หนังรักแปลกหน้า 14 เรื่องที่คุณอาจยังไม่รู้จัก แต่จะตกหลุมรักเมื่อได้ชม

    การชวนกันไปชมหนังรัก กินอาหารอร่อยในโอกาสพิเศษ แล้วใช้เวลาร่วมกับคนรักอาจจะเป็นกิจกรรมยอดนิยมสำหรับคู่รักหลายคู่ในช่วงเทศกาลแห่งความรัก แต่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ผ่านไปแล้ว เราเชื่อว่าหนังรักดีๆ ก็ไม่มีเวลาจำกัด อีกทั้งยังทำให้คุณได้ขบคิด ตกตะกอน และซาบซึ้งกับความรักได้แน่ๆ แต่หนังรักในโลกนี้มีมากมายจริงๆ และหนังเรื่องที่เขาว่าดีหรือดังคุณก็อาจเคยดูไปแล้วทั้งนั้น จะดูหนังเก่าซ้ำๆ ก็อาจเหมือนการวนลูปอยู่กับเรื่องราวเดิมๆ

    ทีมแฮพฯ เลยอยากชวนคุณมาเปิดใจให้โอกาสกับหนังรักแปลกหน้า ที่คุณอาจไม่คุ้นชื่อ ไม่คุ้นตา แต่เราคิดว่าเป็นหนังที่น่าสนใจ บางเรื่องมีประเด็นไม่ซ้ำใคร บางเรื่องมีจุดเด่นที่หาจากเรื่องอื่นๆ ไม่ค่อยได้ บางเรื่องเป็นหนังอินดี้ชั้นดีที่คนไม่ค่อยรู้จัก แต่ที่สำคัญคือหนังเหล่านี้ยังรอคอยคุณให้ไปทำความรู้จักอยู่ในช่องทางสตรีมมิ่งที่เข้าถึงได้ง่ายๆ อยู่แล้วด้วย

    มาอ่านไปทีละเรื่อง แล้วเช็กหน่อยว่าคุณรู้จักหรือไม่รู้จักหนังเรื่องไหนบ้าง และมีเรื่องไหนไหมที่คุณอยากลองเปิดใจรับชมในช่วงเดือนแห่งความรักแบบนี้

The Starling (2012)

    หนังเรื่องนี้ไม่ใช่รักหวานแหววของหนุ่มสาว แต่มันเล่าเรื่องของคู่สามีภรรยาวัยกลางคนที่โชคร้ายต้องสูญเสียลูกสาววัยทารกไป ความฝันและความสัมพันธ์ของพวกเขาเหมือนอยู่บนเส้นด้ายถึงขนาดที่ฝ่ายสามีต้องเข้าไปอยู่ในศูนย์บำบัดที่ทำให้ระยะห่างระหว่างพวกเขาไกลออกไปอีก พล็อตฟังดูเครียดหนักๆ แต่หลังกลับค่อยๆ เล่าเรื่องอย่างรื่นรมย์ การแสดงของสองดารานำ เมลิสสา แมคคาร์ธี (Melissa McCarthy) และ คริส โอดาวด์ (Chris O'Dowd) ร่วมด้วยนักแสดงอีกคนคือ เควิน ไคลน์ (Kevin Kline) ที่มารับบทนักจิตบำบัดผู้หันไปไปสัตวแพทย์! ซึ่งเราอาจคุ้นเคยบทของทั้งสามรายนี้ในแนวหนังตลก ทำให้หนังดูไม่บีบคั้นเกินไปตั้งแต่ต้น ก่อนที่จะค่อยๆ ไล่อารมณ์ไปถึงจุดเข้มข้นและบทสรุปได้อย่างงดงาม หนังใส่ซิมโบลิกเพื่อบอกเล่าประเด็นต่างๆ ได้น่าสนใจ อย่างเช่นการปรากฎตัวของนกสตาร์ลิงเจ้าปัญหาที่เป็นเหมือนตัวเอกอีกตัวของเรื่อง

    ความดีงามอีกประการของ The Starling คือดนตรีและเพลงประกอบหนังที่ทำได้รื่นรมย์และไพเราะขั้นสุด นอกจากมีเพลงของวงสุดเท่อย่าง Judah and The Lion และ The Lumineers แล้ว หนังเรื่องนี้ยังมีไอเท็มลับเป็นเพลงของ แบรนดี้ คาไลล์ (Brandi Carlile) ชื่อ The Last Time ที่แต่งเพื่อภาพยนตร์เรื่องนี้โดยเฉพาะชนิดที่หาฟังเต็มๆ ในช่องทางอื่นๆ ไม่ได้อีกด้วย

  รับชมได้ทาง Netflix

Blue Jay (2016)

    หนังรักอินดี้สุดจึ๊ดใจฝีมือผู้กำกับ อเล็กซ์ เลห์มาน (Alex Lehmann) และนักเขียนบท มาร์ก ดูพลาส (Mark Duplass) ที่แสดงเป็นพระเอกในเรื่องด้วย เนื้อเรื่องเรียบง่าย เล่าเรื่องของคู่รักเก่าที่บังเอิญมาเจอกันอีกครั้งในเมืองเก่าบ้านเกิด หนังเล่าเรื่องในช่วงเวลาเพียงแค่หนึ่งวัน แถมเป็นหนังขาวดำที่ไม่มีสีสันสดใส การย้อนอดีตของคู่รักเก่าพาเราไปสัมผัสประสบการณ์สุขๆ และเศร้าๆ ชนิดที่คนเคยมีรักอาจรู้สึกสะท้อนใจและประทับใจ มีหลายเรื่องที่เป็นความทรงจำของคู่รักเท่านั้น และหลายเรื่องก็เป็นบาดแผลเฉพาะคู่รักเท่านั้น สถานการณ์ในเรื่องบางอย่างก็ช่างคิดได้เหนือเกินอย่างเช่นซีนที่ทั้งคู่ผ่านไปยังร้านค้าเก่าที่เคยไปสมัยยังเป็นแฟนกัน แล้วเจ้าของร้านจำทั้งสองคนได้ แล้วทึกทักชื่นชมทีทั้งคู่ยังรักกันมั่นคงมาจัดวันนี้!

