Past Lives ภาพยนตร์โดยผู้กำกับและนักเขียนบท เซลีน ซง ถ่ายทอดเรื่องราวความรักระหว่างเพื่อนเก่าในวัยเด็ก ที่ลุกลามไปถึงเรื่องรักในวัยหนุ่มสาว อาจเป็นเพราะ 'โชคชะตา' หรือ 'การกระทำ' แบบผิดที่ผิดเวลาของตัวละคร (หรือทั้งสองอย่าง) เส้นทางชีวิตของ นอร่า (รับบทโดย เกรตา ลี) และ แฮซอง (รับบทโดย แทโอ ยู) จึงจำต้องฉีกพรากออกจากกันอย่างน่าเสียดาย ทั้งคู่เปรียบเสมือนต้นไม้สองต้นซึ่งมีความผูกพันกัน และแม้จะเป็นต้นไม้พื้นพันธุ์เดียวกัน แต่กลับต้องมาเติบโตกันในคนละพื้นที่ คนละสภาพแสง ต้นไม้ทั้งคู่อยู่อาศัยบนโลกใบเดียวกัน แต่ก็แตกต่างกันทั้งในเรื่องภูมิอากาศ เส้นแบ่งเขตเวลา และบริบทสิ่งแวดล้อมที่ต้องเผชิญ
หนังเล่าเรื่องผ่านช่วงเวลา 24 ปี โดยแบ่งขวบปีของตัวละครเป็นหลายช่วง ห่างกันช่วงละ 12 ปี ในหลายช่วงเวลาขณะหนังฉายภาพ ฉันในฐานะผู้ชมได้เห็นเรื่องราว ปรากฏการณ์ และประเด็นอะไรบ้าง จะขอแชร์ส่วนที่มองเห็นและสัมผัสได้มาให้อ่านกันในพื้นที่นี้
***SPOILER ALERT: บทความนี้เหมาะกับคนดูหนังมาแล้ว เนื่องจากมีการเปิดเผยส่วนสำคัญของเนื้อเรื่อง

ในช่วงปี 2012 (อ้างอิงช่วงปีจากภาพยนตร์) นอร่าในวัย 24 ตัดสินใจ 'พัก' การพูดคุยกับแฮซองด้วยหลายปัจจัย หนึ่งในปัจจัยสำคัญคงหนีไม่พ้นเรื่องสภาพอารมณ์ของตัวละคร แม้ว่าจะมีความคิดถึงและผูกพันกับฝ่ายชายมากแค่ไหน แต่ก็ยังไม่มากพอจะเติมเต็มชีวิตในภาพรวม สำหรับชีวิตของผู้หญิงยุคใหม่ การพึ่งตัวเองได้และการรักษาสมดุลในเรื่องเป้าหมาย ความฝัน และชีวิตส่วนตัวในมิติอื่นๆ เป็นเรื่องสำคัญ การปรับเปลี่ยนจังหวะชีวิตตามอีกฝ่าย ในระยะยาวไกลจึงกลายเป็นเรื่องยากเย็น เพราะผลกระทบอาจไม่จำกัดอยู่แค่เรื่องสุขภาพกาย แต่ยังมีผลกับสุขภาวะทางใจด้วย
แม้จะอยู่บนโลกใบเดียวกัน แต่เวลาที่ต่างกันมากระหว่างสองซีกโลกก็อาจทำให้มนุษย์สองคนรู้สึกเหมือนอยู่กันคนละโลก ความกระท่อนกระแท่นของสัญญาณอินเตอร์เน็ตเป็นปัจจัยเล็กๆ ซึ่งใหญ่พอที่จะทำให้การเชื่อมต่อความสัมพันธ์ระยะไกลเป็นไปอย่างเหนื่อยล้า การต้องคอยเช็กว่าอีกฝ่าย "ยังอยู่ไหม" จอภาพนิ่งค้างและสุ้มเสียงเงียบหายล้วนไม่ใช่สัญญาณที่ดีนักระหว่างว่าที่คู่รัก
