ในวันที่โลกกำลังวุ่นวายจากภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงรวดเร็ว ข่าวคราวการทำลายล้างระหว่างกันมีมาให้เห็นแทบทุกวัน ความคิดเห็นอันแตกแยกแตกต่างผุดขึ้นเต็มโซเชียลมีเดีย ความยากลำบากกำลังคืบคลานเข้ามา ทีม happening เชื่อว่าในห้วงเวลาแบบนี้ 'ศิลปะ' ยังคงเป็นสื่อที่สามารถใช้สื่อสารในเรื่องสำคัญๆ ได้ เหมือนในอดีตที่เคยมีศิลปินหลายต่อหลายรายผู้เชื่อมั่นในพลังของศิลปะได้ใช้มันสื่อสารอย่างทรงพลังมาแล้ว เราขอเล่าเรื่องราวกรณีศึกษาจำนวน 9 เรื่อง บางเรื่องคุณอาจพอเคยได้ยิน บางเรื่องคุณอาจไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่เราหวังแค่ว่าหากยังมีศิลปิน หรือคนรักศิลปะ ผ่านมาเห็นโพสต์นี้บ้าง ก็น่าจะได้พลังใจและเป็นแรงบันดาลใจในการใช้ 'ศิลปะ' เพื่อสื่อสารถึงสันติภาพกันต่อไปอย่างไม่สิ้นความหวัง!

ไมเคิล มัวร์ (Michael Moore) ถือเป็นโปรดิวเซอร์ นักเขียนบท ผู้กำกับภาพยนตร์ และนักกิจกรรมที่มักจะตั้งคำถามกับความเป็นอเมริกันและระบบทุนนิยมในสไตล์จิกกัดและประชดประชันได้อย่างเจ็บแสบเสมอ ผลงานสารคดีเรื่อง Fahrenheit 9/11 สร้างแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองและได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วประเทศ จากการตั้งคำถามต่อการตัดสินใจทำสงครามกับอิรักของรัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของประธานาธิปดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช หลังเหตุก่อการร้ายโดยกลุ่มอัลเคด้า ที่นำโดย อุซามะห์ บินลาดิน เมื่อวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001
ภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ได้รับรางวัลจากเวทีต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ เช่น รางวัลสารคดียอดเยี่ยม (Best Documentary Feature) จาก Critic Choice Awards, หนังอิสระต่างชาติยอดเยี่ยม (Best Foreign Independent Film) จาก British Independent Film Awards และ ชนะรางวัลปาล์มทองคำ (Palme d'Or) (2004) จาก Cannes Film Festival เป็นต้น
Fahrenheit 9/11 จุดประเด็นเรื่องสายสัมพันธ์ทางธุรกิจระหว่างตระกูลบุชกับกลุ่มทุนในซาอุดีอาระเบีย แล้วพยายามชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลใช้ความหวาดกลัวการก่อการร้ายของประชาชนเป็นเหตุผลในการทำสงครามกับอิรัก ทั้งๆ ที่อิรักไม่ได้มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับเหตุการณ์ 9/11 แล้วค่อยๆ เล่าเรื่องราวชีวิตของเหล่าทหารชั้นผู้น้อยที่เดินทางไปรบ มีทหารที่ทั้งบาดเจ็บและเสียชีวิต ขณะที่บริษัทค้าอาวุธและบริษัทน้ำมันได้รับผลประโยชน์มากมายจากสงครามครั้งนี้ หนึ่งในฉากที่คนจดจำมากที่สุดคือ ไมเคิล มัวร์ เดินไปถามสมาชิกสภาคองเกรสที่กำลังเดินเข้าไปทำงานว่า ในเมื่อพวกเขาสนับสนุนสงครามอิรักแล้ว สนใจจะส่งลูกหลานไปรบไหม พร้อมกับยื่นใบสมัครเกณฑ์ทหารให้ แล้วนักการเมืองแต่ละคนก็เดินหนีบ้าง แกล้งทำเป็นคุยโทรศัพท์บ้าง แล้วสรุปข้อมูลไว้ว่า ในบรรดาสมาชิกสภาหลายร้อยคน มีเพียงหนึ่งคนเท่านั้นที่มีลูกไปรบอยู่ที่อิรัก