    Blue Jay เป็นหนักเรียบง่ายที่แสนจะจริงจัง มันอาจจะทำให้หลายคนเจ็บจี๊ด แต่หลายคนก็อาจดูแล้วเข้าอกเข้าใจ พร้อมจะโอบรับชีวิตและความสัมพันธ์อันไม่สมบูรณ์แบบ รวมทั้งความผิดพลาดที่เราทุกคนต่างก็ทำผิดพลาดมา มากบ้าง น้อยบ้าง ไม่ต่างกัน

  รับชมได้ทาง Netflix

The Incredible Jessica James (2017)

    หากคุณเป็นหนึ่งคนที่กำลังเจ็บช้ำจากความรัก เราขอแนะนำภาพยนตร์ตลกสุดมั่นผู้จะมาช่วยกอบโกยเศษซากของหัวใจ กับ The Incredible Jessica James ภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้ที่สะท้อนชีวิตรักวัยทำงานได้อย่างตรงจุดบนความตลกขบขัน

    เมื่อชีวิตรักของนักเขียนบทละครสาวสุดมั่น เจสสิกา เจมส์ (Jessica James) เดินทางมาถึงตอนจบ เธอจึงต้องเขียนชีวิตบทใหม่ร่วมกับ บูน (Boone) ชายแปลกหน้าที่เพิ่งเลิกรากับแฟนไปหมาดๆ ขณะที่เธอมุ่งมั่นจะโฟกัสกับชีวิตการทำงาน ความสัมพันธ์ครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างรีบร้อน ทั้งคู่เดทกันแบบคนยังไม่พร้อมจะรักใคร และดูเหมือนใครบางคนจะมูฟออนจากรักครั้งเก่าไม่ได้เสียด้วย!

    นี่ไม่ใช่แค่ภาพยนตร์รักคอมเมดี้ที่พูดเรื่องจุดจบและการเริ่มต้นใหม่ในความสัมพันธ์ แต่ยังสอดแทรกแง่มุมของมนุษย์ที่มีความซับซ้อนและย้อนแย้งกันเองในบางที การได้เฝ้าดูนักแสดงอย่าง เจสสิกา วิลเลียมส์ (Jessica Williams) บอกเล่าตัวตนและความมั่นใจอันสูงปรี๊ดของ เจสสิกา เจมส์ นับเป็นความสนุกปนปวดหัวที่เรียกอารมณ์ขันไม่น้อย เธอไม่ใช่หญิงสาวน่าทะนุถนอม แต่เป็นสาวมั่นสุดแกร่งที่พยายามบอกทุกคนว่า ตัวเองไม่เป็นอะไร (แต่ยังกลับบ้านไปแอบส่องแฟนเก่าและร้องไห้นะ) พอกำลังจะมีรักครั้งใหม่ก็พยายามหนี สำหรับผู้ชมบางคน เจสสิกาอาจดูน่าหมั่นไส้ในบางที ดูเข้าใจยากในบางครา แต่เมื่อมองดีๆ จะพบว่า เจสสิกาเป็นตัวละครที่ถ่ายทอดชีวิตของใครหลายๆ คนออกมาได้สมจริงเสียเหลือเกิน

    และไม่ว่าเธอจะไปต่อกับความสัมพันธ์ครั้งใหม่หรือไม่ เราเชื่อว่าการเดินทางครั้งนี้จะทำให้ผู้ชมได้เรียนรู้ถึงความหมายของการเริ่มต้นใหม่อย่างแท้จริงแน่นอน

  รับชมได้ทาง Netflix

Us and Them (2018)

    นี่คือหนังรักที่เหมาะที่สุดสำหรับวันตรุษจีน! หนังที่มีชื่อภาษาจีนว่า 后来的我们 ซึ่งแปลว่า 'พวกเราในเวลาต่อมา' เรื่องนี้ได้รับการเสนอเข้าชิงรางวัล Golden Horse Awards ไปถึง 5 สาขารางวัล แม้จะไม่ชนะ แต่ก็บ่งบอกว่าหนังเรื่องนี้มีดีอยู่ไม่น้อย

    Us and Them ได้ จิ่ง ปั๋วหราน (Jing Boran) นักร้องและนักแสดงจากประเทศจีน มาแสดงนำคู่กับ โจว เต้าหยุ่น (Zhou Dongyu) และสร้างจากนิยายที่ผู้กำกับ เรเน่ หลิว (Rene Liu) แต่งไว้ หนังเล่าเรื่องของคู่หนุ่มสาวที่พบกับท่ามกลางความวุ่นวายของผู้คนที่กำลังเดินทางกลับบ้านเกิดในวันตรุษจีนในปี 2007 แล้วเริ่มสร้างมิตรภาพต่อกัน ก่อนจะกลับไปผจญชีวิตที่ปักกิ่งต่อ แล้วกลายเป็นเพื่อนสนิท ก่อนจะกลายเป็นคู่รักที่ผ่านเรื่องราวมากมายไปด้วยกัน

    หนังใช้ช่วงเวลาวันปีใหม่และวันตรุษจีนในแต่ละปีเป็นหมุดหมายของการเล่าเรื่อง มีการจับประเด็นเรื่องการไขว่คว้างสร้างฐานะของหนุ่มสาวที่ไร้แต้มต่อ การเปลี่ยนผ่านอันรวดเร็วของเทคโนโลยี รวมทั้งการให้คุณค่าของครอบครัวในแบบจีน มาเสริมความสมจริงและอารมณ์ร่วมของยุคสมัย หนังยังตัดสลับกับเรื่องราวในปัจจุบันของทั้งคู่ที่เวียนมาพบกันอีกครั้ง (ซึ่งเล่าด้วยภาพขาว-ดำ) มาชวนให้เราติดตามบทสรุปไปอย่างจดจ่ออีกด้วย Us and Them เต็มไปด้วยซีนอันน่าประทับใจ ไดอะล็อกแบบหนังโรแมนติกชั้นดี ดนตรีและงานภาพสุดปราณีต และเหนืออื่นใดคือเคมีของสองสักแสดงนำที่เข้ากันสุดๆ โดยเฉพาะนางเอกนั้นเธอทำได้ทุกบทบาทจริงๆ!