สำหรับนอร่า นักฝันที่อยากจะเป็นนักเขียนผู้ประสบความสำเร็จ การหลุดโฟกัสหรือการใช้ชีวิตที่หลุดจากเป้าหมายเป็นปัญหาหนักหน่วง ซึ่งสามารถดึงลากให้เกิดการตัดสินใจครั้งใหญ่ —ซึ่งไม่ว่าเธอจะตัดสินใจถูกหรือผิด ก็ต้องยอมรับผลที่เกิดขึ้น

ในเรื่อง Past Lives นอร่าย้ายถิ่นที่อยู่ถึงสองครั้ง จากเกาหลีไปแคนาดา และจากแคนาดามายังอเมริกา แรงขับดันให้เธอเคลื่อนไปข้างหน้าไม่มีอย่างอื่นนอกจากความรักในการเขียนและเป้าหมายที่จะประสบความสำเร็จในสิ่งที่ตัวเองรัก และในเมื่อเป็นอเมริกา ไม่ใช่เกาหลี การเดินทางจากบ้านเกิดของเธอก็มีราคาที่ต้องจ่าย เมื่อทิ้งสิ่งหนึ่งไป (ในวัย 12 ขวบ) เธอก็ได้รับสิ่งใหม่ๆ มากมายจากชีวิตในต่างแดนในวัยและวันในเวลาต่อมา
สำหรับเหล่านักฝันผู้ลงมือทำจริง หลายคนได้พบความจริงแท้ว่าในความฝันไม่ได้มีแต่ความสวยงามเท่านั้น ความรู้สึกแปลกแยกในประเทศไม่เคยคุ้น การเป็นพลเมืองชั้นสอง ความว้าเหว่ในบางเวลา ฯลฯ อาจโถมทับคุณเสมือนเป็นสภาวะปกติ ถ้าคุณไม่มีความสามารถหรือไม่ใช่ตัวจริง ก็ยากที่คนที่นั่นจะมองเห็นตัวตนของคุณอย่างจริงจัง สำหรับนอร่าแล้ว การพิสูจน์ความสามารถแทบจะเป็นหนทางเดียวในการอยู่รอด
ร่องรอยของรายชื่อข้างบานกระจกส่องหน้าในห้องพักของนอร่าไม่ได้มีเพียงชื่อเดียว บ้านพักศิลปินในมอนทอกเปิดรับหลายชีวิตที่กำลังค้นหาตัวตน หลายคนหลีกเร้นมาเพื่อสร้างผลงาน และอาจมีอยู่จำนวนไม่น้อยที่เป็นคนต่างถิ่น และมาตามหาความฝันเช่นกัน
นอร่าดูเหมือนจะเป็นคนประเภทที่ยอมไกลบ้านเพื่อให้ได้เข้าใกล้เป้าหมายมากขึ้น แต่ความน่าสนใจก็คือ เมื่อเวลาผ่านไป และมนุษย์เติบโตขึ้น รางวัลในชีวิตที่นักเขียนอย่างเธอต้องการกลับไม่ได้ใหญ่โตตามไปด้วย จากรางวัลโนเบล กลายเป็นพูลิตเซอร์ และโทนี่ —นั่นคือคำตอบที่เธอให้กับแฮซองเมื่อเขาถามเธอว่า "ตอนนี้เธออยากได้รางวัลอะไร" ...ฉันคงพูดได้ไม่ชัดว่าความฝันของนอร่าเล็กลง แต่ที่แน่ๆ คือมันเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม และถ้าจะมองอย่างละเอียด เธออาจไม่ได้นึกถึงเรื่องรางวัลอีกแล้วด้วยซ้ำไป (ถ้าไม่มีใครสักคนถามขึ้นมา)

