AIFX: AI Film Experiment เปิดประสบการณ์การใช้ AI เป็นเครื่องมือสร้างสรรค์ สำหรับคนทำหนัง นักสร้างสรรค์ ศิลปิน และนักทดลอง

    แวบแรกที่พูดถึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ในแวดวงงานสร้างสรรค์ หลายคนคงมีความกังวลหลายประการ ทั้งเรื่องความละเมียดของชิ้นงาน การละเมิดลิขสิทธิ์ การลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ การกดค่าแรง ไปจนถึงการลดอัตราการจ้างงาน หากแต่คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า สุดท้าย AI จะต้องก้าวเข้ามามีบทบาทในแวดวงสร้างสรรค์ และไม่ได้จำกัดอยู่เพียงศิลปะแขนงใดแขนงหนึ่งเท่านั้น นักสร้างสรรค์จึงควรเตรียมความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง มีทักษะและเรียนรู้ที่จะใช้ AI เป็นเครื่องมือหนึ่งในการสร้างสรรค์ผลงานด้วยความเข้าใจและมีประสิทธิภาพ
    การเปิดพื้นที่ให้ภาพยนตร์ทดลองด้วยเทคโนโลยี AI ภายใต้โครงการ 'AIFX: AI Film Experiment' ณ TCDC กรุงเทพฯ  โดยความร่วมมือกันของ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ร่วมกับ FabCafe Bangkok และเครือข่ายคนทำงานสร้างสรรค์ เปิดรับผลงานของคนทำหนัง นักศึกษา และนักสร้างสรรค์ในแวดวงอื่นๆ ที่ชื่นชอบการเล่าเรื่อง โดยสามารถนำเสนอในรูปแบบหนังสั้นเชิงทดลองด้วยเทคโนโลยี AI ส่งเข้าประกวด

    ซึ่งเวทีนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่นำชิ้นงาน AI มาประกวดอย่างฉาบฉวยเท่านั้น แต่ยังคงความเข้มข้นในรูปแบบของ CEA ที่ผู้เข้าประกวดต้องผ่านการอบรมจากเมนเทอร์ในวงการภาพยนตร์ โดยตั้งต้นตั้งแต่ความเข้าใจในกระบวนการสร้างภาพยนตร์ การเขียนบท การสร้างสตอรี่บอร์ด แล้วค่อยใช้เครื่องมือ AI ที่ผ่านการซื้อลิขสิทธิ์อย่างถูกต้อง มาใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างภาพออกมา โดยเน้นย้ำว่า 'AI ไม่ได้เข้ามาแทนคนสร้าง แต่เข้ามาเพื่อเป็นหนึ่งในเครื่องมือสร้างสรรค์' ให้คนสร้างหนังสามารถขยายข้อจำกัดบางอย่างของการสร้างภาพยนตร์ไปให้ไกลขึ้น

AI ไม่ได้แทนที่นักสร้างสรรค์ แต่เป็นเครื่องมือเล่าเรื่อง

    วริทธิ ตีรประเสริฐ  ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนากลยุทธ์อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA หนึ่งในฐานะผู้จัดงาน บอกเล่าประเด็นสำคัญของงานนี้ให้เราฟังว่า งาน AIFX ไม่ได้เกิดจากการตั้งธงว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI จะเข้ามาแทนที่นักสร้างสรรค์ แต่มองว่าเป็นเครื่องมือที่เข้ามาช่วยนักสร้างสรรค์ซึ่งเป็นเจ้าของไอเดียให้ได้สร้างสรรค์ผลงานโดยไม่ติดข้อจำกัดมากขึ้น เริ่มต้นตั้งแต่พัฒนาศักยภาพของคนทำหนังและนักสร้างสรรค์ให้สามารถนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาแนวคิด การผลิตผลงาน การนำเสนอ ไปจนถึงพาผลงานไปต่อยอดสู่เวทีประกวดทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ

    "เราอยากสร้างการอบรมเทคโนโลยี AI ให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ มีพื้นฐานความรู้รองรับ โดยไม่ได้เริ่มต้นที่ AI แต่เริ่มต้นที่กระบวนการสร้างภาพยนตร์ ผ่านการคัดเลือกผู้สมัครเข้ามาอบรมกับผู้เชี่ยวชาญหรือเมนเทอร์ในวงการที่เข้ามาติวเข้ม โดยจัดอบรมทั้งออนไลน์ผ่าน CEA Academy และ Onsite ตั้งต้นตั้งแต่จินตนาการ การสร้างสตอรี่บอร์ด พล็อตเรื่อง การเขียนบท แล้วค่อยใช้ AI เป็นเครื่องมือในการสร้างภาพออกมา จุดประสงค์คือการสร้างเครื่องไม้เครื่องมือที่ถูกต้อง เพื่อนำไปสร้างผลงานที่มีความรู้กำกับ ต่อยอดสู่การสร้างเครือข่ายนักสร้างสรรค์ซึ่งพาคนทำงานที่มีความถนัดในแต่ละด้านมารวมตัวกัน เพื่อสร้างคน สร้างผลงาน และสร้างธุรกิจอุตสาหกรรมสร้างสรรค์"

การใช้ AI เป็นเครื่องมือที่เข้ามาช่วยชีวิตคนทำหนังให้ดีขึ้น
    แล้วในสายตาของคนในแวดวงภาพยนตร์ มองภาพของการใช้งาน AI ไว้อย่างไร 
    วิรัตน์ เฮงคงดี กรรมการบริหาร บริษัทโต๊ะกลมโทรทัศน์จำกัด หนึ่งในผู้ทำงานด้านโทรทัศน์และภาพยนตร์  แสดงความคิดเห็นว่า จรรยาบรรณที่สำคัญสำหรับการใช้งาน AI  คือ การไม่ขโมยลิขสิทธิ์ การไม่ลดทอนคุณค่าของงานศิลปะ และไม่ลดทอนคุณค่าของศิลปินผู้สร้างงาน แต่ให้เลือกใช้ AI มาเป็นเครื่องมือที่ช่วยส่งเสริมชีวิตคนให้ดีขึ้น โดยไม่ให้คนทำงานหนัก ใช้เวลานาน หรือเสี่ยงอันตราย

    "ผมคิดว่าการต่อต้าน AI มีประเด็นนะ ทำไมถึงต่อต้าน ซึ่งมันก็สะท้อนว่า เราควรใช้ในมุมไหน ถ้าเราเลือกใช้ในมุมที่ไปลดทอนคุณค่าของงาน หรือขโมยงานของคนอื่นที่มีลิขสิทธิ์มาใช้ ก็เห็นด้วยกับการต่อต้าน แต่ทีนี้ถ้าเอามาช่วยงานที่เป็นงานแรงงาน งานที่ทำซ้ำๆ มันช่วยให้ชีวิตคนดีขึ้นนะ แต่การที่คุณสร้างขึ้นมาเลย บอกว่าเอามาแทนนักแสดงได้ อันนี้ดูเป็นการลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์และความสามารถของคน แน่นอนว่า AI จะเข้ามาแทนที่งานบางตำแหน่งไหม อาจมองว่าแทนที่ก็ได้ สำหรับคนที่ไม่ปรับตัว ยกตัวอย่าง เมื่อก่อนคุณต้องใช้มือวาดทั้งหมด แต่วันที่ Photoshop, Illustrator หรือ After Effects เข้ามา มันก็มีคนต่อต้านแหละ เหมือนไปแย่งงานเขา แต่พอผ่านไป ทุกคนก็ใช้มันเป็นเครื่องมือ ช่วยออกแบบงานได้เร็วขึ้น สิ่งนี้ก็กลายเป็นวิถีใหม่ในการใช้เทคโนโลยีในอนาคต"