    Us and Them ชวนให้นึกถึงหนังรักชั้นดีที่ยังอยู่ในความทรงจำของเราบางเรื่องอย่าง Comrades: Almost a Love Story (1996) อยู่บ้าง แต่ก็ร่วมสมัยกว่า และมีรายละเอียดรวมทั้งบทสรุปที่คลี่คลายต่างกันไป

    หาก Comrades: Almost a Love Story คือหนังรักของหนุ่มสาวชาวจีนที่ไปเผชิญโชคในฮ่องกงในยุค 80 ภาพยนตร์เรื่อง Us and Them ก็เป็นหนังของหนุ่มสาวชาวจีนที่ไปสร้างฐานะและเติบโตในปักกิ่งในยุคที่ประเทศจีนกำลังเติบโตอย่างร้อนแรง เป็นจดหมายรักที่แฝงความอาลัยอันแสนงดงามถึงหนุ่มสาวแห่งยุคสมัยที่เพิ่งผ่านเลยไป …ชั่วพริบตาเหมือนว่าเป็นเพียงเมื่อวานนี้ แต่ก็ดูเนิ่นนานเหมือนความฝันแห่งวัยเยาว์

  รับชมได้ทาง Netflix

Irreplaceable You (2018)

    ภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้จากผู้กำกับสาว สเตฟานี เลียง (Stephanie Laing) ที่เหยาะรสความเศร้าให้กับชีวิตรักของ แอบบี้ (แสดงโดย กูกู เอ็มบาธา-รอว์, Gugu Mbatha-Raw) และ แซม (รับบทโดย มีคีล เฮยส์มัน, Michiel Huisman) ทั้งคู่ผูกพันกันมาตั้งแต่เด็กและเฝ้าฝันถึงวันที่จะสร้างครอบครัวร่วมกัน ก่อนที่แอบบี้จะพบว่า เธอป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายที่ทำได้แค่รักษาแบบประคับประครอง และนับถอยหลังก่อนจะจากลาคนที่รัก

    ความกังวลของแอบบี้อาจไม่ใช่เรื่องที่ว่า เธอกำลังจะจากโลกนี้ไป แต่เป็นเพราะแซมต้องอยู่บนโลกนี้อย่างโดดเดี่ยวเสียมากกว่า เธอตั้งคำถามถึงภาพในอนาคตและพยายามตระเตรียมสิ่งต่างๆ ให้กับเขา สอนสิ่งใหม่ที่เขาไม่เคยรู้ กำชับถึงบางสิ่งที่เขาอาจเข้าใจดีอยู่แล้ว ขณะเดียวกัน ก็วางแผนจะหาคู่ชีวิตคนใหม่ไว้ให้เขาอีกด้วย ฟังดูแล้วแอบบี้อาจมีความคิดผิดแปลกไปบ้าง แต่ใครจะรู้ล่ะ ในวันที่เรากำลังจะตายจริงๆ อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ใช่ไหมล่ะ?

    หนังดำเนินเรื่องไปด้วยความเรียบง่าย มีฉากอบอุ่นหัวใจมาให้น้ำตาซึมบ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับกระแทกหัวใจเหมือนภาพยนตร์ดราม่าเรื่องอื่นๆ แต่ที่น่าประทับใจคงเป็นการแสดงของ เอ็มบาธา ที่ถ่ายทอดความย้อนแย้งทางอารมณ์ของตัวละครได้อย่างมีมิติ เราได้เห็นแอบบี้ที่ดิ้นรนเพื่ออนาคตของคนรัก จนหลงลืมวันเวลาอันเป็นปัจจุบันในความสัมพันธ์ และบางครั้งการตัดสินใจในภาวะอารมณ์เช่นนี้ก็พาให้เธอทำอะไรผิดแปลกไปจนอาจดูไม่สมจริงอยู่บ้าง แต่เมื่อเข้าคู่กับมีคีลที่บอกเล่าภาวะอารมณ์ของคนที่กำลังจะสูญเสียสิ่งสำคัญไป เคมีของทั้งคู่กลับทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้กลมกล่อม ย่อยง่าย และทำให้เราสนุกกับการจดจ้องรายละเอียดของพวกเขา และอยากชักชวนให้คุณลองรับชมภาพยนตร์เรื่องนี้ดูสักครั้ง

    Irreplaceable You อาจไม่ใช่ภาพยนตร์รักที่กระแทกกระทั้นหัวใจจนถูกพูดถึงอย่างถล่มทลาย แต่นี่จะเป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ที่จะทำให้คุณรับรู้ถึงน้ำหนักของความผูกพัน และกลับมาขบคิดถึงความสัมพันธ์ในวันที่เวลาชีวิตค่อยๆ ลดถอยหลัง จนอดตั้งคำถามซ้ำๆ ไม่ได้ว่า ถ้าคุณเป็นแอบบี้และแซมล่ะ จะเลือกปล่อยมือออกจากกัน หรือจะอยู่ด้วยกันจนวันสุดท้ายของชีวิต?