Past Lives ให้น้ำหนักกับประเด็นของจังหวะเวลาค่อนข้างมาก สัญญะต่างๆ ถูกวางเรียงรายไว้ ในแง่หนึ่งมันคือส่วนประกอบที่ทำให้หนังครบขึ้น เต็มขึ้น ซึ่งถ้ามองไม่เห็นก็ไม่เป็นไร คนดูยังดูหนังรู้เรื่องอยู่ แต่ในอีกแง่ ถ้าผู้ชมมองเห็นความหมายบางอย่างจากช็อตสั้นๆ หนึ่งถึงสองวินาทีเหล่านี้ ก็อาจทำให้ดูหนังสนุกขึ้นอีก
ไฟแดงที่หมายถึงห้ามเดินหน้า หรือจังหวะที่เทพีเสรีภาพหันหลังให้คนทั้งคู่ ล้วนชวนให้คิดต่อไปได้ไกล —ซีนเล็กๆ ในประเทศแห่งเสรีภาพซีนนี้อาจกำลังบอกเราว่าในจังหวะนี้ตัวละครไม่มีสิทธิและเสรีมากนักก็ได้

ในขณะที่แฮซองยังอยู่ในประเทศเกาหลี นอร่าเดินทางข้ามเวลาไปอีกฟากโลก เติบโต และใช้ชีวิต ก้าวเดินของพวกเขาพาให้ชีวิตของแต่ละคนไปสู่หนทางอันแตกต่าง นอร่าทะเยอทะยาน ป่ายปีนขึ้นสู่ที่สูง รักอิสระ
ขวบปีที่ผ่านไปก้าวเท้าไปพร้อมๆ กับความเปลี่ยนแปลง จากเด็กอายุ 12 สู่ผู้ใหญ่ในวัย 36 จะว่าช้าก็ช้า จะว่าเร็วก็เร็ว บางสิ่งเลือนหายไปแล้ว แต่ก็มีบางสิ่งยังคงอยู่ เมื่อฉันคนเดิมไม่ใช่ฉันคนเดิม บริบท-วัฒนธรรม-วิธีคิด-ความสนใจที่ต่างกันถักทอเป็นภาพชีวิตคนละภาพ ...นอร่ายังคงเดินขึ้นบันไดต่อไป แต่บันไดในวันนี้ต่างกับบันไดในวัยเยาว์มากมายนัก

อินยอน (인연) คือคำที่หนังเรื่องนี้เลือกใช้บรรยายสายสัมพันธ์ซึ่งพันผูกชีวิตของผู้คนเข้าด้วยกัน แปลอย่างง่ายเป็นคำว่า 'โชคชะตา' หรือ 'พรหมลิขิต' (หมายถึงเราไม่ได้ลิขิตหรือกำหนดเอง) ในทางพุทธศาสนามีหลักความคิดคล้ายๆ เรื่องนี้อยู่คือเรื่องของกรรมและผลกรรม การกระทำในอดีตจะส่งผลถึงปัจจุบัน เรื่องนี้ผูกวนอยู่กับแนวคิดเรื่องการกลับชาติมาเกิดด้วย กรรมที่เคยทำร่วมกันไว้ในชาติก่อนๆ จะโยงใยมาถึงชาตินี้ และแน่นอนว่า กรรมที่เราเลือกทำในปัจจุบันก็จะส่งผลถึงอนาคตด้วย (ในฐานะชาวพุทธคนหนึ่ง ฉันเชื่อในสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ พอๆ กับสิ่งที่ควบคุมได้นะ)
การอยู่ถูกที่ถูกเวลาดูเหมือนจะสำคัญยิ่งยวดต่อความสัมพันธ์ของตัวละครหลักๆ ในเรื่อง สถานที่ซึ่งอุดมไปด้วยบรรยากาศ-แสง-อุณหภูมิในระดับกำลังดี ประจวบกับจังหวะเวลาที่เหมาะสม เปิดทางให้ อาเธอร์ (รับบทโดย จอห์น มากาโร) กลายเป็นตัวละครลับที่ถูกเปิดตัวขึ้นกลางเรื่องได้เนียนๆ อาเธอร์โอบอุ้มตัวตนปัจจุบันของนอร่าไว้ การตัดสลับภาพอย่างรวดเร็วอาจทำให้ดูเหมือนเขามาไวเหลือเกิน แต่ในข้อเท็จจริงแล้ว ความสัมพันธ์ในฐานะคู่รัก 12 ปีของนอร่าและอาเธอร์ก็ไม่ใช่ระยะเวลาสั้นขนาดนั้น