หนังเรื่องนี้เป็นความกล้าหาญของผู้กำกับชาวอเมริกันที่ตั้งประเด็นวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลจอร์จ ดับเบิลยู. บุช อย่างรุนแรง พร้อมทั้งตั้งคำถามของการเริ่มสงครามอิรักครั้งนั้นว่าเป็นการทำเพื่อความมั่นคงและเสรีภาพของประชาชนชาวสหรัฐ หรือ เพื่อผลประโยชน์ของบริษัทค้าอาวุธและน้ำมันกันแน่

อเล็กซานดรา (ซาช่า) สโกชิเลนโก (Alexsandra (Sasha) Skochilenko) เป็นศิลปินนักวาดภาพประกอบและนักดนตรีชาวรัสเซีย ที่อาศัยอยู่ในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ผลงานส่วนใหญ่ของเธอจะพูดถึงการเยียวยาจากความบกพร่องทางจิตใจ (Mental Health) ซึ่งเธอเองก็เป็นผู้หนึ่งที่ต่อสู้กับอาการที่ตัวเองเป็นเช่นกัน
นับตั้งแต่รัสเซียเริ่มรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2022 ช่วงเดือนมีนาคม อเล็กซานดรา เข้าไปในซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่ง แล้วนำข้อความที่เขียนถึงสงคราม โดยเธอออกแบบให้มีลักษณะเหมือนป้ายราคาจริง ทั้งฟอนต์ สี และแถบบาร์โค้ด ไปสลับกับป้ายราคาสินค้า ตัวอย่างบางส่วนนำมาแปลได้ว่า
"กองทัพรัสเซียทิ้งระเบิดใส่โรงเรียนศิลปะในมาริอูปอล ซึ่งมีคนราว 400 คนใช้หลบภัยอยู่"
"ทหารเกณฑ์รัสเซียกำลังถูกส่งไปยังยูเครน ชีวิตของลูกหลานเราคือราคาที่ต้องจ่ายให้กับสงครามนี้"
"หยุดสงคราม ทหารรัสเซีย 4,300 นายถูกสังหารในสามวันแรก ทำไมสิ่งนี้ไม่ถูกกล่าวถึงทางโทรทัศน์"
"ปูตินโกหกเราผ่านหน้าจอโทรทัศน์มากว่า 20 ปีแล้ว ผลของการโกหกนี้คือ เราหาข้ออ้างให้ทำสงครามและความตายที่ไร้ความหมาย"
"ทวดของฉันไม่ได้ร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึงสี่ปี เพื่อที่จะให้รัสเซียกลายเป็นรัฐฟาสซิสต์และบุกยูเครน"
ป้ายราคาสินค้าในรัสเซียมีขนาดใหญ่กว่าป้ายราคาในซูเปอร์มาร์เก็ตบ้านเรา จึงเริ่มเป็นที่สังเกตและคนอ่านกันได้สะดวก ในที่สุดก็นำไปสู่การจับกุมและศาลรัสเซียพิพากษาตัดสินว่า "ข้อมูลเท็จที่สร้างความเสื่อมเสียต่อกองทัพ" ทำให้เธอได้รับโทษจำคุกถึง 7 ปี แต่เนื่องจากเธอมีปัญหาสุขภาพคือโรคหัวใจและแพ้กลูเตนรุนแรง ทำให้ได้รับการปล่อยตัวเมื่อเดือนสิงหาคม 2024 จากการแลกเปลี่ยนนักโทษครั้งใหญ่ที่สุดระหว่างรัสเซียและชาติตะวันตก และปัจจุบันเธอพำนักอยู่ในประเทศเยอรมนี
การกระทำนี้นับเป็นการประท้วงความรุนแรงผ่านศิลปะและความคิดสร้างสรรค์อย่างสันติวิธีที่สำคัญในสงครามรัสเซีย-ยูเครนครั้งหนึ่งทีเดียว