  รับชมได้ทาง Netflix

Just Remembering (2021)

    เมื่อวันที่ได้รู้จักกันครั้งแรกเป็นวันเกิดของเขา มันก็เลยยังจดจำได้ แค่นั้น…

    Just Remembering (Chotto Omoidashita dake) เล่าเรื่องราวชีวิตประจำวันของ โย หญิงคนขับแท็กซี่ รับบทโดย ซาริ อิโตะ (Sairi Ito) กับ เทรุโอะ เจ้าหน้าที่ควบคุมไฟ รับบทโดย โซสุเกะ อิเคมัตสึ (Sosuke Ikematsu) ซึ่งต่างคนต่างทำงานบนเส้นทางที่แตกต่างกัน ทั้งบทสนทนากับผู้โดยสารบนรถแท็กซี่ ไปจนถึงการถูกตำหนิจากผู้กำกับไฟ ดูเป็นสถานการณ์ธรรมดาของคนทำงาน แล้วหนังก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในทุกๆ วันที่ 26 กรกฎาคม โดยมีบางฉาก เส้นทางเดิน ร้านประจำ และ ม้านั่งตัวเดิมที่มีผู้ชายคนหนึ่งนั่งอยู่เสมอ เป็นภาพทับซ้อนที่พาผู้ชมย้อนกลับไปรับรู้ถึงอดีตความสัมพันธ์ของพวกเขา คล้ายกับการตอกย้ำร่องรอยความทรงจำแต่ละปีที่เกิดขึ้นในวันเกิดของเทรุโอะ

    ผลงานของผู้กำกับ ไดโกะ มัตซึอิ ที่เป็นคนเขียนบทหนังด้วยเรื่องนี้ ได้รับแรงบันดาลใจจากหนังเรื่อง Night on Earth (1991) ของผู้กำกับ จิม จาร์มุช (Jim Jarmusch) และ เพลง Night on the Planet ของวงร็อกญี่ปุ่น CreepHyp ซึ่งการหยิบยกบรรยากาศการขับรถแท็กซี่ยามค่ำคืนมาผสมผสานกับอารมณ์ของบทเพลง ทำให้ Just Remembering มีการเล่าเรื่องที่เฉพาะตัวและมีแง่มุมที่โดนใจไม่น้อย ประโยคสั้นๆ ของเจ้าของร้าน ที่สะท้อนความรัก ความฝัน และความจริงในเรื่อง ก็กลายเป็นความลึกซึ้งที่เรียบง่าย ที่ทำให้เราเข้าใจการตัดสินใจและปลายทางความสัมพันธ์ของตัวละครได้อย่างดี แล้ว Just Remembering ก็คว้ารางวัลขวัญใจผู้ชม (Audience Award) และ หนังยอดเยี่ยมประจำเทศกาล (Tokyo Grand Prix) จากเทศกาล Tokyo Internation Film Festival 2021

    หลังจากดูเรื่องนี้แล้วก็อดนึงถึง Winter Spring Summer of Fall (2024) ไม่ได้ (ชมได้ใน HBO MAX) เมื่อนักแสดงดาวรุ่งอย่าง เจนน่า ออร์เตกา มารับบท เรมี่ สาวน้อยเรียนดีอนาคตสดใส ได้มาพบกับหนุ่มช่างฝันรักอิสระชื่อ บานส์ แสดงโดย เพอร์ซี ไฮเนส ไวต์ แล้วมีโอกาสแวะเวียนมาพบกันและสร้างความผูกพันผ่านฤดูต่างๆ นอกจากทั้งคู่จะเป็นนักแสดงจาก Wednesday ซีซั่น 1 ที่โคจรกลับมาพบกันอีกครั้งแล้ว เคมีของทั้งคู่ยังเข้ากันได้ดีสุดๆ ในหนังเรื่องนี้ เนื้อเรื่องพูดถึงวัยรุ่นที่ตกหลุมรักกัน แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องเลือกความรักกับความฝัน แล้วพวกเขาจะยังมีกันและกันในชีวิตจริงได้อีกไหม    

    ถึงแม้ว่าหนังทั้งสองเรื่องจะมีสไตล์การเล่าที่แตกต่างกัน ช่วงวัยของตัวละครต่างกัน แต่ก็มีธีมที่เกี่ยวกับ ความรัก ความฝัน และทางเลือกของการใช้ชีวิตร่วมกันอยู่ แล้วเราก็สามารถรู้สึกร่วมและทำความเข้าใจกับการตัดสินใจของตัวละครตามวัยได้ไม่ยาก เลยอยากแนะนำให้ลองชมทั้งสองเรื่องดูนะ

  รับชมได้ทาง DISNEY+

Three Thousands of Longing (2022)

    หนังรสชาติแปลกๆ ที่นำแสดงโดย ทิลด้า สวินตัน (Tilda Swinton) นักแสดงสุดอาร์ตที่รับประกันว่าถ้าเธอเล่นเรื่องไหน หนังเรื่องนั้นต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ ภาพยนตร์ Three Thousands of Longing กำกับโดย จอร์จ มิลเลอร์ (George Miller) ผู้กำกับรุ่นใหญ่ที่โด่งดังจากหนังชุดดิสโทเปีย 'Max Max' กับหนังน้องหมูสุดน่ารัก 'Babe' มาในเรื่องนี้มิลเลอร์เล่าถึงชีวิตของนักวิชาการสาวใหญ่ผู้เชี่ยวชาญศาสตร์แห่งการเล่าเรื่อง (narratology) แถมมีสัมผัสที่ 6 สามารถมองเห็นสิ่งเหนือธรรมชาติเสียด้วย เธอจับพลัดจับพลูได้รับพรวิเศษ 3 ประการจากยักษ์ในตะเกียง (หรือ Djinn - ญิณ) แล้วพานให้เกิดบทสนทนายืดยาวเกี่ยวกับชีวิตสามพันปีของปีศาจตนนี้ ที่เปี่ยมไปด้วยความปรารถนาโหยหา ความรักลุ่มหลง การเฝ้ารอคอย และความซับซ้อนหมิ่นเหม่ในความสัมพันธ์ …ก่อนที่เธอจะเอ่ยขอพรแล้วนำพาเรื่องราวของหนังไปอีกทางได้อย่างน่าสนใจ