ในทางกลับกัน การเดินทางมาอเมริกาของแฮซองกลับเนิ่นช้าเกินไป และในจังหวะที่สถานที่เริ่มถูกต้อง จุดของเวลาก็กลับผิดพลาดอีก ...แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น สิ่งที่ดูจะถูกต้องที่สุดเมื่อเวลาผ่านไป 24 ปีก็คือวุฒิภาวะของตัวละคร ในมุมมองส่วนตัว ฉันมองว่านอร่าและแฮซองในวัย 36 ปีตัดสินใจได้ดี ...อย่างน้อยก็ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

นอร่ามีชื่อเป็นภาษาเกาหลีว่า นายอง เป็นชื่อที่แฮซองยังใช้เรียกเธออยู่ แม้แม่ของนอร่าเองจะเลิกเรียกชื่อนี้ไปตั้งนานแล้ว การที่คนผิวเหลืองจะย้ายถิ่นฐานไปตั้งรกรากอยู่ในประเทศของคนผิวขาวนั้นมีกระบวนการอยู่ เป็นเรื่องทำได้ แต่ทำไม่ง่ายนัก ยากไปกว่าการโยกย้าย คือการปักหลัก การรักษาตัวตนเดิมและการเริ่มต้นชีวิตใหม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นไปพร้อมๆ กัน นายองในวัยเยาว์ต้องปรับตัว เติบโต และไม่ว่าจะพยายามสักแค่ไหนก็ยังแตกต่าง ด้วยพื้นเพดั้งเดิมไม่ใช่ชาวอเมริกัน
นอร่า (หรือครอบครัวของนอร่า) มีสิ่งที่ต้องการไขว่คว้า อาจเพราะเป็นสิ่งที่ในพื้นที่เดิมให้กับเธอไม่ได้ จากต้นกล้าในเมืองหนึ่งกลายเป็นไม้ใหญ่ในอีกเมือง นอร่าเปิดรับวิถีชีวิต วัฒนธรรม อาหารการกิน วิธีคิดแบบอเมริกันชน ในบางขณะคนอาจมองว่าตัวตนของเธอไม่ชัดเจน ในขณะที่ในบางขณะก็ชัดเจนเหลือเกินว่าเธอคือความผสมผสาน ความก้ำๆ กึ่งๆ นี้ดูคล้ายคลึงกับท่าทีแรกพบ (ที่แปลว่าพบกันจริงๆ) ในวัยผู้ใหญ่ของนอร่ากับแฮซอง สำหรับชาวอเมริกัน การโผกอดดูเป็นเรื่องปกติเหมือนการแปรงฟันในตอนเช้า แต่กับชาวเอเชียแล้ว สิ่งนี้อาจไม่ธรรมดา โดยเฉพาะถ้าแอคชั่นนี้เกิดขึ้นระหว่างคนสองคนที่มีความรู้สึกพิเศษบางประการ
ซีนข้างบ่อน้ำในสวนสาธารณะเป็นซีนสำคัญที่ฉันตั้งคำถามหนักมากว่า นอร่ารู้ตัวแค่ไหนว่าเธอกำลังทำอะไรอยู่ และพร้อมๆ กันนั้นฉันก็รู้สึกเห็นใจคนทั้งคู่ เพราะความรู้สึกที่พร่าเลือนและอารมณ์ที่ปนเปนั้นไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ปุถุชนอย่างเราๆ จะแยกประเภทได้ทัน หรือรู้เท่าทันใจตัวเองได้ในทันที

