ผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ UNTO Studio มีรูปลักษณ์และคุณสมบัติที่ดึงดูดความสนใจตั้งแต่แรกเห็น แต่เมื่อไรที่ลองหยิบจับและใช้งานด้วยตัวเองจะได้พบกับประสบการณ์ที่สร้างความรื่นรมย์ในชีวิตประจำวันได้อย่างลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเป็น Color Gem Crayon สีเทียนทรงลูกบาศก์ที่จะเปลี่ยนรูปร่างไปคล้ายหินธรรมชาติเมื่อถูกใช้งานไปเรื่อยๆ, Petalnote Sticker ดอกไม้ที่นำมาใช้คั่นหนังสือ แล้วสามารถดึงกลีบมาใช้โน้ตข้อความหรือคั่นใจความสำคัญได้ทีละกลีบ หรือ Soundscape Letter โปสการ์ดที่ใช้อัดเสียงในบรรยากาศระหว่างการเดินทางมาส่งให้กับผู้รับสัมผัสเหมือนกับอยู่ด้วยกันตรงนั้นได้
ผลงานออกแบบของ UNTO Studio สร้างประสบการณ์ให้กับผู้ใช้งานได้อย่างน่าประทับใจ และความน่าสนใจในคอนเสปต์ผลิตภัณฑ์ก็ทำให้ได้รับรางวัลมากมาย รวมถึงวางจำหน่ายในเมืองชั้นนำของโลก ทั้งลอนดอน ปารีส เบอร์ลิน เวนิส อัมสเตอร์ดัม ซานฟรานซิสโก โตเกียว และกรุงเทพฯ เราจึงอยากรู้จักสตูดิโอออกแบบจากไทเปแห่งนี้มากขึ้น และคนที่จะมาบอกเล่าที่มาและเบื้องหลังการออกแบบผลิตภัณฑ์ได้ดีที่สุดคือ มิช (Mish) และ แอนเจล่า (Angela) สองผู้ร่วมก่อตั้ง UNTO Studio นั่นเอง

สิ่งเล็กน้อยที่สร้างความหมายให้ชีวิตประจำวัน
พวกเธอเล่าให้ฟังว่า ทั้งคู่พบกันในช่วงที่กำลังศึกษาอยู่ที่ พาร์สันส์ เดอะ นิว สคูล (Parsons The New School) ในนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา
"ขณะที่อาศัยอยู่ในนิวยอร์กหลังจากเรียนจบ เราได้ทำโปรเจกต์เล็กๆ ร่วมกัน เป็นการทดลองวัสดุและแนวคิดต่างๆ เชิงสร้างสรรค์ ที่พัฒนาไปสู่สิ่งที่มีทิศทางและความตั้งใจมากขึ้น จน ค.ศ. 2020 เราจึงเปิดตัวผลิตภัณฑ์ชิ้นแรกอย่างเป็นทางการที่ไทเป นั้นเป็นจุดเริ่มต้นของ UNTO ในฐานะแบรนด์"

มุมมองการสร้างสรรค์งานออกแบบที่สอดคล้องกันทำให้ทั้งคู่ทำงานร่วมกันภายใต้ UNTO Studio "พวกเราต้องการตั้งคำถามและกลับมามองสิ่งของในชีวิตประจำวันใหม่ ในรูปแบบที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่ใช้งานได้ เราสนใจที่จะเปลี่ยนสิ่งธรรมดาให้กลายเป็นสิ่งที่มีความเป็นบทกวีและมีความหมายมากขึ้น ทำให้ของใช้ในชีวิตประจำวันให้ความรู้สึกราวกับเป็นงานศิลปะ"
ซึ่งนอกเหนือจากผลิตภัณฑ์ของแบรนด์แล้ว พวกเขายังมีโอกาสร่วมแสดงงานในนิทรรศการ Great Beauty Needs No Words ที่จัดขึ้นโดย National Palace Museum ร่วมกับ Van Cleef & Arpels "ธีมของนิทรรศการครั้งนั้นเน้นเรื่องวัสดุและความงามของอัญมณี เราจึงนำ Color Gem สีเทียนที่มีรูปร่างเหมือนก้อนหินหรืออัญมณีไปนำเสนอ โดยอ้างอิงรูปทรงจากหินในธรรมชาติมาจัดแสดง"
แล้วผลงานชิ้นนี้ก็กลายมาเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่ได้รับรางวัลมากมายในเวลาต่อมา ได้แก่ iF Design Award (2023), Pinkoi Design Award (2023), Golden Pin Design Award (2022), CET Best Award (Gold) (2022) และเข้ารอบ Dezeen Awards (2020) (Longlisted)