    หนังให้อารมณ์ของเทพนิยายสูงมาก แต่ก็เต็มไปด้วยบรรยากาศลึกลับ หม่น เคร่งขรึม และที่สำคัญชวนให้เราคิดถึงความหมายของ 'ความรัก' ได้เป็นอย่างดี

  รับชมได้ทาง Netflix

Diorama (2022)

    ทูวา โนวอตนี (Tuva Novotny) ผู้กำกับและผู้เขียนบท Diorama หนังจากสวีเดนเรื่องนี้ เล่าเรื่องความรักความสัมพันธ์ผ่านตัวละคร ฟรีดา (Frida) รับบทโดย เปีย เชลตา (Pia Tjelta) และ บียอร์น (Björn) รับบทโดย เดวิด เดนซิก (David Dencik) คู่รักที่ตัดสินใจสร้างครอบครัวด้วยกัน จากช่วงแรกที่คลั่งรัก ผ่านช่วงหลังดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ เวลาดำเนินผ่านไปจนพวกเขามีลูกด้วยกัน 3 คน ฝ่ายหญิงที่ทำงานไปด้วย เลี้ยงลูกไปด้วย สะสมความเหนื่อยและเก็บกดไว้จนแทบล้น ยากที่จะแบ่งพลังชีวิตไปผ่อนคลายหรือหาความสุขให้กับตัวเอง ขณะที่ฝ่ายชายก็หลีกเลี่ยงที่จะพูดคุยกับคู่ชีวิต ให้ไม่ต้องเผชิญหน้ากับความเบื่อหน่ายของชีวิตคู่ แล้วทำหน้าที่พ่อกับสามีไปวันๆ

    ความน่าสนใจของหนังเรื่องนี้อยู่ที่การดำเนินเรื่องฝั่งดราม่าสลับกับการอธิบายอารมณ์ ความรู้สึก ความรัก ความผูกพัน ความเหนื่อยหน่าย และ การข้ามผ่านความโศกเศร้าด้วยวิทยาศาสตร์และชีววิทยาไปจนถึงข้อมูลวิจัย หนังบอกเล่าวิวัฒนาการที่มนุษย์สร้างครอบครัว การแต่งงานที่มาจากความเชื่อและศาสนา ไปจนถึงการจำลองสถานการณ์ของนักแสดงที่ใส่ชุดสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นไก่ สิงโต หรือ หนู เพื่อบอกเล่าพฤติกรรมการหาคู่ การผสมพันธุ์ หรือ การดิ้นรนเอาชีวิตรอด พร้อมๆ กับการตั้งคำถามว่า มนุษย์ถูกสร้างมาเพื่อมีรักเดียวใจเดียวจริงหรือเปล่า?

    บางคนอาจจะรู้สึกว่า การเล่าดราม่าที่ตัดสลับกับการอธิบายอารมณ์และความรู้สึกผ่านฉากจำลอง ทำให้อารมณ์ร่วมในการชมหนังเรื่องนี้สะดุดเป็นระยะ แต่จริงๆ แล้วคิดว่าเป็นความกล้าหาญของผู้กำกับที่เลือกสะท้อนความรักความสัมพันธ์ในยุคสมัยที่คู่ชีวิตมองข้ามความรู้สึกของกันและกัน จนกลายเป็นฝ่ายสร้างความเปลี่ยวดายให้กันและกันอย่างสมจริง พอมีการตัดฉากเหล่านี้เข้ามาแทรกก็ช่วยดึงคนดูออกห่าง แล้วบรรเทาความเศร้าให้คนดูได้บ้าง รวมถึงข้อมูลต่างๆ ก็อาจจะช่วยให้คนที่กำลังเผชิญกับความรู้สึกเหล่านั้นเข้าใจตัวเองได้มากขึ้นด้วย

  รับชมได้ทาง Netflix

Cobalt Blue (2022)

    เมื่อความรักถือเป็นเรื่องอันตราย ความสัมพันธ์อันต้องห้าม และผิดกฎหมาย!

    นี่คือหนังบอลลีวูดที่สร้างจากนวนิยายของนักเขียน และผู้กำกับคนเดียวกันอย่าง ซาชิน คุสดัลการ์ (Sachin Kundalkar) เขานำพาเราย้อนกลับไปในปี 1996 เป็นปีซึ่งความรักของกลุ่มคน LGBTQ+ ยังผิดกฎหมายอาญาในประเทศอินเดีย (SECTION 377 ประมวลกฎหมายอาญาอินเดีย คือการบัญญัติให้การร่วมประเวณีแบบผิดธรรมชาติกับมนุษย์หรือสัตว์เป็นอาชญากรรม ซึ่งถูกนำมาใช้เอาผิดคู่รักเพศเดียวกัน มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปีหรือโทษจำคุกสูงสุดตลอดชีวิต ปัจจุบัน อินเดียประกาศยกเลิกกฎหมายนี้ไปเมื่อปี 2018 เนื่องจากละเมิดสิทธิมนุษยชน และสิทธิส่วนบุคคล) เล่าเรื่องความสัมพันธ์และตัวตนอันหลบซ่อนของ 'ฐานัย' (Tanay Vidhyadhar Dixit รับบทโดย ดร. เนเลย์ เมเฮนเดล) และ 'อนุชา' (Anuja Dixit รับบทโดย อันจาลี สิวรามัน) น้องสาวที่ตกหลุมรักหนุ่มแปลกหน้าที่มาเช่าบ้านคนเดียวกัน ท่ามกลางจารีตประเพณีอันเคร่งคัดในบริบทสังคมที่ความรักระหว่างคนสองคนเป็นเรื่องต้องห้าม

