

    "(คิดนาน) …อยากทำเรื่องการสลับขั้วอำนาจทางการเมืองครับ ผมไม่เข้าใจว่าทำไมคนญี่ปุ่นถึงชอบพรรคจิมินโต ก็เลยรู้สึกว่าอยากทำเรื่องนี้เป็นสารคดีครับ (พรรคจิมินโต หรือ LDP คือพรรคการเมืองฝ่ายอนุรักษนิยมที่เป็นแกนนำรัฐบาลและครองอำนาจบริหารประเทศญี่ปุ่นมาอย่างยาวนานที่สุดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ปัจจุบันอยู่ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ และยังคงครองเสียงข้างมากเด็ดขาดในสภา)"

คงเดช จาตุรันต์รัศมี

ผลงาน: เฉิ่ม [Midnight My Love] (2005), แต่เพียงผู้เดียว [P-047], แค่…ได้คิดถึง [Snap] (2015), ที่ตรงนั้น…มีฉันหรือเปล่า [Where We Belong] (2019), แอน [Faces of Anne] (2023) ฯลฯ

คำถามจากคงเดช

    "หลายครั้ง เราจะเห็นว่า คุณโคเรเอดะ มีผลงานมากกว่าหนึ่งเรื่องต่อปี เช่นในปีนี้ และในช่วงสิบกว่าปีมานี้ก็มีงานต่อเนื่องอย่างไม่ขาดสาย และทุกเรื่องอยู่ในมาตรฐานที่ดี อยากจะถามว่า คุณโคเรเอดะ รักษาความเป็นศิลปะ และความเป็นตัวเองยังไงไว้ในงานทุกชิ้น โดยที่ไม่ปล่อยให้มันเป็นเพียงงานชิ้นหนึ่ง และถึงตอนนี้ คุณโคเรเอดะ ยังต้องทำงานอย่างมีเงื่อนไขกับทางสตูดิโอหรือนายทุนอยู่อีกหรือเปล่า หรือมีอิสระเต็มที่ในการทำทุกอย่าง ในกรณีที่ยังมีเงื่อนไขต่างๆ กับสตูดิโอ อยากจะลองแชร์เรื่องราวเหล่านั้นได้ไหมว่า ต้องเจอกับเรื่องน่าปวดหัวอะไรบ้าง?"

คำตอบของโคเรเอดะ

    "คำตอบนี้ตอบเองไม่ได้หรอก ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น (คิดนาน) คือผมไม่เคยคิดเรื่องความเป็นตัวเองเลย แต่ผมคิดว่าความเป็นตัวผม มันอาจไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองจะเป็นคนพูดนะ และผมไม่เคยคิดว่าจะประทับตราความเป็นตัวเองในผลงานด้วยซ้ำ ไม่เคยมีความคิดแบบนี้เลย สุดท้ายคนที่เป็นศิลปิน ไม่ว่าคุณจะทำงานใด ความเป็นศิลปินในตัวคุณมันจะออกมาจากผลงานของคุณเอง แต่สิ่งที่ผมให้ความสำคัญก็คือ สิ่งที่อยู่ตรงหน้าไม่ว่าจะเป็นการกำกับนักแสดงที่อยู่ตรงหน้าหรือบทที่ผมเขียนอยู่ตรงหน้า เราต้องทำอย่างไรก็ได้ให้รู้สึกว่าสามารถดึงศักยภาพออกมาได้มากกว่า 100 เปอร์เซ็นต์ …สิ่งที่ทุกวันนี้ผมคิดอยู่ก็คือ พอไปออกกองแล้วเราจะทำยังไงให้นักแสดงตรงหน้าสามารถให้การแสดงที่ดีที่สุดออกมาให้ได้ครับ