หลายชอตนิ่งๆ ในหนังทำให้ฉันนึกถึงภาพ Still Life สวยๆ ส่วนในซีนที่เป็นการจัดองค์ประกอบแบบภาพเคลื่อนไหวก็ชวนให้นึกถึงพวกภาพแนวสตรีทเท่ๆ โดยส่วนตัวฉันเป็นคนถนัดถ่ายภาพนิ่ง พอเห็นงานภาพยนตร์ที่มีการแพนกล้องไปกับองค์ประกอบซึ่งเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเลยรู้สึกว้าวเป็นพิเศษ บางซีนดูแล้วนึกไม่ออกว่าทีมงานเขียนสตอรี่บอร์ดยังไง เพราะหลายภาพที่ได้มาเหมือนอารมณ์การด้นสดตอนถ่ายทำ เช่น ซีนสะท้อนกระจกต่างๆ (ซึ่งจะพูดถึงต่อไป) การกำกับและลำดับภาพใน Past Lives ทำให้ฉันเผลอกลั้นหายใจอยู่บ้าง เพราะมันทั้งเล่าเรื่องราว เปี่ยมด้วยสัญลักษณ์ และถ่ายทอดผ่านมุมมองแบบศิลปิน
งานภาพของ Past Lives สวยงามราวจับวางแต่ก็เคลื่อนไหวไหลลื่น มีเรื่องราวอัดแน่นแต่ก็เว้นพื้นที่ไว้มากพอให้ได้จินตนาการ รวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้ตีความ หรือไม่ตีความก็ได้
ส่วนของพร็อพต่างๆ ก็คัดสรรมาอย่างดี หยิบมาแต่ส่วนจำเป็นและเกี่ยวเนื่องกับแกนกลางของเรื่องราว —'Eternal Sunshine of the Spotless Mind' ภาพยนตร์ที่มีอยู่จริง พูดถึงเรื่องการลบความทรงจำและความพยายามจะกู้มันคืนมา, 'Macbeth' หนังสือบทละครบนโต๊ะทำงานของนอร่า พูดถึงเรื่องราวเกี่ยวกับคำทำนายที่กำหนดชีวิตของผู้คน, และ 'Boner' ผลงานหนังสือเล่มหนาของอาเธอร์ สามีของนอร่า หนังสือปกนี้ปรากฏอยู่ในซีนที่เขากำลังแจกลายเซ็น ที่เจ็บปวดที่สุดคือคำว่า Boner แปลว่า 'ความผิดพลาด' เสียด้วย ดูเสียดสีเสียดแทงตัวละครสุดๆ (และคำนี้เป็นสแลงความหมายแรงทีเดียว ใครสงสัยว่าแปลว่าอะไรลองค้นกูเกิ้ลดูนะ) โดยส่วนตัวฉันคิดว่าพร็อพเหล่านี้เป็นบางตัวอย่างของความละเอียดลออของหนังเรื่องนี้

ฉันชอบประเด็นเรื่องสภาพอากาศที่ล้อเล่นกับอารมณ์ของตัวละครในหนัง (ฉันอาจโรคจิตก็ได้ คือรู้สึกสนุกดีทั้งที่ตัวละครเศร้าอยู่) ในแง่มุมของผู้ชม การขับเน้นอารมณ์เศร้าด้วยสภาพอากาศเลวร้าย ในสภาวะที่ตัวละครติดอยู่ในที่ใดที่หนึ่ง ไปไหนไม่ได้ มันดูทรมานและรู้สึกถึงหัวใจอันแสนเปียกปอนสุดๆ ...การใช้สภาพแสงเล่าเรื่องนั้นก็ทำได้ดีมาก เมื่ออารมณ์หม่น แสงก็หม่น และตัวละครนิ่งงัน เมื่อมีความหวังจะมีแดดอ่อนๆ มีดวงอาทิตย์ และตัวละครเคลื่อนที่รวดเร็ว