    ตัวหนังเองพยายามนำเสนอมุมมองความรัก ความผิดหวัง ความบอบช้ำทางจิตใจซึ่งแปรเปลี่ยนเป็นบทเรียนในความสัมพันธ์มากกว่าที่จะพูดถึงความน่ากลัวของกฎหมายในยุคนั้น ทำให้หนังไม่ดูบีบคั้น และน่าอึดอัดจนเกินไป และเรายังเห็นข้อจำกัดอื่นๆ ในสังคมอีกมากผ่านเรื่องราวของน้องสาวที่ถูกตีกรอบชีวิตทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า ทรงผม ตลอดจนความฝันซึ่งในแง่ของความรู้สึกอาจจะเทียบเท่ากับการเป็นเกย์ในยุคนั้นเลยก็ว่าได้

    อีกหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจของหนังเรื่องนี้คือภาพ สี และแสง ที่ใช้สัญญะเชิงศิลป์ได้อย่างสวยงามและแนบเนียน รวมถึงดนตรีประกอบที่สามารถนำทางเราไปสู่บรรยากาศของความเศร้า เหงา ซึมได้แบบถึงใจ

    ถึงแม้หนังจะจบลงด้วยความไม่สมหวังตามแบบฉบับหนังเกย์ทั่วๆ ไป แต่สามารถสะท้อนปัญหาต่างๆ ในสังคมได้อย่างหลากหลาย และสำรวจประเด็นเพศวิถีให้ผู้ชมได้เรียนรู้ได้เป็นอย่างดี

  รับชมได้ทาง Netflix

Even If This Love Disappears Tonight (2022)

    ภาพยนตร์แนวโรแมนติกดราม่าสัญชาติญี่ปุ่นที่เข้าฉายบน Netflix เป็นผลงานการกำกับของ ทาคาฮิโร มิกิ (Takahiro Miki) เจ้าของผลงานภาพยนตร์โรแมนติกดราม่าอย่าง Tomorrow I Will Date With Yesterday You

    ภาพยนตร์บอกเล่าเรื่องราวของ ฮิโนะ มาโอริ รับบทโดย ริโกะ ฟุคุโมโตะ (Riko Fukumoto) หญิงสาวผู้มีภาวะสูญเสียความทรงจำข้างหน้า จากการประสบอุบัติเหตุ ซึ่งทำให้เธอสูญเสียความทรงจำทุกครั้งที่หลับ ทำให้ในทุกๆ วันที่เธอตื่นขึ้นมา เธอต้องอ่านไดอารี่ที่เธอเขียนบันทึกเรื่องราววันเมื่อวานเอาไว้ โดยมีเพียงครอบครัวของเธอและเพื่อนสนิทของเธออย่าง อิซึมิ วาตายะ รับบทโดย ฟุรุคาวะ โคโตเนะ (Furukawa Kotone) เท่านั้นที่รู้เรื่องนี้ จนกระทั่งเธอได้ตัดสินใจคบหากับ คามิยะ โทรุ รับบทโดย มิจิเอดะ ชุนสุเกะ (Michieda Shunsuke) โดยที่ตัวโทรุเอง ไม่รู้เลยว่าเธอจำเขาได้จากไดอารี่ที่เธอเขียนในทุกๆ วันเท่านั้น

    หนังเล่าเรื่องด้วยจังหวะเรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยอารมณ์และรายละเอียดเล็กๆ ที่ทำให้คนดูรู้สึกผูกพันกับตัวละคร ความรักของตัวละครในเรื่องไม่ได้หวือหวา แต่สะท้อนให้เห็นความหมายของการ "เลือกที่จะรัก" แม้จะรู้ว่าความทรงจำอาจหายไปในวันพรุ่งนี้

    Even if This Love Disappear Tonight เป็นหนังรักญี่ปุ่นที่ทั้งอบอุ่น เศร้า และงดงาม แม้จะเป็นพล็อตแบบที่เดาเนื้อเรื่องได้ไม่ยาก แต่หนังไม่ได้เล่าเพียงเรื่องราวความรักของคู่หนุ่มสาวเท่านั้น แต่ยังเล่าถึงถึงความรักระหว่างมิตรภาพและครอบครัวได้ออกมาอย่างน่าประทับใจ ใครที่ชอบหนังรักญี่ปุ่นดูแล้วอิน มีน้ำตาคลอ เรื่องนี้น่าจะเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ดูแล้วไม่ผิดหวัง

    นอกจากนี้ บน Netflix ยังมีเวอร์ชั่นรีเมคฉบับเกาหลี ที่นำแสดงโดย ชินชีอา (Shin Si A) และ ชูยองอู (Choo Young Woo) ให้ได้รับชม ใครดูฉบับญี่ปุ่นแล้วชอบหนังเรื่องนี้ ลองไปดูเวอร์ชั่นนี้กันต่อกันได้เลย

  รับชมได้ทาง Netflix

She Came To Me (2023)

    ผลงานของ รีเบกการ์ มิลเลอร์ (Rebecca Miller) ผู้กำกับคนเก่งที่เป็นภรรยาของสุดยอดนักแสดง เดเนียล เดย์ ลูอิส (Daniel Day-Lewis) หนังเรื่องนี้เธอเขียนบทเองด้วย ความน่าสนใจอย่างแรกคือการได้นักแสดงอย่าง ปีเตอร์ ดิงก์เลจ (Peter Dinklage) หนุ่มร่างเล็กที่แจ้งเกิดจาก Game of Thrones, แอนน์ แฮททาเวย์ (Anne Hattaway) และ มาริสา โทเม (Marisa Tomei) มาร่วมแสดง หนังเล่าถึงคีตกวีผู้กำลังเกิดอาการแต่งเพลงไม่ออก (ดิงก์เลจ) ซึ่งมีภรรยาเป็นจิตแพทย์ส่วนตัวนิสัยเจ้าระเบียบ (แฮททาเวย์) จนวันหนึ่งเขาบังเอิญไปพบกับสาวเจ้าของเรือลากผู้เป็นโรค 'เสพติดความรัก' (โทเม) แล้วมีเหตุการณ์ให้ได้ใกล้ชิดกัน ทำให้สาวแปลกหน้าคนนี้กลายเป็น Muse หรือเป็นแรงบันดาลใจให้เขาเขียนโอเปร่าเรื่องล่าสุดได้สำเร็จ!