    สำหรับในวงการภาพยนตร์ วิรัตน์มองว่า ในหลายค่าย ยังไม่ได้นำ AI มาใช้ในระดับองค์กร แต่มีการสนับสนุนให้ใช้ในระดับบุคคล ตั้งแต่ช่วยหาข้อมูลเขียนบท ทำพรีโปรดักชั่น ทำโปรดักชั่นเบรกดาวน์ (Break Down) แต่ละซีน หรือการทำคอลล์ชีต (Call Sheet) เพื่อวางแผนการถ่ายทำในแต่วัน
    "ผมเองอยู่ในฐานะเอ็กคลูซีฟโปรดิวเซอร์ (Exclusive Producer) ภาพยนตร์ ผมก็พยายามผลักดันให้ทุกหน่วยใช้สิ่งนี้ เราต้องมองว่า อย่าคิดว่า AI เอามาแย่งงานคน แต่ใช้มันช่วยในงานที่ใช้ Man-hour เยอะๆ ใช้แรงงานถึก ให้มันช่วยตรงนี้ได้ ยกตัวอย่าง นักเขียนบทที่ใช้หาข้อมูลได้ง่ายขึ้น ดีไซเนอร์ที่ใช้หา Reference จัดเรียงความคิดบางอย่างที่ปกติใช้เวลานานมากได้เร็วขึ้น สมมติฝ่ายคอสตูม ต้องหาเรฟแล้วจับมาแมตช์กับตัวนักแสดงว่า ยังไงเหมาะไม่เหมาะ อาร์ตไดเรกชั่นให้ออกแบบมาเลยว่าเรามีห้องแบบนี้ อยากได้โทนสีอะไรยังไง มันเป็นเครื่องมือที่ช่วยงานให้เร็วขึ้น งบประมาณการผลิตก็ต่ำลง มีเงินนำไปใช้ในขั้นตอนอื่นๆ ส่วนโปรดักชั่น ในการทำเบรกดาวน์แต่ละซีน เพื่อออกคอลล์ชีตว่าวันนี้จะมีกี่ฉาก มีนักแสดงใครบ้าง มีกี่ซีน คนนั้นว่างตอน 10 โมง คนนี้ต้องกลับเร็วนะ ปกติการทำงานตรงนี้ยากมาก ใช้เวลามาก  พอมี AI ก็มีผู้ช่วยที่ทำให้ปริมาณงานมันลดลง ช่วยจัดเรียงได้เร็วขึ้น จะได้เอาเวลาไปละเมียดในจุดอื่นได้ดีมากขึ้น"
AIFX SCREENING การประกวดหนังสั้นเชิงทดลองด้วยเทคโนโลยี AI

    สำหรับการประกวดหนังสั้นเชิงทดลองด้วยเทคโนโลยี AI ในรอบสุดท้ายมีภาพยนตร์ 23 เรื่อง จากทั้งหมด 100 กว่าเรื่อง ที่ผ่านการคัดเลือกเข้ามาภายใต้โปรแกรม AIFX SCREENING  แบ่งเป็นผลงานจาก 4 BLOCK หรือ 4 ประเภท คือ Action Fantasy, Drama, Horror และ Animation โดยมีคณะกรรมการ  คือ ปฏิภาณ บุณฑริก, กิตติพัฒน์ จินะทอง, วิรัตน์ เฮงคงดี, สุมิตร สีมากุล และ วริทธิ ตีรประเสริฐ  รวมด้วยเมนเทอร์ที่เข้ามาให้คำแนะนำอย่าง พิง ลำพระเพลิง และ สมรรถพล ตาณพันธุ์  โดยมีเกณฑ์การให้คะแนนออกเป็น 4 ส่วนเท่าๆ กันคือ Creativity, AI Experiment, Storytelling และ Potential ซึ่งผู้ชนะรางวัลชนะเลิศ Grand Prize จะได้รับรางวัลจำนวน 100,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัล จำนวน 1 รางวัล และ Runner-up จะได้รับรางวัลจำนวน 50,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัล จำนวน 4 รางวัล ผลการตัดสินได้แก่