ฉากที่แสงตรงม่านริมหน้าต่างค่อยๆ หรี่ริบลงนั้นกินใจมาก เป็นการแสดงออกน้อยๆ แต่ก็บ่งบอกว่านอร่าหมดหวังแล้ว นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในใจและการกระทำของเธอ ส่วนซีนในสวนสาธารณะคงเป็นครั้งสองครั้งในหนังที่ผู้กำกับยอมให้อากาศดี (ครั้งแรกตอนเด็ก ครั้งที่สองตอนเป็นผู้ใหญ่) พอหนังเล่าผ่านสภาพแสง สภาพอากาศ และสิ่งแวดล้อม น้ำหนักของคำว่า 'ถูกที่ถูกเวลา' เลยยิ่งหนักแน่นขึ้นไปอีก และถ้าคิดทบทวนดูดีๆ ก็ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ แหละว่าภูมิอากาศมีผลกับชีวิตของมนุษย์โดยตรง 'ลมฟ้าอากาศพลิกประวัติศาสตร์โลก' ได้จริงมาครั้งแล้วครั้งเล่า (มีหนังสือชื่อนี้อยู่ ใครสนใจลองหามาอ่านได้)

นอกจากองค์ประกอบภาพอันเด็ดขาดแล้ว Past Lives ยังเล่าภาพซ้อนภาพได้เก่งกาจเหนือจริง ยกตัวอย่างเช่นในฉากที่มีการเอ่ยถึง 'อินยอน' เป็นครั้งแรก เป็นช่วงไม่กี่นาทีก่อนที่แฮซองจะสบตากับหญิงสาวร่างเล็กโต๊ะข้างๆ หนังเล่าเรื่องด้วยภาพของผู้คนที่เดินไปมาขวักไขว่ ภาพสะท้อนของหญิงสาวคนหนึ่งปรากฏขึ้นในซอกมุมเล็กๆ ผ่านบานกระจกใส เธอเดินเข้ามา ...และแล้ว เขาและเธอก็เจอกันในวันที่แฮซองพาตัวเองไปอยู่ในบรรยากาศคร่าคร่ำในค่ำคืนกลางมหานครเซี่ยงไฮ้
ภาพสะท้อนบนกระจกให้มิติลึกลับ ผู้ชมจะได้เห็นภาพหลายภาพซ้อนทับกัน เห็นทั้งตัวละคร สิ่งแวดล้อม และอารมณ์ภายใน ช่างภาพอย่างฉันชอบอะไรแบบนี้มาก เพราะเห็นหลายองค์ประกอบจบครบในเฟรมเดียว ทำให้การเล่าเรื่องสั้นกระชับและได้อารมณ์ด้วย —แสงไฟสลัว สายฝนพรั่งพรู ดวงไฟเล็กๆ จากตึกรามในเมืองหลวง ฯลฯ เหล่านี้บอกเล่าบางอย่างได้มากกว่าการถ่ายภาพตรงๆ โดยไม่ผ่านกระจกคั่น

เรื่องแต่งหลายเรื่องบนโลกใบนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องจริง Past Lives เองก็เป็นเช่นนั้น เซลีน ซง เจาะจงเลือกซูมอินเหตุการณ์ในชีวิตจริงของเธอ แล้วบรรจงสร้างและวางเรียงชุดภาพเหล่านั้นออกมาเป็นภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่สนุกก็คือ หนังก็ยังเป็นหนัง แม้จะมีความจริงอยู่หลายส่วน แต่ในบางส่วนก็เป็นการแต่งขึ้นใหม่ กลวิธีในการเล่าเรื่องต้องอาศัยทั้งศาสตร์และศิลป์ การจะทำให้คนดูเชื่อว่า นอร่าและอาเธอร์เป็นคู่แต่งงานที่ดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยการเขียนนั้นดูไม่ยากเท่าไหร่ แต่การจะทำให้คนดูเชื่อว่าความรักระหว่างพวกเขาดูธรรมดาแต่ก็ไม่ธรรมดา เป็นเรื่องไม่ง่าย