    "ส่วนเรื่องอิสระ ผมคิดว่าการทำหนังมันไม่มีคำว่าอิสระอยู่แล้ว เพราะว่าเราไม่ได้ใช้เงินตัวเองในการสร้างหนังเรื่องนี้น่ะครับ เพราะฉะนั้นมันก็มีข้อจำกัดมันเป็นเรื่องธรรมดา แต่สำหรับผมก็ไม่ได้มองว่าข้อจำกัดมันเป็นสิ่งที่เป็น negative แน่นอนว่าชีวิตการทำงานที่ผ่านมาของผมมันก็มีทั้งโปรเจกต์ที่เสนอไปแล้วไม่ผ่านเป็น 10 กว่าเรื่องก็มี ผมเคยผ่านอะไรแบบนี้มาเหมือนกัน แล้วก็รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องยาก แต่ผมก็ไม่ได้มองว่ามันเป็นเรื่องที่ต้องโกรธ เพราะว่าสุดท้ายแล้วมันก็เป็นการทำงาน ก็คือถ้าเกิดสมมติว่าเราทำด้วยอารมณ์ที่บริสุทธิ์เกินไป ผมคิดว่าเราอาจจะเป็นผู้กำกับไม่ได้ มันเป็นเรื่องยากนั่นแหละ แต่ผมมองว่าก็เป็นเรื่องสนุก และมันอาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้ผมทำหนังมาได้กว่า 30 ปีแล้วก็ได้"

คำถามจากคงเดช

    "มีผู้ชมจำนวนมากที่พูดถึงหนังของคุณโคเรเอดะว่าเป็น Kore-eda Style ทั้งๆ ที่แต่ละงานมีที่มาแตกต่างกัน เช่น Look Back มาจากมังงะ ที่ทำเป็นอนิเมะไปแล้ว อยากให้แชร์วิธีคิดเวลาที่ทำงานที่ไม่ได้ออริจินัลจากตัวเอง คุณมีวิธีคิดที่เคารพต่อต้นฉบับ หรือเลือกที่จะเป็นอิสระมากน้อยขนาดไหน และมีวิธีอย่างไรในการทำให้งานทุกชิ้นยังคงเป็นงานแบบของคุณโคเรเอดะ?

คำตอบของโคเรเอดะ

    "ผมรู้สึกว่า สิ่งที่สำคัญสำหรับการนำงานของคนอื่นมาทำเป็นงานของตัวเองมันคือการทำความเข้าใจว่าสุดท้ายแล้วโลกของตัวต้นฉบับ จริงๆแล้วแก่นที่เขาอยากจะพูดมันคืออะไร แล้วเราจะทำยังไงเพื่อที่จะสื่อสารแก่นนั้นออกมา หมายความว่า ต้องขยายความสิ่งที่มองไม่เห็นในตัวต้นฉบับไหม หรือว่าต้องลดอะไรบางอย่างเพื่อที่ในที่สุดแล้ว เราจะสื่อสารแก่นของเรื่องนั้นมาได้ เพราะนั้นอย่างเรื่อง Look Back มันจะไม่ใช่การไปเอาผลงานนั้นมาอยู่ในโลกของเรา แต่ทีมันคือการที่ผมมุดเข้าไปในโลกของคุณฟูจิโมโตะ แล้วไปดูว่า คุณฟูจิโมโตะอยากจะพูดถึงสิ่งไหน แล้วผมจะทำสิ่งนั้นออกมาให้คนเข้าใจได้อย่างไร"

วรรณแวว หงษ์วิวัฒน์ และ แวววรรณ หงษ์วิวัฒน์

ผลงาน: ขอให้เราโชคดี [Wish Us Luck] (2012), เธอกับฉันกับฉัน [You and Me and Me] (2023) ฯลฯ

คำถามจากวรรณแวว

    "อยากรู้เทคนิคกำกับนักแสดงให้เป็นธรรมชาติค่ะ?"