    สถานการณ์ถูกซ้อนทับด้วยเรื่องราวลูกๆ ของตัวละครหลักที่กำลังมีรักครั้งแรก กลายเป็นหนังที่เล่าเรื่องเทียบระหว่างความยุ่งเหยิงของชีวิตความสัมพันธ์แบบผู้ใหญ่ และความสดใสบริสุทธิ์ของรักแรกแย้ม แทรกด้วยซีนการแสดงโอเปร่าสุดอาร์ตแบบร่วมสมัย อารมณ์หนังดูเพลินๆ ดนตรีไพเราะ ภาพสวยงาม มีจุดหักมุมเล็กๆ น้อยๆ ไปตลอดทำให้เราติดตามเรื่องอย่างลื่นไหล แต่ She Came To Me ไม่ได้มีแค่อารมณ์รอม-คอมนิดๆ ผสมหนังอาร์ตหน่อยๆ เท่านั้น หากเราจะดูหนังเรื่องนี้ด้วยสายตาแบบอาร์ตจ๋าไปเลยก็ได้ เพราะหลายๆ อย่างชวนตีความได้อย่างลึกซึ้งเลยทีเดียว และของแถมสุดพิเศษอีกอย่างคือเพลงในเอนด์เครดิตที่ชื่อ Addicted to Romance ซึ่งแต่งและขับร้องโดย บรู๊ซ สปริงสทีน (Bruce Springsteen) นั้นไพเราะขาดใจจริงๆ …การที่นักร้องระดับ 'The Boss' ของวงการเพลงร็อกยอมมาแต่งเพลงให้หนังสักเรื่องย่อมถือว่าไม่ธรรมดาเลยล่ะ!

  รับชมได้ทาง Netflix

18×2 Beyond Youthful Days (2024)

    ใครเป็นคอหนังรักสัญชาติญี่ปุ่นคงจะตกหลุมรักภาพยนตร์โรแมนติกเรื่องนี้ไม่น้อย 18×2 Beyond Youthful Days นำเสนอเรื่องราวการเติบโตและความรักระหว่าง จิมมี่ แสดงโดย เกร็ก ซู หรือ สวีกวงฮั่น (Greg Hsu, Hsu Kuang-han) นักพัฒนาเกมชาวไต้หวันที่ชีวิตกำลังสะดุด เพราะถูกไล่ออกจากงานและเผชิญกับภาวะหมดไฟ เขาตัดสินใจออกเดินทางไปยังประเทศญี่ปุ่นอีกครั้ง เพื่อตามหา อามิ (รับบทโดย คายะ คิโยฮาระ - Kaya Kiyohara) หญิงสาวชาวญี่ปุ่นที่เคยพานพบในฤดูร้อนตอนที่เขายังเป็นวัยรุ่น

    ...อาจเพราะเขายังเด็กเกินกว่าจะรักษาความสัมพันธ์ไว้ หรือ อาจเพราะโชคชะตาที่กลั่นแกล้งให้ทั้งคู่เจอคนที่ใช่แต่ผิดเวลา ทั้งคู่จึงมีเวลาเพียงน้อยนิดในการทำความรู้จัก และลาจากกันเร็วไวราวกับแสงไฟกะพริบ แต่ดูเหมือนระยะเวลาอาจไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เพราะความทรงจำครั้งนั้นส่งผลระยะยาวต่อความรู้สึกในหัวใจของชายหนุ่มเข้าเสียแล้ว

    จากจดหมายรักที่ไร้คนรับในอดีต สู่การออกเดินทางเพื่อไล่ตามความทรงจำครั้งเก่า หนังดำเนินเรื่องไปอย่างช้าๆ เพื่อให้เวลาผู้ชมอย่างเราๆ ซึมซับรายละเอียด ฉายภาพในอดีตสลับกับวันเวลาในปัจจุบัน โดยมีฉากหลังเป็นบ้านเมืองในประเทศญี่ปุ่นและไต้หวัน ซึ่งมองเผินๆ ก็ให้กลิ่นอายคล้ายกันในบางที สิ่งที่ดูจะต่างไปคงมีเพียง จิมมี่ ผู้เติบโตจากเด็กหนุ่มเจ้าอารมณ์ มาสู่ชายวัยทำงานที่ดูสุขุมและใช้เวลาขบคิดกับสิ่งต่างๆ มากขึ้น เรียกได้ว่า เกร็ก ชู ตีสองบทบาทได้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ส่วนเคมีของพระนางในวัยเด็กก็เข้ากันได้ดีจนคนดูแบบเราต้องแอบอมยิ้มให้กับมวลแห่งความรัก

    แม้ไม่อาจบอกได้ว่า สุดท้ายแล้วทั้งคู่จะได้พบกันอีกไหม แต่การเดินทางของจิมมี่จะพาคุณไปเผชิญหน้ากับ ความทรงจำ และความเปลี่ยนแปลงตามช่วงวัย จนชวนให้หวนระลึกถึงตัวตน และใครบางคนที่คุณอาจหลงลืมไป ให้กลับมากระจ่างชัดในหัวใจของคุณอีกครั้ง

  รับชมได้ทาง Netflix

My Name is Loh Kiwan (2024)