รางวัลชนะเลิศ Grand Prize: The Silenced Witness (Ophelia) ผลงานโดย พิเชฐ เขียวประเสริฐ

    พิเชฐ เขียวประเสริฐ เป็นอาจารย์ประจำคณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เริ่มต้นจากที่ชวนนักศึกษามาร่วมทำเวิร์กชอปด้าน AI กับ CEA เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้เครื่องมือใหม่ๆ มาสู่การเป็นผู้เข้ารอบ Final แล้วคว้ารางวัลชนะเลิศ Grand Prize ไปในท้ายสุด

    ผลงานชิ้นนี้ตีความชะตากรรมของ โอฟีเลีย (Ophelia) ตัวละครเอกหญิงจากบทละครเรื่อง แฮมเลต (Hamlet) ของวิลเลียม เชกสเปียร์ ขึ้นใหม่ หลังจากช่วงเวลาการตายของเธอ โดยตั้งคำถามว่า หากร่างของโอฟีเลียไม่ได้หยุดอยู่เพียงในลำธาร แต่ถูกกระแสน้ำพัดออกสู่ทะเล และล่องลอยไปทั่วโลกตามกระแสน้ำและสายลม เรื่องราวของเธอจะกลายเป็นอย่างไร

    ในผลงานนี้ โอฟีเลียกลายเป็นผู้เดินทางเชิงสัญลักษณ์ ผ่านกาลเวลาและสถานที่ จากตัวละครในอดีตสู่พยานเงียบของโลกศตวรรษที่ 21 ร่างไร้ชีวิตของเธอล่องลอยผ่านแม่น้ำที่ปนเปื้อน ชายฝั่งที่เต็มไปด้วยมลพิษ และแหล่งน้ำที่เสื่อมโทรมจากการกระทำของมนุษย์ทั้งไมโครพลาสติก  น้ำมันในทะเล

    การเดินทางของโอฟีเลีย จึงไม่ใช่เพียงภาพของความตายและความโศกเศร้า แต่เป็นการสะท้อนผลกระทบระดับโลกของการละเลยสิ่งแวดล้อม และเผยให้เห็นความสัมพันธ์อันเปราะบางระหว่างมนุษย์กับสายน้ำ แหล่งกำเนิดชีวิตที่กำลังถูกทำลายอย่างเงียบงัน
    "หลายครั้งที่ AI ก็ทำไม่ได้ดั่งใจ แต่หลายฉากที่มันเออเรอร์ (Error) ก็คล้ายกับการทดลองทางวิทยาศาสตร์หรือศิลปะที่เรามีผิดพลาด แต่มันกลายเป็นผลลัพธ์ที่เอามาใช้ได้ อันหนึ่งที่ AI ยังทำไม่ได้คือยังมีความผิดพลาดอยู่ในตัว ซึ่งความผิดพลาดถ้ามันถูกนำมาใช้อย่างถูกที่ มันจะทำให้งานของเราต่างขึ้น" พิเชฐกล่าว
รางวัล Runner-up รางวัลที่ 1 The Lamp ผลงานโดย กศิเดช พันธะไชย
    กศิเดช พันธะไชย เป็นข้าราชการตำรวจจากจังหวัดขอนแก่น โดยเขาสนใจศึกษาด้าน Generative AI  มามากกว่า 4 ปี 
    โดยผลงานชิ้นนี้เล่าถึง คุณแม่คนหนึ่งที่ทุ่มเททั้งชีวิตให้กับครอบครัว ดูแลทุกอย่างอย่างเงียบๆ โดยไม่เคยเรียกร้องสิ่งใดตอบแทน แต่ยิ่งเธอให้มากเท่าไร คนในบ้านกลับยิ่งมองข้ามเธอมากขึ้นเท่านั้น จนความรักที่เคยเป็นพลังค่อยๆ กลายเป็นความโดดเดี่ยว ในวันที่ไม่มีใครรับฟัง ไม่มีใครเห็นคุณค่า และไม่มีใครสังเกตเห็นความเหนื่อยล้าของเธอ เธอกลับพบคำตอบจากโคมไฟดวงหนึ่ง