คำตอบของโคเรเอดะ

    "น่าจะเป็นการอย่าให้นักแสดงมีสมาธิกับบท หมายถึงว่าอย่าให้เขาไปพุ่งสมาธิไปที่บทมากเกินไป คือถ้าเป็นนักแสดงที่มีความตั้งใจมากๆ บางทีจะตั้งใจมากจนเกินไป แล้วพยายามจำบทมาให้เป๊ะ แต่คนที่เป็นนักแสดงที่เก่งจริงๆ …และยิ่งถ้าเป็นบทพูดที่สำคัญมากๆ เขาจะไม่เพ่งสมาธิมากเกินไป

    "มันจะมีเทคนิคที่ผมได้มาจากคุณ คิกิ คิริน (Kiki Kirin) เชาบอกว่าเวลาเป็นบทพูดที่สำคัญมากๆ ตอนจะพูดบทนี้ให้ทำอะไรไปด้วยแล้วพูดไปด้วย สมมติว่าพูดบทนี้ ก็อย่ายืนนิ่งๆ คุณต้องทำอะไรบางอย่างไปด้วย มันถึงจะออกมาเป็นธรรมชาติ ก็จะเป็นสิ่งที่ผมเอาไว้สอนพวกนักแสดงเด็กหรือว่านักแสดงรุ่นใหม่ว่า ตอนที่พูดบทนี้อย่ายืนนิ่งนะ ต้องทำอะไรไปด้วย เพื่อลดความจริงจังเกินไปที่มีต่อบทพูดนั้นครับ"

คำถามจากแวววรรณ

    "เมจิก (magic) ของภาพยนตร์สำหรับคุณโคเรเอดะคืออะไรคะ มันมักเกิดขึ้นตอนไหน?"

คำตอบของโคเรเอดะ

    "ถ้ารู้ก่อนก็คงไม่ใช่เป็นเมจิกหรือเปล่านะ (ยิ้ม) …เพราะว่าเราไม่รู้ว่ามันจะเกิดขึ้น มันถึงเป็นเมจิก สิ่งที่ทำได้คือ รอเท่านั้น รอจนกว่าจะเกิดเมจิกโมเมนต์นั้น แต่ว่าเมจิกจะเกิดขึ้นได้ในกองถ่ายที่มีความไม่เร่งเร้า กองถ่ายที่มีพื้นที่ให้ทุกคนสามารถให้อารมณ์ความรู้สึกกับการทำงานได้ มันต้องมีพื้นที่ให้หัวใจได้ทำงาน …แต่ว่าผมมันก็จะมีนะ มีโมเมนต์ที่พอเราถ่ายไปแล้วปุ๊บเนี่ย …คือคนทำหนังจะรู้เลยว่ามันมีเมจิกเกิดขึ้นแล้วตอนนั้น มันจะมีช่วงเวลาพิเศษมากๆ ที่เรามองเห็นจากหลังกล้องครับ"

วิทยา ทองอยู่ยง

ผลงาน: หนึ่งในผู้กำกับ แฟนฉัน [My Girl] (2003), เก๋า..เก๋า [The Possible] (2006), บ้านฉัน..ตลกไว้ก่อน (พ่อสอนไว้) [The Little Comedian] (2010), น้อง.พี่.ที่รัก [Brother of the Year] (2018) ฯลฯ

คำถามจากวิทยา

    "ผมพบว่าบทแม่ในงานของคุณโคเรเอดะ ไม่ว่าจะเป็นใน Still Walking (2008), Monster (2023), Nobody Knows (2004), Shoplifters (2018), Sheep in the Box (2026) หรือแม้กระทั่งแม่ในหนังอย่าง Like Father, Like Son (2013) ก็ยังมีความน่าสนใจเป็นพิเศษ อยากให้คุณโคเรเอดะ ช่วยเล่าว่าบทบาทแม่ในหนังแต่ละเรื่องของคุณมีความเชื่อมโยงอะไรกันไหม?"