พวกเธอเล่าถึงแนวคิดในการออกแบบ Color Gem Crayon ว่า "วาดจากธรรมชาติ ราวกับหยิบก้อนหินขึ้นมาเริ่มระบายสีเลย" Color Gem เป็นสีเทียนทรงลูกบาศก์ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากหินและสีของแร่ธาตุ ในหนึ่งชิ้นจะมีการสุ่มเม็ดสีที่ดึงจากการทับซ้อนกันของชั้นหินตามธรรมชาติที่ทำให้สีเทียนของแบรนด์นี้ไม่เหมือนใคร เวลาใช้งานจริงจะรู้สึกเพลิดเพลินไปกับการวาดภาพที่คล้ายกับสีถูกปลดปล่อยออกมาจากวัสดุธรรมชาติ ซึ่งเมื่อผ่านการใช้งาน ทุกแรงกด รอยบุ๋ม และมุมที่ค่อยๆ ถูกลากระบาย จะเป็นกระบวนการที่ผู้ใช้ได้ปั้นรูปทรงของหินด้วยตัวเองไปพร้อมๆ กับการทำงานศิลปะของตัวเอง

มาถึงผลิตภัณฑ์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากดอกไม้บ้าง "Petalnote Sticker เป็นไอเดียที่ผลิบานจากกลีบดอกไม้ทีละกลีบ" ทุกวันนี้เราจะเห็นกระดาษโน้ตแบบมีกาวที่รูปร่างและสีสันสวยงามมากมาย แต่ความพิเศษของ Petalnote Sticker อยู่ที่การให้ประสบการณ์คล้ายกับผู้ใช้ได้เด็ดดอกไม้ทีละกลีบจริงๆ เป็นการนำความโรแมนติกของการทับดอกไม้ในหนังสือมาออกแบบร่วมกับฟังก์ชั่นการใช้งานของกระดาษโน้ต ผลที่ได้คือ การนำความงดงามของธรรมชาติมาสู่การใช้งานในชีวิตประจำวัน จะใช้ตกแต่งโต๊ะทำงานให้สดชื่นก่อนที่จะเด็ดกลีบออกมาเขียนโน้ตก็ได้ ความละมุนของผลงานชิ้นนี้จึงคว้ารางวัล iF Design Award (2025) และ Golden Pin Design Award (2024) ไป