    กศิเดชพูดถึงการประกวดครั้งนี้ว่า "ผมได้เห็นผลงานของคนที่มีความรู้ความสามารถด้านฟิล์มโดยตรง ซึ่งทำออกมาได้ดี มองเห็นความแตกต่างของคนทำงานสายนี้โดยตรง ทั้งจากผู้ชนะเลิศที่เป็นอาจารย์ด้านศิลปะ หรือของคนที่ทำงานด้านแอนิเมชัน มองเห็นว่าจังหวะของการเล่าเรื่อง การทำภาพมันโดดเด่นมาก ทำให้ผมได้ประสบการณ์นำมาปรับใช้กับผลงานเราอย่างไร"

รางวัล Runner-up รางวัลที่ 2 Love Never Die ผลงานโดย ธีระวิทย์ กิ่มศาสตร์ และ สุรมนัส จันทิมา

    ธีระวิทย์ กิ่มศาสตร์ และ สุรมนัส จันทิมา ทำงานเป็นครีเอทีฟโฆษณาที่บริษัท อย่างสันติ แม้ว่าในวงการโฆษณาจะมีการใช้ AI เป็นเครื่องมือในการทำงานอยู่บ้าง แต่ผลงาน Love Never Die เป็นภาพยนตร์สั้นเรื่องแรกที่ทั้งคู่เริ่มคิดคอนเสปต์จากข้อจำกัดของการใช้ AI มาทดลองความเป็นไปได้ต่างๆ ผ่านผลงานชิ้นนี้

    Love Never Die เล่าถึงความทรงจำคือสิ่งมหัศจรรย์ของมนุษย์ แม้ในวันที่เราไม่สามารถเรียกความทรงจำกลับมาได้ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่สามารถทำลายสิ่งสำคัญนี้ได้ คือสิ่งที่เราเรียกว่า ความรัก 
    "จากประสบการณ์การทำงานที่เราพบว่า AI มีข้อจำกัดเรื่องของเด็ก เลือด และความรุนแรง ถ้าอย่างนั้นเรานำสองอย่างนี้มาเป็นโจทย์หลักดีกว่าไหม จึงเริ่มจากทำหนังเด็กที่เป็นซอมบี้ แล้วลองหาประเด็นว่าเราจะพูดอะไรจากสิ่งเหล่านี้ดี ซึ่งเราก็มามองถึงเรื่องการศึกษาของเด็กที่เรามักจะสอนว่าโจทย์หนึ่งจะมีแค่คำตอบเดียว แต่จริงๆ อาจจะมีหลายคำตอบนะครับ อย่างเช่น 2+1 = 3 จริงๆ แล้วมันเท่ากับอะไรได้บ้าง มันอาจจะมีหมูสามตัว ไฟจราจรสามสี หรือ I Love You ที่เป็นภาษามือสามนิ้วนะครับ โดยต้องการสื่อว่า ถึงแม้ว่ามนุษย์จะไม่มีความทรงจำเหลืออยู่แล้ว แต่ในหัวใจของเรายังมีความรักอยู่" สุรมนัส เล่าถึงที่มาของเรื่องนี้

    เขายังแบ่งปันมุมมองการใช้ AI ในแวดวงสร้างสรรค์เพิ่มเติมไว้ว่า ถึงแม้ว่าจะพยายามหนีหรือปฏิเสธ AI แต่ไม่มีใครสามารถหยุดหรือห้ามไม่ให้สิ่งนี้เกิดขึ้นได้ "ผมเลยคิดว่าเราควรที่จะเรียนรู้เพื่อใช้ประโยชน์มันให้ได้มากที่สุด ใช้มันเป็นหนึ่งในเครื่องมือของเราและหาวิธีทำงานกับมัน เราต้องปรับตัวและใช้มันให้ได้ครับ"