คำตอบของโคเรเอดะ

    "บทแม่ในหนังแต่ละเรื่องของผมก็จะมีหน้าที่ที่แตกต่างกันครับ …มันจะมีหนังบางเรื่องที่ผมเอาคุณแม่ของตัวเองมาซ้อนทับกับคุณแม่ในหนัง ซึ่งถ้าเป็นบทนั้น ผมมักจะให้คุณคิกิ คิริน มาแสดงในบทแม่ ก็อาจจะออกมาเป็นคุณแม่ที่มีความจู้จี้จุกจิก ดุลูก ไม่พูดดีๆ กับลูกเลยอะไรแบบนี้ คือมันเป็นเรื่องระยะห่างระหว่างครอบครัวที่อาจดูไม่ค่อยน่ารักเท่าไหร่ ดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะครับ …แต่นอกจากนี้บทแม่ก็จะมีหน้าที่แตกต่างกันไปในแต่ละเรื่อง อย่างเช่นเรื่อง Look Back นี่ในตัวต้นฉบับมังงะเขาไม่ค่อยมีการกล่าวถึงตัวละครคุณแม่เท่าไหร่ เพราะฉะนั้นในส่วนของภาพยนตร์มันเหมือนเป็นส่วนที่เพิ่มขึ้นมา …ถามว่าเพิ่มขึ้นมาได้อย่างไร ก็คือ ตัวละคร ฟูจิโนะ (ตัวละครเอกใน Look Back) นี่คาแรคเตอร์เขาจะเป็นเด็กที่มีความมั่นใจมาก คิดว่า 'ชั้นเก่งจังเลย' คือมันหายากในเด็กญี่ปุ่นวัยนั้นที่จะมีความมั่นใจแบบนี้ ผมก็เลยคิดต่อว่าเด็กที่จะมีความมั่นใจแบบนี้ได้เขาต้องมาจากครอบครัวแบบไหนนะ …เขาต้องมาจากครอบครัวที่มีคุณแม่พร้อมที่จะใจดีอยู่เคียงข้างหรือเปล่า ถึงจะสามารถทำให้เด็กคนนี้เติบโตมาแล้วเป็นคนมั่นใจ สดใส แบบนี้ได้ ถ้าเกิดคุณแม่เป็นอีกแบบก็คงจะไม่ใช่เด็กแบบนี้นะ ในหนังมันจะมีซีนที่ ฟูจิโนะ ได้ค้นพบว่าสุดท้ายวาดรูปไปก็สู้เพื่อนที่ชื่อ เคียวโมโตะ ไม่ได้ ก็ไปบอกคุณแม่ว่า 'แม่ ฝากทิ้งหน่อย' แล้วเขาก็เอารูปที่เคยวาดๆ มาตั้งหน้าห้องให้แม่เอาไปทิ้ง แต่สุดท้ายแล้ว แม่ก็ไม่เอาไปทิ้งครับ นี่เป็นซีนที่ผมเพิ่มเข้ามาเพื่อขยายความว่าคนที่ซัพพอร์ตฟูจิโนะให้กลับมาวาดรูปได้อีกคนก็คือคุณแม่นี่เอง เพราะถ้าแม่ทิ้งรูปวาดเก่าๆ ไป ฟูจิโนะ ก็อาจจะไม่ได้กลับมาวาดรูปก็ได้นะครับ

    "เพราะนั้นมันแล้วแต่เรื่องเลย เพราะสุดท้ายแล้ว ในแต่ละเรื่องตัวละครมันจะเป็นอย่างไร แล้วคุณแม่ที่จะมาอยู่ในแต่ละเรื่อง ก็จะมีความลิงก์กันแบบนี้ คือเป็นแบ็กกราวนด์ เป็นการส่งเสริมตัวละครครับ"

คำถามจากวิทยา

    "ช่วยเล่าเคล็ดลับในการทำงานกับเด็กในหนังแต่ละเรื่องของคุณอย่าง Nobody Knows, Like Father, Like Son (2013), Monster (2023), Shoplifters (2018) ทำอย่างไรให้ได้การแสดงที่พิเศษขนาดนี้?"