แม้กระทั่งเสียงก็นำมาเป็นหนึ่งแรงบันดาลใจได้เหมือนกัน พวกเขาพูดถึง Soundscape Letter ไว้ว่า "ภาพหนึ่งอาจแทนคำพูดได้พันคำ แต่ภูมิทัศน์ของเสียงสามารถแทนภาพได้พันภาพ" ผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้ออกแบบมาเพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดของเวลาและระยะทางผ่านเสียง เพราะนอกจากข้อความบนโปสการ์ดแล้ว ผู้รับอาจจะรู้สึกเหมือนได้เดินทางไปยังสถานที่นั้น แล้วได้ยินเสียงหวูดไอน้ำของสถานีรถไฟ เสียงสายฝนในป่า หรือ เสียงเฉพาะพื้นที่ซึ่งอยู่คนละมุมโลก เป็นผลงานที่ผสานนวัตกรรมของเทคโนโลยีเข้ากับความคลาสสิกของการส่งจดหมาย เป็นการรับ-ส่งข้อความและความรู้สึกอย่างเป็นรูปธรรม ต่างจากประสบการณ์การส่งข้อความผ่านแอปพลิเคชันในชีวิตประจำวันที่รวดเร็วเสียจนเคยชิน
ผลงานการออกแบบบางชิ้นที่นำมาเป็นตัวอย่างนี้ เป็นการตีความอย่างละเอียดอ่อนจากธรรมชาติและสิ่งธรรมดาที่พบเห็นได้ในชีวิตประจำวันของ UNTO Studio ที่ไม่เหมือนแบรนด์ไหนเลย
แรงบันดาลใจจากธรรมชาติและบทกวี
ผลงานของ UNTO Studio มาจากก้อนหิน ดอกไม้ หยดน้ำ และเสียง ซึ่งล้วนมาจากธรรมชาติ แล้วอะไรคือเหตุผลที่พวกเธอนำสิ่งเหล่านี้มาใช้ในการออกแบบล่ะ ทั้งคู่ตอบในนาม UNTO Studio ว่า "ผลงานจำนวนมากของเราได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติและบทกวี เพราะเราเชื่อว่าสิ่งที่งดงามทั้งหมดมีอยู่แล้วในธรรมชาติ ผ่านการสำรวจวัสดุและรูปทรง เรานำแรงบันดาลใจเหล่านั้นมาตีความใหม่ให้กลายเป็นวัตถุ เช่น สีเทียนที่มีลักษณะเหมือนก้อนหิน ซึ่งสะท้อนสีสันจากหินในธรรมชาติ หรือท่าทางของการเด็ดกลีบดอกไม้ ซึ่งถูกจินตนาการใหม่ให้กลายเป็นกระดาษโน้ตสำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน"

"เรายกย่ององค์ประกอบที่เรียบง่ายที่สุด และต้องการกระตุ้นให้ผู้ใช้เกิดความรู้สึกพึงพอใจผ่านการใช้งาน ยกตัวอย่างเช่น ยิ่งใช้ Color Gem มากเท่าไร รูปทรงของมันก็จะค่อยๆ เปลี่ยนไปคล้ายก้อนหินมากขึ้น สะท้อนกระบวนการกัดกร่อนตามธรรมชาติอย่างเงียบงัน ที่สำคัญผลงานทั้งหมดของเราได้รับการผลิตในไต้หวันด้วย"
นอกเหนือจากความสำเร็จของผลงานที่การันตีจากรางวัลที่ได้รับแล้ว พวกเธอบอกว่า การที่ชิ้นงานมีความหมายต่อผู้ใช้งานจริง คือรางวัลที่ดีที่สุดเหมือนกัน
"การที่ผลงานของเราได้รับการยอมรับเป็นสิ่งที่ให้กำลังใจพวกเราอย่างมาก เรารู้สึกขอบคุณอย่างจริงใจที่ผลงานของเราสามารถเชื่อมโยงและเข้าถึงผู้คน ไม่เฉพาะคนที่อยู่ในสตูดิโอของเราเท่านั้น การได้รับการยอมรับเหล่านี้ช่วยยืนยันความเชื่อของเราว่า แม้แต่วัตถุเล็กๆ ที่เรียบง่ายที่สุด หากได้รับการออกแบบอย่างใส่ใจและรอบคอบ ก็สามารถมีความหมายและคุณค่าได้"
ความหมายของการออกแบบสำหรับ UNTO Studio
ผลงานแต่ละชิ้นของ UNTO Studio เมื่อถึงมือผู้ใช้แล้ว คนเหล่านั้นจะสามารถตีความและสร้างความหมายที่มีต่อผลิตภัณฑ์นั้นๆ ได้ด้วยตัวเอง ทำให้เราคิดว่าเบื้องหลังการออกแบบของสตูดิโอแห่งนี้ผ่านการคิดมาอย่างเข้มข้นเหลือเกิน
ซึ่งพวกเธอบอกเล่ามุมมองการออกแบบของ UNTO Studio ไว้ว่า "สำหรับ UNTO การออกแบบคือ สะพานเชื่อมระหว่างสิ่งธรรมดากับความหมายที่ลึกซึ้ง มันไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความสวยงามหรือประโยชน์ใช้สอยเท่านั้น แต่คือการสร้างสรรค์วัตถุที่บรรจุอารมณ์ ความทรงจำ และความเชื่อมโยงไว้ สิ่งของในชีวิตประจำวันสามารถเป็นภาชนะที่เก็บความประหลาดใจ ความสุขเล็กๆ และการใคร่ครวญ แปรเปลี่ยนกิจวัตรในชีวิตประจำวันให้เป็นการมีส่วนร่วมและแรงบันดาลใจ"
"เรามองว่าการออกแบบเป็นเหมือนบทสนทนาระหว่างผู้สร้างสรรค์ วัตถุ และผู้ใช้ มันดึงแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ งานฝีมือ และขนบประเพณี ขณะเดียวกันก็เชื้อเชิญให้ผู้คนตีความ เปิดพื้นที่ให้แต่ละคนค้นพบความหมายของมันในแบบของตนเอง โดยเฉพาะในยุคที่สื่อมีอยู่ล้นหลามและมีเอไอเข้ามามีบทบาทมากขึ้น การออกแบบที่สะท้อนความเป็นมนุษย์ ความอบอุ่น และอารมณ์ความรู้สึก จึงทำให้เรายิ่งต้องมีความรอบคอบและความมุ่งมั่นมากขึ้น"