มารีนา อบราโมวิช หนึ่งในศิลปินที่ใช้การแสดงสดได้อย่างทรงพลังมากที่สุดคนหนึ่งในโลกศิลปะ สร้างสรรค์ผลงาน Balkan Baroque ขึ้นในปีค.ศ. 1997 แล้วจัดแสดงในงาน Venice Biennale ครั้งที่ 47 ที่ทำให้ปีนั้นเธอได้รับรางวัลสิงโตทองคำ (Golden Lion) ศิลปินยอดเยี่ยม (Best Artist) อีกด้วย
ในช่วงเวลานั้นสถานการณ์สงครามในยูโกสลาเวีย ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเธอ เพิ่งสงบลงไม่กี่ปี แต่เธอยังมีความบอบช้ำทางความรู้สึกและความสูญเสียของผู้คนจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยังไม่จางหาย ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนช่วงกลางปีของเวนิส เธอนำกระดูกวัวสดๆ กว่า 1,500 ชิ้น ที่เริ่มส่งกลิ่นรุนแรงและเน่าเปื่อยมานั่งขัดด้วยแปรงทองเหลืองและน้ำต้มสุกทีละชิ้นจนสะอาด พร้อมกับร้องเพลงพื้นเมืองที่เธอจดจำในวัยเด็กไปด้วย โดยเธอใช้เวลาวันละ 6 ชั่วโมง ตลอดทั้งสิ้น 4 วัน ภายในพื้นที่ห้องใต้ดินในพาวิลเลียนที่มีทั้งความมืด กระดูกวัวที่สื่อสารถึงความตายพร้อมกับกลิ่นที่รุนแรงทำให้ผู้ชมสะเทือนใจไม่แพ้กัน
ทั้งเลือดและความคาวที่ยังคงอยู่สะท้อนถึงความทุกข์ของประชาชนที่ไม่อาจล้างให้สะอาดหรือหมดไปจากสงครามและความรุนแรงที่เกิดขึ้นแล้ว

โทมิยามะ เทเอโกะ (Tomiyam Taeko, 1921-2921) เป็นศิลปินหญิงชื่อดังชาวญี่ปุ่นที่ใช้งานศิลปะสื่อสารประเด็นหนักๆ อย่างเรื่องสงคราม เรื่องเพศ เรื่องความเท่าเทียม ลัทธิบริโภคนิยม มาอย่างยาวนานตลอดชีวิตการทำงานของเธอ โทมิยามะ เทเอโกะ ยังร่วมงานกับศิลปินหลายแขนงในเอเซียเพื่อสร้างสรรค์งานร่วมกัน อย่างในเมืองไทยเองเธอก็เคยมาทำงานกับศิลปินสายเพื่อชีวิตหลายคนด้วย
ในงาน Thailand Biennale, Phuket 2025 ที่จัดปลายปี 2025 ต่อมาถึงเดือนเมษายนปี 2026 มีการเอาผลงานของ โทมิยามะ เทเอโกะ มาจัดแสดงให้ได้ชมกันหลายชิ้นในหลายสถานที่ เราขอกล่าวถึงงานชิ้นเด่นชิ้นหนึ่งที่ถูกแสดงอยู่ที่ธนาคารกรุงเทพพาณิชย์การ (มหาชน) สาขาภูเก็ต (เดิม) เป็นภาพสีน้ำมันบนผืนผ้าใบขนาด 165x131 ซม. ชื่อภาพว่า Theater Beneath The Sea Splended Banquet for the Empire ซึ่งเป็นหนึ่งในภาพจากซีรีส์ที่เธอเล่าเรื่องของการอพยพข้ามถิ่นของผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งต่างๆ
เมื่อได้ยืนอยู่ต่อหน้าภาพดังกล่าว เราจะได้รับรู้ถึงพลังและเรื่องราวหลากหลายที่ทับซ้อนกันอยู่ในภาพ ในองค์ประกอบของภาพที่อึงอลมหาศาล ศิลปินได้สื่อสารแทนความรู้สึกของชาวบ้าน ชนชั้นแรงงาน ศิลปินพื้นบ้าน ที่โดนผลกระทบจากความบ้าคลั่งของลัทธิจักรวรรดินิยมและทุนนิยมซึ่งก่อให้เกิดสงครามและความขัดแย้งต่างๆ ในโลก