รางวัล Runner-up รางวัลที่ 3 Give us a little more time ผลงานโดย จุฬญาณนนท์ ศิริผล และ จิดาภา จิรยั่งยืนยง

    จุฬญาณนนท์ ศิริผล เป็นอาจารย์คณะดิจิทัลมีเดียและศิลปะภาพยนตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ศิลปินภาพเคลื่อนไหว และนักสร้างภาพยนตร์ ส่วน จิดาภา จิรยั่งยืนยง เป็นนักศึกษา จาก Silpakorn University International College. Digital Communication Design.

    ผลงานชิ้นนี้พัฒนาต่อยอดมาจากโปรเจกต์ของคุณจุฬญาณนนท์ เมื่อเกือบ 10 ปีก่อน ผ่านการตัดกระดาษหนังสือพิมพ์ที่รวบรวมมาตลอด 5 ปี ตั้งแต่วันที่มีการรัฐประหารจนถึงวันเลือกตั้ง เพื่อทำศิลปะคอลลาจ ก่อนจะเขียนบทใหม่สำหรับทำภาพยนตร์ AI โดยมีคุณจิดาภาที่เข้ามาเป็นนักศึกษาฝึกงาน ดูแลด้านภาพและวิดีโอ เล่าเรื่องราวของ คุณป้าที่ได้คิดล่วงเกินท่าน SAFELY LEADERS ทำให้เธอมีหางงอกออกมา เธอจึงจะต้องเดินทางไปขอขมาท่านที่วัดอันเต็มไปด้วยสิ่งแปลกประหลาดมากมาย รวมถึงเหล่าลูกเทพที่ลอยลงมาจากฟ้า หลังจากขอขมาหางของคุณป้าก็หดสั้นลงอย่างน่าอัศจรรย์ ซึ่งสะท้อนถึง เมื่อสื่อที่ถูกควบคุมโดยคณะรัฐประหาร ในฐานะประชาชนจะสามารถเปลี่ยนแปลงหรือมีความคิดเห็นที่แตกต่างจากสื่อกระแสหลักที่ถูกควบคุมได้อย่างไรบ้าง

    จิดาภา เล่าให้ฟังว่าการได้เข้ามาอบรมที่ AIFX ทำให้ได้เรียนรู้เครื่องมือ AI ซึ่งถือเป็นแนว (Genre) ใหม่ "ได้เรียนรู้เวิร์กโฟลว์ ตั้งแต่การเตรียมคำสั่งให้ชัดเจน (Prompt) สตอรี่บอร์ด ว่าสามารถไฮบริดหรือ AI ล้วนตรงไหนได้บ้าง รวมถึง เครื่องมือ AI ที่เป็นเรื่องใหม่สำหรับเรามาก" 
    ส่วนจุฬญาณนนท์ ในฐานะที่เป็นคนหนึ่งในแวดวงหนังมองว่า มนุษย์ยังต้องเป็นคนควบคุม AI มากกว่า ให้ AI มาควบคุมเรา "บางอย่างที่เรายังอาจจะจินตนาการไม่ออก ให้ AI มาเป็นผู้ช่วยในการสร้างมีเดียนั้นขึ้นมา แต่ว่าสุดท้ายคนที่จบงานยังต้องเป็นมนุษย์ที่ตัดสินใจประเมินว่าอะไรดีไม่ดี อะไรชอบไม่ชอบ ซึ่ง AI เป็นเครื่องมือใหม่ที่น่าติดตามว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต"
รางวัล Runner-up รางวัลที่ 4 Homo Sapiens Family ผลงานโดย วันชนะ อินทรสมบัติ

    คุณวันชนะ อินทรสมบัติ เป็น Studio Art Director ของบริษัท Moon Active (Thailand) บริษัทพัฒนาเกมมือถือระดับโลก ที่พัฒนาเกมอย่าง Coin Master และ Travel Town รวมถึงทำงานในวงการแอนิเมชันมากว่า 15 ปี เขามีส่วนร่วมในด้าน Concept Art และ Visual Development ในแอนิเมชันเรื่อง Wish Dragon, Despicable Me 4 และ Wildwood