    เพราะนักแสดงนำคือ ซงจุกิ (Song Joong-ki) ที่เราคุ้นเคยกันดี อาจทำให้หน้าหนังดูมีความแมสอยู่ไม่น้อย แต่ดูเหมือนหนังจะยังไม่ได้รับการพูดถึงเท่ากับหนังเรื่องอื่นๆ ของเขา อาจเพราะเนื้อเรื่องของหนังนั้นโหดไม่เบา เพราะมันเล่าเรื่องของ โรกีวาน ชายเกาหลีเหนือผู้อาภัพที่ลี้ภัยไปอยู่เบลเยี่ยม และต้องเผชิญกับชะตากรรมสุดรันทด ที่พาเขาไปรู้จักกับมารี (รับบทโดย ชเวซองอึน - Choi Sung Eun) หญิงสาวผู้ไม่อยากมีชีวิตอยู่เพราะมีความทุกข์ฝังใจจากเรื่องครอบครัว เธอมีชีวิตเกี่ยวข้องกับโลกใต้ดินและนำพาให้ชะตากรรมของทั้งคู่ไปแขวนอยู่บนเส้นด้าย

    เกือบครึ่งเรื่องแรกหนังยังไม่มีวี่แววจะเป็นหนักรักโรแมนติก แต่กลับเล่าเรื่องของผู้ลี้ภัยในยุโรปได้จริงจังเอามากๆ บทบาทซงจุกิทั้งทรุดโทรม น่าสงสาร และบีบคั้นจนไม่เหลือคราบผู้กองยอดรักจาก Descendants of The Sun เลยทีเดียว หนังยังใส่ความเป็นแอคชั่นและโรแมนติกเข้ามาผสมกับความเป็นดราม่าหนักๆ ก่อนจะพาไปสู่บทสรุปที่คลี่คลาย ทำให้ส่วนผสมอารมณ์ของหนังดูแปลกๆ ปนๆ กันอยู่บ้าง แต่ด้วยการแสดงของนักแสดงนำทั้งคู่ก็พาเราติดตามหนังอย่างเอาใจช่วยไปได้ตลอดทั้งเรื่อง

    แม้ My Name is Loh Kiwan จะให้น้ำหนักกับเรื่องชีวิตผู้ลี้ภัยพอๆ (หรืออาจจะมากกว่า) ความเป็นหนังรัก ภาพรวมออกจะไปทางดาร์กๆ หม่นๆ แต่ชีวิตจริงๆ ก็คงเป็นแบบนี้ล่ะ คือบางทีเราก็คงต้องการคนที่รักเราจริงๆ เพื่อเป็นที่หลบลี้ภัยในวันที่มันหนักหนาสาหัส มากกว่าวันที่สว่างสดใสใช่ไหมนะ

  รับชมได้ทาง Netflix

Lost In Starlight (2025)

    สำรวจระยะห่างของความรัก ความสัมพันธ์ และความฝัน บนความห่างไกลกว่า 140 ล้านไมล์จากโลกถึงดาวอังคาร

    Lost in Starlight เป็นภาพยนตร์แอนิเมชันโรแมนติก-ไซไฟสัญชาติเกาหลีใต้ ถ่ายทอดเรื่องราวความรักของนักวิทยาศาสตร์สาว จูนันยอง และนักดนตรีหนุ่มที่เกือบละทิ้งความฝัน อย่าง เจย์ บนความต่างของชีวิต ตั้งแต่สายอาชีพ ตัวตน และความฝัน พวกเขาค่อยๆ เชื่อมโลกส่วนตัวเข้าด้วยกัน ก่อร่างความผูกพันครั้งใหญ่ ก่อนที่ จูนันยอง จะตัดสินใจเดินทางออกนอกโลก เพื่อตามหาแม่ที่หายตัวไปเมื่อ 25 ปีก่อน และเกิดเป็นรักทางไกลที่ไกลเสียจนเทคโนโลยีก็ไม่อาจทำให้ทั้งคู่รู้สึกใกล้กันได้อีก

    ภาพยนตร์เรื่องนี้จะพาคุณไปเฝ้าดูการประคับประคองความรัก ทับซ้อนกับการปะติดปะต่อความฝัน ผ่านสองตัวละครที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง จูนันยองเป็นตัวแทนของกลุ่มคนที่มุ่งมั่นไปสู่เป้าหมายเป็นเส้นตรง ขณะที่เจย์อาจเหมือนใครบางคนที่กำลังเก็บเกี่ยวสิ่งต่างๆ ในชีวิตอย่างค่อยเป็นค่อยไป จนอาจหลงลืมความฝันก้อนใหญ่ที่เขาต้องการจะไขว่คว้าไว้ในอดีต แต่เมื่อพวกเขาได้พบกัน ความแตกต่างจึงแปรเปลี่ยนเป็นความผูกพันและฉุดรั้งพวกเขาไว้ในความสัมพันธ์ระยะไกล (Long Distance Relationship) ขณะเดียวกัน ก็ผลักดันให้กล้าเดินต่อในวันที่ต้องเผชิญความยากลำบากในชีวิต

    ความดีงามของเรื่องนี้ คือ สีสันและบรรยากาศที่ให้ความรู้สึกทั้งอบอุ่นและเงียบเหงาไปพร้อมกัน โดยมีเสียงพากย์จากนักแสดงชื่อดัง อย่าง คิมแทรี และ ฮงคยอง มาเติมเต็มความรู้สึกของตัวละคร เคล้าคลอไปกับบทเพลงเพราะๆ จาก 1of1 โปรดิวเซอร์ชื่อดังผู้คร่ำหวอดในวงการเพลงประกอบภาพยนตร์ โดยเฉพาะเพลง Bonvoyage ที่ได้ คิมแดเนียล (Kim Daniel) จากวง wave to earth มาขับร้อง บอกเลยว่าไพเราะและถ่ายทอดมุมมองของเจย์ได้ดีมากๆ

    และแม้ว่าการเดินทางครั้งนี้จะต้องพบกับบทสรุปแบบไหน เราเชื่อว่าเรื่องราวระหว่างทางของจูนันยองและเจย์จะทำให้คุณประทับใจอย่างแน่นอน

  รับชมได้ทาง Netflix