ในอีกมุม ภาพนี้เป็นดั่งโรงละครใต้ท้องทะเลลึกที่มีตัวละครหลากหลายชนชั้น เราจะได้เห็นตัวละครหลายหลายที่จมอยู่ใต้น้ำร่วมกัน ทั้งเหล่านายพลที่ติดยศเต็มหน้าอก ศิลปินพื้นถิ่น นักแสดงละครเร่ ชาวบ้าน ที่ต่างมาร่วมงานเลี้ยงใต้ทะเลครั้งนี้ร่วมกัน มีทั้งคนที่คอยชักใยและถูกชักใย ชวนให้ตีความว่าเธออาจจะสื่อสารว่าสุดท้ายแล้วทุกคนก็ต้องมาจมอยู่ใต้ท้องทะเลและสูญสลายไปเหมือนๆ กัน หรือเป็นเพียงภาพของความวุ่นวายอลหม่านของความคิด ความเชื่อ และความต้องการของมนุษย์ที่ผสมปนเปกันจนกลายเป็นมหรสพอันน่าอดสู
หากมีโอกาส เราอยากชวนให้คุณไปยืนชมภาพ Theater Beneath The Sea Splended Banquet for the Empire ดูสักครั้ง นี่คือภาพที่แสดงความรู้สึกสะท้อนสะเทือนจากผลร้ายของความขัดแย้งในโลกมนุษย์ได้อย่างสวยงาม น่ากลัว และน่าประทับใจจริงๆ

แจ็กสัน บราวน์ (Jackson Browne) คือนักร้อง-นักแต่งเพลงชาวอเมริกันที่โด่งดังในช่วงยุค 70 จากฝีมือการแต่งเพลงที่เฉียบขาด เขาคือผู้อยู่เบื้องหลังเพลง Take It Easy ที่มีส่วนแจ้งเกิดวง The Eagles และตัวเขาเองก็มีเพลงดังหลายเพลง โดยเฉพาะในหมู่นักฟังเพลงชาวไทยยุค 70 ก็คือ The Load Out/Stay เพลงของบราวน์พูดเรื่องหลากหลายทั้งเรื่องความสัมพันธ์ ความเชื่อ มนุษยชาติ ไปจนถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม ด้วยภาษาที่ลึกซึ้งและมีลีลาในการเล่าเรื่องแบบกวี บราวน์สร้างผลงานอัลบั้มที่ยอดเยี่ยมหลายชุดไล่มาตั้งแต่ Jackson Browne (1972), For Everyman (1973), Late for the Sky (1974), The Pretender (1976) และ Running on Empty (1977) ซึ่งชุดหลังนี่ถือเป็นสุดยอดคอนเสปต์อัลบั้มเกี่ยวกับชีวิตนักดนตรีและการออกทัวร์แสดงสด (อัลบั้มนี้เองที่มีเพลง The Load Out/Stay อยู่ด้วย) พอมาถึงปลายยุค70 เข้าสู่ยุค 80 วงการดนตรีเริ่มเปลี่ยนไป ยุคของ Singer-Songwriter เริ่มโรยรา เข้าสู่ยุคของสีสันฉูดฉาดของ MTV และป๊อปมิวสิก ความสนใจของนักร้องนักแต่งเพลงคนนี้ก็เริ่มมุ่งเข้าสู่ประเด็นที่กว้างขึ้น โดยเฉพาะประเด็นทางสังคมและการเมือง
ในปี 1979 แจ็กสัน บราวน์ เริ่มโดดเด่นขึ้นมาด้วยบทบาทศิลปินนักกิจกรรม เขาเป็นหนึ่งในโต้โผใหญ่ของกลุ่ม Musicians United for Safe Energy ซึ่งรวมกันจัดคอนเสิร์ต No Nukes งานนี้ได้เหล่าศิลปินร็อกสตาร์อย่าง บรูซ สปริงสทีน (Bruce Springsteen), เกรแฮม แนช (Graham Nash), The Doobie Brothers ฯลฯ มาร่วมกันแสดงออกด้วยเสียงเพลงว่าไม่ต้องการพลังงานนิวเคลียร์ หลังจากนั้นงานเพลงของบราวน์ก็เริ่มมีเนื้อหาเกี่ยวกับสังคมและการเมืองมากขึ้นๆ โดยเฉพาะในอัลบั้ม Lives in the Balance (1986) ที่พูดถึงนโยบายของรัฐบาลอเมริกาในช่วงนั้นอยู่หลายเพลง