คำตอบของโคเรเอดะ

    "ขอบคุณที่ชมครับ …ผมคิดว่าสิ่งสำคัญก็คือต้องทำให้เด็กรู้สึกว่า 'อุ๊ย มาออกกองแล้วสนุกจังเลย พรุ่งนี้อยากมาออกอีก' นี่แหละคือแก่นครับ คือนอกจากจะให้เด็กรู้สึกกว่า การแสดงเป็นเรื่องสนุกจังเลยแล้ว อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ การทำให้เด็กรู้สึกว่าพอมาออกกองแล้วเห็นว่า 'ผู้ใหญ่ที่อยู่ในกองเขาทำงานมีความสุขจังเลย' ด้วยเช่นกัน ถ้าทำงานแล้วเจอผู้ใหญ่ที่เครียด ไม่มีความสุข เด็กๆ ก็จะไม่มีความสุข ผมคิดว่าต้องเริ่มจากตรงนี้ครับ"



    ในระหว่างการสัมภาษณ์ เราเปิดพรีเซนต์ภาพนิ่งและภาพโปสเตอร์หนังผลงานของผู้กำกับกับไทยแต่ละคนที่เตรียมไว้ให้โคเรเอดะได้พอเห็นภาพและผลงานของผู้ตั้งคำถามด้วย โคเรเอดะดูพรีเซนต์อย่างตั้งใจ บางครั้งเขายังขอให้เราเปิดเทรลเลอร์หนังให้ดู พอหมดคำถามที่ฝากมา โคเรเอดะก็ขอไฟล์พรีเซนต์นี้กลับไปดูด้วยเพราะสนใจจะกลับดูหนังของผู้กำกับไทยเหล่านี้ในภายหลัง

    เป็นเรื่องเล็กๆ ที่แสดงว่าเขาเป็น 'คอหนัง' ตัวจริง

    ก่อนจากกันเรายังได้มีโอกาสถามคำถาม ฮิโรคาสุ โคเรเอดะ อีกนิดหน่อย

คำถามจาก happening

    "คุณโคเรเอดะทำงานมายาวนาน มีทั้งงานที่ได้รางวัลและมีหนังที่ทำเงินมากมายแล้ว วันนี้ความท้าทายในการทำงานของคุณคืออะไร?"

คำตอบของโคเรเอดะ

    "ผมรู้สึกว่ามันไม่ได้เป็นคำว่าท้าทายหรือชาเลนจ์แล้ว แต่ผมรู้สึกว่าสิ่งที่ผมทำมาโดยตลอดและยังทำอยู่ ก็คือการค้นหาบางอย่างผ่านกองถ่ายครับ …ค้นหาผ่านกิจกรรมที่ทำในกองถ่าย คือไปออกกองแล้วเจอสิ่งที่นักแสดงแสดง หรือว่าเจอสิ่งที่เกิดขึ้นในกองถ่าย เป็นการออกไปค้นเจออะไรบางอย่าง …นี่คือสิ่งที่ผมยังทำอยู่เสมอครับ"

คำถามจาก happening

    "วันนี้คุณทำภาพยนตร์เรื่อง Look Back จบและออกสู่สายตาผู้คนแล้ว อยากรู้ว่าคุณมีอะไรที่กำลัง Look Forward to อีกบ้าง?"

คำตอบของโคเรเอดะ

    (ตอบเร็ว) หนังเรื่องต่อไปครับ!"



วิภว์ บูรพาเดชะ

ผู้ก่อตั้งนิตยสาร happening, บรรณาธิการบริหารนิตยสาร happening, กรรมการบริหารหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (bacc), นักเขียน, นักแต่งเพลง, นักฟังเพลง และนักอ่านตัวยง

วรรณวนัช บูรพาเดชะ

ที่ปรึกษาทีม happening shop, เจ้าของเพจเฟซบุ๊กและหนังสือ 'ญี่ปุ่นอุ่นอุ่น', นักเขียน ช่างภาพโฟโต้บุ๊ก 'Nagasaki Light' และไกด์บุ๊ก 'Kagawa Memories' นอกจากภาพถ่ายและงานเขียน สิ่งที่เธอสนใจเป็นพิเศษคือการนั่งสมาธิและการโปรยมุขไม่ขำ