โดยส่วนตัว ฉันเข้าใจว่าการถ่ายทอดความธรรมดาไม่ใช่สิ่งที่สื่อประเภทภาพยนตร์หรือสื่อประเภท Fiction จะทำได้ดีนัก หนังที่ไม่มีตัวร้าย ไม่มีความอิจฉาริษยา อาจไม่ถูกใจผู้ชมหมู่มาก มีความเสี่ยงสูงที่จะดูธรรมดาเกินไป และไม่ควรจะหยิบมาทำเป็นหนัง
ฉากคุยกันหน้าอ่างล้างหน้าระหว่างอาเธอร์และนอร่าฉายภาพชีวิตแสนธรรมดาของสามีภรรยาทั่วไป มันธรรมดาและธรรมชาติ นอร่าทาครีมบำรุงผิว อาเธอร์รินน้ำแล้วดื่ม ทั้งคู่ผลัดกันสื่อสารถามและตอบ เรื่องราวดูปกติแต่ก็ไม่ปกติ เพราะในบทสนทนามีอะไรบางอย่าง ...สองนักเขียนเข้านอนแต่นอนไม่หลับ โดยส่วนตัวฉันชอบบทสนทนาบนที่นอนมากเป็นพิเศษ มันตัดพ้อแต่ก็เข้าใจ เข้าใจแต่ก็ตัดพ้อ ตอนที่อาเธอร์พูดถึงเรื่องความฝันและการละเมอพูดเป็นภาษาเกาหลีในเชิงเปรียบเปรยว่ามันเป็นอีกโลกของนอร่าที่เขาเข้าไปไม่ถึงนั้น มันทั้งดูเหมือนเรื่องแต่งแต่ก็เหมือนเรื่องจริงด้วย อาเธอร์เป็นนักเขียน เช่นเดียวกับนอร่า ทั้งคู่พูดภาษาเดียวกัน แลกเปลี่ยนกัน และพยายามเปิดใจที่จะยอมรับความเป็นจริงร่วมกัน
สิ่งที่ไม่อยากมองข้ามในซีนนี้ก็คือทั้งคู่เป็นคนทำอาชีพในสาย Fiction แต่ในการใช้ชีวิตจริงมันก็จริงเหลือเกิน มันธรรมดา ดูเหมือนจะไม่โรแมนติก ใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ และดู Non-fiction สุดๆ ไปเลย

วัยเด็กของนอร่าคือ นายอง เด็กขี้แยที่มีแฮซองเพื่อนสนิทของเธอคอยเคียงข้าง ในวัยเด็ก นายองร้องไห้กับแฮซองได้โดยไม่ต้องคิดอะไรมาก มีอารมณ์เอาแต่ใจตามประสาเด็กคนหนึ่ง ...ตัดภาพมาในวัยผู้ใหญ่ หนังบอกเราว่านอร่าไม่ค่อยร้องไห้แล้ว หรือแม้แต่ในซีนที่เธอร้องไห้ หนังก็ไม่ฉายภาพตรงๆ ให้เราเห็น มีเพียงใบหน้าครึ่งล่างของเธอ และภาพจากด้านหลัง ที่บอกใบ้ให้คนดูพอรู้ว่าเธอกำลังร้องไห้อยู่เงียบๆ
การร้องไห้ หรือไม่ร้องไห้ เป็นประเด็นชวนให้สังเกต