แต่อัลบั้ม World in Motion ที่ออกมาอีก 3 ปีให้หลังคืองานที่ตกผลึกแล้วอย่างแท้จริง อัลบั้มชุดนี้เต็มไปด้วยเพลงที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง สงคราม สันติภาพ จนเรียกได้ว่าเป็นอีกครั้งที่เขาทำคอนเสปต์อัลบั้ม ความเหนือชั้นของบราวน์คือเขาเล่าเรื่องหนักๆ เหล่านี้ด้วยมุมมองส่วนตัว สลับกับมุมมองกว้างๆ และเล่าด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย เขาเริ่มด้วยเพลง World In Motion ที่ฉายภาพความปั่นป่วน ความไม่เท่าเทียม สังคมบริโภคนิยมในสังคมอเมริกันปลายยุค 80 พร้อมกับเรียกร้องความเปลี่ยนแปลง แล้วต่อด้วยเพลงป๊อปเพราะๆ 2 เพลงคือ Enough of The Night และ Chasing You into the Light ที่วกกลับมาเล่าเรื่องความสับสนภายในจิตใจและการเติบโตเรียนรู้ของปัจเจก ก่อนจะต่อด้วย How Long ที่หันกลับมาตั้งคำถามถึงความวุ่นวายของโลกอีกครั้ง แล้วก็ต่อด้วยเพลงรักสุดเพราะชื่อ Anything Can Happen ที่เล่าเรื่องของคู่รักที่อยู่ท่ามกลางช่วงเวลาและสถานการณ์ที่ยากลำบากแต่ก็ยังไม่สูญสิ้นความหวัง
นี่เป็นอัลบั้มที่มีเพลงประท้วงหนักๆ อย่าง When the Stone Begins to Turn ที่พูดถึง เนลสัน แมนเดลา (Nelson Mandela) ผู้นำผิวสีของชาวแอฟริกาใต้ในวันที่ยังถูกคุมขัง และเพลงร็อกหนักแน่น The World Justice ที่วิจารณ์นโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาโดยตรง แต่ก็ยังมีเพลงสุดพิเศษชื่อ My Personal Revenge ซึ่งแต่งจากบทกวีของนักโทษการเมืองชาวนิคารากัวที่บอกว่า เขาจะแก้แค้นคนที่จับเขามาคุมขังด้วยการพยายามทำให้ชีวิตผู้คนในประเทศดีขึ้น! เพลงนี้มีประโยคที่แสนงดงามอย่าง "My personal revenge will be to give you, These hands that once you so mistreated, But have failed to take away their tenderness - การแก้แค้นส่วนตัวของข้าพเจ้าคือการยื่นมือที่คุณเคยกระทำทารุณกรรมแต่ไม่สามารถพรากความอ่อนโยนจากมือเหล่านั้นได้…ให้คุณได้จับอีกครั้ง" - ถือเป็นมุมมองของการต่อสู้แบบอหิงสาก็ว่าได้
สองเพลงสุดท้ายของอัลบั้มนี้เป็นเหมือนบทสรุปของประเด็นที่บราวน์พยายามบอกเล่าได้อย่างลงตัว เขาเลือกคัฟเวอร์ I am the Patriot เพลงสนุกๆ กลิ่นเร็กเก้งานของ Little Steven ได้อย่างไพเราะ เป็นเพลงที่บอกว่าแม้จะต่อต้านรัฐบาลในหลายเรื่อง แต่เขาก็เป็นคนรักชาติเช่นกัน หากแต่เป็นการรักชาติโดยไม่ยึดติดกับแนวความคิดทางการเมืองแบบใด ก่อนจะปิดท้ายอัลบั้มด้วย Lights and Virtues เพลงช้าๆ ที่กลับมาพูดถึงเรื่องการค้นหาคุณค่าทางจิตใจของปัจเจกชนอีกครั้ง ช่วงท้ายสุดของเพลงสุดท้ายนี้ บราวน์ปล่อยให้ดนตรี กีตาร์ เบส กลอง คีย์บอร์ด แซกโซโฟน บรรเลงยาวนาน เหมือนเปิดโอกาสให้ผู้ฟังได้ขบคิดใคร่ครวญไปพร้อมกับดนตรีด้วย
World in Motion เป็นอัลบั้มที่พูดถึงเรื่องความวุ่นวายของการเมืองในโลก การเมืองในประเทศ และความวุ่นวายในจิตใจของผู้คนได้อย่างลงตัว อย่างที่เราไม่ได้เห็นและไม่ได้ยินกันบ่อยๆ นัก