ในฐานะสตูดิโอออกแบบที่ทำงานที่ไทเป เราจึงอยากให้พวกเธอเล่าถึงความน่าสนใจในวงการออกแบบไต้หวันให้ฟังสักหน่อย
"เราคิดว่าวงการออกแบบของไต้หวันเป็นพื้นที่ที่เป็นมิตรกับสตูดิโออิสระขนาดเล็ก มีงานแฟร์เกี่ยวกับงานคราฟต์ งานทำมือ รวมถึงงานอาร์ตบุ๊กแฟร์มากมาย ภาพรวมยังมีงานออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรม หรือการออกแบบคาแรกเตอร์ที่ค่อนข้างใหญ่ ทำให้ผู้คนเข้าถึงได้ง่ายและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ในขณะเดียวกันก็มีชุมชนของนักออกแบบที่กำลังเติบโต ซึ่งสนใจการทำงานแบบร่วมมือกันและมีการนำเสนอการทดลองแนวทางใหม่ๆ สิ่งเหล่านี้ช่วยเติมพลังและความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ให้กับวงการออกแบบของไต้หวันอยู่เสมอ"
การส่งเสริมซึ่งกันและกันแบบนี้ทำให้เราได้เห็นไอเดียดีๆ และแปลกใหม่ในแวดวงสร้างสรรค์ของไต้หวันเสมอมา
สำหรับคนไทยที่มีโอกาสเดินทางไปไต้หวัน พวกเธอฝากให้ลองแวะไปชมผลิตภัณฑ์ของ UNTO Studio (link: https://studiounto.com/studio) ได้ตามร้านหนังสือขนาดใหญ่ เช่น Tsutaya ที่ NOKE หรือ ร้านซีนอิสระที่มีเสน่ห์อย่าง Ponding นอกจากนี้ยังมีสินค้าวางอยู่ตามพิพิธภัณฑ์ต่างๆ เช่น MOCA Taipei, Taipei Museum of Fine Arts, CMP Taichung และ Tainan Art Museum อีกด้วย
แต่ถ้าใครยังไม่มีโอกาสไปไต้หวัน ที่กรุงเทพมหานครก็สามารถพบสินค้าของแบรนด์นี้ได้ที่ร้าน happening shop ทั้ง 3 สาขา ได้แก่ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (bacc), โครงการดาดฟ้า ลาซาล และ ท่าพิพิธภัณฑ์