"เราไม่ใช่เด็กกันอีกแล้ว" นอร่าบอกกับแฮซองเช่นนี้ ประโยคนี้ไม่เพียงแต่บอกเล่าถึงขวบปี แต่ยังหมายถึงวุฒิภาวะของตัวละครด้วย นอร่าซึ่งแต่งงานแล้ว นอร่าในวัย 36 ปี ไม่ใช่นายองเด็กผู้หญิงขี้แยคนนั้นอีกแล้ว
ในฉากที่นอร่าเดินไปส่งแฮซองขึ้นอูเบอร์ เธอและแฮซองเดินไปในทิศทางซ้ายของหน้าจอภาพยนตร์ (สวนทางกับไทม์ไลน์มาตรฐานทั่วไปที่พุ่งทิศไปทางขวา) คล้ายกับหนังกำลังบอกเราว่าเธอกำลังเดินย้อนไปในอดีต นอร่าไม่ร้องไห้ ...หรืออย่างน้อยเธอก็เลือกจะไม่ร้องออกมา มีเพียงการโอบกอดเพื่อบอกลา ไม่มีมากกว่านั้น
"สมมติชาตินี้เป็นอดีต แล้วเราได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง ในชาติถัดไปคิดว่าเราจะเป็นอะไรกัน"
"ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน" นอร่าตอบแฮซองแบบชีวิตจริงไม่ขายฝัน
ฟังดูเจ็บปวด แต่ก็สวยงาม
หลังจากอูเบอร์แล่นหายไปในอดีต นอร่าใช้เวลาหายใจอยู่ตรงนั้นสักพัก แล้วหันหลังเดินกลับบ้าน ...เธอเลือกทิ้งอดีตไว้ข้างหลัง ระหว่างทางเธอเริ่มร้องไห้ เสียงร้องไห้ของเธอดังมาถึงผู้ชม แต่ไม่ดังพอจะเป็นที่กังวลของแฮซองอีกต่อไป ...อาเธอร์นั่งรอเธออยู่หน้าบันไดบ้าน เขาพร้อมเป็นบ่าให้กับน้ำตาของเธอ ...ที่สุดแล้วนอร่าเลือกร้องไห้กับอาเธอร์ คนที่พร้อมจะอยู่กับเธอในชีวิตปัจจุบันและอนาคต

สองซีนนี้ที่แฮซองมองผ่านหน้าต่างรถยนต์คือตรึงใจมาก ซีนแรกในวัยเด็กกับความรู้สึกติดค้าง สู่ซีนถัดมาในวัยผู้ใหญ่ที่ตัดสินใจได้อย่างชัดเจนว่าจะลงมือสะสางและข้ามผ่าน การจัดองค์ประกอบภาพในซีนหลังสวยงามไหลลื่น รถยนต์แล่นข้ามสะพานไปข้างหน้า ผ่านแสงสวยวิบไหว การข้ามสะพานดูจะเป็นสัญลักษณ์ที่เหมาะเจาะ มีความหมายลึกซึ้งถึงการข้ามผ่าน ไม่ค้างคากับอดีตที่ผ่านพ้นไป
Past Lives ปิดจบได้อย่างลงตัว ตามเก็บสิ่งที่เคยทิ้งร่องรอยเอาไว้ก่อนหน้า หน่วงอารมณ์แต่พองาม และช่วยให้คนดูรู้สึกคลี่คลายเบาๆ ในช่วงท้ายสุด ถือเป็นหนังรักที่มีความเป็นผู้ใหญ่ ...อย่างน้อยก็เท่าที่ผู้ใหญ่สักคนจะทำได้
329 VIEWS |
ที่ปรึกษาทีม happening shop, เจ้าของเพจเฟซบุ๊กและหนังสือ 'ญี่ปุ่นอุ่นอุ่น', นักเขียน ช่างภาพโฟโต้บุ๊ก 'Nagasaki Light' และไกด์บุ๊ก 'Kagawa Memories' นอกจากภาพถ่ายและงานเขียน สิ่งที่เธอสนใจเป็นพิเศษคือการนั่งสมาธิและการโปรยมุขไม่ขำ