เจมส์ นาคท์เวย์ เป็นช่างภาพสงครามที่ได้รับรางวัลระดับโลกมาแล้วมากมาย ทั้งในเชิงงานภาพถ่ายและสังคม อาทิ Robert Capa Gold Medal (5 ครั้ง), World Press Photo Award (2 ครั้ง), Magazine Photographer of the Year (7 ครั้ง), International Center of Photography Infinity Award (3 ครั้ง), Leica Award (2 ครั้ง), Martin Luther King Award ฯลฯ ซึ่งผลงานภาพถ่ายงานพิมพ์ต้นฉบับชุด Memoria ของ เจมส์ นาคท์เวย์ เคยจัดแสดงในเมืองใหญ่ทั่วโลกอย่าง มิลาน ปารีส สต็อกโฮล์ม นิวยอร์ก และ กรุงเทพมหานครมาแล้ว
ชุดภาพถ่ายจำนวน 126 ภาพ จากประสบการณ์ทำงาน 42 ปีของเขาเผยให้เห็นภาพของทหารและผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงในหลายเหตุการณ์ เช่น สงครามในคาบสมุทรบอลข่าน, วิกฤตผู้ลี้ภัยในยุโรป, สงครามในเชชเนีย, เหตุวินาศกรรมในนิวยอร์ก, สงครามอิรัก, รวันดา, แอฟริกาใต้, สงครามในยูเครน และอื่นๆ อีกมากมาย
ผลงานของเขานับเป็นงานศิลปะระดับมาสเตอร์พีซ เพราะแม้ในสถานการณ์ที่ยากควบคุมท่ามกลางการสู้รบที่เสี่ยงอันตราย เขายังสามารถนำเสนอองค์ประกอบของภาพถ่ายและสื่ออารมณ์ความรู้สกออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม สิ่งที่เขาบันทึกไว้เต็มไปด้วยภาพของสถานการณ์และผู้คนที่ชวนหดหู่และทุกข์ระทม อีกทั้งนำมาซึ่งความโศกเศร้าและความจริงอันเจ็บปวดอย่างลึกซึ้งต่อผู้ชม แต่เมื่อมองภาพแต่ละภาพไปจนจบแล้ว เราเชื่อว่าเขาต้องการสื่อสารเพื่อให้เกิดความตระหนักรู้ถึงผลกระทบของสงคราม ที่อาจก่อเกิดความเมตตาและมนุษยธรรมต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน แล้วอยากให้ภาพสงครามเหล่านี้เป็นเพียงสิ่งที่ใช้บันทึกประวัติศาสตร์ที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่านั่นเอง

พอล ซีไรต์ เป็นช่างภาพร่วมสมัยและอาจารย์ชาวไอร์แลนด์ผู้คร่ำหวอดในแวดวงศิลปะร่วมสมัย ภูมิหลังของเขาเติบโตท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองในแคว้นนอร์เทิร์นไอร์แลนด์ ตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1960-1998 และนั่นเป็นสารตั้งต้นให้เขามีความสนใจที่จะถ่ายทอดเรื่องราวความขัดแย้งผ่านชิ้นงานศิลปะ จนมีผลงานได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยผลงานของเขามักบอกเล่าถึงภูมิทัศน์อันเงียบสงบ ความงามบนความว่างเปล่า ภาพวิวทิวทัศน์ที่ให้ความรู้สึกสบายตา แต่เมื่อเฝ้าดูรายละเอียดกลับพบถึงรายละเอียดที่สะเทือนใจ
ผลงานในชุด Hidden ที่เราเลือกมาแนะนำนี้เป็นผลงานที่เขาได้รับมอบหมายจากทาง Imperial War Museum กรุงลอนดอน ให้เดินทางไปสู่สนามรบในสงครามอัฟกานิสถาน เมื่อปี 2002 และเปนผลงานที่ทำให้เขาถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Turner Prize รางวัลศิลปะร่วมสมัยของสหราชอาณาจักร ในปีเดียวกัน และเขายังเป็นหนึ่งในศิลปินที่ได้รับการสนับสนุนในระยะยาวจาก Arts Council of Northern Ireland อีกด้วย