    ผลงานชิ้นนี้ เล่าเรื่องราวของครอบครัวมนุษย์ยุคหินที่ถูกนำมาเลี้ยงไว้ในสวนมนุษย์บนโลกที่ถูกขับเคลื่อนโดยเหล่าสรรพสัตว์ ดำเนินเรื่องผ่านการล้อเลียน เสียดสี และสะท้อนพฤติกรรมของมนุษย์ในยุคปัจจุบันผ่านตัวละครมนุษย์ยุคหิน ครอบครัวหนึ่งที่มีตัว สามี ภรรยา และลูก ว่าถ้ามนุษย์หยุดพัฒนา แล้วปล่อยให้สิ่งมีชีวิตอื่นก้าวล้ำหน้า จะเกิดอะไรขึ้น 
    "จุดเริ่มต้นของผลงานชิ้นนี้มาจาก ผมทดลองทำผลงาน AI ชิ้นหนึ่งเพื่อดูขอบเขตของแอนิเมชัน แล้วโพสต์ลง IG ทำให้คนในวงการศิลปะที่เขาตามผมอยู่ หรือผมไปตามเขา เขาแอนตี้ AI อย่างมาก ผมก็ได้ผลตอบรับในเชิงลบเยอะ ซึ่งผมเข้าใจนะ คนทำงานสายอาร์ตย่อมไม่ชอบ ทั้งการดึงดาต้าจากภาพในอินเทอร์เน็ตมาเก็บไว้ในคลังของ AI เอามาเทรนเป็นโมเดล เขารู้สึกไม่แฟร์ รับไม่ได้มากๆ ซึ่งในส่วนตัวผม ผมมองว่าทุกเทคโนโลยีที่เข้ามา ก่อนเราจะแอนตี้ต้องรู้ก่อนว่ามันทำงานยังไง เข้าไปทดลองกับมันก่อน ลองดูว่า การใช้คำสั่ง (Prompt) ไม่กี่คำมันเสร็จเลยไหม พอผมไปลงลึกกับมัน ผมกลับชอบมันมาก เป็นเหมือนเครื่องมือใหม่ที่เอาไว้เล่าเรื่องราวได้  ซึ่งพอผมได้เข้าร่วมการประกวด AIFX เลยได้รู้จักเวที AI Film อื่นๆ ทั่วโลก แล้วลองส่งผลงานไปดู ก็ทำให้ได้ไปแสดงงาน AI for Good Film Festival ที่เจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ถือว่า AIFX เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมได้เจอเวทีอื่นๆ อีกครับ"

    หลังจากนี้ภาพยนตร์ทั้ง 5 เรื่อง จะถูกนำไปแสดงที่งานเทศกาลภาพยนตร์ปัญญาประดิษฐ์นานาชาติแห่งประเทศไทย หรือ Thailand International AI Film Festival (TIAIF) วันที่ 30 กรกฎาคม 2569 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)

กมลพร สุนทรสีมะ

อดีตเติบโตมากับกองบรรณาธิการนิตยสารสำหรับเด็กเเละครอบครัว เชื่อมั่นในพลังมหัศจรรย์ของเด็กๆ ชอบดอกไม้ พืชใบเขียว มีหอศิลป์เป็นที่ชุบใจ ติดชาเย็นหวานน้อย พอๆ กับกลิ่นกระดาษ อนาคตอยากเลี้ยงลาบาดอร์ สีน้ำตาล

ดวงสุดา กิตติวัฒนานนท์

ช่างภาพผู้ชื่นชอบการวาดรูปและรับงานวาดภาพประกอบบ้างประปราย เธอมีความตั้งใจกับตัวเองว่าจะออกไปเที่ยวนอกประเทศให้ได้ปีละครั้ง