ผืนดินกว้างสุดสายตาถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นทรายไร้สีสันของพืชพันธุ์ พื้นที่แห่งนี้ คือ ทุ่งกับระเบิด และเคยเป็นสถานที่ที่ผู้คนหลายรายต้องจบชีวิตลงเพราะสงคราม และแน่นอนว่า ภายใต้ผิวดินนั้น กับระเบิดยังคงถูกฝังและนับเวลาถอยหลังที่จะสร้างความหวาดกลัวให้กับผู้คนในอนาคต ขณะเดียวกัน กองระเบิดและปืนที่ถูกทับถมบนซากปรักหักพังก็สะท้อนให้เห็นถึงความเสียหายที่สงครามทิ้งไว้ให้กับผู้คนในพื้นที่ ผลงานชุดนี้ไม่เพียงส่งสารกระแทกหัวใจผู้ชมในทางตรง แต่ยังย้ำเตือนเราซ้ำๆ ถึงความรุนแรงที่แอบซ่อนไว้ ซุ่มรอ และพร้อมจะระเบิดไปตามแรงสั่นสะเทือนและความขัดแย้งในอนาคต
นอกจาก Hidden แล้ว เขายังมีผลงานเลื่องชื่อ อย่าง Sectarian Murder (1988) ที่นำเสนอภาพความขัดแย้งทางการเมืองและศาสนาในไอร์แลนด์เหนือ ขณะที่ Afghanistan (2002) เป็นผลงานที่เขาไปบันทึกภาพความน่าสะเทือนใจในสงครามอัฟกานิสถาน ขณะที่ Conflicting Account (2009) เป็นงานที่เขานำเสนอเรื่องราวความรุนแรงในอดีตผ่านบรรยากาศทิวทัศน์อันแสนสงบของไอร์แลนด์เหนือ

Barefoot Gen (1973) ถือเป็นหนังสือการ์ตูนที่บันทึกภาพประวัติศาสตร์และการสูญเสียจากเหตุการณ์การทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมา โดยมีตัวละครหลัก ชื่อ เก็น นากาโอกะ เด็กชายวัย 6 ขวบที่สูญเสียครอบครัว หลังจากฮิโรชิมาถูกทำลายด้วยระเบิดปรมาณู เก็นต้องเผชิญความยากลำบากจากการเสียครอบครัวและการปรับตัวเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ร่วมกับผู้รอดชีวิตคนอื่นๆ
นี่ไม่ใช่แค่การ์ตูนที่บอกเล่าถึงความเจ็บปวดของผู้คนในเมืองฮิโรชิมาเท่านั้น แต่มันยังผสมปนเปไปกับภาพชีวิตจริงของนักเขียน อย่าง เคย์จิ นากาซาวะ อีกด้วย หลังจากที่คุณแม่ของเขาจากไป ในพิธีเผาศพ เขาพบว่ากระดูกของแม่ผุกร่อนกลายเป็นเถ้าถ่าน อันเป็นผลจากสารกัมมันตรังสีที่ทำให้กระดูกของมนุษย์อ่อนแอลง ทำให้ถูกความร้อนแล้วสลายไป กลายเป็นช่วงเวลาที่ผลักดันให้เขาเผชิญหน้ากับอดีต ต่อสู้กับความเกลียดชังและการเลือกปฏิบัติที่ผู้คนมีต่อเหล่าผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์นั้น และเริ่มต้นบันทึกเรื่องราวของตัวเองไว้ในการ์ตูนเรื่องนี้อีกด้วย
โดยการ์ตูนเรื่องนี้ถูกตีพิมพ์ในนิตยสาร Weekly Shōnen Jump ตั้งแต่ปี 1973 ก่อนจะถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์และแอนิเมชั่นในช่วงตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา เพื่อตอกย้ำถึงความเจ็บปวด การสูญเสีย และการถูกปฎิบัติอย่างไม่เป็นธรรมที่ครั้งหนึ่งเหล่าผู้รอดชีวิตเคยได้รับ

ศิลปินคนแรกที่ใครๆ มักนึกถึงเมื่อเอ่ยถึงคำว่า 'สันติภาพ - Peace' ก็คือ จอห์น เลนนอน (John Lennon) เขาคือหนึ่งในสี่ของ The Beatles วงดนตรีที่ดังที่สุดในโลกในยุค 60s และยังเป็นผู้มีบทบาททางสังคมไม่น้อย ในปี 1969 เมื่อจอห์นแต่งงานกับ โยโกะ โอโนะ (Yoko Ono) ศิลปินสาวชาวญี่ปุ่น จอห์นและโยโกะเลือกใช้ทริปฮันนีมูนของตัวเองที่เมืองอัมสเตอร์ดัมและมอนทรีออล เปิดโรงแรมเพื่อ 'นอนประท้วง' สงครามเวียดนามที่ยืดเยื้อมาหลายปี จะบอกว่าแคมเปญนี้เป็น Performence Art แบบหนึ่งก็ว่าได้ โดยจอห์นและโยโกะจะนอนอยู่บนเตียง บนหน้าต่างกระจกเบื้องหลังพวกเขาแปะป้ายกระดาษสองแผ่นที่เขียนว่า 'Hair Piece' กับ 'Bed Peace' ถือเป็นการประท้วงด้วยอารมณ์ขัน แต่กลับได้ผลอย่างมาก เพราะมีสื่อมวลชนสนใจทำข่าวและเข้าสัมภาษณ์ทั้งคู่อยู่ไม่น้อย โดยมีทั้งสื่อด้านดนตรี สื่อบันเทิง และสื่อการเมือง พวกเขายังใช้เวลาราวสองสัปดาห์ของแคมเปญนี้ไปกับกิจกรรมสร้างสรรค์อย่างการบันทึกเสียงเพลง Give Peace a Chance ซึ่งกลายเป็นเพลงเพื่อสันติภาพเพลงสำคัญเพลงหนึ่งของวงการดนตรีป๊อปอีกด้วย
แคมเปญนี้ยังไม่จบแค่นั้น ในช่วงปลายปี จอห์นและโยโกะยังลงทุนขึ้นป้ายบิลบอร์ดตามเมืองใหญ่ๆตั้งแต่ ลอนดอน, เบอร์ลิน, ปารีส, โรม, โตรอนโต, อัมสเตอร์ดัม, เอเธนส์, เฮลซิงกิ, ลอสแอนเจลิสโตเกียว, ฮ่องกง และนิวยอร์ก มาพร้อมโปสเตอร์ที่ถูกแจกจ่ายไปจำนวนมาก โดยอาร์ตเวิร์กนั้นแสนเรียบง่าย คือมีเพียงอักษรเขียนว่า "WAR IS OVER! IF YOU WANT IT. Happy Christmas from John & Yoko." - เรียบง่าย แต่ทรงพลัง!
หลังจากนั้น ในปี 1971 จอห์นก็แต่งเพลงที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของ 'สันติภาพ' อย่างแท้จริงที่เรารู้จักกันดี เพลงนี้ขึ้นต้นด้วยอินโทรเสียงเปียโนสุดไพเราะ มีเนื้อหาที่ชวนให้ผู้คนลองจินตนาการถึงโลกที่เป็นหนึ่งเดียว โลกที่ไม่มีความแตกต่างทางความเชื่อ ความคิด …เพลงนี้มีชื่อว่า 'Imagine'
75 VIEWS |
ผู้ก่อตั้งนิตยสาร happening, บรรณาธิการบริหารนิตยสาร happening, กรรมการบริหารหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (bacc), นักเขียน, นักแต่งเพลง, นักฟังเพลง และนักอ่านตัวยง
นักเขียน ผู้ใช้พื้นที่ในเวลาว่างไปกับการอ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง ขี่จักรยาน อ่านการ์ตูน เล่นเลโก้ ฯลฯ โดยเชื่อเต็มหัวใจว่าเวลาที่หมดไปกับความรื่นเริงนี้สามารถเติมเต็มชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กองบรรณาธิการที่กำลังใช้ชีวิตอย่างสนุกสนาน ชอบคุยกับผู้คน ท้องฟ้า และเสียงดนตรี เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการฟังเพลง ที่บางทีก็ปล่อยให้เพลงฟังเรา
ที่ปรึกษาทีม happening shop, เจ้าของเพจเฟซบุ๊กและหนังสือ 'ญี่ปุ่นอุ่นอุ่น', นักเขียน ช่างภาพโฟโต้บุ๊ก 'Nagasaki Light' และไกด์บุ๊ก 'Kagawa Memories' นอกจากภาพถ่ายและงานเขียน สิ่งที่เธอสนใจเป็นพิเศษคือการนั่งสมาธิและการโปรยมุขไม่ขำ